ลุ้นรับเงินล้านและของรางวัลมากมายกับ "Spectacular Award" จากสปอนเซอร์ ดึงเสน่ห์ของผลงานคุณออกมาให้พวกเราได้ชม!!
สวัสดี! ผู้มาเยือน ยินดีต้อนรับสู่ Quaint School Community คอมมูโรงเรียนสำหรับผู้พิการ
แผนที่โรงเรียนและภาพบรรยากาศโรงเรียนใหม่มาแล้ว!! "คลิ๊กที่นี่" พร้อมเปิดจองห้องพักแล้ววันนี้เป็นต้นไป!!

Share
Go down
ผู้มาเยือน
ผู้มาเยือน

Quest Re: Lesson 1 : ย้อนรอยอดีต [เควสบังคับ]

on Fri 21 Oct 2016, 21:07
ย้อนรอยอดีต "น้ำ"....
ชื่อสั้นใช่ไหมละ ถ้ายาวเดียวมันเรียกยาก
ก็เมื่อหลายๆปีก่อน ตอนนั้นฉันกำลังอยู่ในห้องๆหนึ่ง
มีคนหลายๆคนจับตัวฉันไว้ แล้วก็ทำบ้างอย่างกับร่างกายฉัน
พอรู้ตัวอีกที....ก็สูญเสียการมองเห็นไปแล้วล่ะ
แล้วก็ถูกพาตัวมาที่โรงเรียนเเห่งนี้ พร้อมภารกิจบางอย่าง.....


GRADE EXP. +50
ผู้มาเยือน
ผู้มาเยือน

Quest Re: Lesson 1 : ย้อนรอยอดีต [เควสบังคับ]

on Sat 22 Oct 2016, 15:41
ฉันโอลิเซีย...เกิดที่อังกฤษเพราะเป็นลูกครึ่งพ่อเป็นคนอังกฤษแม่เป็นคนไทย แต่เรื่องราวของฉันปกติ....ปกติทุกอย่างเหมือนเด็กธรรมดาได้กินข้าวกับครอบครัว ได้เล่นกับเพื่อนแต่ทุกอย่างจบลงในตอนป.5ฉันบินมาไทยกับพ่อแม่ เพื่อมาเล่นบ้านป้าแล้วเที่ยวอีกหน่อยทันใดนั้น
.
.
.
.
เครื่องบินตกไม่มีใครรอดนอกจากฉันทุกคนประหลาดใจมากฉันไม่สามารถมองเห็น ได้เช่นแต่เก่ามันมัวไปหมดเหมือนเศษแก้ว ที่แตกหัก

ฉันไม่เหลืออะไรโชคดีที่พอพูดภาษาไทยได้แล้วย้ายมาอยู่กับป้าทรัพย์สินของพ่อแม่ก็โดนญาติเอาไปหมดคุณป้าก็รับมาเลี้ยง เพื่อค่าเลี้ยงดู ชีวิตในโรงเรียนก็โดนรังแกถูกแกล้งขัดขาบ้างผลักบ้างด้วยร่างกายตอนนั้นก็ยิ่งทำให้ป่วยง่ายแต่ในระหว่างกลับบ้านในป.6เพื่อหาโรงเรียนต่อก็ได้พบกับโรงเรียนแห่งนี้สังคมที่แปลกแยกจากคนปกติ สังคมที่จะไม่เหยียดกัน


หากมีปัญหาแจ้งที่facebook Praewa Chan-on


GRADE EXP. +50
ผู้มาเยือน
ผู้มาเยือน

Quest Re: Lesson 1 : ย้อนรอยอดีต [เควสบังคับ]

on Wed 30 Nov 2016, 20:08
ย้อนรอยอดีต "ราฟาเอล เดอ เมอร์อองนัวล์"
เอาหละค่ะ ดูเหมือนว่าฉันจะต้องเล่าประวัติของราฟาเอล เดอ เมอร์อองนัวล์ สินะคะ?
เธอเป็นคนเยอรมัน อายุได้สิบสามปีเหมือนกับฉัน สีผม สีตา ใบหน้าเหมือนกับฉัน....อา ลืมไปนี่ฉันกำลังเล่าประวัติตนเองอยู่..เดี๋ยวจะอ่านสิ่งที่บันทึกลงในไดอารี่ให้ฟังนะคะ
ฉันเกิดที่เยอรมัน อยู่ในตระกูลที่ค่อนข้างมีอำนาจสินะ? โอเค
ฉันเป็นลูกสาวคนกลางของตระกูลนี้ ได้เข้าร.ร.คุณหนู
มีชีวิตสุขสบาย เป็นเด็กอัจฉริยะ ชีวิตเหมือนจะโรยด้วยกลีบกุหลาบ
แต่กลับมีคนมาวางหนามลงไป
เมื่อ2-3ปีก่อน ฉันได้ประสบอุบัติเหตุทางรถยนตร์
มันทำให้ฉันหูหนวกเพียงแค่นั้นก็น่าจะให้ตระกูลเสียใจแล้ว แต่ที่แย่ไปกว่านั้นคือ....
"พวกคุณคือใคร? ฉันคือใครคะ? ที่นี่ที่ไหน?"
อย่างที่พวกคุณทราบกันดี ฉันลืมทุกอย่างที่เกี่ยวกับตัวฉัน คนรอบข้าง ยกเว้นทักษะการใช้ชีวิต
แต่มันทำให้ฉัน ตกลงไปสู่โลกที่ไร้เสียงอย่างไม่มีทางออกมา
ในเมื่อฉันสามารถพูดได้แต่ไม่ได้ยินเสียง แล้วยังไง?
บางทีก็สงสัยว่า ราฟาเอล เดอ เมอร์อองนัวล์ที่ผู้หญิงที่เรียกตนว่าแม่อาจจะเป็นแฝดฉันก็ได้? ก็ทุกๆอย่างที่เกี่ยวกับเธอ ของที่ชอบ ของที่เกลียด นิสัย งานอดิเรก....มันไม่ใช่ตัวฉันสักอย่างเดียว เพื่อให้ผู้หญิงและผู้ชายคนนั้นสบายใจ ฉันก็เลยตัดสินใจ'สวมหน้ากาก'ของเด็กสาวคนนั้นเข้ามาแทน
ทำให้ฉันตัดสินใจอ่านไดอารี่ที่เด็กคนนั้นและผู้หญิงคนนั้นขึ้นมาอ่าน และแสดงเป็นตัวของเธอได้ดีเชียวหละ
หืม?... อยากรู้ว่าทำไมถึงเข้าใจผู้ที่กำลังสื่อสารกับฉันอยู่
อ่านปากไง ....มันง่ายที่จะเรียนรู้วิธีอ่านปากอย่างรวดเร็ว
การสังเกตุสีหน้า ท่าทาง มันง่ายถ้าเธอจะเรียนรู้ แน่นอนว่าฉันก็ใช้ภาษามือได้ด้วย...ถ้าไม่สะดวกหนะนะ ที่ฉันพูดได้เพราะฝึกไง บอกไปแล้วว่าทักษะในการดำรงชีวิตของฉันยังไม่หายไปซะหน่อย แต่คงจะพูดแบบฉะฉาน รวดเร็วไม่ได้หรอก
แต่แค่นี้ก็ทำให้ตระกูลของฉันทึ่งกับสิ่งที่ฉันทำอยู่ บ้าชะมัดเลยนะคะ?
ทำทุกๆทางเพื่อให้สวมบทกลายเป็นเด็กสาวคนนั้นอย่างเพอร์เฟ็ค ไม่มีใครจับได้ และฉันก็กำลังจะหายไป....จะคงเหลือแต่เด็กที่ชื่อว่า ราฟาเอล เดอ เมอร์อองนัวล์ เป็นคนที่น่ารัก
แต่ฉันยังไม่อยากจะหายไป! เพราะการนั้นแล้ว ได้โปรด อย่าลืมตัวตนของฉันเลยนะคะ
และเพราะความพิการของฉัน......จึงได้เข้ามาที่Quiant Schoolแห่งนี้
     หวังว่าพวกเราจะได้พบกันนะคะ
......หมายถึงตัวฉันที่แท้จริง ขอจบการย้อนอดีเพียงแค่นี้ค่ะ
ขอบคุณ


GRADE EXP. +75
avatar
INFO.Saharat Chaiyakul
นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 5
-3% Grade Exp.

