Lesson 1 : ย้อนรอยอดีต [เควสบังคับ]

หน้า 2 จาก 4 Previous  1, 2, 3, 4  Next

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

Quest Re: Lesson 1 : ย้อนรอยอดีต [เควสบังคับ]

ตั้งหัวข้อ  ผู้มาเยือน on Thu 02 Oct 2014, 23:38

ย้อนรอยอดีตของแพน

ตอนเด็กๆผมอาศัยอยู่กับคุณลุงและคุณป้าที่บ้านสวนในชนบทห่างไกล ส่วนคุณพ่อกับคุณแม่ของผมทำงานอยู่ในกรุงเทพ นานๆจะแวะมาหาผมสักครั้ง แม่ชอบเรื่องราวของปีเตอร์แพน จึงตั้งชื่อผมว่าแพน คุณลุงมักเรียกผมว่าไอ้กระทะ หรือ ไอ้ทะ คุณลุงเป็นนักประดิษฐ์และมักจะคิดทดลองทำสิ่งต่างๆอยู่เสมอ บางครั้งก็มีเหตุการณ์ไฟไหม้บ้านจากการทดลองของลุงอยู่เสมอๆ ส่งผลให้ในบ้านไม่ค่อยมีของอะไรหรูหรานัก พวกของมีค่าก็นำไปฝากธนาคารเสียหมด ถึงอย่างนั้นพวกเราก็ไม่ได้อยู่กันแร้นแค้นนัก คุณป้าเป็นคนทำอาหารเก่งมาก ผมกับคุณลุงจะชอบกินข้าวที่บ้านเสมอ

จนมาวันหนึ่ง คุณลุงทดลองเรื่องรังสีหรืออะไรสักอย่างผมก็ไม่แน่ใจ ผมจำได้ว่าตอนผมกลับบ้านมาก็เจอแสดงสว่างวาบ มันแสบตามาก และผมก็ปวดตามาก ผมหมดสติไปครับ รู้สึกตัวอีกทีที่โรงพยาบาล ภาพทุกอย่างดูมึนเบลอไปหมด แม้ผมจะมีสติครบถ้วนแล้วก็ตาม ผมเห็นเงาคนๆนึงเดินเข้ามาหา พอเขาเริ่มพูดกับผม ผมก็จำเสียงได้ว่าคือคุณลุงของผมนั่นเอง เหตุการณ์ครั้งนี้ได้พรากชีวิตของคุณป้าไป คุณลุงเองก็อยู่ในสภาพจิตใจไม่เข้มแข็ง เพราะยอมรับการสูญเสียไม่ได้ คุณแม่จึงได้มาเอาตัวผมไปอยู่ด้วย แม่อยู่ในชุมชนแออัดในกรุงเทพ หาเช้ากินค่ำ ไม่มีเวลาให้ผมมากนัก ส่วนคุณพ่อก็มีภรรยาน้อย คุณพ่อกับคุณแม่จึงแยกทางกันไป ผมยังคงอาศัยอยู่กับคุณแม่

ชุมชนแออัดมีคนหลากหลายประเภท หนึ่งในนั้นคือพวกอันทพาล ผีพนัน ติดเหล้าติดยา ผมเองก็พยายามหลีกเลี่ยงจากคนพวกนั้น แต่ผมมีจุดอ่อนคือการมองเห็น หลังจากอุบัติเหตุทดลองรังสีครั้งนั้น สายตาของผมสั้นมากและมองไม่เห็นอะไรเลยในเวลากลางคืนแม้แต่ในเวลาโพล้เพล้ใกล้ค่ำ ผมมักโดนรังแกจากพวกอันทพาลเหล่านั้นและสู้ไม่ได้ทุกครั้งไป พวกมันมักจะเอาเงินค่าขนมของผมไป และ บังคับให้ผมเริ่มส่งยา แลกกับการไม่ทำร้ายร่างกายผม ผมไม่อยากจะทำ จึงต่อต้าน วันนั้นพวกมันทำร้ายผมกะจะเอาถึงตาย แต่แม่มาช่วยไว้ มันทำร้ายแม่ผมแทน แม่อาการสาหัส ในตอนนั้นมีพลเมืองดีคนนึงยื่นมือเข้ามาช่วย เขาช่วยดูแลค่าใช้จ่ายของแม่ตอนอยู่โรงพยาบาลให้ หาที่อยู่ใหม่ให้พวกเรา และแนะนำให้ผมย้ายโรงเรียนไปโรงเรียนควิ้นท์ เพื่อสังคมที่ดีกว่า แม่ผมเห็นด้วย สุดท้ายผมจึงย้ายมาเรียนที่นี่ ผมหวังว่าจะได้พบกับสิ่งดีๆที่นี่ครับ


GRADE EXP. +75

ผู้มาเยือน
ผู้มาเยือน


ขึ้นไปข้างบน Go down

Quest Re: Lesson 1 : ย้อนรอยอดีต [เควสบังคับ]

ตั้งหัวข้อ  peemung on Mon 06 Oct 2014, 04:31

ย้อนรอยอดีตของพี


ผม..เคย..เป็นคนที่หลงใหลในเสียงเพลง  ชอบในจังหวะ ทำนอง เสียงร้อง รักในเสียงดนตรีที่พี่ชายมักเล่นให้ฟังบ่อยๆ จนอยากเล่นด้วย แต่ผมเป็นคนที่ไร้ทักษะในการเล่นเครื่องดนตรีโดยสิ้นเชิง ผมจึงเลือกที่จะร้องเพลงแทน  ในตอนเด็กๆพวกเราพี่น้องมักตั้งวงร้องเล่นกัน พี่ชายนั่งดีดกีต้าร์ไป มีผมนั่งร้องเพลงอยู่ข้างๆ  ใครๆต่างชื่นชมในเสียงของผม  พวกเราวางแผนไว้ว่าพอโตขึ้น เราจะตั้งวงดนตรีจริงๆจังๆด้วยกัน  จะเดบิวท์ไปเป็นวงชื่อดัง ให้ทุกคนรู้จัก ให้ทุกคนได้ฟังเสียงเพลงของเรา  ...ช่วงนั้นเป็นวัยเด็กที่เต็มไปด้วยความฝัน เต็มไปด้วยความสุขที่ยากจะลืมเลือน..และยากที่จะได้พบอีก..

ว่ากันว่าความสุขมักผ่านไปเร็ว..  เมื่อปีก่อนในวันธรรมดาวันหนึ่ง มันก็เป็นเรื่องปกติที่ผมจะมานั่งร้องเพลงกับพี่ชาย วันนั้นผมสนุกกับการร้องมากไปหน่อยเลยร้องจนเจ็บคอ ผมจึงอมลูกอมแก้เจ็บคอ  แต่ลูกอมดันเกิดติดคอ กลืนก็ไม่ได้จะสำลักออกมาก็ไม่ไหว  หายใจจะไม่ออก  รู้สึกทรมานสุดๆ  แต่ในที่สุดลูกอมก็ละลายเล็กลงจนกลืนลงไปได้  สุดท้ายกลับกลายเป็นว่าเจ็บคอหนักกว่าเก่าซะงั้น  เสียงแหบแห้งแย่ไปเลย  แล้วเสียงก็ยิ่งแหบแย่ลงและเบาลงเรื่อยๆจนสุดท้ายก็เปล่งออกมาไม่มีเสียง....แล้วเสียง..ก็ไม่กลับมาอีกเลย...

..อยากร้องเพลง....แต่ร้องไม่ได้...

ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ไม่สามารถเปล่งเสียงออกมาได้อีก

หมอบอกว่าสารบางอย่างในลูกอมอาจเข้าไปทำลายเส้นเสียง  มันทรมานยิ่งกว่าตอนลูกอมติดคอ  ทรมานจนไม่อาจฟังเสียงเพลงได้ ทำได้แต่เก็บตัวอยู่กับตัวเอง ไม่ยุ่งเกี่ยวกับใคร กว่าจะยอมทำใจได้ก็ใช้เวลาอยู่พักใหญ่ ระหว่างนั้นพี่ชายก็หยุดเล่นดนตรีเพื่อผม  คอยสรรหางานอดิเรกอื่นๆมาให้ผมทำ ให้ลืมเรื่องการร้องเพลงไป  เขายื่นสมุดเล่มหนึ่งกับปากกามาให้ผม  แล้วเราก็ทั้งเขียนคุยกันทั้งวาดอะไรต่อมิอะไรด้วยกันอยู่ในนั้น  แล้วผมก็กลายเป็นคนชอบเขียนชอบวาดอะไรไปเรื่อยโดยไม่รู้ตัว

อะไรๆเริ่มดีขึ้น แต่ผมก็ยังไม่อาจกลับเข้าสู่สังคมได้อย่างเต็มที่ด้วยความรู้สึกว่าแปลกแยก  ผมมักใช้เวลาอยู่กับขีดเขียนสมุดมากกว่าพยายามสื่อสารกับเพื่อนๆ  พอจบป.6 ต้องหาที่เรียนต่อชั้นมัธยม ครูแนะแนวก็แนะนำโรงเรียนที่ดูเหมาะสำหรับผม ให้ผมไม่รู้สึกแปลกแยกอีกต่อไป  และแล้วผมจึงได้เข้าสู่โรงเรียนควิ้นท์


GRADE EXP. +90

Narin พิมพ์ว่า:สั้นๆแต่สื่อในด้านอารมณ์ความรู้สึกได้ดีมากเลยครับ

peemung

INFO. Phee
นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 5
ได้รับเงินเดิมพันจากคาสิโนคืน 50% ในกรณีที่เดิมพันแพ้เจ้ามือ | ลดค่าใช้จ่ายค่าเทอมและค่าห้องพักแต่ละเดือน 20%

Ore Ore : 262
Spirit Point : 79348266
CHIPS +11 M 70 K 657

+3.0% อัตราดอกเบี้ย CHIPS | ได้รับ ทุนการศึกษา/เงินเดือน เพิ่ม 100% ของฐานปัจจุบัน

PASSPORT
[ VISA ]:

[ Grade Exp. ]:
1495/1700  (1495/1700)

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Quest Re: Lesson 1 : ย้อนรอยอดีต [เควสบังคับ]

ตั้งหัวข้อ  blenderblniiz on Wed 08 Oct 2014, 02:16

*** บันทึกย้อนรอยอดีตของเด็กชายภูมินทร์ ***

.....ครอบครัวของผมเคยเป็นครอบครัวที่อบอุ่นและมีความสุข จนกระทั่งคุณพ่อเสียไป.. คุณแม่ก็แต่งงานใหม่
ด้วยเหตุผลที่ว่ากลัวผมขาดความอบอุ่น ซึ่งผมเองถ้าให้อยู่กับคุณแม่แค่สองคนผมก็อยู่ได้โดยที่ไม่ต้องหาสมาชิกครอบครัวเพิ่ม
แต่ถ้าคุณแม่มีความสุขกับเขาคนนั้นผมก็ไม่ว่าอะไรหรอกครับ
.....คุณแม่แต่งงานกับผู้ชายคนหนึ่งซึ่งมีฐานะปานกลาง เป็นคนที่แลดูค่อนข้างใจดี สุภาพเรียบร้อยและอ่อนโยน
แต่เมื่อเขาอยู่กับผม หาใช่ความรู้สึกแบบนั้นไม่ ความรู้สึกของผมตอนอยู่กับเขาต่างจากตอนที่เขาอยู่ต่อหน้าคุณแม่ราวฟ้ากับเหว
เพราะเขาในตอนที่อยู่กับผมนั้นเหมือนสัตว์ป่าที่รังแกสัตว์ที่อ่อนแอกว่า เขามักจะทำร้ายร่างกายผม ตบ ทุบ หรือตีผมในเวลาที่คุณแม่ไม่อยู่บ้านเสมอ
และเมื่อคุณแม่กลับมาที่บ้านเห็นผมในสภาพฟกช้ำ คุณแม่ก็จะถามไถ่ผมเสมอว่าเกิดอะไรขึ้น ผมได้แต่โกหกคุณแม่ว่า
‘ผมไปมีเรื่องกับเพื่อนๆมาครับ’ ตามที่ผู้ชายคนนั้นสั่ง ผู้ชายที่ผมไม่ยอมรับว่าเป็นพ่อ!
.....เรื่องราวพวกนี้วนลูปซ้ำไปซ้ำมาราวกับว่าเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวันของผมไปเสียแล้ว…
___________________________________________________________________________________________________

1ปีต่อมา
.....คุณแม่ได้เสียชีวิตด้วยโรคอะไรสักอย่างที่ผมไม่รู้จัก ทำให้ผมต้องอยู่กับผู้ชายคนนั้นเพียงลำพัง
ผมต้องอดทนได้สิ! เพราะผมเป็นลูกผู้ชายไงล่ะ! สักวันผมจะต้องหลุดพ้นจากนรกนี้ไปให้ได้!
___________________________________________________________________________________________________

1ปีหลังจากนั้น (ปัจจุบัน)
.....วันนี้เป็นวันที่เปลี่ยนแปลงชีวิตผมไปทั้งชีวิต!

.....ตอนนี้เป็นเวลาหกโมงเช้า ตัวผมนั้นกำลังจัดเตรียมอาหารเช้าสำหรับผมและผู้ชายคนนั้นอยู่
ตึง ตึง ตึง
เสียงฝีเท้าเดินลงมาจากบันไดด้วยอารมณ์ที่น่าจะหงุดหงิด (ฟังจากเสียงตึงตัง)
ผมไม่ได้สนใจอะไรมากนักจึงหั่นผักต่อไป แต่แล้ว..
พลั่ก! ผมรู้สึกเหมือนถูกกระแทกจากด้านหลังทำให้ผมเสียหลักล้มลงบนพื้น และดูเหมือนโชคของผมจะเลวร้ายสุดๆ
มีดที่ผมใช้หั่นผักดันร่วงลงมาปาดตาข้างซ้ายของผม!!!
ผมร้องลั่นและลงไปนอนกองกับพื้นด้วยความเจ็บปวด มันเกิดขึ้นเร็วมาก.. ของเหลวอุ่นๆสีแดงที่ไหลทะลัก
ออกมาจากดวงตาข้างซ้ายของผม ไหลเลอะเปรอะเปื้อนมือสองข้างที่กุมมันไว้.. มันคือเลือด!
ตอนนี้ผมมองเห็นได้ด้วยตาข้างขวาข้างเดียวเท่านั้น ในขณะที่ตาซ้ายนั้นมืดสนิท ผมเงยหน้ามองเขาคนนั้น
เขากำลังง้างขาและเตะเข้ามาที่ท้องของผม ซ้ำแล้วซ้ำเล่า.. จากความเจ็บปวด...กลายเป็นความบันเทิง
ผมเริ่มหัวเราะขึ้น จากเสียงหัวเราะเล็กๆกลายเป็นหัวเราะลั่น
“หัวเราะอะไรของแกวะ?!” ผู้ชายคนนั้นชะงักเท้าของตัวเองไว้และมองมาที่ผมด้วยสายตาขุ่นข้อง
“หึหึฮะฮะฮะฮะฮะ ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า” ผมหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง ความเจ็บปวดนี่มันอะไรกันนะ ทำไมมันรู้สึกมีความสุขสุดๆไปเลย
“เอาอีกสิ เอาอีกสิ เอาอีกสิ” ผมพูดคำนี้ซ้ำไปซ้ำมาราวกับจะสะกดจิตให้อีกฝ่ายทำตามที่ผมกล่าว
“ฉันจะจัดให้แกอย่างหนักเลยล่ะ” ชายคนนั้นแสยะยิ้มด้วยหน้าตาน่ากลัว แต่ผมกลับยังคงหัวเราะท้าทายอยู่
เขาคว้ามีดที่ร่วงลงมาปาดตาซ้ายผมเมื่อครู่ขึ้นมาและแทงเข้าที่สีข้างผมอย่างจัง
“อ๊ากกกก ฮะฮะฮะฮ่าฮ่าฮ่า อ๊า..” ผมร้องด้วยความเจ็บปวดและหัวเราะด้วยความสนุกสนานไปในเวลาเดียวกัน
แต่ว่านะ ถ้าให้คุณทำผมฝ่ายเดียวมันก็ไม่สนุกเลยนะครับ ผมจะมอบความเจ็บปวดให้คุณเอง หึหึ
.....ผมกระชากมีดที่เสียบอยู่ตรงสีข้างของผมออกมา เลือดกระเซ็นออกมาเล็กน้อยเพราะแทงไม่ลึกมากเท่าไหร่นัก
ผมรวบรวมแรงทั้งหมดที่มี เพื่อพุ่งเข้าไปเสียบมีดประดับหน้ากลางหน้าอกของเขาโดยที่เขาไม่ได้ทันคิดตั้งตัว
แต่ดูเหมือนผมจะเล็งพลาดไปหน่อยล่ะนะ ดูเหมือนมันจะพลาดไปโดนหัวใจเขาล่ะ.. หมดสนุกแล้วสินะ แย่จัง ?
___________________________________________________________________________________________________

.....เสียงไซเรนอันเป็นสัญญาณของรถตำรวจดังก้องบริเวณหน้าบ้านของผม ทำไมคุณตำรวจถึงมาล่ะ?
อาจจะเป็นเพราะเพื่อนบ้านได้ยินเสียงแปลกๆในบ้านผมก็เลยแจ้งตำรวจล่ะมั้ง? แต่ก็ดีเลย .. ผมเดินโซซัดโซเซออกมาจากบ้านเพื่อขอความช่วยเหลือจากคุณตำรวจ
เพราะดูเหมือนว่าร่างกายผมเริ่มจะไม่ไหวแล้วล่ะ… และในที่สุดสติผมก็ดับวูบลง…
.....หลังนั้นผมก็ตื่นขึ้นมาในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งซึ่งไม่ไกลจากบ้านผมมากนัก คุณตำรวจบอกว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนั้นผมไม่มีความผิดเพราะเป็นการป้องกันตัว
และคุณตำรวจยังบอกอีกว่า ‘ตาซ้ายของผมใช้การไม่ได้แล้ว’  เอ่อ……..คือผมรู้ตั้งแต่ผมตื่นแล้วครับ…. แต่ก็ช่างเถอะ รู้อีกรอบก็ไม่เสียหายนี่เนอะ?
.....ผมนอนในโรงพยาบาลมาคืนนึงแล้ว ทำไมรู้สึกแปลกๆกันนะ.. เหมือนขาดอะไรไป.. โธ่เว้ย!
ผมเอาหัวโหม่งกำแพงเพื่อให้นึกสิ่งที่ขาดให้ไปให้ออก 'ตุ้บ' และผมก็นึกออก.. อ๊ะ.. นี่สิใช่เลย
ผมเอาหัวโหม่งกำแพงซ้ำไปซ้ำมา.. มันก็เป็นความรู้สึกที่ดีนะ.. ผมคิดแบบนั้น
“หนวกหูโว้ยย!! พยาบาลไปดูห้องข้างๆให้ทีสิวะ!” เสียงโวยวายจากห้องข้างๆดังขึ้นมาขัดความสุขของผม
และไม่กี่นาทีต่อมาคุณพยาบาลก็เข้ามาดูผมที่กำลังเอาหัวโหม่งกำแพงอย่างเมามันส์และทิ้งรอยเลือดไว้บนกำแพง
ให้แลดูสยดสยอง พยาบาลถึงกับออกจากห้องโดยพลันกันเลยทีเดียว.. ผมคิดว่าผมง่วงแล้ว ผมควรนอนได้แล้วเนอะ?
ว่าแล้วผมก็มุดตัวเข้าไปอยู่ภายใต้ผ้าห่มที่แสนอบอุ่นโดยไม่สนใจเลือดหรือแผลบนหัวแม้แต่น้อย
.....เช้าวันต่อมาคุณพยาบาลคนเมื่อคืนได้มาบอกผมว่า ผม ‘ป่วยทางจิต’ และ ‘พิการทางสายตา’ ดังนั้นเขาจะส่งผมไปที่ ‘โรงเรียนควิ้นท์’ ซึ่งเป็นโรงเรียนสำหรับคนพิการ ซึ่งผมก็ออกจะดีใจด้วยซ้ำ เพราะผมไม่ได้ไปโรงเรียนตั้งแต่วันที่คุณแม่เสียแล้วล่ะ คิดถึงบรรยากาศแบบนั้นชะมัด เอาล่ะ ! ตื่นเต้นชะมัด ผมควรวางสมุดโน้ตนี่ไว้และไปอาบน้ำเตรียมตัวเดินทางดีกว่า ไว้เจอกัน !