Star Piece268
CHIPS+9 M 865 K 276



PASSPORT
[ VISA ]:

[ Grade Exp. ]:
725/1100  (725/1100)
ดูข้อมูลส่วนตัว

Quest ยู สหรัฐ ชัยกูล

on Mon 12 Dec 2016, 23:56
ย้อนรอยอดีต ยู สหรัฐ ชัยกูล

—————————————————————————————

ถึงคุณย่า

สวัสดีครับคุณย่า นี้ก็ผ่านมายี่สิบสามอาทิตย์แล้วนะครับ
ที่เราไม่ได้เจอกัน ยูส่งจดหมายไปที่บ้านสวนของเราหลายฉบับแล้ว
แต่คุณย่าก็ยังไม่ตอบกลับยูเลย

ไม่รู้ทำไม เดียวนี้คุณพ่อคุณแม่ไม่ค่อยคุยกับยูเลยครับ
ยูก็เป็นเด็กดี ไม่ดื้อ เชื่อฟัง ยูจำได้ว่าทำอะไรแล้วคุณย่าจะชม
ยูก็ทำเหมือนเดิมครับ ยูตื่นแต่เช้าและออกกำลังกายทุกวันเลย
เสร็จแล้วก็ไปกวาดลานหน้าบ้านให้สะอาด เก็บดอกไม้มาไหว้พระ
แต่ทำไมคุณพ่อคุณแม่ถึงโกรธและไม่ชอบล่ะครับ ตอนนี้
ทุกครั้งที่ยูออกกำลังคุณแม่จะชอบดุยูเสมอเลย ความแข็งแรง
ไม่ดีหรอครับ? ยูไม่เข้าใจว่าทำอะไรผิด

คุณย่าครับ วันนี้ยูช่วยคุณแม่ล้างจานมาด้วย คราวนี้คุณแม่
ต้องชมว่ายูเป็นเด็กดีแน่นอนครับ

คุณย่า ยูคิดถึงคุณย่า คิดถึงบ้านสวนของเรา เมื่อวันก่อน
คุณพ่อบอกยูว่า ยูเจอคุณย่าไม่ได้อีกแล้ว ยูไม่เชื่อคุณพ่อได้ไหมครับ
ตอนเราเจอกับครั้งสุดท้าย คุณย่าหลับอยู่เราเลยไม่ได้คุยกัน
แต่ว่ายูพยายามจะปลุกคุณย่าแล้วนะครับ คุณพ่อกลับมาตียูแทน

ตอนนี้คุณย่าสบายดีไหมครับ การตายเป็นยังไงบ้าง?
ถ้าหากว่าคุณย่าเลิกตายแล้ว ช่วยโทรมาหายู หรือไม่ก็เขียน
จดหมายตอบกลับมาบ้างนะครับ ยูอยากเจอคุณย่ามาก ๆ เลยครับ


คิดถึงคุณย่ามาก ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ครับ

น้องยู


—————————————————————————————


ผมเอาจดหมายใส่ซอง จ่าหน้าเป็นชื่อที่อยู่ของคุณย่าและ
ติดแสตมป์ นี้เป็นฉบับที่สามสิบสองแล้วที่ผมเขียน พรุ่งนี้ผมคิดว่า
จะเอาไปหยอดตู้สีแดง

“ยู!!!”

เสียงคุณแม่ตะโกนเรียกผม สงสัยคุณแม่คงเห็นจานที่ผม
ตั้งใจล้างให้แล้ว ผมรีบเดินไปหาคุณแม่ ด้วยหัวใจพองโต
อยากถูกคุณแม่ชมเร็ว ๆ

“คุณแม่”

“ยู ทำไมลูกเอากับข้าวไปทิ้งหมดเลยล่ะ พวกเรายังไม่ได้กินเลยนะ”
คุณแม่เดินเข้ามาหาผมพร้อมถังขยะ ถือมาทำไมล่ะเนี้ย เหม็นจัง

“เหม็น...” ผมพึมพำ เอามือปิดจมูก และพยายามผลักถังขยะออก
แต่ดูเหมือนว่าจะผลักแรงเกินไปถึงขยะเลยหลุดมือคุณแม่
หกกระจัดกระจายไปทั่วเลย

อา..แย่แล้วผมต้องเก็บกวาด

ผมนั่งลงกวาดขยะพยายามรวมทั้งหมดมาไว้หน้าตัวเอง
ขยะไม่ควรกระจัดกระจายผมจะรวมมันไว้แล้วจะเอาถังขยะมาใส่
ท่าทางของผมเก่ ๆ กัง ๆ เล็กน้อย

“ว๊าย ยู ทำอะไรของลูกเนี้ย” คุณแม่ดูเหมือนจะตกใจมาก ๆ อะไรกัน
ทำไม่คุณแม่โกรธผมอีกแล้วล่ะ? ผมพยายามคิดคำพูดเพื่ออธิบาย
ไม่ให้คุณแม่โกรธ แต่ในหัวของผมมันยุ่งเหยิงไปหมด

“หยุดเล่นขยะนะ ลุกขึ้นนะมันสกปรกหมดแล้ว” คุณแม่คว้าแขนผม
แล้วดึงขึ้น โอ๊ย...ความรู้สึกแบบนี้ผมไม่ชอบเลย คุณแม่ดึงแรงไป
นะครับ ผมพยายามสะบัดแขนจากคุณแม่แต่ยิ่งสะบัด คุณแม่ก็ยิ่ง
จับแขนผมแน่ขึ้น ปล่อยนะคุณแม่ ห้องสกปรกนะ ห้องต้องสะอาด
ผมจะช่วย...

“ยูหยุดดิ้นได้แล้ว นี้มันเลอะเทอะไปหมดแล้วนะลูก”

ดูเหมือนว่าคุณแม่ไม่มีท่าทีจะปล่อยผม ผมทนความรู้สึกแย่
ที่แขนไม่ไหวแล้ว ไม่ชอบเลยแถมดันเท่าไรคุณแม่ก็ไม่ยอมปล่อย
ผมก็เลยเอาปากกัดที่แขนคุณแม่ ผมไม่รู้ว่าทำไมถึงกัด แต่ระยะหลัง
มานี้ ผมมักกัดคนอื่นบ่อยขึ้น เพราะผมรู้ว่าทุกครั้งที่กัดใครก็ตาม
ที่มาจับผมคน ๆ นั้นจะปล่อยมือ

“โอ๊ย!!!!” คุณแม่ร้องเสียงดังแล้วปล่อยผม ผมตั้งตัวไม่ทันเลยลงไป
กองกับพื้น

“เกิดอะไรขึ้น! สภาพห้องนี้มันอะไรกัน” คุณพ่อที่พึ่งกลับถึงบ้าน
วิ่งเข้ามาตามเสียงร้องของคุณแม่ คุณพ่อดูจะตกใจกับอะไรบางอย่าง
ผมเดาว่าคงเป็นห้อง ห้องสกปรกใช่ไหมครับคุณพ่อ ผมจะช่วยเก็บนะ
ผมขยับตัวไปกวาดขยะบนพื้นต่อ ผมอยากจะอธิบายนะแต่ไม่มีเวลา
พื้นต้องสะอาด ห้องต้องสะอาด คุณย่าสอนไว้ พอผมเก็บเสร็จ
คราวนี้ผมต้องได้รับคำชมแหง ๆ

“พอแล้ว หยุดเล่นนะยู อย่าทำให้มันแย่ไปมากกว่านี้”

คุณพ่ออุ้มผมขึ้นมาและพาผมไปอาบน้ำเปลี่ยนชุดอย่าง
ทุลักทุเล ผมดิ้นไปมาอยากให้คุณพ่อปล่อย แต่คุณพ่อมีแรงเยอะ
กว่าคุณแม่ ดังนั้นไม่ว่าผมจะพยายามดิ้นเท่าไร ผมก็ไม่หลุด ผมถูก
พาเข้าห้องนอน

“นั่งเล่น สงบสติอารมณ์อยู่ในห้องก่อนนะยู เดียวพ่อมา"

คุณพ่อปิดประตูลง แต่คุณพ่อครับ ขยะยังไม่ได้เก็บเลยนะครับ
เราต้องทำความสะอาดก่อนนะครับ ผมเอามือทุบประตู

ปัง..ปัง..ปัง.....


.
.
.


“คุณคะ ฉันทำไม่ได้ แกไม่ยอมฟังอะไรฉันเลย”

“ที่รัก คุณต้องอดทนหน่อยสิ นั้นลูกเราทั้งคนนะ”

“ทน ทน ทน คุณเอาแต่บอกให้ฉันทน ตั้งแต่แม่คุณเสีย ฉันก็ทน
มาตลอดนั้นแหละค่ะ ต้น..ฉันพยายามดูแลแกแล้วค่ะ แต่นี้มันไม่ไหว
แล้วจริง ๆ ยูไม่ดีขึ้นเลย คุณรู้ไหมวันนี้แกทำอะไร แกเอากับข้าว
ที่ฉันพึ่งเตรียมไว้ไปเทลงถังขยะทั้งหมด แล้วพอฉันถามแกก็ล้ม
ถังขยะแล้วลงไปนอนเล่น..และนี้ไม่ใช้ครั้งแรกที่แกกัดฉันนะคะ
เดียวนี้แกเริ่มทำทุกครั้งที่แกไม่พอใจ คุณดูรอยพวกนี้สิ”

เธอดึงแขนเสื้อถลกขึ้นให้สามีดู มีรอยกัดทั้งเก่าและใหม่หลายรอย

“ต้น คุณก็เห็นใช่ไหม ตั้งแต่ยูมาอยู่บ้านเรา อาการแกก็ไม่ดีขึ้นเลย
ฉุนเฉียวง่ายขึ้น ใครพูดอะไรก็ไม่ฟัง ไม่เข้าใจ คราวก่อนแกลุกขึ้นมา
ตั้งแต่เช้ามืดเปิดเพลงวิทยุเสียงดังลั่น แล้วกระโดดไปมาร้อง
โหวกเหวก เพื่อนข้างห้องของเราเดินมาเคาะประตูแล้วต่อว่าฉัน
ยกใหญ่

บางทีแกก็เดินไปเด็ดดอกไม้ในกระถางของศาลพระภูมิ หรืออยู่ ๆ
ก็เอาไม้กวาดออกไปเล่นตรงถนนหน้าคอนโด เพื่อนบ้านทุกคน
ในคอนโดนี้เอาแต่พูดกันว่าลูกเราสติไม่ดี"

“ผมรู้ว่าคุณเองก็พยายามที่จะดูแลยูให้ดี คุณก็รู้ว่าลูกเราแกพิเศษ
กว่าเด็กคนอื่น...”

“แต่แกพิเศษมากเกินไป เมื่อก่อนตอนอยู่กับแม่คุณ ยูยังเงียบ ๆ
เรียบร้อยบ้าง แต่ตอนนี้คุณก็เห็นว่าแกเป็นยังไงอาการแย่ลงกว่าเก่า
แล้วกี่โรงเรียนที่คุณพยายามพาแกเข้า โรงเรียนม.ต้นที่ไหน ๆ
ก็ปฎิเสธ ไม่มีใครอยากรับเด็กออทิสติกที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ

ตอนนี้ยัยเอส ยัยเอ็มก็โตขึ้นทุกวัน ทุกวันนี้ฉันเอาแต่ดูแลยู จนไม่มี
เวลาได้ดูแลลูกคนอื่น ๆ แค่จะไปสอนการบ้านให้ยัยเอสยังทำไม่ได้
ไม่ใช่ว่าฉันไม่รักยู แต่เราดูแลแกไม่ไหวหรอกนะคะ พวกเราไม่มี
ความสามารถมากพอ ได้โปรดหาทางทำอะไรสักอย่าง”

เธอพูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่มั่นคงนัก มือน้อย ๆ กุมมือสามีไว้แล้วก้ม
ตัวลง ราวกับจะร้องขอความเห็นใจ

“ที่รักคุณไม่ต้องห่วง ที่วันนี้ผมกลับมาเร็วเพราะว่าในที่สุด ผมก็หา
โรงเรียนที่ยอมรับยูเข้าเรียนได้แล้ว คุณหมอที่โรงพยาบาลเป็นคน
แนะนำมาเอง เป็นโรงเรียนประจำชื่อ ‘ควิ้นท์’ ”

“โรงเรียนประจำ? คุณแน่ใจหรอว่าลูกเราจะไม่เป็นไร แกจะดูแลตัวเอง
ได้หรอคะ แกเรียนที่บ้านมาตลอด ไม่ค่อยได้เข้าหาเด็กคนอื่น นี่จู่ ๆ
เข้าโรงเรียนครั้งแรกก็จะให้ไปโรงเรียนประจำจะไม่เป็นปัญหาหรอคะ”

“ผมลองหาข้อมูลมาแล้ว มันเป็นโรงเรียนสำหรับเด็กพิเศษโดยเฉพาะ
เขาต้องมีความเชี่ยวชาญในการรับมือกับเด็กพิเศษ และสามารถอบรม
สั่งยูได้ดีแน่นอน ที่นี้ลูกเราจะต้องมีความสุข...”

อันที่จริงตัวเขาเองก็ไม่มั่นใจนักว่าโรงเรียนแห่งใหม่นี้ ลูกชายจะ
สามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขหรือไม่ แต่ในเมื่อนี้เป็นทางเลือกที่ดี
ที่สุดเพื่อลูกชาย และครอบครัวของเขา เขาก็คิดว่าพวกเขาควรลองดู


GRADE EXP. +95
avatar
Suspended Identity
Suspended Identity
INFO.Annabelle Ballard
นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 2
Star Piece116
CHIPS+4 M 450 K 729



PASSPORT
[ VISA ]:

[ Grade Exp. ]:
460/1155  (460/1155)
ดูข้อมูลส่วนตัว

Quest Re: Lesson 1 : ย้อนรอยอดีต [เควสบังคับ]

on Sat 31 Dec 2016, 02:03
   
ย้อนรอยอดีตของแอนนาเบลล์ บัลลาร์ต
 
--------------------------------------------------------------------------
 
“Somewhere over the rainbow, bluebirds fly 
(บางแห่งเหนือสายรุ้งขึ้นไป นกสีฟ้ากำลังโบยบิน)
Birds fly over the rainbow 
(เหล่านกน้อยโบยบินเหนือสายรุ้ง)
Why then, oh why can't I? 
(แล้วทำไม .. ทำไมฉันทำไม่ได้กันล่ะ?)”
 
เสียงเพลงเหล่านั้นยังคงก้องดังอยู่ในหูราวกับว่าทุกสิ่งทุกอย่างเพิ่งจะเกิดขึ้นเมื่อคืนวาน
ทั้งสีสันของเสื้อผ้าที่ผู้คนสวมใส่ ฉากหลังละครเวทีที่แสดงร่วมกัน เสียงหัวเราะของผู้คน
 
มันยังไม่เลือนหายไป ขณะเดียวกันกลับชัดเจนขึ้นทุกที
 
และเพลงนั้น.. เพลงที่เธอใช้เวลากว่าอาทิตย์ในการฝึกสีมัน 
เพลงนั้นที่เธอได้ร่วมร้องเพลงกับทุกคนในฉากจบของละครเวที
 
 
ก็ยังคงดังกังวานอย่างไม่มีทีท่าจะจบลง..
_____________________________________________
 
เธอชอบมันนะ
 
แม้กระทั้งขากลับตอนที่นั่งรถกลับบ้านเธอยังคงฮัมเพลงนั้นอยู่
และทุกสิ่งทุกอย่างรอบกายในตอนนั้นช่างดูปกติและแสนสุข
 
 
แต่แล้ว.. แสงไฟก็สว่างจ้าขึ้นมา 
 
 
แสงสีขาวที่จ้าขึ้นมาอย่างกระทันหันคล้ายกับตอนที่ผ้าม่านเวทีถูกยกขึ้น สว่างเสียจนต้องหรี่ตาลง
จากนั้นสิ่งที่เธอรับรู้มีเพียงเสียงหนวกหูที่ดังขึ้นมา ..
 
เสียงรถชนกัน. เสียงโหวกแหวกโวยวาย.
เสียงกรีดร้อง. เสียงบางสิ่งครูดไปกับท้องถนน.
 
ก่อนที่ทุกอย่างจะดับลง


พร้อมกับความว่างเปล่าที่เข้ามาแทนที่..
 
 
และเสียงเพลงนั้น ใช่แล้วล่ะ.. 
 
มันยังคงดังซ้ำ ๆ ภายในหัวที่ว่างเปล่านี้
เด่นชัดราวกับเพิ่งเกิดขึ้นทั้งที่ผ่านมานานแสนนาน
ดังอยู่แบบนั้นเหมือนกับภาพความทรงจำที่ยังคงฉายซ้ำคล้ายเทปถูกกรอกลับไปกลับมา
วนเวียนเช่นนั้น และไม่เคยเพิ่มขึ้นอีกเลย ..
 
“If happy little bluebirds fly
(หากเจ้านกสีฟ้าตัวน้อยที่มีความสุขสามารถโบยบิน)
Beyond the rainbow
(ไกลออกไปจากสายรุ้ง)
Why, oh why, can't I?
 (แล้วทำไม .. ทำไมฉันถึงทำไม่ได้กันล่ะ?)”
 