ภูมินทร์
28/09/2014


GRADE EXP. +80

blenderblniiz

INFO. Phumin Prabaripye
นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 6
ชมรม : การกีฬา (✰)
ได้รับเงินเดิมพันจากคาสิโนคืน 50% ในกรณีที่เดิมพันแพ้เจ้ามือ | ได้รับเงินรางวัลจากการชนะในคาสิโนเพิ่ม 20%

Ore Ore : 159
Spirit Point : 56929629
CHIPS +6 M 276 K 477

ไม่เสียค่าใช้จ่ายของกรงในการเก็บมาสค็อตที่ติดประกาศนียบัตรนี้ลงคลังมาสค็อต

PASSPORT
[ VISA ]:

[ Grade Exp. ]:
275/1380  (275/1380)

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Quest Re: Lesson 1 : ย้อนรอยอดีต [เควสบังคับ]

ตั้งหัวข้อ  ผู้มาเยือน on Sat 29 Nov 2014, 23:50

เรื่องราวของ Maria
ในอดีตฉันเคยเป็นโสเภณีที่สวยที่สุดในย่านเลยก็ว่าได้แต่พอแก่ตัวมาก็คงเป็นป้าแก่ขายไม่ออกแน่นอน ฉันเล็งศรษฐีชาวไทยคนหนึ่งเป็นเป้าหมายจะทำอย่างไรถึงจะผูกมัดเค้าได้งั้นหรอ มีคำกล่าวว่า "ลูกคือโซ่ทองคล้องใจ" ใช่แล้วฉันใช้ลูกเป็นโซ่ทองคล้องใจระหว่างเราสองคนแต่แน่นอนเด็กคนนั้นไม่ใช่ลูกเขาหรอก ยัยเด็กนี่หน้าตาถอดแบบจากฉันไม่มีผิดเขาไม่มีทางสงสัยแน่ๆ
ชีวิตฉันควรจะเสพสุขในคฤหาสน์หลังใหญ่แต่ฉันพลาดคนเรามักมีเบื้องหน้าเบื้องหลัง เบื้องหน้าคือเศรษฐีชาวไทยที่สง่างามเบื่องหลังเขาคือปีศาจร้ายจอมซาดิสที่ชื่นชอบการทรมานหญิงสาวเป็นชีวิตจิตใจ ฉันเป็นเครื่องมือปลดปล่อยอารมณ์ของเขาทุกคืนและเธอ(ลิลลี่)ก็ได้เห็นและได้ยินมันทุกครั้ง ครั้งหน้าอาจไม่ใช่ลูกตา มือซ้าย หรือใบหูแล้วที่หายไป ฉันต้องรีบหนีจากที่นี่ให้ได้
คืนสุดท้านนั้นฉันแทงมันด้วยมีดที่มันพกมาแต่ฉันเองก็เช่นกัน ฉันโดนแทงที่สีข้างเลือดไหลไม่ยอมหยุด ฉันวิ่งออกมาได้ไม่ไกลจากที่นั่นแล้วล้มลงกับพื้น รู้สึกตัวอีกครั้งก็อยู่ในโรงพยาบาลโดยมีเธออยู่ใกล้ๆ เธอ? จริงสิเรายังไม่ได้ตั้งชื่อให้เด็กคนนี้เลยนี่นา Lilly ใช่ชื่อของเธอคือ Lilly

เรื่องราวของ Lillly
โลกใบนี้แคบเหลือเกิน มันเป็นทรงสี่เหลี่ยมเล็กๆ มีลูกกรงอยู่ด้านหน้า มีสิ่งมีชีวิตสองประเภท ปีศาจ สิ่งมีชีวิตวิตกระหายเลือด มันกินเลือดของสิ่งมีชีวิตที่พวกมันเรียกว่า ของเล่น นั่นก็คือชั้นและเธอคนนั้น ทุกวันทุกคืนฉันจะได้ยินเสียงโหยหวนของการถูกทรมาน น้ำสีแดงสดไหลออกนองเต็มพื้นพร้อมเสียงหัวเราะของปีศาจ มันมักจะพูดกับชั้นว่า "ร้องสิ ร้องออกมาฉันอยากได้ยินเสียงของแกนังของเล่น ร้องออกมา" น่ากลัว น่ากลัวเหลือเกินปีศาจตนนั้นน่ากลัวเหลือเกินซักวันฉันต้องเป็นอย่างเธอคนนั้นสิน่ะ
แต่ในที่สุดปีศาจก็ถูกกำจัดพวกเราออกจากโลกเดิมแล้ว อาาาาาา โลกใบใหม่กว่างใหญ่เหลือเกิน
ฉันวิ่งตามคุณของเล่นที่ตัวใหญ่กว่าฉันไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเธอล้มลงกับพื้น ฉันเรียกเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่เธอไม่ตอบเลยแม้แต่น้อย น้ำตาฉันไหลนองแก้ม ทำไมน่ะทำไมน้ำตาถึงได้ไหลออกมาหล่ะ ฉันกรีดร้องออกมาอย่างไร้เหตุผล
ทันใดนั้นมันก็ปรากฏตัว มันคือปีศาจ
"เรียกรถพยาบาลเร็ว"
ฉันไม่เข้าใจความหมายที่มันพูดกับปีศาจอีกตน มันยื่นมือมาที่ฉันพร้อมพูดว่า
"เป็นอะไรรึเปล่า"
ไม่ไหวแล้วฉันต้องตายแน่ฉันกัดไปที่มือของปีศาจร้าย แล้วมันก็กระชากมือกลับไป ทำได้แล้วฉันต่อสู้กับปีศาจได้ เอ๊ะ ทำไมโลกมันหมุนไปมาแบบนี้หล่ะ ฉันสลบไปทันที

ฉันตื่นขึ้นมาในโลกใบใหม่ที่เป็นสีขาว ที่นี่มีคุณของเล่นตัวใหญ่อยู่เต็มไปหมดที่นี่น่าจะเป็นนรกเป็นที่ๆเจ้าปีศาจตนนั้นพูดไว้ว่าเมื่อคนเราตายไปแล้วจะต้องไปอยู่ในนรก
ฉันได้พูดคุยกับคุณของเล่นตัวใหญ่มากมาย ทำให้ชั้นรู้ว่าสิ่งที่ฉันเรียกว่าของเล่นคือ ผู้หญิง และสิ่งที่ฉันเรียกว่าปีศาจมันคือ ผู้ชาย ฉันได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างจากผู้หญิงคนนี้จนพอจำแนกสิ่งต่างๆได้บ้าง เธอคนนั้นที่ถูกผู้ชายทรมานคือแม่ของฉัน คนที่ฉันคุยด้วยคือพยาบาล โลกสีขาวนี้ึคือโรงพยาบาล และสิ่งที่ทำให้ฉันแตกต่างจากคนอื่นคือ ฉันเป็นโรค Androphobia
คุณพยาบาลพาชั้นไปหาแม่เธอนอนอยู่ในห้อง ฉันนั่งอยู่ข้างๆแม่จนเธอตื่นขึ้นมา
เธอลุกขึ้นจากเตียงช้าๆ เธอมองหน้าชั้นและน้ำตาเธอก็ไหลออกมา เธอโอบกอดฉันไว้แล้วกล่าวขอโทษฉันนับครั้งไม่ถ้วนจนน้ำตาฉันไหลออกมา
"ลิลลี่ ชื่อของเธอไงหล่ะจ๊ะ" เธอพูดกับชั้นเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ฉันเกิดมา
"จริงสิน่ะ ไหนๆก็ไหนๆแล้วให้วันนี้เป็นวันเกิดลูกเลยก็แล้วกัน" วันนี้เป็นวันที่ 3/3/2006 ฉันไม่รู้วันเกิดที่แท้จริงๆของตัวชั้นรวมถึงคุณแม่ก็เช่นกัน แต่นั่นไม่สำคัญหรอกวันนี้เป็นวันเกิดของฉัน วันที่ 3 มีนาคม

พวกเราออกจากโรงพยาบาลแล้วใช้ชีวิตในอพาร์ทเม้นท์โทรมๆแห่งหนึ่งแม่ของฉันทำงานเป็นคนทำความสะอาดอพาร์ทเม้นท์ เพราะ เธอตาบอดและยังไม่มือซ้ายแถมเธอยังไม่ได้เรียนหนังสืออีกด้วย เราใช้ชีวิตอย่างยากลำบากเพราะพวกเราไม่มีเงิน
สองปีต่อมาเมื่อฉันอายุ 7 ขวบ แม่ของฉันบอกว่าลูกต้องมีความรู้จึงจะมีอนาคต ฉันได้เข้าโรงเรียนหญิงล้วนที่ดูท่าทางจะต้องใช้ค่าใช้จ่ายสูงพอตัว เพราะ ตัวฉันที่เป็นโรค Androphobia ทำให้คุณแม่ต้องหางานพิเศษเพิ่มทั้งๆที่ร่างกายเป็นแบบนั้น
ฉันเห็นมือของเธอที่แข็งและด้าน เพราะ ทำงานหนัก
ฉันเห็นขอบตาของเธอดำคล่ำ เพราะ พักผ่อนไม่เพียงพอ
ฉันเห็นเธอร้องไห้ด้วยความทุกใจ เพราะ ฉันแท้ๆ ซักวันฉันจะต้องดูแลคุณแม่ให้ได้ อย่างที่เธอดูแลชั้น
แต่ตัวชั้นที่เพียงแค่มีผู้ชายเข้าใกล้ในระยะ 2 เมตร ฉันก็สติแตกกริดร้องโวยวายอาละวาดไปทั่วแบบนี้จะไปดูแลใครได้

ในตอนนั้นตอนที่ชั้นอายุได้ 11 ขวบ ฉันก็ได้พบเขา อิสรา พัฒนศักดิ์ หรือ ไอน์ เด็กหนุ่มที่อยู่ภายในบ้านใกล้ๆกับอพาร์ทเม้นท์ที่ฉันอยู่
ฉันแอบมองชายคนนั้นอยู่ห่างๆตลอดเวลาที่ฉันกลับจากโรงเรียน ฉันไม่เข้าใจจริงๆว่าทำไมตัวชั้นถึงได้คอยเฝ้ามองผู้ชายที่ฉันกลัวนักกลัวหนาแบบนี้ ความรู้สึกนี้คืออะไรกันน่ะ
และคุณยายของเขาก้สังเกดเห็นและชวนชั้นเข้าไปพูดคุยกับไอน์ แต่ฉันไม่กล้าที่จะเอ่ยปากทักทายเขาเลยฉันพยายามเข้าไปใกล้เขา แต่อย่างที่รู้ฉันไม่สามารถเข้าใกล้ผู้ชายในระยะ 2 เมตรได้ ฉันพยายามเข้าไปให้ใกล้เค้าเลื่อยๆ คุณยายของไอน์คอยเอาใจช่วยฉันเสมอ เขารู้สิ่งที่ฉันเป็นและฉันก็สามารถเข้าใกล้เค้าในรัสมี 1 เมตรได้สำเร็จ มีหลายครั้งที่เขาเกือบรู้สึกตัวว่าฉันอยู่ใกล้ๆเค้า แต่ฉันขอร้องคุณยายไว้เพราะ หากเค้าทักทายฉัน ฉันอาจสติแตกเลยก็ได้
และวันนั้นวันที่ฉันตัดสินใจจะทักทายเขาคนนั้นแต่เขาก็ไม่อยู่เสียแล้ว คุณยายบอกว่าเขาเข้าโรงเรียน QUAINT SCHOOL โรงเรียนมัธยมของผู้ที่มีความพิการ อุตส่าห์จะได้รู้จักเขาแล้ว เพราะ เขาฉันถึงแข้มแข็งได้ถึงขนาดนี้ หากฉันอายุครบ 13 ปีเมื่อไหล่ฉันจะเข้าโรงเรียน QUAINT SCHOOL แน่นอน

วันที่ 3/3/2014 เป็นวันเกิดครบรอบ อายุ 13 ปีของฉัน เราสองแม่ลูกจัดงานเลี้ยงเล็กๆในห้องอย่างเช่นทุกปี
"ขอโทษน่ะ วันนี้แม่มีเค้กมาให้แค่นี้เอง แม่ถูกไล่ออกจากงานอีกแล้วหล่ะ แต่ไม่เป็นไรแม่จะหางานใหม่แน่นอน"
คนที่ต้องขอโทษควรเป็นชั้นมากกว่า
"เอ้า เป่าเทียนสิจ๊ะ"
ฉันนั่งอธิฐานขอให้คุณแม่มีความสุขดังเช่นทุกปีและเป่าเทียนนั้นทันที
"ส....สุ..."
ยังไม่ทันเธอจะพูดจบ เธอก็ล้มนอนลงกับพื้นห้องทันที
ฉันตะโกนเรียกคุณแม่ซ้ำไปซ้ำมา
"สุข...สัน...วัน...เกิด...นะ...ลูก"
นั่นเป็นคำพูดสุดท้ายของคุณแม่

ฉันไม่รู้มาก่อนเลยว่าคุณแม่ป่วยมานานแล้ว แต่ไม่ยอมไปหาหมอเพราะต้องการเก็บเงินให้ชั้นเป็นค่าเข้าโรงเรียนมัธยม
ฉันไม่รู้จะทำอย่างไรดี ทุกสิ่งทุกอย่างมันมืดไปหมดคุณแม่ที่เป็นสิ่งเดียวที่ทำให้ชั้นมีพลังฮึดสู้ ในตอนนี้เธอไม่อยู่แล้ว ฉันไม่รู้จะทำอย่างไรดี
ในขณะที่ฉันนั่งร้องไห้อยู่ในห้อง คุณป้าผู้ดูแลหอก็ได้นำจดหมายกับเงินจำนวนหนึ่งที่คุณแม่ฝากไว้ให้มาให้ฉัน
"เอานี่ เงินที่แม่แกฝากไว้ ไหนๆก็ไหนๆฉันขอส่วนแบ่งซักหน่อยก็แล้วกัน ถือเป็นค่าฝาก" เธอโยนเงินและจดหมายนั่นมาให้ชั้น ในจดหมายเขียนข้อความสั้นๆว่า "จงมีชีวิตอยู่เพื่อตัวเองเถอะน่ะ" ฉันต้องเข้มแข็งขึ้น ไม่มีใครอีกแล้ว ต่อจากนี้ฉันจะต้องอยู่เพื่อตัวเอง

ฉันยังมีสิ่งหนึ่งที่ฉันตั้งปณิธานไว้ ฉันจะเข้าโรงเรียน Quaint School และไปหาไอน์ให้ได้
ฉันขอร้องให้ผู้ดูแลหอเป็นผู้ปกครองฉันเพื่อส่งชั้นเข้าโรงเรียน เรื่องราวของชั้นจะเริ่มต้นใหม่ ณ ที่แห่งนี้ Quaint School


GRADE EXP. +100

ผู้มาเยือน
ผู้มาเยือน


ขึ้นไปข้างบน Go down

Quest Re: Lesson 1 : ย้อนรอยอดีต [เควสบังคับ]

ตั้งหัวข้อ  ผู้มาเยือน on Tue 30 Dec 2014, 21:12

ผมเจอะเจอบริษัทนี้โดยความบังเอิญ...
ราย กับ เรเน่ ทำให้ผมได้เจอกับลูกพี่ลูกน้องผม
ผมเลยได้มีโอกาสทำงานเปนเชฟกระทะเหล็กในควิ้นท์แห่งนี้...
แต่...ผมก็อยู่ได้ไม่นาน บริษัทนั้นก็ต้องปิดตัวลง

ในทีแรก ผมตั้งใจจะพาซันกลับฝรั่งเศสด้วย แต่เธอดูไม่ค่อยอยากจะไปเท่าไหร่นัก
เพราะยังไงที่นี่ก็เปนบ้านเกิดของเธอ
ก่อนกลับฝรั่งเศส ผมจึงพาเธอไปเที่ยวแก้เครียด
แต่ในระหว่างนั้น ก็ทำให้ซันไปเจอพนักงานบริษัทรายเก่าคนหนึ่งเข้า
เขาคือ วายุ แฟนของซันนั่นเอง... ผู้ที่ถูกตั้งให้อยู่ในสถานะหายสาบสูญ
ยิ่งเปนแบบนี้ ซันยิ่งไม่อยากกลับไปฝรั่งเศสแน่

สองสามวันหลังจากนั้น ผมก็ลากวายุกลับมาที่บ้านของเขา
ในวันนั้นครอบครัวของเขาได้อยู่กันพร้อมหน้าพอดี ทุกคนช่างดูมีความสุขกับการกลับมาของเขา
จู่ๆ ผมได้ข่าวจากเรเน่ว่าได้เกี่ยวกับโรงเรียนเปิดใหม่
''Quaint School Community'' ผมจึงชวนซันเพื่อที่จะกลับเข้าไปทำงานด้วยกันอีกครั้ง
แต่ดุเหมือนว่า ซันจะอยากอยู่กับวายุ ซึ่งเขาไม่กล้ากลับไปทำงานที่นั่นอีก
เขารู้สึกเหมือนเป็นคนที่ทิ้งภารกิจไปเป็นปี ถึงแม้จะแค่เพราะว่าเขาหลงทางก็ตาม
เขาจึงไม่มีหน้ากลับไปที่นั่นได้อีก

แต่จะให้ผมอยู่บ้านเดียวกับเขามันก็ใช่ที่ และผมก็ยังอยากดูแลน้องสาวอยู่ใกล้ๆ
ผมจึงตัดสินใจทำงานที่นี่ เพราะวันหยุดผมก็ยังไปเยี่ยมเธอได้ ดีกว่าไปอยู่ฝรั่งเศสแล้วไม่สามารถดูแลเธอ
ถึงแม้ตอนนี้จะมีวายุอยู่แล้วก็ตาม สำหรับผมยังไงเธอก็คือน้องสาวที่ดีที่สุดของผมเสมอ
และด้วยที่เธอไม่มีญาติคนอื่น ผมจึงยิ่งจำเป็นต้องอยู่ที่นี่

นรินทร์...จากนี้ไป ผมขอฝากตัวด้วยนะครับ

ผู้มาเยือน
ผู้มาเยือน


ขึ้นไปข้างบน Go down

Quest Re: Lesson 1 : ย้อนรอยอดีต [เควสบังคับ]

ตั้งหัวข้อ  zerosaber on Sun 01 Mar 2015, 21:28

- ย้อนรอยอดีตของ Peace -

“ คุณพ่อ คุณแม่ของผม ยังติดอยู่ในนั้น ผมต้องเข้าไปช่วยท่าน!!! ”

เสียงของเด็กน้อยตัวเล็กๆ อายุเพียง 7 ปี ที่กำลังร้องอ้อนวอนกับเจ้าหน้าที่ดับเพลิง ที่ค่อยห้ามปราบไม่ให้เค้าเข้าไปยัง บ้านของตนที่กำลังลุกไหม้ อยู่ในท่ามกลางทะเลเพลิงอันร้อนแรง ที่ดูเหมือนจะไม่มีวันดับลงได้

“ ไม่ได้ ไอ้หนู ไฟยังไม่มีทีท่าจะเบาลง ยังไงก็ต้องรอให้มันเบาลงกว่านี้ พวกพี่ถึงจะเข้าข้างในได้.....เฮ้! คุณพยาบาลตรงนั้นน่ะ ฝากดูแลเจ้าเด็กนี่ด้วย.......เฮ้! ตรงนั้นเป็นยังไงบ้าง ”

ทันใด ที่สิ้นเสียงของเจ้าหน้าดับเพลิง ที่กำลังวิ่งออกไป เด็กน้อยคนนั้น ก็ทำได้เพียงมองบ้านของตนเองที่กำลังลุกไหม้ พร้อมกับร้องไห้ครวญครางไปมา

*ฮึก คุณพ่อ.....*ฮึก คุณแม่..... ”
“ โอ๋ ไม่เป็นไรน้า หนู อย่าร้องน้า ”
เสียงของพยาบาลสาวที่เดินโอบกอดเด็กน้อย ที่กำลังร้องไห้ครวญครางถึง พ่อแม่ของตน จนกระทั่งเด็กน้อยได้หลับไป…

_ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _

เด็กน้อยคนนั้นก็ตื่นขึ้นมา ท่ามกลางความโศกเศร้าของเหล่าญาติมิตรสหาย ที่กำลังร่ำไห้
แต่แล้วก็มีเสียงของหญิงสาวพูดขึ้นมา ด้วยใบหน้าที่โศกเศร้าเต็มไปด้วยน้ำตา พร้อมทั้งโอบกอดเด็กน้อยคนนั้น

“ คุณหนู........*ฮึก.....คุณพ่อคุณแม่ของคุณหนู.......”

เด็กน้อยคนนั้น ก็หันไปดู ก็เห็นร่างอันไร้วิญญาณของผู้เป็นพ่อเป็นแม่ นอนแน่นิ่งไป ร่างกายที่เต็มไปด้วยรอยไหม้ ตามทั่วร่างกาย ใบหน้าของทั้งสอง ที่หมองดำจากควันไฟ เป็นจุดเล็กจุดใหญ่ทั่วใบหน้า

ทันใดที่เด็กน้อยคนนั้น ได้เห็นพ่อแม่ของตน น้ำตาก็ได้ไหลออก พร้อมกับเสียงครวญคราง ร้องออกอย่างคนเสียสติ
*ฮือ....คุณพ่อ.....*ฮึก.....คุณแม่……ย่ะ....อย่าทิ้ง.....*ฮึก....ผม.........ไป ”
เด็กน้อยคนนั้น ก็ร้องครวญคราง ไปเรื่อยๆ จนกระทั่ง.........