 
อ่า.. เธอชักจะเกลียดมันขึ้นมาซะแล้วสิ
______________________________________________
 
เคยคิดเล่น ๆ นะ 
 
“ถ้าได้รับบาดเจ็บ หรือป่วยจนไม่ต้องไปโรงเรียนนาน ๆ ได้ก็คงดีเนอะ” 
 
ความคิดงี่เง่าที่พูดเล่น ๆ กันในกลุ่มเพื่อน
ใครจะไปรู้ล่ะ.. ว่ามันจะเกิดขึ้นจริง
______________________________________________
 
เด็กสาวเจ้าของเรือนผมสีเฮเซลนัท และดวงตาสีอะความารีนผู้นั้นเคยเป็นคนเช่นนี้..
เด็กสาววัยแรกรุ่นที่มีนิสัยร่าเริง รักสนุก และบางคราก็ดื้อดึง และเอาแต่ใจนิด ๆ อาศัยในครอบครัวที่ค่อนข้างจะธรรมดา ประกอบด้วยพ่อ แม่ พี่สาว น้องชาย และตัวเธอ 
 
“แอนนาเบลล์ บัลลาร์ต? อ่า ฉันรู้จัก
 
เธอชอบดูละครเวทีมาก ภาพยนตร์ก็เช่นกัน เธอมักจะชวนเพื่อนสนิทไปดูหนังด้วยกันในวันหยุดสุดสัปดาห์บ่อย ๆ  ดนตรีก็เป็นอีกสิ่งที่เธอชื่นชอบ เธอเรียนไวโอลินมา 6 ปี แน่นอนเพลงวัยรุ่นทั่วไปเธอก็ฟังเช่นกัน ศิลปินคนโปรดของเธอคือ Sam Smith
 
“เธอเป็นเด็กที่ดีทีเดียวนะ
 
เธอยังชอบขี่ม้า เธอมักจะใช้เวลาช่วงพัก คาบว่างหรือหลังเลิกเรียนไปเยี่ยม ช่วยพวกสตาฟดูแลม้าเสมอ เธอชอบมีส่วนร่วมในกิจกรรมของโรงเรียน เธออยู่ในวงดุริยางค์ และทีมเน็ตบอล เวลาที่มีการแสดงละครเวทีเธอจะเสนอตัวเป็นผู้เล่นดนตรีอยู่ตลอด
 
“เฮ้อ ช่างน่าสงสารจริง ๆ
 
ใช่แล้วล่ะ เธอ “เคย” เป็นคนเช่นนี้
.
.
หากแต่คำว่า เคยนั้นหมายความว่าทุกสิ่งเป็นเพียงรูปอดีตเท่านั้น
______________________________________________
 
ในช่วงระยะเวลาแรกของอาการ ทุกคนในครอบครัวยังคงแสดงท่าทีต่อเธอเช่นเดิม อ่อนโยนและดูแลเธออย่างใกล้ชิด เพื่อน ๆ เองก็มาเยี่ยมเธอ อวยพรให้หายโดยเร็ว เหมือนกับว่าเธอเพียงแค่โชคร้ายประสบอุบัติเหตุ หรือป่วยเป็นโรคธรรมดาเท่านั้น
แต่เมื่อเวลาผ่านไป อาการของแอนนาเบลล์ที่แสดงออกอย่างต่อเนื่องนั้น เริ่มทำให้ความเจ็บปวดและความเครียดก่อตัวในหมู่คนรอบข้าง
 
ไม่สิ ถ้าจะพูดให้ถูก..
คงเป็นความรำคาญ และอึดอัด
 
 
และถ้อยคำนี้คงไม่เกินจริง หรือโหดร้ายเกินไปนัก
หากลองนึกว่าคุณจำเป็นต้องพูดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำสิ่งเดิม ๆ ซ้ำไปมาหลาย ๆ ครั้ง เพื่อให้คน ๆ หนึ่งเข้าใจ คุณคงจะรู้สึกหงุดหงิดไม่น้อยทีเดียวใช่ไหมล่ะ? แม้ว่าคุณจะเป็นคนใจเย็นขนาดไหนก็ตาม แต่หากมันเกิดขึ้นตลอดเวลาและราวกับจะไม่มีที่สิ้นสุด
 
ก็คงจะอดรู้สึกเบื่อหน่ายไม่ได้อย่างแน่นอน 
______________________________________________
 
จากที่เคยมาเยี่ยมกันเต็มห้อง ทุก ๆ สัปดาห์ คนก็เริ่มลดน้อยและพากันหายไปอย่างรวดเร็ว
แม้กระทั้งครอบครัวของเธอ พี่สาวและน้องชายก็หลีกเลี่ยงที่จะคุยกับเธอ และพ่อแม่ก็ยังยอมรับว่าพวกตนอดรู้สึกว่าเป็นเรื่องยากลำบากที่จะเข้าไปคุยกับลูกสาวไม่ได้ในบางครั้ง
 
พระเจ้า ทำไมเรื่องแบบนี้ต้องเกิดกับลูกสาวของเราด้วย
 
นั้นเป็นสิ่งที่แอนนาเบลล์ได้ยินในคืนหนึ่ง พร้อมกับเสียงร้องไห้ของแม่เธอ
ดูเหมือนท่านจะเพิ่งทะเลาะกับพ่อของเธอ “อีกครั้ง”
 
อีกครั้งงั้นหรือ..?
 
พ่อแม่ของเธออาจทะเลาะกันบ้างตามประสาลิ้นกับฟัน แต่ก็ไม่บ่อยนัก
ที่จริงช่วงนี้พวกท่านแทบจะไม่ทะเลาะกันเลยนี้นา
แถมก่อนที่จะมาชมละครเวที พวกท่านก็ดูสนุกสนานตื่นเต้นกันดีไม่ใช่หรือ..
 
งั้น "อีกครั้ง" ที่ว่ามันหมายถึงอะไรกันนะ?
______________________________________________
 
ไม่มีคนเป็นแม่ที่ไหนจะอดทนเห็นลูกสาวตนต้องทนทรมานเช่นนี้ได้.. ต่อให้เจ้าตัวจะไม่รู้เรื่องราวเท่าไหร่นักก็ตาม
มากขึ้น และมากขึ้น.. จำนวนครั้งที่คุณและคุณนายบัลลาร์ตทะเลาะกันนั้นค่อย ๆ เพิ่มขึ้นมากพอ ๆ กับบรรยากาศอันตึงเครียดภายในบ้าน
 
แต่เดิมความรักของทั้งสองนั้นก็ไม่ได้หวานชื่นเท่าไหร่นัก
ครั้นพอเกิดเรื่องชีวิตคู่ก็เริ่มระหองระแหง
ยิ่งแทนที่ผู้เป็นสามีจะช่วยกันดูแลลูกสาวที่ป่วย กลับหนีปัญหาไม่ยอมกลับบ้าน
ยิ่งทำให้ฝ่ายภรรยาเริ่มทนไม่ไหว
 
เราแยกกันอยู่เถอะนะ
ฉันจะดูแลแอนน์เอง
 
ไม่นานนัก.. แอนนาเบลล์ก็พบว่าตัวเองได้มาอยู่ในภูมิประเทศอันไม่คุ้นเคยเสียแล้ว
______________________________________________
 
ฉันไม่อยากให้แอนน์ไปอยู่ในสถานบำบัด หล่อนเอ่ยกับผู้เป็นญาติ “แต่จะมีโรงเรียนที่ไหนยอมรับ... เด็กชาวต่างชาติซ้ำยังป่วยแบบนี้กัน”
 
ใช่..  ตัวเธอนั้นอยากให้ลูกสาวได้เข้าเรียนในโรงเรียนปกติ เพราะแม้ว่าวันหนึ่งความทรงจำนี้อาจจะลืมเลือนไป แต่อย่างน้อย ๆ ลูกของเธอก็จะได้มีชีวิตวัยเรียนที่ธรรมดา ...ธรรมดา และมีความสุขที่สุดเท่าที่เด็กคนหนึ่งจะมีได้
 

หากแต่ขณะเดียวกันเธอกลับรู้สึกกลัว
 

หลังจากออกจากโรงพยาบาลได้ไม่นาน เพิ่งไม่กี่สัปดาห์หลังจากที่แอนน์กลับไปเรียนที่โรงเรียนตามเดิม ผู้เป็นแม่ก็ถูกเรียกไปคุยโดยอาจารย์ฝ่ายปกครอง
 
เขาเล่าว่าคุณครูทุกคนต่างก็บอกว่าแอนน์ไม่มีสมาธิในการเรียน เธอไม่สามารถเรียนหรือเข้าใจเนื้อหาได้รู้เรื่อง และมักจะถามซ้ำแล้วซ้ำอีกในสิ่งที่เพิ่งถามไป ซึ่งส่งผลกระทบให้นักเรียนคนอื่นไม่สามารถตั้งสมาธิในเวลาเรียนไปด้วย
ทางด้านความสัมพันธ์กับเพื่อน ๆ นั้นค่อนข้างเป็นปัญหาเช่นกัน ในทีแรกมีเด็กหลายคนอาสาจะคอยดูแลเธอ และเพื่อน ๆ ทุกคนก็ให้ความร่วมมือดีก็จริง แต่พอนาน ๆ เข้า หลายคนก็แสดงอาการหงุดหงิด และเบื่อหน่าย พวกเพื่อน ๆ ต่างหลีกเลี่ยงที่จะพูดคุย หรือทำกิจกรรมร่วมกัน แม้กระทั้งกลุ่มเพื่อนที่เคยสนิทก็ตีตัวออกไป นอกจากนี้แอนน์ยังต้องออกจากวงดุริยางค์ ทีมเน็ตบอล รวมถึงชมรมทุกชมรมที่อยู่