ภาพเหล่านั้น ก็ค่อยๆ มืดลงอย่างช้าๆ จนมืดสนิท........

.....เหตุการณ์ในวันนั้น มันยังคงตามหลอกหลอนผม ในความฝัน.....

_ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _

- 3 ปีผ่านไป –

หลังเหตุไฟไหม้คราวนั้น ผมก็ถูกรับเลี้ยงอยู่ กับคุณลุงที่เป็นคนไทยกับคุณป้าที่เป็นคนอังกฤษ พร้อมทั้ง

“ พี่แมรี่ ” เมดสาว ที่ค่อยดูแลผม ตั้งแต่ผมเป็นเด็ก เพราะว่า คุณพ่อคุณแม่ ค่อนข้างยุ่งกับงาน พวกท่านเลยจ้างพี่แมรี่ มาดูแลบ้าน พร้อมทั้งเป็นพี่เลี้ยง ซึ่งผมให้ความเคารพเปรียบเสมือนเป็นพี่สาวคนหนึ่ง และถือเป็นคนในครอบครัวคนหนึ่งไปแล้ว

วันนี้ ผมอยู่ที่สวนหลังบ้าน  กำลังเตะบอลกับกำแพงบ้าน ซึ่งผมมักจะเล่นอยู่คนเดียวอย่างนี้ทุกครั้ง เวลาที่พี่แมรี่ไม่ว่าง ด้วยความที่ว่า

ผมป่วยเป็น “ โรคปอดเรื้อรัง ” เลยต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ เพราะโรคแทรกซ้อน อย่างโรคไข้หวัด โรคไอ อาจจะแพร่เชื้อกับคนอื่นได้ เลยทำให้ผมไม่ค่อยมีเพื่อนในวัยใกล้เคียง

ขณะที่ผมกำลังเตะบอลอยู่ ลูกบอลก็กระเด็นออกไปนอกบ้าน  ผมเริ่มรู้สึกเครียดเพราะกลัว พี่แมรี่จะดุเรื่องนี้ เลยปีนกำแพงบ้านที่ไม่ได้สูงมากนักออกไปหาลูกบอล

ผมใช้เวลาเดินหาสักพักจนเจอลูกบอล ซึ่งความห่างจากตำแหน่งที่ผมยืน และบ้านก็ไม่ได้ห่างกันมากนัก แล้วผมก็ได้ยินเสียงของเด็กหญิงคนหนึ่ง นั่งร้องไห้ ครวญครางถึง พ่อของเธอ เด็กผู้หญิงคนนั้น มีผมสีออกน้ำตาล มัดเปียข้างหนึ่ง ใส่แว่นตา ใส่ชุดเดรสสีฟ้าอ่อนๆพร้อมผ้ากันเปื้อน ข้างๆ ของเด็กผู้หญิงคนนั้น เป็นถังที่มีน้ำหก เลอะเทอะเต็มพื้น
ผมก็กระวนกระวาย ไม่รู้ว่า จะปลอบเธอยังไง ผมก็นึกถึง ตอนที่ผมร้องไห้แล้วก็ มีพี่แมรี่ มาปลอบผม ผมเลยลองทำตามพี่แมรี่ ที่เคยทำกับผมไว้

ผมยื่นมือไปลูบหัวเธอคนนั้น ค่อยๆ ลูบไปมาอย่างช้าๆ พร้อมพูดว่า
“ เธอน่ะ อย่าร้องไห้เลยน้า ” แล้วเธอคนนั้น ก็เงยหน้าขึ้นมาพูดทั้งน้ำตา
".....อึก...นาย เป็นใครน่ะ..."
"...................ไม่ต้องรู้หรอก ว่าแต่ ทำไมตัวเธอ ถึงมีแต่แผลแบบนั้น....เสื้อผ้าก็สกปรก “
ผม ก็มองด้วยความสงสัยเพราะว่า แผลของเธอ มันฟกช้ำตามทั่วร่างกาย

"...ก็ หกล้ม น่ะ "
" งั้นเหรอ.........เจ็บสินะ "  เธอคนนั้น พยักหน้ากลับมา

ผมที่ไม่รู้วิธีปฐมพยาบาล ก็ได้แต่ นั่งเป็นเพื่อนเธอ ไปสักพักใหญ่ หลังจากนั้น ผมก็ลุกขึ้น แล้วเดินหาดอกไม้ มาลองทำมงกุฎดอกไม้ เหมือนในการ์ตูนที่ผมได้ดูกับ พี่แมรี่ ผมทำได้สักพัก จนกระทั่ง...

“ เย้! ทำได้แล้ว….*แค่ก * แค่ก
ผมอุทานออกมาด้วยความดีใจ พร้อมทั้งไอเป็นช่วงๆ เพราะ เหนื่อยจาการเดินหาดอกไม้ ถึงแม้ว่า จะดูไม่ค่อยสวยสักเท่าไหร่ ผมได้แต่หวังว่า เธอจะชอบมันนะ...

ผมเดินไปหาเธอคนนั้น พร้อมถือมงกุฎดอกไม้ไปด้วย ไอไปด้วย ตลอดทาง  แล้วก็ลูบหัวของเธออีกครั้ง พร้อมพูดว่า
"เอ้า... หยุดร้องแล้วก็ยิ้มเถอะนะ เจ้าหญิง "
ผมก็วางมงกุฎดอกไม้นั้นลงบนศีรษะเธอคนนั้นอย่างเบาๆ พร้อมทั้งพูดไปด้วยว่า
" ไว้วันหลังมาเล่นด้วยกันอีกนะ ผมชื่อ...." ยังไม่ทันได้พูดจบ เสียงของพี่แมรี่ก็ตะโกนมา "  คุณหนู อยู่ไหนคะ? "
ผมก็สะดุ้งที่ได้ยินเสียงพี่แมรี่ตะโกนมา พร้อมทั้งอุทาน และบอกกับเด็กคนนั้น
" อึ๋ย....ซวยแล้ว……….งั้นผมไปก่อนนะ แล้วเจอกันล่ะ!~ "

ผมก็หยิบลูกบอลแล้วรีบเดินหลบพี่แมรี่ แล้วอ้อมเข้าบ้าน แต่สุดท้าย ผมก็โดนพี่แมรี่จับได้ เพราะไอจน พี่แมรี่ได้ยิน เลยโดนพี่แมรี่ดุ เรื่องที่ออกมาข้างนอกบ้าน โดยไม่บอกเธอ
ในวันนั้น ผมก็ได้แต่ครุ่นคิดถึงเด็กคนนั้นอยู่บนที่นอน ว่า ชีวิตของเธอ จะเป็นยังไงต่อ แผลเหล่านั้นจะหายดีไหม จะร้องไห้อีกรึเปล่า ผมทำได้แค่คิด แล้วบรรยากาศในห้องก็ค่อยๆ มืดแล้วจากนั้น ผมก็หลับไป.....

_ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _

- 2 ปีผ่านไป –

*ก๊อก *ก๊อก
“ คุณหนูคะ ข้าวเช้าพร้อมแล้วนะคะ เดี๋ยวอีก 5 นาที ดิฉันจะมาปลุกใหม่นะคะ ” เสียงของพี่แมรี่ ที่มาปลุกผมในเวลานี้เป็นประจำ

ผมก็ตื่นขึ้นมา พร้อมทั้งสภาพอากาศที่ มีแสงแดดสาดส่องเข้าในผ่านหน้าต่างห้องผม กำลังอุ่นพอดี ผมก็ลุกขึ้นแล้ว เดินเข้าห้องน้ำ ด้วยสภาพโซเซเหมือนคนเวียนหัว พร้อมน้ำมูกเล็กน้อย เพราะเมื่อคืนนอนดึกจากการดูหนัง ที่คุณลุงซื้อมาฝาก จนพี่แมรี่ขึ้นมาดุเรา ที่นอนดึกๆ ดื่นๆ  หลังจากที่ผมอาบน้ำเสร็จแล้ว ผมก็ออกไปแต่งตัวเพื่อที่จะได้ทานข้าวเช้า

ทันใดนั้น ก็มีเสียงเคาะประตูมาอีกรอบ พร้อมเสียงจากอีกฝั่งของประตู
“ คุณหนูคะ ตื่นรึยังคะ? ”
“ ผะ.......ผมตื่นแล้วครับ พี่แมรี่ รอแป๊ปหนึ่งนะครับ ผมกำลังแต่งตัวอยู่ ”
“ งั้น ดิฉันจะรอคุณหนูแต่งตัวเสร็จนะคะ ”
“ คร๊าบบบบ ”

ผมก็แต่งตัวด้วยชุดประจำตัวแบบเดิมก็คือ “ เสื้อเชิ้ตสีขาว ที่ถูกทับด้วยเสื้อกั๊กสีดำ กางเกงสแล็คสีดำ และ เนคไทสีแดงลายขวางสีเลือดหมู ” ขณะที่ผมสวมใส่เสื้อผ้าไปด้วย ผมก็มองตัวเองผ่านหน้ากระจก พร้อมทั้งยิ้ม เพราะว่า มันเป็นแบบชุดที่คุณพ่อคุณแม่ของผม ซื้อให้ตอนครบรอบวันเกิด 7 ขวบ

หลังจากที่ผมใส่ถุงเท้าเสร็จแล้ว ก็เปิดประตูไป ก็เห็นพี่แมรี่ ยืนหันหลังรออยู่ แล้วพี่แมรี่ก็หันมา พร้อมกับพูดว่า
“  ป่ะ คุณหนู ไปรับประทานข้าวเช้ากันเถอะค่ะ ”
ผมก็พยักหัวลง พร้อมกับพูดว่า “ อื้ม!~ ” โดยรอยยิ้มอันสดใส

ในระหว่างที่ ผมกับพี่แมรี่ เดินมายังห้องโถง เพื่อจะทานข้าวเช้า พี่แมรี่ก็บอกกำเนิดการของวันนี้ไปด้วย
“ วันนี้ คุณหนูต้องไปสมัครเรียนที่โรงเรียน........อืม.........เอ่อ........อ่ะ! ที่ Quaint School นะคะ ”
“ แล้ว มันคือโรงเรียนอะไรครับ พี่แมรี่ ? ”
“ ก็เป็นโรงเรียนมัธยมสำหรับคนพิการน่ะค่ะ ”
“ แล้ว ไม่ไปเรียนไม่ได้เหรอ พี่แมรี่? ”
“ ไม่...ได้...ค่ะ!!! คุณหนู ต้องไปเรียนค่ะ ไม่งั้น โตขึ้นไปคุณหนูจะเข้ากับสังคมไม่ได้นะคะ ”
“ แต่ว่า....”
“ ไม่มีคำว่า แต่ ค่ะ!!! ”
ผมก็เงียบไป เพราะกลัวพี่แมรี่จะดุอีก ในหัวผมก็คิดไปว่า
( ไม่เห็นต้องไปเรียนก็ได้นี่น่า อยู่ที่นี่ก็มีหนังสือให้เรียนรู้อยู่แล้ว แถมอากาศที่นี่ก็ดีด้วย )

ในระหว่างที่ ผมคิดอะไรในหัว พี่แมรี่ก็พูดว่า
“ ที่ดิฉัน ต้องการให้คุณหนูไปเรียนที่นั่น เพราะว่า ที่นั่นก็มีคนที่เป็นคล้ายๆ กับคุณหนูเหมือนกัน และอีกอย่าง คุณหนูจะได้มีเพื่อนๆ ในวัยใกล้เคียงด้วยค่ะ ”
“ แต่ว่า ผมอยู่กับพี่แมรี่ที่นี่ ก็มีความสุขดีอยู่แล้วน้า อีกอย่าง โรคปอดเรื้อรังของผม ก็ไม่ค่อยมีอาการกำเริดแล้วด้วย ”
“ ดิฉันรู้ค่ะ ว่าคุณหนูอยากอยู่กับดิฉัน แต่ว่า สักวันหนึ่ง ไม่คุณหนู ก็ดิฉัน ต้องแยกจากกันอยู่ดี แล้วถ้า คุณหนูอยู่ด้วยตัวคนเดียวไม่ได้ขึ้นมา นั่นก็เป็นการแสดงถึงความล้มเหลวของดิฉันที่ดูแลคุณหนูได้ไม่ดีพออย่างที่ควรจะเป็นค่ะ ”

ผมก็ทำหน้าเศร้าๆ  ที่ต้องแยกกับ พี่แมรี่
“ แต่ว่า ดิฉันจะค่อยไปหาคุณหนูบ่อยๆ เพราะงั้น อย่าไปกังวลไปเลยนะคะ ว่า ดิฉันจะทิ้งคุณหนูไป ”
“ สัญญานะ ว่าจะมาเยี่ยมผมบ่อยๆ น่ะ ”
“ ขอสัญญาด้วยเกียรติและศักดิ์ศรีความเป็นสาวใช้บ้านนี้เลยค่ะ ”
พี่แมรี่ต้อนรับคำสัญญากับผมด้วย ใบหน้ายิ้มแย้ม ที่นานๆ ที จะได้เห็น
หลังจากนั้น ผมก็ทานข้าวเช้าที่ พี่แมรี่ทำให้ เป็นข้าวผัดสไไตล์ไทย ที่คุณลุงชอบทำให้ผมกินบ่อยๆ ซึ่งไม่น่าเชื่อว่า เมนูแบบนี้มันจะอร่อยได้ขนาดนี้
แล้วต่อจากนั้น ผมก็ขึ้นรถโดยมีพี่แมรี่เป็นคนขับ เพื่อที่จะไปสมัครเรียนที่ Quaint School

ในระหว่างที่จะไปสมัครเรียน พี่แมรี่ ก็พูดขึ้นมาว่า
“ เดี๋ยวก่อนไปสมัครเรียน ดิฉันจะพาคุณหนูไปเยี่ยมคุณพ่อคุณแม่ของคุณหนูที่โบสถ์นะคะ ”
“ อื้ม! ผมเองก็กำลังอยากไปเยี่ยมพวกท่านพอดี ”
“ ค่ะ งั้นพวกเราก็ไปกันเลยนะคะ ”

_ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _

" ถึงแล้วค่ะ คุณหนู เดี๋ยวดิฉันไปหาที่จอดรถก่อนนะคะ คุณหนูไปรอที่ หน้าทางเข้าที่เยี่ยมหลุมศพนะคะ "
“ ครับ ”

ผมก็ไปยืนรอตรงที่พี่แมรี่บอกไว้ บรรยากาศแถวนั้น ช่างเงียบสงบ มีลมเบาๆ พัดมา พร้อมเหล่าเสียงใบไม้กระทบกัน และเสียงนกร้องไปมา

แล้วพี่แมรี่ก็มาพร้อมกับ ช่อดอกไม้ที่เต็มไปด้วยดอกคาร์เนชั่นสีชมพู ดอกกล้วยไม้และดอกทานตะวันที่คุณแม่ชอบมากๆ พร้อมทั้ง ซองบุหรี่ยี่ห้อ Marlboro สีแดงแถบขาว ที่คุณพ่อชอบสูบ ถึงแม้ว่า มันจะเป็นสาเหตุที่ทำให้ผมป่วยเป็นโรคนี้ แต่ผมก็ไม่เคยคิดที่จะโทษคุณพ่อเลย

“ ป่ะ คุณหนู คุณพ่อคุณแม่ของคุณหนู คงรอคุณหนูมาหาเต็มที่แล้วล่ะ ”
ผมกับพี่แมรี่ ก็เดินไปด้วยกัน จนมาถึงหน้าหลุมศพของคุณพ่อคุณแม่ พี่แมรี่ก็ส้งช่อดอกไม้ให้กับผม แล้วผมก็เอาไปวางไว้บนหลุมศพของแม่ ต่อจากนั้น พี่แมรี่ก็ส่งซองบุหรี่ยี่ห้อที่คุณพ่อชอบให้กับผม แล้วผมก็เอาไปวางบนหลุมศพของคุณพ่อ ในระหว่างที่ผมวางของที่พวกท่านชอบ ผมก็คิดถึงช่วงเวลาที่พวกท่านคอยดูแลผมอย่างเอ็นดู

“ พี่แมรี่ ไปกันสมัครเรียนกันเถอะ ”
“ ค่ะ คุณหนู ”


..…ขอบคุณครับ คุณพ่อ.....คุณแม่....ที่คอยดูแลผม.....
…..Thank you…..Dad…..Mom…for....look after…..to me…..



GRADE EXP. +80

zerosaber

INFO. Peace Oliver
นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 5
ชมรม : โสตทัศนศึกษา (☆)
-3% Grade Exp. | ลดค่าใช้จ่ายค่าเทอมและค่าห้องพักแต่ละเดือน 20%

Ore Ore : 96
Spirit Point : 52234297
CHIPS +1 M 279 K 629

+3.0% อัตราดอกเบี้ย CHIPS | ได้รับ ทุนการศึกษา/เงินเดือน เพิ่ม 100% ของฐานปัจจุบัน | ไม่เสียค่าใช้จ่ายของกรงในการเก็บมาสค็อตที่ติดประกาศนียบัตรนี้ลงคลังมาสค็อต

PASSPORT
[ VISA ]:

[ Grade Exp. ]:
672/1575  (672/1575)

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Quest Re: Lesson 1 : ย้อนรอยอดีต [เควสบังคับ]

ตั้งหัวข้อ  ผู้มาเยือน on Wed 18 Mar 2015, 22:39

เนื้อหมู ผักบุ้ง ลูกชิ้น แตงกวา... """โครมมมมมมมม"""" """ตุบ"""
ผมยังท่องวัตถุดิบที่แม่ผมใช้ให้ไปซื้อที่ตลาดสำหรับมื้อเย็นกับครอบครัวที่อบอุ่นของผมไม่จบ
รถยนต์ได้ชนตัวผมเต็มๆ ผมลอยไปในอากาศและตกลงมากระทบกับกระโปรงท้ายรถยนต์คันนั้น
และตกกระทบลงพื้นคอนกรีตที่ร้อนและหนา นั่นคือสิ่งที่ผมจำได้ จนผมฟื้นขึ้นอีกครั้งที่โรงพยาบาล
ในเวลา 3 เดือนหลังจากนั้น

ผมยังจำได้ว่าผมเป็นใคร พ่อแม่ผมชื่ออะไร แต่สิ่งที่ผมจำไม่ได้คือการใช้ชีวิตประจำวันที่ผ่านมา
ความรู้ที่ผมเรียนมา ทุกอย่างผมลืมไปหมด แม่บอกผมว่าหมอบอกว่าเซลล์สมองของผมส่วนนึง
ไม่ทำงานแล้วเพราะเซลล์ตาย ทำให้ข้อมูลความจำของผมบางส่วนหายไป และบางอย่างที่ผม
พยายามจะจำเท่าไร ผมก็จะจำไม่ได้ไม่ว่าอย่างไงก็ตาม แต่กับบางเรื่องผมก็จะจำได้อย่างเร็วมาก
ซึ่งความพิการของผมทำให้ผมไม่สามารถใช้ชีวิตประจำวันร่วมกับสังคมปกติได้เหมือนเดิม จนผม
เริ่มที่จะคิดมาก และรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนที่โชคร้ายที่สุดในชีวิต พ่อแม่ผมก็พยายามทำทุกวิถีทาง
เพื่อที่จะฟื้นฟูสภาพจิตใจของผม จนไปเจอเข้ากับประกาศบนเว็บไซต์แห่งหนึ่ง ว่ามีโรงเรียนหนึ่ง
ที่เปิดรับเฉพาะนักเรียนที่พิการหรือผิดปกติ พ่อแม่พยายามเสนอให้ผมเข้ามาเรียนที่นี่ แต่ผมไม่
ต้องการที่จะไปไหน ผมไม่อยากออกนอกบ้าน เพราะที่ศีรษะของผมมีบาดแผลขนาดใหญ่ที่น่าเกลียด