“ผมค่อนข้างลำบากใจที่จะพูด แต่ว่า...”
“โรงเรียนเราไม่เคยมีกรณีเด็กที่มีอาการพิเศษเช่นนี้มาก่อน”
“และเนื่องจากทางโรงเรียนไม่สามารถให้ความดูแลได้ทั่วถึง”
.
.
.
“จากการประชุมทางเราลงมติว่าคงต้องขอให้แอนน์ออกจากโรงเรียนเราครับ”
 
ถ้าหากไปโรงเรียนอีก ทุกอย่างจะไม่จบลงเช่นเดิมหรือ..?
______________________________________________
 
ฉันคิดว่ามีนะจ้ะใบหน้าที่เปี่ยมริ้วรอยนั้นเอ่ยอย่างนุ่มนวลพลางกุมมืออีกฝ่ายเพื่อให้คลายกังวลลง ฉันรู้จักโรงเรียนหนึ่งนะ
 
“เพื่อนที่เป็นคนไทยของฉันมีลูกที่ป่วยเหมือนกัน เขาเลยส่งลูกไปเรียนที่โรงเรียนสำหรับคนพิการโรงเรียนหนึ่งน่ะ และดูเหมือนว่าที่นั้นจะรับนักเรียนต่างชาติด้วยนะ”
 
ดวงตาสีอะความารีนเช่นเดียวกับลูกสาวบัดนี้ได้เปล่งประกายด้วยความหวังอีกครั้ง “โรงเรียนอะไรงั้นหรือ?”
 
โรงเรียน ควิ้นท์ เป็นชื่อที่แอนนาเบลล์ได้ยินผู้เป็นแม่เล่าให้ฟังในวันถัดไป แม้จะรู้ดีว่าชื่อนั้นคงจะจางหายไปจากความทรงจำของลูกอย่างรวดเร็ว หากแต่ลึกลงไปในจิตใจของหญิงสาวได้แต่ปรารถนา ..
 
ความปรารถนาว่าลูกสาวเธอจะได้มีความทรงจำ และชีวิตที่มีความสุข
... เพียงพอที่จะทำให้วันที่สามารถหวนนึกถึงมันได้ยิ้มออกมาได้อีกครา
 
“Somewhere, over the rainbow, skies are blue
(ที่ไหนสักแห่งบนสายรุ้ง ท้องฟ้าเป็นสีคราม)
 
And the dreams that you dare to dream
(และความฝันที่เธอกล้าที่จะฝัน)
.
.
.
... really do come true
( ... จะกลายเป็นจริง)
 
______________________________________________
 
เพลงที่พูดถึงด้านบนคือ  Somewhere over the rainbow เป็นเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง The Wizard of Oz 
ประโยคที่ว่า “Why can’t I” อาจจะแปลได้สองแบบคือ “ทำไมฉันถึงทำไมได้” หรือ “ทำไมฉันจะทำไม่ได้”   
ซึ่งเราแปลให้แอนน์เข้าใจความหมายตามแบบแรกเพื่อให้เข้ากับความรู้สึกในขณะนั้นค่ะ


GRADE EXP. +100
avatar
INFO.Aksorn Pasin
นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 5
-2% Grade Exp.

Star Piece298
CHIPS+6 M 112 K 470

สวมใส่หรือเปลี่ยนเครื่องประดับมาสคอตได้โดยไม่ต้องใช้ไอเทม

PASSPORT
[ VISA ]:

[ Grade Exp. ]:
175/1250  (175/1250)
ดูข้อมูลส่วนตัว

Quest Re: Lesson 1 : ย้อนรอยอดีต [เควสบังคับ]

on Mon 30 Jan 2017, 22:07
ย้อนรอยอดีต... อักษร ] 
 
'สิ่งของรอบตัว ทิวทัศน์รอบข้าง ทุกอย่างมันดูเหมือนภาพของกล้องที่ไม่สามารถโฟกัสได้'
.
.
.
.
.
มันเกิดขึ้นก่อนหรือหลังจำความได้นะ....?
ใบหน้าของชายหญิงคู่หนึ่งที่คอยเลี้ยงเราดูมาตลอด
เหมือนกับว่ามันเคยชัด แต่แล้วมันก็...


'เลือนราง'

 
มาจนถึงทุกวันนี้...
.
.
.
.
.
เราเคยคิดว่ามันแปลก และใครต่อใครคงมองว่ามันประหลาด...
 
ใช่
 
มันเป็นแบบนั้น....
มันเป็นเรื่องยากพอสมควรสำหรับการปรับตัว
มีช่วงเวลาหนึ่งที่เพื่อนๆต่างพากันไม่ชอบ เพียงเพราะว่าเราไม่สามารถจำหน้าของเพื่อนๆได้.....
มีช่วงเวลาหนึ่งที่เคยโดนแกล้งและถูกล้อว่าตาบอด...
มีช่วงเวลาหนึ่งที่เกือบจะต้อง 'เสียชีวิต'
.
.
.
.
.
ไม่...เราไม่ได้ตาบอด เรายังมองเห็นนะ เพียงแค่มันไม่ชัดเท่านั้นเอง...
 
และเพราะว่ายังเด็ก เลยมักเสียใจและร้องไห้งอแงบ่อยๆ
แต่ชายหญิงคู่นั้นมักจะบอกเราเสมอว่า ...
 
'ไม่เป็นไร'
 
'ลูกยังมีเรานะ'
 
'เรารักลูกนะ'
 
'พยายามเข้า'
 
'สู้ต่อไปนะ'
 
'เราเป็นกำลังใจให้เสมอ'
 
นั่นน่ะเป็นสิ่งที่ผลักดัน ให้เราได้ไปต่อ ให้เราได้สู้
และไม่ท้อแท้กับอุปสรรคที่ถาโถมเข้ามา...



อดีตหรอ......
มันมีทั้งเรื่องราวที่น่าจดจำและไม่น่าจดจำปนเปกันไป..


ถูกมองว่าแปลก
โดนนินทา
โดนแกล้ง
ถูกประชดว่าร้าย
สังคมบางที่ไม่ยอมรับ
โรงเรียนบางแห่งก็ไม่ยอมรับเช่นเดียวกัน


มีคนคอยเอาใจใส่
มีคนที่เข้าใจ
มีคนคอยอยู่ข้างๆ
มีคนคอยให้กำลังใจ
เหตุการณ์น่าประทับใจที่คนแปลกหน้าแม้ไม่รู้จักกันก็ยังช่วยเหลือ




อดีตของเรามันไม่มีอะไรหรอก..

เราเป็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่ไม่ได้ตาบอด แค่มองเห็นอะไรต่างๆเลือนราง 
บางที่ก็ไม่ยอมรับเพียงเพราะว่าแปลกจากคนอื่น บางที่ก็สนับสนุนและคอบช่วยเหลือ
มีเด็กและผู้คนอีกมากมายที่เป็นแบบเรา เราก็เหมือนๆและต้องพบเจออะไรเหมือนพวกเขานั่นแหละ..........


และ...เพราะเรารู้สึกเหมือนว่ามันเป็นแต่กำเนิด มันเลยเหมือนเป็นชีวิตประจำวันของเรา 
มันเหมือนเป็นเรื่องปกติ เพียงแค่ต้องคอยยอมรับปฎิกิริยาของคนรอบข้างเท่านั้นเอง......


เราไม่ได้ตาบอด
.
.
.
แต่มันก็มีโอกาสนะ...
อีกไม่นานตาของเราอาจจะมองไม่เห็นอะไรอีกเลย..



------------------------------------------------------


ย้อนรอยอดีตหรอ...
เมื่อก่อนก็ไม่ได้ต่างจากตอนนี้หรอก..


แต่ตอนนี้ษรเข้าโรงเรียนควิ้นท์มาแล้ว


จะมีเรื่องดีๆใช่มั้ยนะ...
.
.
.