จนระยะเวลาผ่านไป 9 เดือน ขณะที่ผมกำลังนั่งเล่นคอมพิวเตอร์อยู่ ผมนึกถึงโรงเรียนที่แม่เคย
บอกกับผม ผมจึงลองเปิดหาในอินเตอร์เน็ตอีกครั้ง และอ่านรายละเอียดทั้งหมด น่าแปลกใจมาก
ที่ผมจำรายละเอียดเกี่ยวกับโรงเรียนนี้ได้หลายอย่างมาก ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ผมพยายามที่จะอ่านอะไร
ก็ไม่สามารถจำได้เลย ผมเลยรู้สึกว่า โรงเรียนนี้อาจทำให้เราอาการดีขึ้นก็ได้นะ และจุดที่ทำให้ผม
ตัดสินใจที่จะเรียนที่นี่คือ ผมเห็นภาพของนักเรียนที่นี่ หลายคนร่างกายผิดปกติมากกว่าผม หลายคน
อาการท่าทางจะหนักกว่าผม แต่เขาก็ยังอยู่ด้วยกันอย่างสนุกสนานได้ ผมอยากใช้ชีวิตสนุกแบบนั้น
บ้าง ผมจึงตัดสินใจบอกกับแม่ว่าผมอยากเข้าเรียนโรงเรียนนี้ พ่อแม่ผมเลยพาผมเดินทางมาที่โรงเรียน
แห่งนี้ และเรื่องราวของผมในโรงเรียนนี้ก็ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ผมหวังว่าผมจะค้นหาวิถีชีวิตประจำวัน
ในอดึตว่าผมใช้ชีวิตประจำวันอย่างไรในโรงเรียนแห่งนี้ได้ หรือไม่แน่ว่าผมอาจได้ชีวิตประจำวันใหม่ก็ได้


GRADE EXP. +80

ผู้มาเยือน
ผู้มาเยือน


ขึ้นไปข้างบน Go down

Quest พชร

ตั้งหัวข้อ  ผู้มาเยือน on Sat 18 Apr 2015, 20:36

ย้อนรอยอดีต พชร
พชรมีความใฝ่ฝันมาแต่เด็ก อยากมีพลังพิเศษแบบฮีโร่ทั้ง
หลาย ไม่ว่าจะเป็นวาร์ปได้ มีพลังมาก รู้ล่วงหน้า อะไรก็ได้
เขาใฝ่ฝันก่อนนอนอยู่เสมอ พชรเป็นคนพูดไม่ค่อยเก่งจึง
มักจะเก็บปัญหาและความสงสัยต่างๆไว้ในใจเสมอ เค้าไม่
เคยเข้าใจเรื่องสีเลย เวลาตอบในชั้นเรียนก็ตอบไปยังงั้น
ด้วยไหวพริบจึงเอาตัวรอดมาได้ จนวันหนึ่งมีการเข้าค่าย
ค้างคืนเป็นครั้งแรกของโรงเรียน ทุกคนต้องใช้ไฟฉายใน
การไปอาบน้ำและเข้าห้องน้ำ ทำให้เค้าสงสัยว่าไฟฉายเอา
ไว้ทำอะไร และพชรพึ่งมีเพื่อนสนิทเป็นครั้งแรกชื่อน้อตจึง
ถามน้อตว่าทำไมต้องส่องไฟฉายด้วย? น้อตก็นิ่งไปสักพัก
และตอบว่าแล้วนายมองเห็นทางรึไง ก็เห็นปกตินี่พชรคิดใน
ใจแต่ไม่ได้ตอบอะไร น้อตเลยพูดต่อว่ามันมืดน่ะถ้าไม่ส่อง
ก็มองไม่เห็นสิ นั่นเป็นครั้งแรกที่เค้าพึ่งรู้ตัวถึงพลังพิเศษ(?)
คืนนั้นเค้าเริ่มตระหนักถึงเรื่องภาพและสีต่างๆที่เค้ามองเห็น
ทำไมสีนี้จึงเป็นสีส้ม สีนี้สีแดง สีมันคืออะไร ทำไมเวลาที่เรา
จำได้ว่าสีนี้คือสีแดงแต่คนอื่นบอกว่าเป็นสีอื่นอยู่เรื่อย เวลา
กลางคืนคนอื่นไม่เห็นแต่เรากลับเห็น หรือว่าเรามีพลังอะไร
กันนะ คืนนั้นเค้าฝันว่ามีพลังพิเศษเหมือนฮีโร่ต่างๆ
พออายุเข้าสิบขวบ เค้าไม่เคยคิดเลยว่าเรื่องสีมันสำคัญขนาด
นี้ อาจารและพ่อแม่รู้ถึงอาการของเค้า และเรียกพลังพิเศษของ
เค้าว่า ตาบอดสี หลังจากนั้นเค้ากลายเป็นคนประหลาดในห้อง
ยิ่งทุกคนพยายามไม่พูดไม่ล้อ แต่ทำไมยิ่งอึดอัดยิ่งเครียดปกติ
ก็เป็นคนไม่พูดไม่จาไม่ค่อยคุยกับใคร กลับมีเพื่อนมาพยายาม
คุยด้วย พชรกลับยิ่งรู้สึกแย่ลง นี่มันอะไรทำไมชีวิตเราที่ฝันมัน
หนังมาร์เวล ตอนนี้กลายเป็นบ้านทรายทอง เค้าอึดอัดแบบนี้มา
จนจบชั้นประถมไปได้ ไม่มีการกลั่นแกล้งแบบในนิยายไม่มีการ
ล้อเลียนอะไร มีแต่ความอึดอัดการคบกันแบบไม่สนิทใจ ทำให้
เค้าท้อแท้กับการเรียนต่อ และการเข้าเรียนต่อที่ใหม่แห่งนี้ที่เค้า
เป็นคนเลือกเค้าหวังว่าความรู้สึกแบบนั้น...ชั้นจะไม่ให้มันเกิด
ขึ้นอีก


GRADE EXP. +75

ผู้มาเยือน
ผู้มาเยือน


ขึ้นไปข้างบน Go down

Quest Re: Lesson 1 : ย้อนรอยอดีต [เควสบังคับ]

ตั้งหัวข้อ  ผู้มาเยือน on Mon 01 Jun 2015, 01:28

ย้อนรอยอดีต


    ธานินท์มีพี่สาวสองคน ชื่อว่า ซารัญ (คนโต) และท้องฟ้า (คนกลาง)  ธานินท์เป็นน้องชายคนเล็กสุดในครอบครัว  ในวัยเด็กธานินท์เป็นเด็กที่แข็งแรง ร่าเริงแจ่มใส  เป็นที่รักของครอบครัว แม้กระทั่งพี่สาวทั้งสองคนของเขา
   ในเมืองไทยที่แสนร้อนระอุ ครอบครัวของธานินท์อาศัยอยู่ในใจกลางเมืองกรุง  บ้านของครอบครัวธานินท์นั่นเรียบง่าย พ่อของเขาเป็นถึงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มีชื่อในเขตนั่น ส่วนแม่ของเขาเป็นเจ้าของธุรกิจอาหารขนาดกลาง (นั่นเรียบง่าย?) ทุกๆวันธานินท์ชอบมาเล่นกับพี่สาวคนโตเสมอ เพราะเขารู้สึกว่าการที่อยู่กับเธอทำให้เขาคิดว่าได้อยู่กับแม่ เวลาที่แม่ไม่อยู่ เขามักมาหาซารัญเสมอ  
   ซารัญอายุมากกว่าธานินท์ 4 ปี เธอรักและดูแลน้องทั้ง 2 คน เสมอเวลาที่พ่อแม่ไม่อยู่ เธอชอบพาธานินท์และท้องฟ้าไปเล่นที่สวนหลังบ้านที่มีที่ซ่อนมากมาย
และเพราะการเล่นที่สวนแห่งนั่น มันทำให้ธานินท์จำไปตลอดชั่วชีวิต ว่าพี่สาวของเขา จริงๆแล้ว...
ไม่ใช่พี่สาวที่แสนอ่อนโยน และใจดีกับเขาเลยซักนิด !!
/เธอมันน่าขยะแขยง ธานินท์/
/พะ...พี่ครับ?/
/สกปรก! อย่าเข้ามาใกล้นะ/
/พี่รัญ ผม.../
  สายตาที่มองเด็กหนุ่มแสดงถึงความรังเกียจต่อเขาอย่างถึงที่สุด ธานินท์ได้แต่กลัว กลัวต่อสายตา กลัวที่จะขยับเข้าไปหา
ผมทำอะไรผิดเหรอ? ทำไมพี่รัญถึงมองผมแบบนั้น?
 เด็กหนุ่มมองร่างบางอย่างไม่เข้าใจ
/พี่ฟ้า ช่วยผมด้วย.. ผมกลัว/
/จะไม่มีใครมาช่วยเธอหรอก  เด็กน้อย/  น้ำเสียงของเด็กสาวนั่นเปลี่ยนไป ธานินท์เงยหน้ามอง ใบหน้าที่เผยสายตารังเกียจ จู่ๆบัดนี้กลับกลายเป็นเบิกโพลง ตาของเธอสีแดงฉาน รอยยิ้มกรีดกว้างราวกับปีศาจ
นั่น...ไม่ใช่พี่สาวของเขา นั่นมันปีศาจร้าย
/ยะ...อย่าเข้ามานะ!/
มือใหญ่เล็บยาวน่ารังเกียจค่อยๆเอื้อมเข้ามาหา...
ไม่นะ ...สกปรก ...น่าขยะแขยง เอามันออกไปจากตัวผมนะ!!
.
.
.
.
.
.
“แล้วจากนั้น เธอจำอะไรไม่งั้นเหรอ”
“......”
เด็กหนุ่มพยักหน้าเบาๆ พลันนึกถึงรอยยิ้มปีศาจของพี่สาว
“ผะ...ผมจำอะไรไม่ได้ ตะ...แต่รู้แค่ว่ามันน่าเกลียด มันค่อยๆชอนไชผิวหนังผม ผมกลัว...” ร่างของคนตัวเล็กสั่นเทา จนมารดาเห็นแล้วอดที่จะเข้าไปโอบกอดไม่ได้
“ธานินท์ ลูกไม่เป็นอะไรแล้ว แม่อยู่นี้นะจ๊ะ”
“...ผมไม่อยาก ไม่อยากเจอหน้าเธออีกแล้ว” ธานินท์หน้าซีดพลางถูแขนไปมาจนเกิดรอยแดง
ชายหนุ่มที่นั่งฟังเด็กหนุ่มเล่าเหตุการณ์ฝังใจให้ฟังค่อยๆถอนหายใจออกมา
นี่ไม่ใช่ความพิการทางร่างกาย แต่ทว่ากับเป็นจิตใจ
“ไปหาหมอมาหลายที่แล้ว แต่ก็ยังรักษาไม่หาย ผมได้ยินเรื่องราวเกี่ยวโรงเรียนของท่าน จึงอยากให้ช่วยรับพิจารณาด้วยครับ” ท่านส.ส.เขตกล่าวด้วยสีหน้าวิตกกังวล “ช่วยรักษาลูกชายของผมด้วย ได้โปรดเถอะครับ”
ขนาดท่านส.ส.โค้งได้เขา มีหรือเขาจะไม่หนักใจ
จะว่างั้นเถอะ เขาก็เดาแหละว่าชายวัยกลางคนโค้งให้ เขาตาบอดนี่นะ (แต่ก็เห็นเป็นภาพความร้อนเท่านั่นแหล่ะ)
ผ.อ.นรินทร์ แห่ง Quaint School . โรงเรียนชั้นนำที่รวบรวมนักเรียนที่มีความบกพร่องทางร่างกายและจิตใจพร้อมกับช่วยเหลือการบำบัดอีกมากมายไว้ที่นี่
นักเรียนคนใหม่ คงจะเป็นเด็กคนนี้สินะ ... ชายหนุ่มตาบอดนึกในใจ  หวังว่าเขาจะสามารถเข้ากับคนอื่นๆได้นะ
นั่นคือสิ่งที่ผอ.หวังไว้กับนักเรียนทุกคน  โดยที่เขาไม่ทันนึกเลยว่าธานินท์ไม่ได้แค่ป่วยหนักจากการที่พี่สาวทำร้ายเท่านั้น
แต่จริงๆแล้ว ธานินท์กลับโดนปีศาจร้ายในคราบพี่สาวต่างหากที่ทำร้าย
ธานินท์ก็แค่หวัง ...
หวังว่าจะไม่ได้เจอกับปีศาจร้ายตนนั้นอีก ...




GRADE EXP. +70

ผู้มาเยือน
ผู้มาเยือน


ขึ้นไปข้างบน Go down

Quest Re: Lesson 1 : ย้อนรอยอดีต [เควสบังคับ]

ตั้งหัวข้อ  labyrinth on Wed 03 Jun 2015, 02:01

ย้อนรอยอดีตของ ปักษ์

    ผมไม่เคยคิดว่าวันที่ผมจะไม่สามารถได้ยินเสียงต่างๆ เพลงที่ผมชอบ เสียงหัวเราะของเพื่อนๆ เสียงเรียกชื่อของผมจะมาถึงเลยจริงๆ

    มันเกิดขึ้นหลังจากที่ผมป่วยไข้ขึ้นสูงจนคิดว่าอาจจะชักได้ทุกเมื่อ แต่ผมก็มารู้สึกตัวอีกทีบนเตียงคนไข้ในโรงพยาบาล
ผมรู้สึกผิดปกติที่เสียงที่ผมได้ยินมันดูจะเบาจนเหมือนกับจะหายไป แม่ผมรีบพาผมไปพบหมอทันที คำตอบที่ได้มาคือผมเป็น
โรคประสาทหูเสื่อม ผมไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ รู้แค่ว่าบทสนทนาระหว่างแม่กับหมอที่ดูแลนั้นดูจะอยู่ไกลออกไปเรื่อยๆ ทั้งๆที่พวกเขา
นั่งอยู่ข้างๆผม และการรักษาเริ่มขึ้นทันที แต่ดูเหมือนจะไม่สามารถรักษาอาการของผมได้ ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
เพียงแค่บอกว่าสาเหตุอาจจะเกิดจากอาการป่วยในครั้งนั้น หมอให้ผมกลับบ้านพร้อมกับเครื่องช่วยฟัง ผมจึงรู้สึกว่าได้ยินอะไรได้ดีขึ้น
แต่ถ้าหากเจ้าเครื่องนี่หายไปโลกของผมก็คงไม่เหลืออะไรเหมือนเดิมแน่ๆ

    ความรู้สึกไม่อยากจะไปโรงเรียนก็เกิดขึ้นเนื่องจากเครื่องนี่เหมือนจะเด่นในสายตาผู้คน ครั้งแรกที่ผมไปที่โรงเรียน เนื่องจากการใส่เครื่องช่วยฟัง
เป็นเวลานานๆในระยะแรกจะทำให้ล้า ผมจึงถอดมันออก แต่ดันมีมือดีมาขโมยไปซ่อน ตลอดพักกลางวันผมและเพื่อนอีกคนช่วยกันตามหา
และไปเจอมันในถังขยะรีไซเคิล ผมเก็บขึ้นมาและไม่ยอมใส่มันตลอดทั้งคาบบ่าย ครูเรียกให้ผมตอบคำถามแต่ผมก็ไม่รู้สึกตัว
แม้แต่เสียงหัวเราะของเพื่อนในห้องที่หัวเราะผมก็ไม่ยิน


    วันหนึ่งเพื่อนของผมเดินมาหาผม และบอกว่ามีโรงเรียนแห่งหนึ่งชื่อว่าควิ้นท์ โรงเรียนแห่งนี้น่าจะช่วยนายได้ อย่างน้อยก็ดีกว่าโรงเรียนเก่านี่
เขาพูดทิ้งไว้แค่นี้แล้วก็กลับบ้านไป ผมนั่งมองเครื่องช่วยฟังที่วางทิ้งไว้แล้วจึงตัดสินใจสมัครเข้ามาที่โรงเรียนควิ้นท์แห่งนี้


GRADE EXP. +60

labyrinth
Suspended Identity
Suspended Identity

INFO. Paks
นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 3
ช่วยลดค่า Grade Exp. สูงสุด 1%

Ore Ore : 40
Spirit Point : 30756623
CHIPS +6 M 250 K



PASSPORT
[ VISA ]:

[ Grade Exp. ]:
90/1455  (90/1455)

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Quest Re: Lesson 1 : ย้อนรอยอดีต [เควสบังคับ]

ตั้งหัวข้อ  Blue' Bear on Sun 07 Jun 2015, 20:07

-ย้อนรอยอดีตของ "ตัวผม"
ผมชื่อว่า"สุภะ" เป็นเพียงแค่เด็กผู้ชายธรรมดาคนหนึ่งที่เกิดมาไม่เหมือนเด็กคนอื่นทั่วๆ ไป เอ๋? อดีตของผมน่ะหรอ? อืม....ผมไม่ค่อยอยากจะเล่าสักเท่าไรหรอกนะครับ แต่ถ้าคุณอยากรู้ล่ะก็ผมจะทำใจยอมเล่าก็ได้ครับ...

ในสมัยตอนที่ผมเพิ่งถูกคลอดออกมานั้น เนื่องจากคุณแม่ของผมเป็นคนที่ร่างกายอ่อนแอจึงส่งผลให้ผมกลายเป็นเด็กอ่อนแอตามไปด้วย ในแรกเริ่มที่เกิดมานั้นผมมีสภาพคล้ายกับศพ ผิวขาวซีด ร่างกายซูบผอมจนเห็นกระดูก น้ำหนองไหลออกมาตามร่างกายไปหมด ทั้งยังหน้าตาอัปลักษณ์เสียจนน่าขยะแขยง หมอทำคลอดวัดชีพจรให้กับผมแล้วบอกว่า "เด็กคนนี้ตายแล้ว" ในตอนนั้นคุณแม่ของผมเชื่อใจอย่างสนิทว่าผมตายแล้วจริงๆ ท่านไม่ได้ร้องไห้  ไม่ได้คร่ำครวญแต่อย่างใด..

แต่ท่านกลับแสยะยิ้มเยือกเย็นออกมา....

คุณแม่เอาร่างของผมที่ไร้ลมหายใจยัดใส่ถุงดำแล้วนำไปทิ้งไว้ในลำคลองเน่าในย่านแห่งหนึ่ง แต่หารู้ไม่ว่าอีกสามวันต่อมาซากศพในถุงดำนั้นกลับร้องไห้จ้าออกมาและดิ้นเสียใหญ่ จนชาวบ้านแถวนั้นที่เดินผ่านสังเกตเห็นจึงช่วยกันเก็บถุงดำใบนั้นมา เปิดออกดูก็พบกับผมที่นับวันร่างกายเริ่มเปลื่อยเน่าขึ้นเรื่อยๆ จากสภาพอากาศภายในถุง แถมยังส่งกลิ่นเหม็นชวนอ้วกจนทุกคนต่างพากันบ่ายเบี่ยงที่จะรับผมไปเลี้ยง จนสุดท้ายทุกคนก็ตกลงกันว่าจะพาผมไปฝากไว้ที่สถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งในย่านนั้น...

"เด็กคนนี้ชื่ออะไรคะ?" พี่เลี้ยงเด็กเอ่ยถามกับพวกชาวบ้าน ทุกคนไร้ซึ่งเสียงตอบเพราะเขาไม่รู้ว่าผมมาจากที่ไหนและเป็นลูกของใครกันแน่
"ไม่มีชื่อสินะคะ งั้นฉันจะขอตั้งชื่อให้ว่า ราคี ละกันนะคะ"
"แปลว่าอะไรหรอ?" ชาวบ้านหนึ่งในนั้นถามออกมา
"มืดมนค่ะ ฉันทำนายได้เลยดูจากรูปลักษณ์ภายนอกก็รู้แล้วว่าเด็กคนนี้ต้องเป็นคนตายกลับชาติมาเกิดอย่างแน่นอน เขามาเพื่อทำลายล้างมนุษย์ที่เคยฆ่าเขาเมื่อหลายปีก่อน"
"ล..แล้วเธอรู้ไหม ว่าคนตายที่ว่านั่นเขาคือใคร?"
"ถึงแม้ฉันจะเคยเป็นนักทำนายดวงมาก่อนแต่ก็ไม่รู้ลึกถึงขนาดนั้นหรอกนะคะ แต่ข้อมูลที่รู้มาได้เพียงนิดเดียวคือ คนตายคนนั้นชื่อว่า มณีจันทรา ค่ะ ฉันรู้นะคะว่าพวกคุณเคย'ฆ่า'หล่อนมาก่อน หล่อนคงอาฆาตแค้นพวกคุณมากเลยตามพวกคุณมาในชาตินี้ค่ะ"
"จ...จริงหรอ? แล้วพวกเราต้องทำอย่างไรถึงจะหนีพ้นได้ล่ะ?"

พี่เลี้ยงเด็กผู้ซึ่งเคยเป็นนักทำนายดวงมาก่อนแสยะยิ้มออกมา....