GRADE EXP. +65
ผู้มาเยือน
ผู้มาเยือน

Quest Re: Lesson 1 : ย้อนรอยอดีต [เควสบังคับ]

on Thu 13 Apr 2017, 10:53
ย้อนรอยอดีตของ 'โซเฟีย เดอว์ราวาเรียร์'

แม่เป็นคนฟลังเศษ พ่อเป็นคนไทย
--------------------------------------
สวัสดี ฉันโซเฟีย เดอว์ราวาเรียร์ อายุเพียง10ปี เป็นลูกของนักเปียโนชื่อดัง แม่ของฉันเป็นจเซเลป ที่ทุกคนต่างนับถือและยอมรับในฝีมือการเล่นเปียโน 
ซึ่งแน่นอนฉันก็สามารถเล่นได้และเครื่องดนตรีชนิดอื่นก็เล่นได้ด้วย ส่วนคนเป็นพ่อเป็นนักธุระกิจที่ได้รับผลสำเร็จและมาก่อตั้งบริษัทที่ฟลังเศษ และได้มาพบกับแม่...
มีวันหนึ่ง แม่ให้ฉันไปเล่นเฟียโนในงานปาร์ตี้ ที่บริษัทของพ่อจัดขึ้นในวันครบรอบการตั้งบริษัท แต่วันนั้นชั่งโชคร้าย ฉันได้ไปดมเกสรดอกไม้เข้า จึงทำให้อาการหอบกำเริบ
ในขณะเดียวกันแม่ให้คนมาตามฉันกลับไปเล่นเฟียโน แต่ฉันกลับทำไม่ได้ เพราะตอนนั้นมันรู้สึกแน่นน่าอก และหายใจไม่ค้อยออก จึงทำให้บรรเลงผิดเพี้ยนไป 
และผู้ฟังซึ่งมีเหล่าคุณนายและเซเลปต่างๆก็พากันวิจารณ์ฉันต่างๆนาๆ และมันก็ส่งผลไปถึงแม่ฉันด้วย
"อะไรกัน นี้เขาเรียกว่ามืออาชีพงั้นหรอ"
"ลูกสาวฉันยังเล่นได้ดีกว่า"
"ใครเป็นผู้สอนกันหะ"
"ฉันว่าข่าวลือที่ว่า คุณนายเดอว์ราวาเรียร์ นั้นคงจะไม่จริง รวยซะขนาดนั้นสร้างข่าวลือแบบนี้ได้คงไม่แปลก"
"นั้นสิ"
หลังจากนั้นชื่อเสียงของแม่ก็ค้อยๆลดลง เหลือเพียงคำดูหมิ่น เหยียดหยาม เท่านั้น ผ่านมา2ปี ตอนนี้ฉันอายุ12 เรื่องมันก็จบลงไปนานแล้ว แต่แม่ยังไม่หยุด
และยังคอนตำหนิฉัน ฉันก้ไม่รู้หรอกนะก็อีคำพูดของพวกนั้น ก็รู้ว่าสังคมชั้นสูงเพียงเพราะคำพูดของคุณนายคนอื่นก็ต้องเชื่อ เพราะพวกนั้นหูเบากันทั้งนั้น จนวันหนึ่ง
"เป็นเพราะแก เป็นเพราะไอ้โรคบ้าบอของแก ฉันถึงไม่มีที่แสดง พอมีก็ไม่มีใครมาฟัง เข้าใจใหมเป็นเพราะแก"
ฉันไม่ได้ตอบอะไรเหมือนเดิม ตั้งแต่เหตุการนั้นทำให้ฉันเป็นพวกพูดน้อยทันที
"แกเป็นใบ้หรือไง พูดมาสิจะชดใช้ให้ฉันยังไง"
ตุบ
แม่ผลักฉันไปทางประตูห้อง จนให้ให้หัวของฉันโขกกับประตูอย่างแรง
"คุณใจเย็น ถึงคุณไม่ได้แสดง ยังไงพวกเราก็มีเงินนะ ผมทำงานคนเดียวก็ได้ ยังไงคุณก็เป็นเซเลปสาวเหมือนเดิมนะที่รัก"
"คุณจะบ้าหรอ ชื่อเสียงฉันป่นปี้ เพราะยัยเด็กนี้ แบบนี้ฉันจะมีหน้าเข้างานสังคมได้ไงละ!! ออกไปเลยนะออกไปจากบ้านของฉัน!!"
พูดจบชุดและกระเป๋าก็ถูกโยนใส่ฉัน ถึงอย่างนั้นฉันก้ยังคงสีหน้าดังเดิมแม้ข้างในอยากจะร้องไห้ แม่สบัดหน้าและเดินออกไปจากห้องของฉัน พอเดินเข้ามาปลอบฉัน
"ขอโทษนะลูก พ่อทำอะไรไม่ได้จริงๆ นี้เงินจำนวนนี้ลูกเอาไปใช้นะ พอแม่หายโกรธ พ่อจะไปตามหาลูกเอง"
ฉันยิ้มออกมาก่อนจะยื้นนิ้วก่อนออกไปแล้วพูดว่า
"สัญญานะ"
"สัญญาสิ"
เราทั้งสองเกี่ยวนิ้วก้อยกัน จากนั้นฉันก็ก้มลงเ็บเสิ้อผ้าและเดินออกไปจากบ้าน และไปเช้าหอพักอยู่ เวลาผ่านไป3เดือนก้ไม่มีวี้แววว่าจะมารับ ฉันคิดว่าพ่อยังไม่รู้ว่าฉันอยู่ใหน ฉันส่งจดหมายไปหลายฉบับก้ไม่ตอบ 
จนเวลาผ่านไปอีกหนึ่งปี ฉันก็ได้ยินข่าวว่า'ลูกสาวคนแรกของตระกูลเดอว์ราวาเรียร์'แม่ฉันคลอดน้องสาวออกมา ฉันดีใจมากแต่ ลูกสาวคนแรก? ก่อนจะรู้ว่า พ่อกับแม่ลบตัวตนของฉันออกไปจากชีวิตแล้ว
 และยังบอกนักข่าวอีกว่าเด็กที่เล่นเฟียโนตอนนั้นไม่ใช่ลูกของแม่ แต่เป้นเด็กที่เก็บมา เก็บมายังไงหน้าเห็นกับหน้าแม่คล้ายกันจนจะเป็นฝาแฝด จากนั้นฉันก็ได้รับจดหมายตอบกลับจากคุณพ่อ 
ในจดหมายเขีนว่าให้ฉันไปอยู่ที่ประเทศไทย มีตั๋วเครื่องบินแนบมาด้วย ก็ดี เพราะถ้าให้ฉันซื่อเองคงไม่ใหว เพราะเงินที่พ่อให้มานั้นมันจะหมดแล้ว ฉันเชื่อในคำสัญญาที่พ่อให้ไว้มากเกินไปจึงไม่คิดที่จะทำงานชั่วคราว 
แต่ฉันก็ต้องคิดผิด สังคมชั่นสูง มีแต่พวกหูเบา หลอกลวง ขนาดลูกตัวเองยังไม่เว้นและยังไล่ไปอยู่ที่ประเทศอื่น ก็รู้นั้นมันเป้นบ้านเกิดของพ่อ แต่ฉันไม่รู้จักพวกเขาหรือที่อยู่พวกเขาซะหน่อย แต่ฉันก็ไม่คิดจะเกลียดพ่อ กับแม่หรอกนะ จากนั้นฉันก็เขียนจดหมายว่าๆ'ขอบคุณ สำหรับทุกสิ่งทุกอย่างนะคะ' พอมาถึงประเทศไทยฉันก็หาที่พัก แต่มันยากนะ ไม่ใช่ฉันพูดภาาาไทยไม่ได้เพราะฉันพูดได้หลายภาษา แต่ฉันไม่ค้อยคุ้นชิน 
ฉันจึงหาวิธีปรับตัวให้เข้ากับทุกคน จนกระทั้งได้มาพบโรงเรียน Quaint Schoo ตามคำแนะนำของคุณป้าข้างห้อง ฉันจะพยายามเข้ากับทุกคนให้ได้ 

ฉันจึงตัดสินใจที่จะมาที่นี้ ขอบคุณ คุณป้าข้างห้อง และขอบคุณ
"Quaint Schoo"
ที่ให้โอกาศกับฉัน


GRADE EXP. +50
ผู้มาเยือน
ผู้มาเยือน

Quest Re: Lesson 1 : ย้อนรอยอดีต [เควสบังคับ]

on Sun 16 Apr 2017, 23:41

ย้อนรอยอดีตของ 'passes pakinsan'
แม่เป็นคนอังกฤษ พ่อเป็นคนไทย


วันที่ผมเกิดมานั้นผมเกิดมาด้วยโรคบางอย่างที่ไม่สามารถรักษาได้โดยที่ตัวผมเองนั้นไม่รู้เหมือนกันพ่อแม่ของผมนั้นได้ทำการพาผมไปฉีดยาที่โรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน
ซึ่งตอนนั้นอาการออทิสติกที่ผมยังไม่รู้นั้นโดยหนึ่งเปอร์เซ็นต์ในนั้นคือพวกชอบเพศเดียวกันซึ่งผมชอบแค่ผู้หญิง แต่ที่แปลกกว่านี้คือผมชอบผู้ชายด้วย
ผมว่ามันแทม่งๆยังไงไม่รู้น๊า โอ๊ยยยยเอาเถอะเอาเป็นว่าชีวิตผมในตอนเด้กเรียกได้เลยว่าขี้แยและเย็นชามากๆเลยละ เพราะทำไมน่ะหรอก็ตอนนั้น
ก็จะอธิบายยังไงดีละเนี่ย ประมาณว่าตอนอดีตน่ะช่วงอายุประมาณ3-4ขวบเราไม่ได้พูดน่ะดิ แม่เราก็แปลกใจว่าทำไมเราไม่ได้พูดเลยเอาไปฝึกพูด
กับพี่เลี้ยง พี่เลี้ยงตอนนั้นเขาสอนผมพูดและฝึกพูดจนกระทั่งสมองผมเรียบเรียงไม่ถูกว่าเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย ผมดันเผลอตอบพี่เลี้ยงไปว่าผู้หญิง
คะ--คือมันอายอ่ะตอนนั้นน่ะ จะบ้าตายอยู่แล้วละตอนนั้นน่ะดีแล้วละนะ เฮ้อ...เอาเถอะพอผมได้รับการดูแลจนสิบขวบมารับผมแล้ว
ที่แปลกกว่านั้นคือผมก็นะ ตอนนั้นช่วงประมาณวันที่เท่าไหร่นี้แหละมั้งผมจำไม่ค่อยได้แล้วละ ผมจำได้ว่าวันนั้นแม่พาผมไปหาหมอที่โรงพยาบาลศิริราช
ซึ่งตอนไปนั้นแหละพอถึงคิวผมผมก็ไปตรวจและปรากฏว่าผมก็มีอาการทางสมองจริงๆซึ่งต้องกินยาระงับตั้งแต่ประถมตอนนั้นแบบเงียบมากๆ
เรียกได้ว่าต้องคุมเอาตัวเองให้รอดน่ะไปหาหมอสุดท้ายก็เปลี่ยนไปที่หนึ่งคือโรงพยาบาลอะไรรักษ์ๆนี้แหละจำไม่ได้เช่นกันแหะ จำได้ว่า
ตอนนั้นไปหาหมอหมอบอกว่าให้ไปหาโจทย์เลขเลยเอาโจทย์เลขในชีททำใส่สมุดและส่งให้หมอดูสุดท้ายก็ต้องกินยาครับกินยาเป็นเดือนๆ
จนถึงประมาณประถมหกน่ะ ซึ่งช่วงประถมนั้นทรมานมากๆเวลากินยาเนี่ย เฮ้อ...เอาเถอะพอเลิกกินยาหลังจบประถมปุ๊ป อ๋อลืมเล่าตอนหนึ่งนิน๊า
มีวันหนึ่งวันนั้นจำไม่ค่อยได้ว่าไปโรงพยาบาลที่หนึ่งตอนนั้นจำได้ว่าที่นั้นสว่างตามากๆ เหมาะโรงพยาบาลขนาดกลางได้จำได้ว่าตอนที่แม่ผมพาผมไปรักษาน่ะ
แม่ก็คุยกับหมอจนต้องหมอน่ะไล่ผมออกไปเล่นด้านนอก เลยมาเล่นของเล่นของกินของพวกผู้หญิงทำอาหงอาหารน่ะสรุป..ตอนที่ยังไม่รู้อาการเท่าไหร่ซะพักหนึ่งแม่เรียกเราเข้ามา
และหมอบอกว่า"คงก็ต้องให้กินยาตลอดละนะครับ ตอนนี้น้องคืออาการออทิสติกครับ"ผมได้ยินอาการนั้นซึ่งตอนนั้นตรวจอาการจบแล้วละผมเลยคุยกับแม่และถามว่า
"ผมเป้นออทิสติกจริงใช่มั้ยแม่"ผมถามแม่ก่อนจะกอดแม่แม่บอกว่า"ใช่แล้วละ"จนกระทั่งมีวันหนึ่งวันนั้นโจรขโมยโทรศัพท์แม่ไปดีนะที่โจรไม่รู้ข้อมูลแม่แล้วละ
และแล้วผมก็รู้จนได้ว่าเป็นออทิสติกมาสิบกว่าปีนี้ยังไม่หายหรอ ความจริงก็ยังไม่หายแหละ สุดท้ายมีวันหนึ่งแม่ผมก็ไปรู้จักเกี่ยวกับโรงเรียนบำบัดผู้พิการ
"Quaint high School"แม่เลยพาผมไปสมัครและก็ย้ายมาอยู่ที่นี้ 


"บางวันบางเวลาผมอาจจะร้องไห้เพราะเรื่องราวต่างๆ"
"ถึงผมจะเป็นปัญหาของสังคมแต่ผมไม่อยากเป็นเพราะผมอยากมีเพื่อน"

"ขอบคุณครับท่านพ่อท่านแม่ที่ให้ผมมาอยู่ที่นี้"
avatar
INFO.Jannate Walter
นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 2
Star Piece29
CHIPS+1 M 667 K 158



PASSPORT
[ VISA ]:

[ Grade Exp. ]:
810/1000  (810/1000)
ดูข้อมูลส่วนตัว

Quest Re: Lesson 1 : ย้อนรอยอดีต [เควสบังคับ]

on Wed 09 Aug 2017, 22:51
Dairly :: ย้อนรอยอดีต

"Alles zu seiner Zeit.
ทุกสิ่งทุกอย่าง ย่อมมีเวลาของมัน"



____________________________________________________________________________________________________________________
พ่อของฉันเคยเล่าให้ฟังว่า วันที่6 มกราคม วันนั้นเป็นวันการเสด็จเยือนโลกของพระเจ้าของชาวเยอรมัน เหมือนทุกอย่างจะลงตัวโดยบังเอิญ ฉันเกิดในวันนั้นค่ะ เลยได้ชื่อว่าเจนเนตรที่แปลว่า "ของขวัญจากพระเจ้า"
____________________________________________________________________________________________________________________
[7]
หลังจากที่อยู่อังกฤษมา6ปี ชีวิตในตอนที่อยู่เยอรมันน่ะนะ ฉันจำได้ว่ามันเป็นช่วงชีวิตที่มีความสุขที่สุด ทุกๆวันจะได้กินข้าวบนโต๊ะที่รายล้อมด้วยครอบครัว ได้ร้องเพลงกับพ่อ ได้ฟังนิทานก่อนนอนจากแม่ ได้เล่นอะไรสนุกๆกับเพื่อนๆที่โรงเรียน ทุกคนน่ะใจดีมากๆเลยล่ะค่ะ!
____________________________________________________________________________________________________________________
[06.01.20xx]
ปีนี้ฉันมีอายุครบ10ขวบค่ะ! พ่อกับแม่พามาที่ประเทศไทย พร้อมกับบอกฉันว่า จะมาอยู่ที่นี่กัน และไม่มีกำหนดกลับเยอรมัน เพราะทั้งพ่อและแม่มีสัญญา ถึงจะคิดถึงอากาศเย็นๆที่เยอรมันก็เถอะ แต่ว่าตัวฉันเองก็มีสายเลือดไทยนี่นา แค่อยู่ไทยน่ะ ทำได้อยู่แล้ว สู้ๆ!!

[10]
ความหวังและแสงสว่างมันเริ่มจะริบหลี่ลง
ทุกอย่างในโรงเรียนเลวร้ายมากๆ เลวร้ายมากๆ ทุกคนใจร้าย!!..ทั้งๆที่ฉันก็ทำตัวปกติแท้ๆ ....แต่ทำไม.... คนในห้องเรียนถึงต้อง'เกลียด'ฉันล่ะ?

เพราะฉันมาจากเยอรมันเหรอ?
เพราะฉันร้องเพลงได้เหรอ?
เพราะฉันตอบคำถามได้ทุกข้อเหรอ?


ฉันไม่เข้าใจเลยค่ะ คนที่นี่เนี่ย... ความรู้สึกซับซ้อนดีนะคะ เฮะๆ

[10]
"Ein Unglück kommt selten allein.
ความโชคร้าย มักเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก โดยไม่มีเหตุ"


ในวิชาแล็ป ตอนนั้นฉันกำลังจะเอาสารเคมีที่กำลังทำปฏิกิริยาไปส่งครู แต่ดันสะดุดขาเพื่อน
Spoiler:
*ที่จงใจยื่นขาออกมาให้สะดุดค่ะ...*
ไปซะก่อน โชคดีที่ไม่โดนเศษบีเกอร์บาด แต่โชคร้ายมากๆที่สารเคมีเข้าตาจังๆ... ความรู้สึกตอนนั้นคือเจ็บตามากค่ะ ทรมานเหมือนกำลังจะตายเลย..