"หึๆ ง่ายนิดเดียวค่ะ...เพียงแค่...ทำให้เด็กคนนี้ทรมานก็เพียงพอ และนั่นเป็นงานที่ง่ายมากค่ะเพราะเด็กคนนี้พิการมาแต่เกิด กล้ามเนื้อขาและแขนอ่อนแรงมากจนไม่สามารถเดินหรือทำอะไรได้อย่างเด็กปกติทั่วไป เพียงแค่พวกคุณไม่ให้ความรัก ความเอาใจใส่ ไม่ให้ที่อยู่อาศัย ไม่ให้เงินทอง ของนอกกายกับเขา เด็กคนนี้ก็จะตายไปเองค่ะ ดังนั้นช่วยรับคืนด้วยนะคะ"

แล้วหลังจากนั้นมา...พวกชาวบ้านก็นำผมไปปล่อยทิ้งไว้กับต้นไม้เก่าแก่ต้นหนึ่งซึ่งเป็นต้นไม้ประจำหมู่บ้านที่ปลูกกันมาช้านาน ผมในตอนนั้นได้แต่นอนทุกข์ทรมาน ทั้งหิว ทั้งหนาวและต้องการความรักจากผู้เป็นแม่ เมื่อโตขึ้นได้อายุประมาณ 3 ขวบผมก็เริ่มรู้จักอะไรมากขึ้นจึงได้เริ่มหาทางเลี้ยงดูตัวเองพร้อมกับตามหาผู้เป็นแม่ไปด้วย ถึงเบาะแสจะมีเพียงแค่ชื่อของท่านที่ได้มาจากป้ายติดข้อมือตอนที่เพิ่งเกิด แต่ว่าผมก็อยากจะพยายามเพื่อคนที่มีบุญคุณมากที่สุดสักครั้ง
เมื่อโตขึ้นเรื่อยๆ ผมก็เริ่มทำอะไรได้มากขึ้นกว่าเดิมทั้งหาอาหาร น้ำดื่ม ทำเสื้อผ้าใส่ ทำงานพิเศษ แต่มีอย่างหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปเลยแม้จะโตขึ้นซึ่งก็คือการไปไหนมาไหน มันช่างยากลำบากเสียจริงกับการก้าวเดินแต่ละก้าว ราวกับขาเป็นอัมพาต ไม่สามารถขยับเขยื้อนได้ ในตอนเด็กผมเคยคิดว่ายามที่โตขึ้นอาการนี้ก็จะหายไปเอง แต่มันไม่ใช่! ผมยังคงเป็นแบบนี้ต่อให้จะโตอีกกี่ปีก็ตาม เวลาเดินทางผมจึงต้องหาไม้มาช่วยพยุงขาของตัวเองและมันก้ไม่ใช่เรื่อง่ายเพราะแขนของผมก็เหมือนเป็นอัมพาตตามไปด้วย ทำให้หลายครั้งที่ผมนึกท้อแท้และหมดกำลังใจ แต่เพราะมีเป้าหมายอยู่ว่าจะตามหาคุณแม่ให้ได้จึงต้องสู้ต่อไป

แต่ว่าเรื่องมันไม่ได้มีเพียงแค่นั้นหรอกนะครับ...

นอกจากผมจะเดินไปไหนมาไหนลำบากแล้ว ผมยังถูกพวกชาวบ้านรังแกอีกสารพัด...

"ไอ้คีตัวประหลาด!! ไอ้คีตัวประหลาด!!"
"ลูกอย่าไปเข้าใกล้เจ้าเด็กที่ชื่อราคีนั่นนะ เดี่ยวเสนียดติดนะลูก"
"ไปไกลถิ่นฉันเลยนะเว้ย ถ้าแกเข้ามาอีกได้ตายสมใจแน่!!"

ผมคือตัวประหลาดสินะครับ...
คงไม่มีใครต้องการ...แม้แต่คุณแม่ก็ด้วย...
ผมเกิดมาเพื่อใคร เพื่ออะไรกัน? คำตอบก็ยังไม่กระจ่างเสียที...

จนเมื่อผมอายุ 13 ปีได้หมาดๆ ในวันหนึ่งที่ผมกำลังนั่งวาดรูปก็ได้ยินชาวบ้านสองคนพูดอยู่ใกล้ๆ ด้วยความสนใจผมจึงเงี่ยหูฟังอย่างเงียบๆ...
"แสงเดือน! เธอรู้หรือเปล่าว่าแม่ของเจ้าเด็กที่ชื่อราคีนั่นเคยเรียนอยู่ในโรงเรียนหนึ่งแถวๆนี้ด้วยนะ"
"จริงหรอ โรงเรียนอะไร?"
"โรงเรียนควิ้นท์ไง"
"อ๋อ! โรงเรียนที่มีชื่อเสียงด้านแหล่งรวมคนพิการสินะ"

โรงเรียนควิ้นท์?....
คุณแม่เคยเรียนอยู่ที่นั่นงั้นหรอ?...

ได้ยินแบบนั้นผมจึงได้รวบรวมหาข้อมูลเกี่ยวกับโรงเรียนควิ้นท์จากหนังสือพิมพ์เก่าๆ ที่ออกข่าวเกี่ยวกับโรงเรียนควิ้นท์ในโกดังเก็บของที่อยู่ท้ายหมู่บ้าน เมื่อได้ข้อมูลมาผมจึงได้เดินทางไปขอเข้าสมัครเพื่อไล่ตามเป้าหมายที่ได้วางไว้...
ผมขยับก้าวแรกไปอย่างช้าๆ...
"เธอเองสินะที่ชื่อ ราคี..." อาจารย์ชายรูปร่างสูงโปร่งคนหนึ่งเอ่ยทักกับผม
"ทำไมคุณถึงรู้ชื่อของผมได้?"
"เรื่องนั้นเธอไม่ต้องรู้หรอก ตั้งแต่นี้ไปเธอต้องเป็นนักเรียนของที่นี่ในชื่อ'สุภะ' เธอจะได้เรียนรู้การทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่นและอีกมากมาย อ้อ! ฉันคืออาจารย์ใหญ่ของที่นี่นะ สงสัยอะไรก็ถามฉันได้เสมอเลย ถ้าเธอได้ลองเรียนที่นี่แล้วล่ะก็เธอจะต้องสนุกอย่างแน่นอนเลย แล้วอีกเรื่องหนึ่งก็...."
"เอ๋?"
"เรื่องจุดประสงค์ของเธอที่มาที่นี่น่ะ......ตั้งใจตามหาเข้าล่ะ"
อาจารย์ร่างสูงโปร่งเดินนำผมเข้าไปยังภายในรั้วโรงเรียนสีทองอร่าม ข้างในจะมีอะไรอยู่ผมก็ไม่อาจรู้ได้ ชีวิตของผมจะเปลี่ยนไปในทางเช่นไรคงต้องขึ้นอยู่กับโรงเรียนแห่งนี้...

ถ้าผมก้าวข้ามผ่านเขตรั้วสีทองนี้แล้ว....ผมจะได้พบกับคุณแม่อีกครั้งไหม?....
ถ้าผมก้าวข้ามผ่านเขตรั้วสีทองนี้แล้ว....ผมจะได้มีชีวิตแบบคนปกติไหม?....
ถ้าผมก้าวข้ามผ่านเขตรั้วสีทองนี้แล้ว....ผมจะไม่ใช่สัตว์ประหลาดอีกต่อไปใช่ไหม?....

ตั้งแต่นี้เป็นต้นไปผมคงต้องสลัดชื่อ "ราคี" ทิ้งแล้วเปลี่ยนเป็นคนใหม่สินะ...
คนใหมที่ชื่อ "สุภะ"....


GRADE EXP. +50

Blue' Bear

INFO. Supha
นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 4
ลดค่าใช้จ่ายค่าเทอมและค่าห้องพักแต่ละเดือน 20%

Ore Ore : 168
Spirit Point : 44646830
CHIPS +1 M 445 K 433

+0.1% อัตราดอกเบี้ย CHIPS

PASSPORT
[ VISA ]:

[ Grade Exp. ]:
1300/1940  (1300/1940)

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Quest Re: Lesson 1 : ย้อนรอยอดีต [เควสบังคับ]

ตั้งหัวข้อ  ผู้มาเยือน on Wed 17 Jun 2015, 19:44

ย้อนรอยอดีตของ "เค้า"
  สวัสดีค้าาาาา เค้าชื่อ 'โกรุโดะ มากิ' จริงๆน่ะชื่อเค้ามีความหมายเพราะมากเลยนะ 'โกรุโดะ' หมายความว่า 'สีทอง' แล้วก็คำว่า 'มากิ' หมายถีง 'ความหวัง' ถ้ารวมๆกันแล้วก็หมายความว่า 'ความหวังสีทอง' แต่เค้าน่ะไม่อยากใช้ชื่อนี้เลยมันทำให้นึกถึงความทรงจำเก่าของคนที่ตั้งให้...ซึ่งเขาคนนั้นก็คือพ่อของเค้าเองล่ะค่ะ เดี๋ยวเค้าเล่าให้ฟังละกันนะ แต่เค้าก็ไม่ค่อยเก่งเรื่องคุยซะด้วยสิเอาคร่าวๆไปก่อนล่ะกัน:)

  ครอบครัวของเค้ามีกันแค่สามคนพ่อแม่ลูกเค้าน่ะเป็นลูกคนเดียวทุกคนในครอบครัวเลยเป็นห่วง พอดีช่วงนั้นเค้าน้ำเหลืองไม่ดีต้องเข้าโรงพยาบาลเป็นว่าเล่นก็ยิ่งทำให้คุณพ่อและคุณแม่เป็นห่วงขึ้นอีกด้วย คุณแม่คิดว่าเค้าควรอยู่แต่ในบ้านเพื่อไม่ให้แพร่เชี้อกับคนอื่นๆ เลยทำให้เค้าเหงามากๆเลย นานๆที่ถึงจะออกไปเที่ยวเล่นเหมือนคนอื่นเขาได้ แต่คุณพ่อคงเห็นเค้าเหงาหรือเปล่าก็ไม่รู้เลยมาเล่นกับเค้า แต่ก็มีเหตุการณ์พลิกผันที่ทำให้เค้าเหงาและเศร้ากว่าเดิม
  "นี้มากิ!!! เก็บของเร็วๆหน่อยสิลูกเดี๋ยวก็ไม่ทันเครื่องบินหรอก" ผู้เป็นแม่ได้ถามขึ้นพร้อมอารมณ์หงุดหงิด ฉันล่ะหงุดหงิดจริงจริ๊งต้องไปดูงานกะทันหันแล้วเอาฉันไปด้วยเนี่ย เหนื่อยมากๆเลยกับการเก็บเสื้อผ้าที่รวดเร็วไม่รู้ว่าฉันเก็บกางเกงในไปครบหรือป่าวก็ไม่รู้
   "แปปเดี่ยวค้าาาา ใกล้จะเสร็จแล้ว" จริงๆแล้วฉันก็น่าจะเอากางเกงในไปครบอยู่นะ
  "นี่! ยัยตัวแสบของพ่อทำไมช้าจังห้ะ?" คุณพ่อเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน คุณพ่อของฉันเป็นคนที่อ่อนโยนมากๆเลยใจดีอีกด้วย
  "เสร็จแล้วๆค่ะ กำลังลงไปหรา" เค้าถือกระเป๋าใบใหญ่กว่าตัวลงมาด้วยความทุลลักทุลเล ทำเอาคนที่เห็นอยู่เบื้องต้องวิ่งมาช่วยถืออย่างรวดเร็วเพราะกลัวว่ากระเป๋าใบจะทับลูกสาวของตนเองตายซะก่อน   "เอาอะไรไปนักหนาล่ะลูก" คุณแม่นี่ไม่เข้าใจคนที่เพิ่งเคยออกข้างนอกไปเที่ยวไกลๆบ้างหรือไงนะ
  "เอาของใช้จำเป็นไปค่ะ" ฉันเดินหน้าระลื่นตัวปริ้ว ทิ้งให้คุณพ่อถือกระเป๋าใบใหญ่คนเดียว
     ณ ประเทศไทย
  ที่นี่ร้อนจังเลย เหมือนไมโครเวฟขนาดใหญ่ที่กำลังอบมนุษย์ที่เป็นๆอยู่ แต่จะมีสถานที่ท่องเทียวที่สวยอย่างที่ดูในรูปหรือเปล่านะ
  "มากิ เดี๋ยวพ่อกับแม่ต้องรีบไปเคลียดงานก่อน พอเสร็จพวกเราจะได้ไปเที่ยวกัน แต่ระหว่างที่พ่อกับแม่ทำงานหนูต้องไปอยู่กับคุณอาสมหญิงที่เชียงใหม่ก่อนนะ" คุณอาสมหญิงเป็นญาติห่างๆของคุณพ่อที่นานๆทีคุณพ่อจะมาหา แต่ฉันก็นึกภาพของคุณอาสมหญิงไม่ออกเพราะฉันไม่ได้เจอท่านนานมากแล้ว
  "คุณอาสมหญิงน่าตาเขาเป็นอย่างไงหรอค่ะ" ฉันนั่งนึกแล้วนึกอีก ก็จำไม่ได้อยู่ดีว่าหน้าตาท่านเป็นยังไงกันแน่
  "พ่อว่าคุณอาเขาก็หน้าตาออกไปไทยๆ ใจดีไง"
  "ว้าว! อยากเห็นเร็วๆจังเลย!!" พอรถส่วนตัวของพ่อมาจอดนิ่งอยู่หน้าบ้านที่มีขนาดใหญ่ของผู้หญิงคนหนึ่ง หน้าตาโอบอ้อมอารีกำลังยืนรอพวกเราอยู่
 

     เวลาผ่านไป2เดือน
  เฮ้อ! นี่ผ่านไปสองเดือนเองหรอที่ฉันอยู่กับคุณอา รู้สึกว่ามันผ่านไปช้ามากกกกกกเหมือนผ่านไปซักสองปี ในสองเดือนมานี้คุณพ่อกับคุณแม่ติดต่อฉันมาน้อยจนแทบจะนับได้แต่การติดต่อครั้งสุดท้ายนี้ทำให้ฉันจำได้ขึ้นใจเลย

  'นี่! เดี๋ยวพ่อกับแม่ก็จะกลับไปหาลูกแล้วนะ งานใกล้จะเสร็จแล้วล่ะ' ประโยคนี้ที่ฉันเฝ้ารอมาเนิ่นนาน เป็นครั้งแรกที่รอมาเนิ่นนานนนนนนนนน~♡
  'จริงๆหรอคะ รีบกลับมานะคะหนูรออยู่ จุ๊บๆ' คิดถึงคุณพ่อคุณแม่ที่สุดเลย อยากให้ถึงวันที่พวกท่านกลับมาจังเลย


  ขณะที่ฉันคิดอยู่นั้นฉันได้ยินเสียงรถกำลังเคลื่อนเข้ามาในรั้วบ้าน พอได้ยินเสียงรถฉันก็รีบวิ่งไปหาเพื่อหวังว่าเจ้าของรถคันนั้นอาจจะเป็นคุณพ่อของฉันแล้วความปรารถนาของฉันก็เป็นจริง ฉันไม่ได้ฝันไปที่เห็นคุณพ่อและคุณแม่มายืนตรงหน้าฉันและสิ่งที่ฉันไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น ฉันเห็นคุณอาเดินถือปืนตรงมาแล้วยิงเข้าที่คุณพ่อสองนัด คุณพ่อล้มลงกับพื้นภาพตรงหน้า ณ ตอนนั้นเหมือนภาพสโลว์ ฉันได้ยินเสียงคุณแม่กรีดร้องด้วยความตกใจ และมีแรงฉุดให้ฉันวิ่งไปข้างหน้า คุณแม่จูงมือฉันพาหนีออกจากบ้าน พอหันกลับไปก็เห็นคุณอาวิ่งไล่ตามมา จนมาถึงถนนใหญ่ด้วยความไม่ทันมองคุณแม่โดนรถชนอย่างแรง ทำให้ร่างของคุณแม่กระเด็น ฉันได้วิ่งเข้าไปโอบกอดร่างนั้นแล้วร้องไห้ออกมาด้วยความเสียใจ


  "ฮืออ..."
  "ไม่ต้องร้องนะมากิ" คุณแม่พยายามเอามือมาลูบหัวฉัน
  "ฮืออออ..คุณแม่คะคุณพ่อไม่อยู่แล้วววววววว"


  เหมือนพระเจ้าเป็นใจที่ทำให้ฉันไม่ต้องเสียคุณแม่ไปคุณม่แค่อาการสาหัสเท่านั้น แต่ซ้ำร้ายที่ฉันต้องเสียคุณพ่อผู้เป็นที่รักไป... ตั้งแต่นั้นมาฉันก็กลายเป็นโรค Xenophobia (กลัวคนแปลกหน้า) หลังจากที่คุณแม่ออกจากโรงพยาบาล ฉันไม่กล้าออกมาข้างนอกบ้านแม้แต่สักก้าวเดียวเพราะกลัวประวัติซ้ำรอยและมันก็คงจะเกิดขึ้นกับตัวของฉันเอง ฉันกลัวที่จะได้พบกับคนแปลกหน้า ถ้าเกิดมีใครที่ไม่ใช่คุณพ่อคุณแม่เข้ามาในบ้านฉันจะกรีดร้องลั่นและหวาดกลัวสุดขีด

    ในวันครบรอบอายุ 13 ปี
  ติ้งหน่อง!
  "ค่ะ จะไปเปิดเดี๋ยวนี้แล้วค่ะ" ใครกันนะมากดกริ่งหน้าประตูเวลาแบบนี้เนี่ย ฉันเห็นคุณแม่ถือบางอย่างไว้ในมือแล้วเดินมาหาฉันด้วยสีหน้างงงวย
  "มากิ มีคนส่งจดหมายถึงลูกแหนะ" ฉันเปิดจดหมายดู

  'ถึง...โกรุโดะ มากิ
       น้าได้ยินชื่อเสียงของQuaint Schoolในเรื่องการสอนคนบกร่องทางร่างกายมา... น้าเลยอยากให้หนูมากิลองไปเรียนดูเผื่อจะรักษาโรคที่หนูเป็นได้หาย
                                                                                                                             จาก...คุณอาอาซามิ'


         -ฉันได้ปรึกษาแม่เกี่ยวกับจดหมายที่คุณอาส่งมาแล้วเราก็ได้ตกลงว่าจะให้ฉันเรียน....ณ Quaint School-


GRADE EXP. +70

ผู้มาเยือน
ผู้มาเยือน


ขึ้นไปข้างบน Go down

Quest Re: Lesson 1 : ย้อนรอยอดีต [เควสบังคับ]

ตั้งหัวข้อ  Randel on Wed 01 Jul 2015, 18:43

"อะ... เอ่อ คือว่า" ทันทีที่ผมเอ่ยปากออกไป กลุ่มเพื่อนผู้ชายที่กำลังคุยกันก็หันมามองผม
ทุกคนหลบสายตาและทำหน้าเลิกลั่ก มีอะไรงั้นหรอ? ผมแค่อยากจะเข้าไปคุยด้วยก็เท่านั้นเอง
ผมเดินเข้าไปใกล้พวกเขามากขึ้นแต่แค่สองก้าวเท่านั้น ทุกคนก็รีบเก็บข้าวของ
แล้วก็เดินออกไปจากห้องเรียนทันที แต่ว่าก็มีคนหนึ่งที่ทำสมุดตกเอาไว้
ผมหยิบสมุดเล่มนั้นขึ้นมาแล้ววิ่งไปจับไหล่ของผู้ชายคนนั้นพร้อมกับยื่นมันให้ แต่ว่า...

เพี๊ยะ!

มือของผมถูกปัดออกอย่างแรง
เด็กผู้ชายตรงหน้าทำหน้าตาหวาดกลัวแล้วก็ตัวสั่นระริก ทะ...ทำไม เขากลัวอะไรกัน
ระหว่างที่กำลังมึนงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพื่อนร่วมชั้นเรียนคนนั้นก็วิ่งออกไป
เหลือแค่ผมที่ยืนกำสมุดเล่มนั้นเอาไว้ ทุกคนเป็นอะไรกันหมด

ผมทำอะไรผิดอย่างนั้นหรอ ผมทำ...อะไรผิด

น้ำใสๆ หลั่งออกมาจากดวงตาทั้งสองข้างด้วยความอัดอั้น
ผมเอาสมุดไปใส่ไว้ในเก๊ะให้เขาแล้วก็เดินไปเก็บของของตัวเอง
ไม่อยากกลับบ้านเลย... เพราะถึงจะกลับไปก็ไม่มีใครอยู่

ระหว่างทางกลับบ้านผมก็ได้แต่สงสัย ทำไมคนในห้องเรียนถึงกลัวผมกันนะ
ผมไม่ได้ทำอะไรสักหน่อย ท้องฟ้าสีส้มในตอนเย็นทำให้รู้สึกเหงายังไงก็ไม่รู้
ผมสาวเท้าให้เร็วขึ้นเพราะรู้สึกไม่ดี ต่อไปนี้ผมจะไม่เข้าไปคุยกับพวกเขาอีกแล้ว
ไม่เป็นไรหรอก ถึงจะอยู่คนเดียวก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวสักพักมันก็คงจะชินไปเอง
ไม่เห็นยากสักหน่อย อ๊ะ... แต่ก็ไม่ได้อยู่คนเดียวนี่


สองเท้าพาผมมาหยุดที่หน้าบ้านพอดี ผมเปิดประตูรั้วเข้าไปและล็อกให้เรียบร้อย
เดินผ่านรูปปั้นครอบครัวเต่าที่อยู่บนสนามหญ้าซ้ายมือ
เดินผ่านแปลงดอกลิลลี่ที่คุณแม่ปลุกไว้ทางขวาแล้วก็เดินตรงไปที่หน้าประตูบ้าน
เหมือนทุกวัน แล้วพอผมเปิดประตูบานนี้เข้าไป...

แกร็ก

ก็จะไม่มีใครอยู่

ผมไม่ลืมที่จะล็อกประตูให้เรียบร้อยหลังจากนั้นก็เดินขึ้นไปบนห้องนอนที่อยู่ชั้นบน
คุณพ่อกับคุณแม่ทำงานกันทุกวัน ทั้งสองคนทำงานหนักอันนั้นผมรู้ดี
แล้วก็จะกลับมาตอนดึกๆ หลังจากที่ผมหลับไปแล้วหรือไม่ก็จะไม่มีใครกลับมาเลย
บางครั้งตื่นเช้ามาก็จะเห็นกับข้าวที่คุณแม่ทำเอาไว้ให้หรือไม่ก็เป็นเงินที่คุณพ่อวางเอาไว้บนโต๊ะ
ผมเห็นหน้าคุณพ่อกับคุณแม่ครั้งสุดท้ายเมื่อไรกันนะ? ฮะๆ นานจังเลย
หน้าทั้งสองคนที่อยู่ในหัวผมจะยังเป็นหน้าตาปัจจุบันของพวกเขาอยู่หรือเปล่า?

ผมล้มตัวลงบนเตียงของตัวเอง คว่ำหน้าลงบนผ้าห่มผืนนิ่มและปล่อยให้ร่างกายได้พักผ่อน
ทำไมถึงเหนื่อยขนาดนี้ทั้งๆ ที่ก็ไม่ค่อยจะได้ทำอะไรแท้ๆ เหนื่อย... มันเหนื่อยมากเลย
เปลือกตาปิดลงอย่างช้าๆ ผมสูดอากาศเข้าปอดเฮือกใหญ่แล้วพ่นลมหายใจออกมา
ราวกับว่าการทำแบบนี้จะทำให้ร่างกายรู้สึกดีขึ้น

"วันนี้เรียนหนักงั้นหรอ?" เสียงทุ้มดังขึ้นที่ข้างหู มันไม่ใช่น้ำเสียงที่แสดงความเป็นห่วง
รู้สึกจะออกแนวขำๆ เสียมากกว่า ผมครางรับในลำคอเพราะรู้สึกร่างกายหนักอึ้งไปหมด
ไม่มีแม้แต่แรงที่จะขยับปากเสียด้วยซ้ำ

"เห สงสัยจะเหนื่อยจริงๆ แฮะ"

'ซีโร่' ผู้ชายผมสีอ่อนจนเกือบขาวอายุรุ่นราวคราวเดียวกับผมพูดขึ้นอย่างหมดสนุก
เรารู้จักกับเมื่อปีที่แล้ว ตอนที่ผมอายุ 11 ปี
ในวันนั้นเป็นวันที่ฝนตกหนักและไม่มีใครอยู่ ผมขดตัวอยู่ที่มุมห้องพร้อมผ้าห่มผืนใหญ่ที่คลุมไปทั่วร่างกาย

ครึม... เปรี้ยง!

เสียงท้องฟ้าที่คำรามราวกับปีศาจทำให้ผมไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัว
ไฟในห้องก็ดับสนิท มืดไปหมด เงาจากฟ้าผ่าที่ลอดเข้ามาทางหน้าตาก็เกิดเงาที่พาจินตนาการไปต่างๆ นานา
เมื่อไรพ่อกับแม่จะกลับมา ผมไม่อยากอยู่ที่นี่แล้ว!
มือเล็กปิดหูทั้งสองข้างแน่น ทั่วใบหน้าเปรอะไปด้วยน้ำตา

"นายกลัวหรอ" เสียงหนึ่งดังขึ้น เมื่อหันไปก็พบกับเด็กผู้ชายผมสีอ่อน
เขาจ้องมองผมด้วยดวงตาสีฟ้าสวย เมื่อมันกระทบกับแสงที่ลอดเข้ามาก็ทำให้รู้สึกว่า
มันสามารถดูดตัวผมเข้าไปในนั้นได้ ผมตะลึงกับใบหน้าที่งดงามของเขา
แต่ก็ต้องสะดุ้งอีกครั้งเมื่อตระหนักได้ว่าเขาคือคนแปลกหน้า

"คะ.. คุณเป็นใครครับ" ผมก็อยากจะตะโกนใส่หน้าเขาอยู่หรอก
แต่ตอนนั้นมันกลัวมากเสียจนเสียงหายไปหมดแล้ว
คนตรงหน้าทำหน้าไม่รู้ร้อนรู้หนาวทั้งๆ ที่ฟ้ากำลังร้องอย่างน่ากลัว
เขาเดินมานั่งขัดสมาธิข้างหน้าผมแล้วยิ้มกว้างให้

"ฉันเป็นเพื่อนนายไง" ผมไม่เข้าใจ ผมกับเขาไม่เคยเจอกันซะหน่อยจะเป็นเพื่อนกันได้ยังไง
ผมขยับตัวชิดกำแพงมากขึ้นแล้วมองเขาด้วยแววตาไม่ไว้ใจ

"เราไม่รู้จักกัน แล้วคุณเข้ามาในบ้านผมได้ยังไงครับ" เมื่อได้ยินคำถามนั้นเขาก็ระเบิดหัวเราะออกมาทันที

"ฮ่าๆๆ ฉันรู้จักนายดีกว่าใครซะอีก แล้วก็ถ้านายอยู่ที่ไหนฉันก็อยู่ที่นั่นแหละ"

ผมยิ่งงงหนักเข้าไปอีกเมื่อเขาพูดแบบนี้ เป็นสตอล์กเกอร์งั้นหรอ?

เปรี้ยง!

เสียงฟ้าผ่าที่ดังขึ้นทำให้ผมไม่สนใจคนตรงหน้าอีก ผมปิดหูไว้แน่นแล้วมุดตัวในผ้าห่ม
หลับตาแน่นด้วยความกลัว ไม่อยากอยู่ที่นี่แล้ว พาผมออกไป!!
ทันใดนั้นก็สัมผัสได้ถึงไออุ่นที่ร่ายล้อมไปทั่วร่าง
พอลืมตาขึ้นมาก็ถึงได้เห็นว่าผู้ชายคนเมื่อกี้กำลังกอดผมอยู่ ผมเงยหน้ามองเขาแต่ว่าเขาเพียงแค่ยิ้มน้อยๆ
แล้วลูบหัวผมเบาๆ สองสามทีเหมือนกับบอกให้อยู่เฉยๆ อย่างไงอย่างงั้น
น่าแปลกที่ความกลัวเมื่อกี้รู้สึกจะบรรเทาลง ผมหลับตาลงอีกครั้งแล้วซุกตัวในอ้อมอกของเขา
ขออยู่อย่างนี้สักพักแล้วกันนะ...

และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องทั้งหมด หลังจากวันนั้นผมก็ได้เจอกับเขามากขึ้น
และเขาก็บอกผมว่าตัวเองชื่อซีโร่ แถมอายุเท่ากันด้วย ทั้งๆ ที่เป็นแบบนั้น
แต่เขากลับตัวโตกว่าผมสัก 10 เซ็นได้ บางครั้งผมก็จะเจอเขาที่โรงเรียน
ด้วยความที่ผมเองก็เป็นพวกมนุษยสัมพันธ์ไม่ดีก็เลยไม่มีเพื่อน
มีแค่ซีโร่ที่จะเข้ามาคุย มาอยู่ด้วย ผมรู้สึกดีใจมากเลยที่ได้รู้จักกับซีโร่
ถึงจะสงสัยก็เถอะว่าวันนั้นเขาเข้ามาในบ้านผมได้ยังไง

หลังจากนั้นไม่นานก็มีข่าวลือแปลกๆ ว่า ผมพูดคนเดียว.... บ้าหรอ
ผมจะพูดคนเดียวได้ยังไง เพราะผมอยู่กับซีโร่แทบจะตลอดเวลา
เพื่อนในห้องเรียนเริ่มแสดงท่าทางรังเกียจและหวาดกลัวผม ทำไมกันล่ะ
ผมไม่ได้พูดคนเดียวทุกคนก็น่าจะเห็นนี่

"ไม่ต้องไปสนใจคนพวกนั้นหรอก รันเดล"

ซีโร่พูดขึ้นด้วยสีหน้าเรียบเฉย ถึงจะพูดแบบนั้นก็เถอะ แต่ว่ามันก็ไม่ง่ายหรอกนะที่จะไม่สนใจคนรอบข้างแบบนั้น

"นายมีแค่ฉันก็พอแล้วนี่ ไม่ว่านายจะอยู่ที่ไหน ฉันก็จะอยู่กับนาย"
คำพูดนั้นของซีโร่ทำให้ผมโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก
ผมยิ้มบางๆ กับตัวเอง จะไม่ต้องอยู่คนเดียวแล้วสินะ ใช่ แค่ซีโร่ก็เพียงพอแล้ว...

พอใกล้จะปิดเทอมคุณครูก็ส่งข้อความไปหาคุณพ่อกับคุณแม่ว่าผมมีพฤติกรรมแปลกๆ
พูดคุยและหัวเราะคนเดียว ทำให้เพื่อนร่วมชั้นรวมถึงคนอื่นๆ ไม่สบายใจและหวาดกลัว
จะเป็นแบบนั้นได้ยังไง! ผมไม่ได้บ้านะ พวกเขาสิเป็นอะไรกันไปหมด ไม่เห็นหรอว่าผมคุยกับซีโร่น่ะ!!
หลังจากนั้นคุณแม่ก็ยอมลางานเพื่อมาอยู่กับผมและพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องนี้
คุณแม่เป็นคนไทยและทำงานที่ออฟฟิศ ไม่บ่อยมาหรอกที่เราจะได้อยู่ด้วยกันแบบนี้
ถึงคุณพ่อจะทำงานอยู่ก็เถอะ

"รัน ลูกพูดคนเดียวเหมือนที่คุณครูบอกว่าจริงหรือเปล่า"
คุณแม่ที่นั่งฝั่งตรงข้ามของโต๊ะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง
ผมหน้าตึงขึ้นมาทันที คุณแม่ก็คิดแบบนั้นเหมือนกันสินะ...

"จะเป็นแบบนั้นได้ยังไงล่ะครับ" ผมพูดเสียงนิ่ง รู้สึกไม่พอใจเลยจริงๆ

"ถ้าอย่างนั้นลูกคุยกับใครล่ะ" คุณแม่ประสานมือเท้าคางจ้องผม ผมเองก็จ้องกลับแล้วตอบด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยพอใจ

"ผมคุยกับซีโร่ครับ เพื่อนของผม"

"เพื่อนงั้นหรอ" คุณแม่พูดด้วยน้ำเสียงแปลกใจ ก็แหงล่ะ
ผมไม่เคยเล่าเรื่องซีโร่ให้ฟังนี่ ถึงอยากจะเล่าก็คงไม่มีเวลามาฟังผมหรอก
แถมผมก็มนุษยสัมพันธ์ไม่ดีด้วย


  ผมกับแม่คุยกันนานมากจนสุดท้ายคุณแม่ก็โทร.ไปบอกที่ทำงานว่าจะขอลาหยุด
หนึ่งอาทิตย์เพื่ออยู่กับผม ผมก็ดีใจนะ ที่เราจะได้อยู่ด้วยกัน ระหว่างนั้นซีโร่ก็มาหาบ้างเป็นพักๆ
แต่ไม่บ่อยมากเหมือนแต่ก่อน จนวันสุดสัปดาห์ คุณแม่ก็พาผมมาหาคนๆ หนึ่ง
คนที่ผมไม่ชอบใจ เพราะเขาเป็น 'จิตแพทย์' อ้อ... ที่อยู่กับผมเพราะจะสังเกตอาการสินะ
ผมก็บอกไปแล้วแท้ๆ ว่าผมไม่ได้บ้า
ผมไม่ได้แสดงอาการต่อต้านอะไรเพราะไม่อยากมีปัญหากับคุณแม่ ก็เลยโดนคุณหมอสอบถามเรื่อยๆ
แต่น่าแปลกที่บางครั้งอาการที่เขาพูดมาดันตรงกับสิ่งที่ผมเจอซะจนเหมือนเขาเป็นหมอดูอย่างไงอย่างงั้น

"ผมได้ข้อสรุปแล้ว" คุณหมอพูดขึ้นแล้วจัดเอกสารทุกอย่างบนโต๊ะ

"อะไรงั้นหรอคะ" คุณแม่ที่โดนเรียกเข้ามาหลังจากที่ผมโดนซักฟอกเสร็จถามขึ้น
คุณหมอเหล่มองผมนิดหน่อยเหมือนจะชั่งใจว่าให้ผมอยู่ฟังด้วยดีไหม

"ผมขออยู่ฟังด้วยแล้วกันนะครับ" ผมพูดขึ้นตัดปัญหา
คุณหมอเห็นว่าผมไม่น่าจะมีปัญหาอะไรเลยหันไปอธิบายสิ่งต่างๆ กับคุณแม่

"ลูกชายคุณน่าจะมีอาการทางจิตที่เรียกว่าโรคจิตเภทครับ" ผมหน้าชาขึ้นมาทันที
นี่ผมเป็นบ้างั้นหรอ? ผมกำหมัดไว้แน่นแล้วพยายามนั่งสงบเสงี่ยมต่อไป

"หมายความว่ายังไงคะ?"

"เขามีอาการประสาทหลอน เห็นบุคคลที่ไม่มีอยู่จริงและมีอาการหูแว่วเป็นบางครั้ง" คุณหมออธิบายต่อ
อะไรกัน ประสาทหลอนงั้นหรอ? ผมเนี่ยนะ! หูแว่วอีก มันชักจะบ้าไปกันใหญ่แล้ว

"ผมจะจัดยาให้ ขอให้คุณแม่ดูแลเรื่องนี้ให้ดีๆ นะครับ เขาต้องกินยาอย่างสม่ำเสมอ ไม่อย่างนั้นอาการอาจจะแย่ลง"
ผมกัดฟันแน่น งั้นจะบอกว่าซีโร่ไม่มีอยู่จริงงั้นหรอ... เพื่อนคนแรกของผม ไม่มีอยู่จริงอย่างนั้นหรอ!
ทำตามากมายมากองอยู่ที่ตา ผมก้มหน้าและพยายามระงับอารมณ์ทั้งหมดเอาไว้
ซีโร่... บอกฉันสิว่ามันไม่จริง ฮึก... ซีโร่

หลังจากนั้นผมก็ต้องกินยาตลอด แต่เพราะหลังจากกินยาแล้วผมไม่เห็นซีโร่เลย
บางครั้งก็จะได้ยินแค่เสียงเท่านั้น ผมอยากเจอเขา ก็เลยแอบหยุดยาเอง
ทำให้อาการกำเริบและหนักขึ้น ผมไม่ได้เห็นแค่ซีโร่ แต่เป็นคนอื่นที่ไม่รู้จัก
เมื่อคุณแม่เห็นว่าอาการผมคงจะแย่ลงกว่านี้แน่ๆ จึงติดต่อกับญาติที่ไทยและหาโรงเรียนที่ดีให้กับผม
เพราะทั้งพ่อแล้วก็แม่ไม่สามารถมาดูแลผมได้ตลอดเวลา แต่ถึงอยากนั้นบางครั้งที่ผมคิดถึงซีโร่มากๆ
เขาก็จะมาหา และอยู่กับผม คุณพ่อกุมขมับที่เห็นผมเป็นแบบนี้

ถึงซีโร่จะเป็นแค่เพื่อนในจินตนาการ... แต่ว่า ผมก็ยังอยากที่จะเล่น
พูดคุยและอยู่กับเขา เพราะถ้าไม่มีเขาแล้ว ผมจะเหงา เหงามากๆ เลย เหงาจนรู้สึกท้องไส้ปั่นป่วนไปหมด...
และในที่สุดคุณแม่ก็หาโรงเรียนที่เหมาะกับผมเจอ
.
.
.

"ซีโร่" ผมลืมตาและยันตัวลุกขึ้น ซีโร่นั่งพิงหัวเตียงอยู่ข้างๆ เขามองผมแล้วเลิกคิ้วเป็นเชิงถาม

"จะไปกับผมไหม"

"หึ ลืมสิ่งที่ฉันบอกนายไปตอนแรกแล้วหรือยังไง"

"ที่โรงเรียนควิ้นท์...."

"นายอยู่ที่ไหน ฉันก็อยู่ที่นั่น"

และหลังจากที่จบเกรด 6 ผมก็ได้เดินทางมาที่ประเทศไทย
และเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่โรงเรียนควิ้นท์โดยมีคุณป้าเป็นคนดูแลทุกอย่าง


GRADE EXP. +80

Randel

INFO. Randel Waller Donovan
นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 3
ช่วยลดค่า Grade Exp. สูงสุด 2%

Ore Ore : 79
Spirit Point : 59733757
CHIPS +1 M 803 K



PASSPORT
[ VISA ]:

[ Grade Exp. ]:
1340/1350  (1340/1350)

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Quest Re: Lesson 1 : ย้อนรอยอดีต [เควสบังคับ]

ตั้งหัวข้อ  meaw-tsubaki on Wed 08 Jul 2015, 18:21

13 ตุลา ปี xxx ตอนที่ตอนอายุได้10ปี
         วันนี้เป็นวันที่ฉันอายุครบ5ปี วันเกิดที่เฝ้ารอคอยมาแสนนานเพราะคุณแม่มีอะไรบางอย่างที่เป็นความลับจะมอบให้กับฉัน...ตื่นเต้นชะมัดเลยว่าไหม? นั่งลงรอดีๆไม่นานักคุณแม่ก็เดินเข้าพร้อมรอยยิ้มที่ฉายบนใบหน้า
         "แฮปปี้ เบิร์ดเดย์ ทูยู...แฮปปี้ เบิร์ดเดย์ ทูยู..."เสียงร้องเพลงดังขึ้นแล้วของขวัญกล่องสวยก็ค่อยๆออกมาจากที่ซ๋อนด้านหลังคุณแม่ ทันทีที่เป่าเค้กเรียบร้อยฉันก็รีบแกะของขวัญ มันเป็นกรจกโบราณใบเล็กแสนสวย ฉันไม่รู้หรอก...ว่าหลังจากได้มาแล้วชีวิตฉันจะเป็นแบบนี้
.
.
.
.
.
.
    3ปีต่อมา
         วันนี้เป็นวันก่อนวันเกิด...แต่กลับรู้สึกอึดอัดราวกับมีคนมองอยู่ตลอดเวลา แล้ววันนี้ก็ยังซวยตลอดทั้งวันวิ่งสะกุดก้อนหินจนได้แผลที่เก่าทั้งสองข้าง มีดบาดตอนวิชาหัตถกรรม และก็อีกหลายๆเรื่อง ในบ้านนั้นเงียบมาก คุณแม่คงยังไม่กลับ อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วมานั่งทำการบ้าน
         หลังจากทำงานเสร็จคุณแม่ก็กลับบ้านพอดี วันนี้เราตั้งโต๊ะกันช้ากว่าทุกวันนั้น ขณะที่ฉันกำลังนั่งทานข้าวคุณแม่ก็ตามถึงกระจกแสนสวยที่ท่านเคยให้ฉันเป็นของขวัญวันเกิดว่ามันยังอยู่ดีหรือไม่
         "ยังอยู่ดีค่ะ นี่ก็ว่าจะเอาออกมาทำความสะอาด"ฉันยิ้มแล้วทานข้าวต่อ คุณแม่ดูเหมือนจะดีใจที่ฉันไม่ได้ทิ้งขว้างมันไป ก็..ได้จากคนสำคัญใครจะไม่อยากเก็บจริงไหม
.
.
.
.
.
.
.
.
         ดึกสงัด...เสียงหัวเราะ ฉันรู้...เจ็บ...เหมือนกำลังโดนกรีดผิวหนัง แสบไปหมด ฉันฝืนลืมตาขึ้นแล้วก็ต้องกรีดร้องสุดเสียง ผู้ใหญ่ผอมผิวขาวซีดกำลังกรีดผิวหนังของฉัน เธอแรงเยอะและฉันก็เจ็บเกินไปแต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวที่สุด ตัวของเธอออกมาจากกระจก ขาของเธอยังอยุ่ในนั้นด้วยซ้ำ!!
         "ฮ่าฮ่าฮ่า ลูกรัก ลุกชอบของขวัญไหม..."เสียงหวานหูกับรอยยิ้มยะเยือกของคุณแม่
         "แม่!! ฮืออ ท ทำไมทำแบบนี้ โอ้ย!"มีดสีเงินกรีดผ่านแขนฉันไป ได้แต่กรีดร้องอย่างเจ็บปวด สอดส่องสายตาที่พร่ามัวไปมองหล่อน
         "เพราะอะไรน่ะหรอ...เพราะแกไง!! จะเกิดมาทำไม!! ถ้าไม่ใช่เพราะแกเขาคงไม่ทิ้งฉันไป!! แต่เอาเถอะ เดี๋ยวกระจกแสนสวยจะพาแกไปเอง!!"ถ้าฉันรู้เร็วกว่านี้...ฉันจะไม่รับของขวัญนี่เลย กระจกที่โดนปลุกเสกมาเพื่อฆ่าฉัน ถ้าไม่ใช่เพราะเขาช่วยฉันไว้...ฉันคงตายไปแล้ว
         เพราะเขาแท้ๆฉันถึงได้มารู้จักโรงเรียนนี้...ขอบคุณนะคะพ่อที่คอยช่วยเหลือหนูมาตลอด...ฉันเคยนึกว่าเขาเคยอยู่ในโรงเรียน...แต่เขาปล่าวเลย...เขาแค่เดินผ่านแต่นั่นก็ช่วยฉันไว้มากโข
.
.
.
.
         ...ไม่ว่าจะลบยังไงบาดแผลก็ไม่เลือนลงนั่นคือเหตุผล...ที่ฉันเกลียดกระจกแล้วของที่สะท้อนแสงได้เพราะว่า...เมื่อใดที่จ้องมองหล่อนจะฉีกยิ้มน่าขนลุกมาให้ หล่อนไม่เคยไปไหนไกลจากฉันเลย...