เมื่อลืมตาขึ้นมา ทัศนวิสัยกลับมัวผิดปกติไปมาก เนตรไม่รู้ว่าตอนนี้กำลังนอนอยู่ที่ไหน ทุกอย่างดูไม่ชัดเจนไปหมด สิ่งเดียวที่ชัดเจนคือเสียงโอดครวญของครู...ของญาติ...มันดังระงมไปหมด ตอนนี้ทั้งร่างกายเย็นเฉียบไปหมด หัวสมองขาวโพลน ได้แต่หวังว่าผลการตรวจจะไม่ออกมาในแบบที่คิด... แต่สุดท้าย พระเจ้าก็หักหลังฉันอีกครั้ง

"ดิฉันเสียใจนะคะ ผลการตรวจดวงตาของคุณคือ ....บกพร่องทางการมองเห็นในระดับเลือนลางค่ะ"

อา...เหนื่อยมาก ไม่ไหวแล้ว เพื่อนที่ดีที่สุดตอนนี้ก็มีแค่อ้อมกอดของพ่อกับแม่ คุณสัตว์ที่บ้าน แล้วก็มือทั้งสองข้างของตัวเอง :( ความสุขที่มีมา...มัน..หายไปหมดเลย.... เหลือแต่คราบน้ำตา...ร้องไห้ไปวันๆ โดยไม่รู้ตัวว่าไม่มีน้ำตาเหลือแล้ว......

"ไม่อยากอยู่บนโลกนี้แล้วล่ะ ทำไงดีนะ"
____________________________________________________________________________________________________________________
[06.01.20xx]
[11]

"Glück und Glas, wie bald bricht das
โชคนั้นเปรียบเสมือนหมือนดังแก้ว ที่แตกได้เร็ว"






และแล้ววันที่เลวร้ายก็ผ่านพ้นไป วันที่6มกราคมที่ฉันรอมานาน ในที่สุดก็มาถึง ของขวัญอายุครบ11ปีคือ'ไปเที่ยวทะเล'ล่ะ!!! ฉันจำความรู้สึกนั้นได้ดีเลยล่ะ วันนั้นมีความสุขมากๆ ตอนเดินทาง พ่อก็พาแวะที่ๆอยากจะแวะ แม่ก็มานั่งพูดเรื่องทะเลอยู่เบาะหลังเป็นเพื่อนฉันด้วยล่ะ!!

แต่ดูเหมือนพระเจ้าจะไม่รักฉันเลย พ่อหักหลบรถที่สวนเลน ทำให้รถพุ่งไปชนต้นไม้อย่างแรง

พ่อได้รับการกระแทกอย่างรุนแรง ส่วนแม่ที่ไม่ได้คาดเข็มขัดเพราะเอื้อมไปเอาของตรงเบาะหน้า กระเด็นออกนอกรถ หัวได้รับการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง แถมยังโดนซากรถยนต์ทับ ภาพทุกอย่างตรงหน้ามีแต่สีแดงของเลือด...ก่อนทุกอย่างจะเลือนลางไป
และ...

พ่อได้รับบาดเจ็บสาหัส แม่ตายคาที่ ส่วนตัวฉัน เสียตาข้างซ้ายไป

[xx.xx.xx]
ฉันเองก็ไม่รู้ว่าตัวเองหลับไปนานแค่ไหน แต่พอตื่นขึ้นมา มีแต่เสียงร้องไห้ เสียงก่นด่าเต็มไปหมด
"มันเพราะแก!! นังเด็กพิการ!! ถ้า่พอแม่แกทิ้งแกไปตั้งนานแล้ว เรื่องแบบนี้ก็ไม่เกิดขึ้นหรอก!!"
"ลูกสะใภ้ฉันตายเพราะแก!! ต่อไปนี้ แกไม่ต้องมาเรียกฉันว่าย่า!!"

คำว่า'เป็นอะไรมั้ย'ยังไม่ได้ยินเลย... รู้แบบนี้ไม่ตื่นมาเสียก็ดีหรอก
____________________________________________________________________________________________________________________
[13]
"Jeder ist seines Glückes Schmied.
ทุกคนสามารถกำหนดโชคชะตา ได้ด้วยตัวเอง"




สวัสดีอีกรอบค่ะ ฉันเนตรเอง ที่ผ่านมานี้...ชีวิตฉันแทบไม่มีอะไรดี ถูกครอบครัวทิ้ง เหลือเพียงแค่พ่อคนเดียว ถูกแกล้งที่โรงเรียน ทัศนคติของฉันเริ่มแย่ลงไปเรื่อยๆ จนวันเกิดครบรอบอายุ13ของฉัน ฉันไปเยี่ยมพ่อตามปกติ ปรากฏว่า...ฉันเจอผู้ชายปริศนาคนหนึ่ง กำลังนั่งคุยกับพ่ออย่างสนุกสนาน

คนนั้นก็คือ"คุณนรินทร์"

เท่าที่ฉันรู้ คุณนรินท์รู้จักกับพ่อมาก่อน รู้สึกว่าเขาเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนสำหรับผู้พิการ(แบบฉัน)ด้วย
อ๊ะๆๆๆๆ แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ! เขาน่ะ เป็นคนที่ทำให้ฉันรู้จักกับความสุขมากขึ้น คอยสอนให้ฉันมีความคิดในแง่บวก สอนบทเรียนชีวิต เขาทำให้ฉันเริ่มที่จะไว้ใจคนรอบข้างได้ กล้าแสดงออกได้ ถึงแม้ว่าฉันจะเลิ่กลั่กหน่อยก็ตาม ฮ่าๆXD วันนี้เขายื่นแบบฟอร์มสีม่วงๆของโรงเรียนQuaint Schoolมาให้ พร้อมพูดกับฉันว่า

"พร้อมเมื่อไหร่ก็มานะ ที่นี่ต้อนรับหนูตลอด"

ฉันอยากจะมีเพื่อนอีกครั้ง... อยากเรียนอีกครั้ง... แต่ก็ไม่กล้าพอที่จะไป จนกระทั้งพ่อให้กำลังใจ และสนับสนุนกับการที่จะเข้าเรียนที่นี่ ฉันจึงจะขอไม่ลังเล และขอตั้งใจใช้ชีวิตให้เต็มที่แบบที่พ่อกับแม่อยากให้ทำด้วย!

เพราะฉะนั้น..สวัสดีและลาก่อน อดีตของฉัน [xx.xx.20xx]


GRADE EXP. +60
avatar
INFO.Theerapat Ravinun
นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 1
Star Piece6
CHIPS+200 K


PASSPORT
[ VISA ]:

[ Grade Exp. ]:
60/500  (60/500)
ดูข้อมูลส่วนตัว

Quest Re: Lesson 1 : ย้อนรอยอดีต [เควสบังคับ]

on Tue 13 Feb 2018, 21:09
ย้อนรอยอดีตของ ธีรภัทร์ รวินันท์


    สวัสดีครับ ผมชื่อธีรภัทร ชื่อเล่นชื่อวีครับ  สาเหตุที่ผมพิการคือ ผมประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ ในขณะที่ผมอายุได้6ขวบ เศษกระจกรถได้เเตกเเละเเทงที่เเขนซ้ายของผม โดนจุดสำคัญจนทำให้ผมต้องเสียเเขนตั้งเเต่ข้อศอกลงมา ส่วนเเม่ผมที่เป็นคนขับกระทบกระเทือนทางสมองเป็นอัมพาตครึ่งตัว มันทำให้ผมคิดว่าอยากอยู่ต่อเพื่อเเม่เเละพ่อของผมเเม้จะสูญเสียเเขนของผมไป
ก่อนที่จะมาเข้าเรียนที่นี่ผมต้องทนกับสายตามากมายที่มองมาที่ผม มากมายความรู้สึก ผมไม่เคยชอบสายตาที่จับจ้องมาเลยสักครั้งมันตอกย้ำสิ่งเเย่ๆที่ผ่านมา ผมเคยถูกล้อต่างๆนานา จนชินชากับมันไปเองเเต่ผม ไม่เคยชอบมันสักครั้งไม่เคย ผนเคยเเย่มากๆจนต้องเรียนที่บ้านพักใหญ่เเต่ผมก็ผ่านมันมาได้ สุดท้ายนี้ต้องขอบคุณที่ทำให้ผมได้มีโอกาสเรียนที่นี้ได้พบเจอสังคมใหม่ๆขอบคุณครับ


GRADE EXP. +60
ขึ้นไปข้างบน
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ
2012 © QUAINT | Powered by THE NOBLEMAN ®