GRADE EXP. +65

meaw-tsubaki
Suspended Identity
Suspended Identity

INFO. Kakanan Sasimala
นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 2
Ore Ore : 16
Spirit Point : 5102466
CHIPS +10 K



PASSPORT
[ VISA ]:

[ Grade Exp. ]:
380/1000  (380/1000)

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Quest Re: Lesson 1 : ย้อนรอยอดีต [เควสบังคับ]

ตั้งหัวข้อ  ผู้มาเยือน on Wed 08 Jul 2015, 21:48

ย้อนรอยอดีตของ"นิล"
พ่อของผมเสียไปเมื่อผมยังเด็กตอนนี้ผมเลยอยู่กับแม่เพียง2คน แม่ของผมมีฐานะปลานกลางไม่ถึงกับยากจนเมื่อผมอยู๋ประถมต้นผมชอบโดนล้อว่าไม่มีพ่อมาโดยตลอดพอเข้าประถมปลายผมจึงเลิกเข้าหาทุกคนแล้วทำตัวเงียบๆเพื่อไม่ให้คนอื่นล้อ...
  จนถึงป5ก็มีเพื่อนคนนึงเข้ามาหาผมแล้วเริ่มพูดคุยกับผม เขาชื่อว่า"กฤต"ผมรู็สึกมีความสุขมากเวลาที่อยู่กับเขาแต่ผมก็กลัวว่าถ้าเขารู้ว่าผมกำพร้าพ่อแล้วเขาจะเลิกยุ่งกับผมผมจึงปิดปากเงียบไม่บอกอะไรแต่ความสุขเหล่านั้นก็ไม่มีทางยืนยาวได้  วันนั้นพวกผมตัดสินใจที่จะไปเที่ยวกันขณะที่ข้างถนนอยู่ อยู่ดีดีผมก็รู็สึกเหมือนมีอะไรมาข่วนใต้ตาผมได้หยุดชงักอยู๋ตรงนั้นสักเล็กน้อยแต่แล้วก็มีรถคันนึงที่วิ่งมาด้วยความเร็วในขณะที่ผมไม่ทันระวังตัวก็ได้มีมือนึงมาผลักผมไปแต่ล้อของรถคันนั้นก็ทับแขนของผมจนกระดูกแตกละเอียดผมสลบลงไปเพราะทนความเจ็บปวดไม่ไหวพอรู้ตัวอีกทีผมจึงได้รู้ว่าตัผมนั้นอยู่ที่โรงพยาบาลผมเห็นแม่ของผมนั่งร้องไห้อยู๋ข้างเตียงผมสลบไป2วันเต็ม
  แต่แล้วผมก็นึกขึ้นได้ผมได้ถามกับแม่ว่า"แล้วกฤตล่ะ"พอแม่ได้ยินดังนั้นแม่ได้เงียบนิ่งไม่พูดอะไรแล้วค่อยๆเอ่ยขึ้นว่า "เขาตายแล้ว"ผมรู้สึกช็อคมาก แม่ของผมได้เล่าต่อว่า "เห็นคนแถวนั้นเล่าว่า"ถ้าเพื่อนลูกไม่ตัดสินใจทีจะวิ่งมาผลักลูกป่านนี้ลูกก็คงได้ตายไปแล้วเป็นแน่"พอแม่เล่าจบความรู้สึกนึกคิดของผมได้หยุดลงขณะหนึ่งผมคิดกับตัวเองว่า
"ใช่ เป็นเพราะฉัน"
"ทุกอย่างมันเป็เพราะฉัน "
"ถ้าฉันข้ามฝั่งไปก่อนเรื่องอย่างงี้คงไม่เกิดขึ้น"
"อันที่จริงผมตายๆไปซะได้ก็ดี"
หลังจากที่ผมคิดอย่างงั้นผมจึงลุกขึ้นจากเตียงเดินตรงไปที่หน้าต่างผมพยายามที่จะปีนหน้าตางออกไปเพื่อที่จะได้ตายๆไปซะแต่แล้วพอแม่ผมเห็นดังนั้นแม่จึงรีบวิ่งมากอดขาผมแล้วพูดทั้งน้ำตาว่า  "ลูกไม่ได้ผิดหรอรถคันนั้นตางหากที่ผิดเพราะฉะนั้นลูกอย่าทำอย่างงี้นเลยนะ"
พอผมได้ยินดังนั้นแล้วผมก็คิดว่า"ใช่มันไม่ใช่ความผิดของเราใช่มันไม่ยังไงล่ะ" ผมพยายามที่จะลบความทรงจำนี้ไปจากสมองของผม
  แต่แล้วคืนนึงที่ผมนอนโรงพยาบาลผมได้เห็นกฤตมาบอกว่าผมไม่ได้ผิดหรอกอย่าโทษตัวเองอีกเลยและขอให้ใช้ชีวิตเผื่อเขาด้วย พอผมตื่นขึ้นมาพร้อมกับคำพูดดังนั้นแล้วผมก็พยายามที่จะกลับเข้าหากลุ่มเพื่อนแล้วผมก็ได้รับรู้ว่าผมสามารถเห็นในสิ่งที่คนอื่นไม่สามารถเห็นได้โดยครั้งแรกที่เห็นคือตอนที่จะเดินลงไปชั้นหนึ่งของตึกกับแม่ของผมแม่ของผมนั้นได้สดุดขั้นบันไดล้มแต่ก็มีเงาสีดำๆเหมือนมารับแรกกระแทกให้ทำให้แม่ผมไม่เป็นอะไรผมต้องใช้เวลาปรับตัวสักพักกับการเห็นสิ่งเหล่านี้    ในอาทิตย์สุดท้ายก่อนออกจากโรงพยาบาลหมอได้เข้ามาบอกกับผมว่าผมนั้นต้องตัดแขนทิ้งไม่งั้นแขนจะเน่าแล้วลามไปทั่วผมจึงเลือกที่จะตัดแล้วมีชีวิตอยู่ต่อไปพอผมออกจากโรงพยาบาลผมได้รู้ว่าเพื่อนของผมทุกคนนั้นคอยเอาใจช่วยผมโดยตลอดแม้ว่าผมจะไม่สนิดกับพวกเขาก็ตามพอผมกลับเข้าเรียนเพื่อนทุกคนต่างเสียใจกับการจากไปแบบไม่กลับมาของเขาคนนั้นผมใช้ชีวิตอย่างมีความสุขตลอดปีการศึกษาแต่การที่ผมได้ปลีกตัวเงียบนั้นผมได้ทำเป็นความเคยชิดไปเสียแล้วทำให้ผมไม่กล้าแสดงออกและไม่กล้าที่จะหาเพื่อนใหม่โรงเรียนแห่งนั้นมีจบแค่ประถมแม่ของผมได้หาสถานที่เรียนที่คิดว่าผมจะสามารถเรียนได้จนมาพบกับที่นี่เข้า~


GRADE EXP. +70

ผู้มาเยือน
ผู้มาเยือน


ขึ้นไปข้างบน Go down

Quest Re: Lesson 1 : ย้อนรอยอดีต [เควสบังคับ]

ตั้งหัวข้อ  Lingyun on Mon 03 Aug 2015, 16:57

ตอนนั้นเป็นเวลาพลบค่ำ แสงตะวันลับขอบฟ้า ความมืดแห่งรัตติกาลเริ่มเข้าปกคลุมทุกพื้นที่
ซู่เซี่ยเก็บข้าวของใส่ลงกระเป๋าถือใบน้อย สายตากวาดมองหนังสือกองใหญ่บนโต๊ะที่ถูกแยกประเภทไว้อย่างลวกๆ
ผ่านไปครู่หนึ่งจึงตัดสินใจเลือกหยิบออกมาจำนวนสามเล่มเพื่ออ่านต่ออีกสักหน่อย ส่วนที่เหลือเริ่มลงมือเคลื่อนย้ายกลับไปเก็บคืนยังชั้นหนังสือ

ผ่านมาครึ่งเดือนแล้ว ชีวิตแต่ละวันของซู่เซี่ยหมดไปกับการขลุกอยู่ในหอสมุด
อันที่จริงใช่ว่าเธอว่างงาน เพียงแต่เธอยังไม่พร้อมจะเริ่มลงมือทำงานก็เท่านั้นเอง

ทุกคนในตระกูลซู่ล้วนแต่เป็นยอดฝีมือในการไล่ล่าและลอบสังหาร งานเพียงอย่างเดียวคือการรับใช้นายเหนือหัว ทั้งปกป้องคุ้มครองและกำจัดศัตรูให้แก่นายเหนือหัว
ตระกูลซู่ติดหนี้ชีวิตนายเหนือหัว ครานั้นตระกูลซู่ถูกคู่อริลอบสังหารหมายจะล้างตระกูล เคราะห์ดีที่ได้คนของนายเหนือหัวมาช่วยไว้ ถึงแม้จะสูญเสียชีวิตคนไปเกือบหมดตระกูล แต่ก็ยังมีจำนวนหนึ่งที่โชคดีรอดชีวิต
นั่นก็คือซู่เซี่ยงผู้เป็นพี่ชายคนโต ซู่เซี่ย และซู่เซียวน้องชายคนเล็ก
ทั้งสามสาบานจะรับใช้นายเหนือหัวด้วยชีวิตมานับแต่นั้น โดยปกติพี่ใหญ่กับน้องเล็กจะเป็นผู้ลงมือ ส่วนซู่เซี่ยนั้น ด้วยความที่เป็นผู้หญิง และนายเหนือหัวเองก็เอ็นดูเธอไม่น้อย จึงมิอาจตัดใจให้เธอออกไปเสี่ยงอันตราย ดังนั้นส่วนใหญ่เธอจึงใช้ชีวิตอยู่ที่คฤหาสน์ลับกลางป่าของนายเหนือหัว ทำงานบ้านไปวันๆ
อันที่จริงเธอไม่ชอบแนวคิดที่ว่าสตรีบอบบาง มิอาจทำงานใหญ่ได้ อีกทั้งฝีมือของเธอก็หาได้ด้อยไปกว่าพี่น้องทั้งสองแต่ในเมื่อเป็นคำสั่งของนายเหนือหัวเธอจึงมิอาจขัดคำสั่ง
แต่กระนั้น เพื่อพิสูจน์ความสามารถของตน ซู่เซี่ยจึงพยายามมาโดยตลอด เธอมักจะแอบติดตามพี่ชายออกไปทำงานโดยพลการ และทุกครั้งล้วนแต่ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม จนในที่สุดนายเหนือหัวก็ทนความดื้อด้านของเธอไม่ไหว จำต้องทำใจยอมรับ และมอบหมายภารกิจให้เธอ

ภารกิจนั้นคือการสังหารหญิงสาวนามโหลวเซี่ย

สังหารสตรีสักคนนั้นหาใช่เรื่องยากสำหรับเธอ ยิ่งได้ฟังประวัติของโหลวเซี่ยแล้วพบว่าอีกฝ่ายเป็นเพียงสตรีบอบบางไร้ทางสู้ยิ่งรู้สึกว่าภารกิจนี้ช่างง่ายดายนัก
หากแต่เธอไม่ยักรู้ว่าการตามหาตัวคนจะยากถึงเพียงนี้...
ตอนที่ติดตามพี่ใหญ่ออกไปทำงาน เธอไม่จำเป็นต้องค้นหาที่ซ่อนของเหยื่อ เพียงแค่ลงมือปลิดชีวิตก็พอแล้ว ยิ่งเธอใช้ชีวิตอยู่ในคฤหาสน์กลางป่าหลังเขามานานหลายปี ความทรงจำและความรู้เกี่ยวกับโลกภายนอกยิ่งเลือนรางไปหมด
แต่จะให้เอ่ยปากถามพี่ใหญ่ก็ทำไม่ได้ นี่เป็นภารกิจแรกที่เธอได้รับมอบหมายมาอย่างเป็นทางการ ดังนั้นจึงอยากทำให้สำเร็จด้วยตนเองให้ได้
ดังนั้นครึ่งเดือนมานี้เธอจึงใช้ชีวิตอยู่ในหอสมุด ศึกษาค้นคว้าข้อมูลโลกภายนอกอย่างเอาเป็นเอาตาย
ตอนนี้พอจะรู้เรื่องสำคัญต่างๆ ที่ควรจะรู้แล้ว สมควรได้เวลาออกเดินทางตามหาเป้าหมายแล้ว
ก่อนอื่น หากจะไปประเทศญี่ปุ่นต้องนั่งเครื่องบิน และการจะไปยังสนามบินนั่งแท็กซี่ไปน่าจะรวดเร็วที่สุด
สาเหตุที่ต้องไปประเทศญี่ปุ่นก็เพราะเธอได้รับแจ้งข่าวด่วนมาว่าเป้าหมายกำลังจะเดินทางไปท่องเที่ยวที่นั่นกับเพื่อนร่วมงาน นี่นับเป็นโอกาสอันดี ขอเพียงเธอไปดักรอที่สนามบินก็ใช้ได้ เรื่องตั๋วเครื่องบินแค่ใช้เส้นสายของนายเหนือหัวก็ได้มาโดยง่ายแล้ว
จากนั้นก็สังหารโหลวเซี่ยทิ้งซะที่ญี่ปุ่น เวลาที่เหลือก็เอาไปเที่ยวเล่นให้ฉ่ำปอด ฮิๆๆ คุ้มค่าเป็นที่สุด


ทุกอย่างควรเป็นไปตามแผน เธอเห็นเป้าหมายเดินขึ้นเครื่องกับตาตนเอง ทว่า…
เธอ… ถูกหลอก!!
เหอะ แม้นายเหนือหัวจะเคยเตือนแล้วแต่ก็ยังคาดไม่ถึงว่าโรเจอร์ สามีของโหลวเซี่ย จะร้ายกาจปานนี้ หมอนี่เจ้าเล่ห์แสนกล เป็นทั้งคู่แข่งทางธุรกิจและศัตรูตัวฉกาจของนายเหนือหัว
ซู่เซี่ยมองเพดานสีขาวลายดอกไม้อย่างหงุดหงิด
ตอนนี้นอกจากจะสังหารเป้าหมายไม่ได้แล้ว ตัวเธอยังได้รับบาดเจ็บสาหัสอีกด้วย
โหลวเซี่ยที่เธอเห็นนั้นเป็นตัวปลอม ด้วยนึกว่าอีกฝ่ายเป็นเพียงหญิงสาวบอบบาง ตอนลงมือเธอจึงมิได้ระวังตัวมากนัก ขณะที่เกือบจะแทงมีดลงไปปักกลางหลังอีกฝ่ายได้แล้ว จู่ๆ เธอกลับถูกลอบโจมตี พวกมันลงมือเงียบเชียบ กระทั่งเธอที่มีความสามารถสูงส่งยังไม่รู้ตัว นับเป็นยอดฝีมือโดยแท้ รวมทั้งวิชาปลอมแปลงโฉมที่แสนแนบเนียนนั่นด้วย
โลกของเธอพลันดับมืด รู้ตัวอีกทีก็มานอนอยู่บนเตียงในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง
ไม่รู้ว่าเป็นพลเมืองดีคนใดช่วยพาเธอมาส่งที่โรงพยาบาล หมอบอกว่าเธอได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการถูกกรอกยาพิษ นอนหลับไม่ได้สติไปเป็นเดือนจนเกือบนึกว่าวิญญาณไปเข้าเฝ้ายมบาลเรียบร้อยแล้ว
พักฟื้นอยู่หลายวัน ร่างกายของเธอดีขึ้นจนเกือบจะเป็นปกติ เดิมทีพื้นฐานร่างกายของมือสังหารเช่นเธอก็แข็งแรงกว่าคนทั่วไปอยู่แล้ว การฟื้นฟูจึงใช้เวลาไม่มากนัก
เพียงแต่ยาพิษสมควรตายนั่นทำให้กล่องเสียงของเธอพัง
อืม… ตอนนี้เธอก็เลยเป็นใบ้ พูดไม่ได้
แล้วไปเถอะ เศร้าไปก็แก้ไขอะไรไม่ได้ อย่างน้อยชีวิตเธอก็ยังไม่ดับสูญ อีกอย่างเดิมทีเธอก็เป็นคนพูดน้อยจนแทบจะไม่พูดอะไรเลยอยู่แล้วด้วย เป็นใบ้ก็ไม่รู้สึกเจ็บปวดอะไรนัก
แต่เรื่องที่เจ็บปวดสุดแสนก็คือเธอถูกตัดขาดการติดต่อกับนายเหนือหัวและพี่น้องโดยสมบูรณ์
แน่นอนว่าเป็นฝีมือของบุรุษสมควรตายที่ชื่อโรเจอร์!
สมาร์ตโฟนและกระเป๋าเงินของเธอยังอยู่ในกระเป๋า ตอนแรกเธอตั้งใจจะไลน์ไปส่งข่าวและขอความช่วยเหลือจากพี่ใหญ่ แต่สมาร์ตโฟนของเธอกลับไม่หลงเหลือข้อมูลใดๆอยู่เลย ซิมการ์ดก็ถูกถอดออกไปเช่นกัน
เหลือเพียงแต่ข้อความที่ถูกบันทึกไว้ในแอพสมุดโน้ตว่า
“คราวนี้จะไว้ใช้ชีวิต อย่าได้คิดติดต่อกับพรรคพวกของคุณเป็นอันขาด ผมตัดขาดการติดต่อของคุณหมดแล้ว แม้คุณจะพยายามแค่ไหนก็จะถูกผมขัดขวางทุกช่องทาง รวมทั้งมิอาจกลับไปยังบ้านของคุณด้วย จงใช้ชีวิตเยี่ยงคนธรรมดาสามัญเถอะ ชีวิตของคุณยังเริ่มต้นใหม่ได้ ปล.ผมกดเงินทั้งหมดในบัญชีของคุณออกมาใส่ไว้ในกระเป๋าให้แล้ว ส่วนบัตรผมจะเก็บไว้เป็นที่ระลึก โชคดี”
โชคดีกับบิดามันเถอะ!
เป็นเรื่องจริงที่ว่าเธอไม่สามารถติดต่อกับใครได้เลย ไม่ว่าจะใช้วิธีไหนก็เป็นต้องมีอะไรบางอย่างมาขัดขวางตลอด พยายามมาหลายวัน ตอนนี้เธอเหนื่อยจนแทบถอดใจ
มันต้องมีสักทาง… ค่อยๆ คิด กลับบ้านก่อนค่อยว่ากัน ใช่แล้ว โรเจอร์จะมาขัดขวางไม่ให้เธอกลับบ้านได้ยังไง ไม่มีทางเสียหรอก!
ดวงตาของซู่เซี่ยเปล่งประกายแห่งความหวัง ร่างกายเธอดีขึ้นจนสามารถออกจากโรงพยาบาลได้แล้ว ดังนั้นจึงไม่รอช้า รีบจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลแล้วออกจากโรงพยาบาลทันที โดยไม่ลืมขอความช่วยเหลือในการจองตั๋วเครื่องบินจากคุณพยาบาลคนสวยด้วย
เธอพูดไม่ได้อีกต่อไปแล้ว ดังนั้นจึงพิมพ์ข้อความลงในสมาร์ตโฟนแล้วยื่นให้คู่สนทนาอ่านแทน
แรกๆ ก็รู้สึกว่ายุ่งยาก แต่ทำไปสักพักก็ค้นพบว่าวิธีนี้สะดวกดีไม่เลว เพียงแต่ไม่รู้ว่าถ้าแบตหมดและไม่มีกระดาษจะสื่อสารอย่างไร สงสัยต้องไปเรียนภาษามือไว้บ้างจะดีกว่า


ถึงประเทศไทยแล้ว
และตอนนี้ซู่เซี่ยก็กำลังนอนหงายมองเพดานห้องพักผู้ป่วยอยู่ในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง
เธอพยายามจะกลับคฤหาสน์ของนายเหนือหัว แต่ระหว่างทางกับถูกดักซุ่มโจมตี เธอต่อสู้สุดฝีมือแต่ก็ยังพ่ายแพ้อย่างหมดรูป อีกฝ่ายบอกว่าตนเป็นคนของโรเจอร์ เตือนเธอว่าอย่าได้คิดจะทำอะไรโง่ๆอีก ให้ตายอย่างไรเธอก็มิสามารถกลับไปได้ ตัดใจเสียเถอะ จากนั้นก็หิ้วเธอมาส่งที่โรงพยาบาล
เจ็บยิ่งนัก เธอรู้สึกราวกับอวัยวะภายในแหลกเหลวก็ไม่ปาน
ฮือๆๆ ไม่กลับก็ได้ จำไว้เลยนะ!
เอาล่ะ เริ่มใหม่ ตอนนี้สิ่งที่เธอต้องทำคือหาที่อยู่ หาอาหารประทังชีวิต และที่สำคัญคือหาเงิน
ค่ารักษาพยาบาลเมื่อตอนอยู่ที่ญี่ปุ่นนั้นเล่นเอาเงินของเธอพร่องไปกว่าครึ่ง ค่าตั๋วเครื่องบินก็ราคามิใช่ถูกๆ รวมค่ารักษาพยาบาลครั้งนี้ด้วยแล้วเงินของเธอก็แทบจะหมดเกลี้ยง
แม่เว้ย! ไหนๆก็ทำร้ายเธอแล้ว หิ้วมาส่งโรงพยาบาลก็แล้ว ช่วยทิ้งค่ารักษาไว้ให้สักหน่อยไม่ได้หรือไงนะ หรืออย่างน้อยพาเธอไปส่งโรงพยาบาลรัฐบาลถูกๆก็ยังดี นี่เล่นเอาเธอมาส่งโรงพยาบาลเอกชนชั้นหนึ่ง หรูหราราวกับโรงแรมห้าดาวก็ไม่ปาน… จงใจจะเล่นเธอให้สิ้นเนื้อประดาตัวชัด!


เงินไม่มี อาหารย่อมไม่มา ส่วนที่ซุกหัวนอนยิ่งไม่ต้องพูดถึง
ซู่เซี่ยเดินเตร่ไปเรื่อย สภาพเหี่ยวแห้งราวกับซอมบี้อดตาย เดินมั่วหลงทิศไปเรื่อยจนไม่รู้แล้วว่าตัวเองอยู่ที่ไหน
เบื้องหน้าเหมือนจะเป็นโรงเรียน ดูหรูหราไม่น้อยเลยทีเดียว แต่นั่นไม่เกี่ยวอะไรกับเธอ
ขณะที่กำลังจะเดินต่อ สายตาพลันเหลือบไปเห็นป้ายรับสมัครนักเรียนและบุคลากร
ดวงตาของซู่เซี่ยเปล่งประกายระยิบระยับ ตอนนี้งานอะไรก็ได้ ขอเพียงทำแล้วได้เงิน มีข้าวให้กินเธอยินดีทำทั้งนั้น!
กวาดตามองดูแล้วตำแหน่งที่เธอน่าจะทำได้เห็นจะเป็นแม่บ้านกระมัง
หึๆ อย่าได้ดูถูกเธอเชียว ก่อนหน้านี้เธอทำความสะอาดคฤหาสน์ให้นายเหนือหัวอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ฝีมือไม่เป็นรองใครในแผ่นดิน อาหารการกินก็ทำเป็น จ้างเธอไปรับรองว่าคุ้มค่าทีเดียวเชียวล่ะ
มุมปากของซู่เซี่ยยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม ก่อนจะหยิบสมาร์ตโฟนที่อุตส่าถนอมแบตไว้สุดชีวิตขึ้นมา
อา โชคดีเหลือเกิน เหลือตั้ง 5% แน่ะ เท่านี้คงพอสื่อสารกับนายจ้างได้กระมัง หรือไม่ลองขอชาร์ตแบตสักหน่อยคงไม่เป็นไรกระมัง แค่ค่าไฟฟ้านิดๆหน่อยๆ คงไม่ทำให้ขนหน้าแข้งผู้บริหารโรงเรียนสุดหรูร่วงหรอก
ซู่เซี่ยก้าวเท้าเข้าไปในโรงเรียนด้วยความหวังเต็มเปี่ยม ปรับสีหน้าจอโทรศัพท์ให้เป็นแบบขาวดำเพื่อถนอมแบตให้ใช้งานได้นานยิ่งขึ้นอีกสักนิดก็ยังดี
แน่นอน ซู่เซี่ยไม่ได้รู้เลยว่าก่อนหน้าที่เธอจะมาไม่นาน โหลวเซี่ยที่เป็นแม่ครัวประจำโรงเรียนแห่งนี้เพิ่งจะลาพักงานเป็นการชั่วคราว…


GRADE EXP. +95

Lingyun
Suspended Identity
Suspended Identity

INFO. Suxie
แม่บ้านประจำโรงเรียน
Ore Ore : 23
Spirit Point : 1406900
CHIPS +581 K 261

+0.1% อัตราดอกเบี้ย CHIPS

PASSPORT
[ VISA ]:

[ Grade Exp. ]:
745/1980  (745/1980)

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Quest Re: Lesson 1 : ย้อนรอยอดีต [เควสบังคับ]

ตั้งหัวข้อ  ผู้มาเยือน on Wed 05 Aug 2015, 20:45

เมื่อก่อนผมเป็นเด็กผู้ชายธรรมดาๆที่เรียนหนังสือ เตะฟุตบอล มีเพื่อนเยอะแยะ ตอนนั้นผมจำได้ว่าเรียนอยู่ประถม ผมไปช่วยเพื่อนๆที่กำลังมีเรื่องชกกันกับรุ่นพี่ จนทำให้ผมได้แผลบนหน้าตั้งแต่เหนือคิ้วจนถึงใต้ตา ผมเข้าโรงพยาบาลรักษาหลายเดือน หมอบอกกับครอบครัวผมว่าบาดแผลติดเชื้อลามไปถึงเลือดและสมอง ทำให้ร่างกายผมเริ่มผิดปกติถึงระดับพันธุกรรม ผมจากสีดำกลายเป็นสีขาวเหมือนคนแก่ หลังจากนั้นร่างกายผมเริ่มกินอะไรบางอย่างที่เคยกินไม่ค่อยได้เพราะเกิดอาการแพ้รุนแรง

หลังจากผมปลอดภัยก็ได้ออกจากโรงพยาบาลและกลับไปเรียนเหมือนเดิม ผมคิดว่าทุกอย่างน่าจะเหมือนเดิมแต่มันไม่จริง เพื่อนๆผมเริ่มล้อสีผมขาวๆเหมือนคนแก่ของผมตลอดเวลา ผู้หญิงในห้องเริ่มเกลียดและกลัวบาดแผลบนหน้าผม ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ผม อาหารที่โรงเรียนก็กินไม่ค่อยได้ ทำให้ชีวิตผมลำบากมากๆจนต้องลาออกจากโรงเรียนมาอยู่บ้าน และเรียนแบบโฮมสคูลล์แทน แต่มันก็ทำให้จิตใจของผมแย่ลงเรื่อยๆ ผมคิดถึงเพื่อนๆ แต่พอคิดถึงสิ่งที่ผมเจอที่โรงเรียนก็ทำให้ผมเริ่มต่อต้านสังคม ไม่อยากพบเจอใครและไม่อยากพูดคุยกับใครเพราะผมรู้สึกว่าผมไม่เหมือนคนอื่นๆทั่วไปแล้ว

จนวันหนึ่งมีใบปลิวโรงเรียนควิ้นส่งมาถึงบ้านของผม แม่หยิบมาให้ผมตัดสินใจว่าอยากไปเรียนที่นี่หรือเปล่า ผมเปิดใบปลิวดูไปเรื่อยๆแล้วสนใจโรงเรียนนี้มาก เพราะโรงเรียนนี้ไม่มีคนอื่นๆในโรงเรียนอื่นๆอยู่เลยสักคนเดียว แต่ผมไม่รู้ว่าจะเข้ากับเพื่อนๆได้เหมือนเมื่อก่อนมั้ย ผมกลัวมากๆๆ แต่ผมก็บอกแม่ว่าผมอยากเรียนที่นี่มากกว่าเรียนที่บ้าน พ่อกับแม่ผมเลยพาผมมาสมัครที่โรงเรียนแห่งนี้ ครูที่นี่บอกให้ผมคุยกับผอ.โรงเรียน แต่ตอนนี้ผมกำลังนั่งรอผอ.โรงเรียนอยู่

ระหว่างที่รออยู่ ผมสวดมนต์ขอให้ผอ.โรงเรียนให้ผมเข้าเรียนที่นี่ เพราะผมอยากรู้จักทุกๆคนแล้วก็อยากอยู่โรงเรียนนี้ครับ


GRADE EXP. +75

ผู้มาเยือน
ผู้มาเยือน


ขึ้นไปข้างบน Go down

Quest Re: Lesson 1 : ย้อนรอยอดีต [เควสบังคับ]

ตั้งหัวข้อ  ผู้มาเยือน on Tue 06 Oct 2015, 23:13

เมื่อก่อน ฉันก็เป็นแค่เด็กธรรมดาคนหนึ่ง ที่อาศัยในบ้านหลังเล็กๆแถวชนบท โดยไม่มีอะไรพิเศษ แต่ว่า........ ฉันได้รู้ว่าครอบครัวฉันได้ให้คำสัญญาบางอย่างกับซาตาน ชะตาของฉันจึงถูกลิขิตขึ้น คืนหนึ่งเกิดฝนตก ฉันที่กำลังหลับอยู่ก็ต้องตื่นขึ้น เพราะได้ยินเสียงบางอย่างจากห้องรับแขก "อะไรกัน พ่อกับแม่ยังไม่นอนอยู่เหรอ" ตอนนั้นเองที่ฉันได้พบกับซาตาน ฉันมองเห็นร่างไร้วิญญาณของท่านทั้งสอง ฉันรีบวิ่งหนีออกจากบ้านให้เร็วที่สุด วิ่งเข้าไปในป่า แต่ก็ยังรู้สึกเหมือนหนีไม่พ้น สิ่งที่ตามมาทำให้ฉันได้เสียการได้ยินกับตาขวาไป เพราะว่า เจ้าซาตานนั่นคำรามเสียงดังมากจนแก้วหูของฉันแตก และฉันได้เผลอสดุดหินล้มลง เจ้าซาตานจึงฉวยโอกาสควักลูกตาข้างขวาของฉัน แต่มันได้ให้ตาข้างใหม่แก่ฉัน สีมัน...สีแดงเหมือนเลือดเลย เหมือนเลือดที่กำลังอยู่ตอนนี้ จากนั้นฉันจึงสลบไป ตอนแรกนึกว่าจะตายแล้ว แต่ที่ที่ฉันตื่นขึ้นมาคือ โรงพยาบาล เป็นโรงพยาบาลสำหรับคนพิการ ตาข้างขวาของฉันสามรถมองเห็นคนที่ตายไปแล้วได้ มันดูน่ากลัวมากเลย มันทำให้ฉันเห็นภาพหลอน หูของฉันไม่ค่อยได้ยินก็จริง แต่สามรถได้ยินเสียงของคนที่ตายแล้ว ตอนแรกฉันคิดว่าฉันอาจจะเป็นบ้า แต่ฉันก็ลองควบคุมดูจนคล่อง มันเลยมีประโยชน์มาก ณ ตอนนี้ นั่นแหละคือเรื่องราวในอดีต


GRADE EXP. +55

ผู้มาเยือน
ผู้มาเยือน


ขึ้นไปข้างบน Go down

Quest Re: Lesson 1 : ย้อนรอยอดีต [เควสบังคับ]

ตั้งหัวข้อ  ผู้มาเยือน on Wed 07 Oct 2015, 16:46

สาเหตุการตาบอกของฉันรึ หึ...หึ...หึ ที่ตาขวาฉันบอดสนิทน่ะก็เพราะว่าฉัน....”เล่นเกมติดต่อกัน2อาทิตย์”
เฮ้ยๆล้อเล่นน่า เอาจริงๆงั้นหรอ ฉันเองก็จำอะไรไม่ค่อยได้ ความจำมันแวบๆเหมือนตอนคอมแลค จากที่ฉันเรียบเรียงความทรงจำทั้งหมดดูรู้สึกเหมือนจะเกิดอุบัติเหตุรถชน ฉันไม่แน่ใจว่าตอนนั้นฉันกำลังไปไหน แต่ว่าตอนนั้นฉันไปกับป๊าและม๊านะ ตอนนั้นเราคุยอะไรกันก็ไม่รู้แล้วก็ตู้มมมมม(ซาวน์รถชน)มีรถสิบล้อข้ามเกาะกลางมาชนรถเรา  ป๊ากับม๊าเสียชีวิตทันที ฉันโชคดีที่นั่งเบาะหลังแต่เศษกระจกที่แตกก็กระเด็นมาทิ่มตาขวาอย่างจัง หลังจากนั้นฉันก็สลบไป
ฟื้นมาอีกทีก็อยู่ที่โรงพยาบาลแล้ว คุณหมอไม่ยอมเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ฉันฟังเลย ก็นะตอนนั้นฉันยังยังเด็กอายุ5-6ขวบมั้ง หลังจากที่ฉันออกจากโรงพยาบาลฉันก็ไปอาศัยอยู่กับป้าที่ยากจน ทำงานหาเช้ากินค่ำ ลำบากสุดๆเลยล่ะ ฉันเองที่เสียตาไปข้างนึงการมองเห็นก็บิดเบือนไป มักจะไปชนคนอื่นเค้าไปทั่ว เกือบจะมีเรื่องอยู่หลายๆครั้งแต่ทุกๆครั้งคุณป้าก็มาช่วยเสมอ แต่คงไม่ใช่สำหรับครั้งนี้ วันนี้ฉันก็ออกมาเดินเล่นตามปกติคอยระวังไม่ให้ไปเดินชนคนอื่น แต่สุดท้ายก็ไปชนคนๆหนึ่งซะได้ ฉันเงยหน้าขึ้นพร้อมกับเห็นผู้ชายหน้าโหดเอาเรื่องอยู่
"ขะ...ขอโทษค่ะ ขอโทษจริงๆค่ะ"ฉันรีบขอโทษเพราะไม่อยากมีเรื่อง
"ขอโทษแล้วมันหายเจ็บมั้ยวะ"ผู้ชายคนนั้นซัดฉันไปหนึ่งหมัด
ฉันเซไปตรงถนน เผอิญว่ามีมอเตอไซต์ขับมาพอดีจึงชนฉันเข้าจังๆ
............ฉันสลบไป ฟื้นมาอีกทีก็อยู่โรงพยาบาล ตอนนี้ป้าฉันน่าจะยังไม่รู้มั้ง เพราะทำงานอยู่ เฮ้อเข้าโรงพยาบาล=เสียเงิน
"ฟื้นแล้วหรอ"ฉันหันไปตามเสียงทีแรกนึกว่าพยาบาลแต่ไม่ใช่แฮะ เธอเป็นผู้หญิงคนหนึ่งอายุพอๆกับฉัน
"ธะ...เธอเป็นใครกัน"
.........หลังจากเราคุยกันซักพักก็รู้แล้วว่าเธอชื่อ"เปรม" ฉันเริ่มรู้สึกถูกชะตากับท่านเปรมแล้วแฮะ อ้อ ท่านเปรมอาสาจ่ายค่ารักษาให้ด้วยช่างใจดีเหลือเกินฉันจะต้องหาโอกาศชดใช้ให้ได้
"นี่ๆคิทซึเนะจัง รู้จักโรงเรียนควิ้นท์มั้ย"ท่านเปรมถาม
"คะ...คืออะไรหรอ"
"ก็เป็นโรงเรียนนั่นแหละอยากเรียนกับเรามั้ยเดี๋ยวเราออกเงินให้"
"อะ...เออแต่เราเกรงใจท่านเปรมอ่า"
"ไม่เป็นไรหรอกน่า เดี๋ยวคิทซึเนะจังค่อยหาคืนก็ได้"
เกรงใจจังเลยแฮะแต่ซักวันฉันจะทดแทนบุญคุญให้
หลังจากวันนั้นฉันกับท่านเปรมก็ได้เข้าโรงเรียนควิ้นท์


GRADE EXP. +55


แก้ไขล่าสุดโดย kisune เมื่อ Thu 08 Oct 2015, 21:03, ทั้งหมด 1 ครั้ง

ผู้มาเยือน
ผู้มาเยือน


ขึ้นไปข้างบน Go down

Quest Re: Lesson 1 : ย้อนรอยอดีต [เควสบังคับ]

ตั้งหัวข้อ  ผู้มาเยือน on Thu 08 Oct 2015, 00:22

ย้อนรอยอดีตของ พิน..

Pipin Memory :


ตั้งแต่ที่หนูจำความได้ แม่อยากได้ลูกสาว แม่จึงเลี้ยงหนูราวกับเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง.... ใช่... หนูเป็นผู้ชายค่ะ
พอตอนช่วงประถมหนูได้ไปอยู่โรงเรียนประจำ เป็นโรงเรียนชายล้วนแห่งหนึ่ง เนื่องจากพ่อกับแม่ของหนูต้องไปทำงานในที่ๆไกลมากๆ
มันยากมากเลยที่จะทำตัวให้ชินกับการใช้ชีวิตที่ไม่มีพ่อกับแม่ และ สิ่งที่ยากพอๆกันก็คือการที่ต้องทำตัวสนิทสนมกับเด็กผู้ชาย...
ค่ะ... เมื่อเวลาผ่านไป ช่วงที่หนูกำลังศึกษาอยู่ชั้นประถมปลาย หนูและเพื่อนๆได้โตขึ้นตามวัย เริ่มรู้ และ แยกแยะได้ ว่า.. อะไร.. คือ อะไร ? พวกเขาบอกว่าหนูแปลก ?
จากเพื่อนที่เคยทำการบ้านด้วยกันทุกเย็น กลับใช้สายตามองหนูตั้งแต่หัวจรดเท้า แล้วเดินจากไป..
หนูถูกเพื่อนๆ ล้อ แกล้ง เห็นหนูเป็นตัวตลก ฯลฯ เพียงเพราะท่าทางและกริยาหนูออกอาการไปทางผู้หญิง


- - - จ น เ ว ล า ผ่ า น ไ ป - - -


เอิ่มมมม... หนูคิดว่าหนูน่าจะชินแล้วหล่ะ กับ การที่ต้องโดนสายตาคนรอบตัวจ้องมองว่าเราเป็นคน ผิดเพศ?
ช่างเหอะ... ในที่สุด ก็เรียนจบชั้นประถมปลายสักที พอกันที สถานที่แห่งนี้ สังคมแบบนี้
เมื่อแม่และพ่อหนูกลับมา หนูได้เล่าเรื่องทั้งหมดให้ท่านฟัง หนูขอให้ท่านทำเรื่องย้ายหนูมาศึกษาต่อที่ โรงเรียนควิ้นท์ แห่งนี้
ในฐานะนักเรียนคนหนึ่ง เพื่อที่จะทดลองหาการรักษา โรค GID (Gender Identity Disorder ภาวะความไม่พอใจในเพศตัวเอง) ที่หนูกำลังเป็นอยู่.. หนูหวังว่าเพื่อนๆที่นี่  จะไม่รังเกียจ และ เปิดใจ เข้าใจหนูกันนะค้ะ
... ยินดีที่ได้รู้จักทุกคนน๊าาาา <3  


GRADE EXP. +60

ผู้มาเยือน
ผู้มาเยือน


ขึ้นไปข้างบน Go down

หน้า 2 จาก 4 Previous  1, 2, 3, 4  Next

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน

- Similar topics

Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ
QUAINT & NOBLEMAN (EST.1990) © Copyright 2015, All Rights Reserved.