Lesson 40 - Mawxell side

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

Lesson 40 - Mawxell side

ตั้งหัวข้อ  DJ. Alex Lam on Tue 03 May 2016, 14:33

รู้สึกว่ายาวเกินกว่าจะเป็นภารกิจ เลยย้ายที่มาลงที่นี่เพื่อทำเป็นเรื่องสั้นแทน  

Part 1:
ภายในโรงเรียนเพื่อผู้พิการในนามของควิ้นท์วันนี้แตกต่าง
ไปจากปกติเล็กน้อย เพราะวันนี้คือวันสำคัญที่มีขึ้นเป็น
ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ตั้งแต่ที่ก่อตั้งโรงเรียนมาได้
เป็นเวลาหกปี ใช่แล้ว วันนี้คือ "วันปัจฉิมนิเทศ"
หรือวันประกาศจบการศึกษาซึ่งถูกจัดให้กับนักเรียน
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่หก 'รุ่นแรก' ของโรงเรียนเรา

ที่เก้าอี้ยาวริมทางเดินมีเด็กหนุ่มผมทองคนหนึ่งกำลัง
นั่งเหม่อมองเหล่าเด็กนักเรียนที่เดินสวนกันไปมา
บ้างก็พูดคุยถึงรุ่นพี่ที่กำลังจะจบการศึกษา บ้างก็
ดูเสียใจ บ้างก็ดูดีใจที่เรียนจบมัธยมปลายแล้ว

"เฮ้อ"

เด็กหนุ่มถอนหายใจยาวขณะที่นั่งไหล่ห่อคอตก
เพราะมัวแต่เหม่อลอยจึงทำให้ไม่สังเกตว่าเบื้องหลัง
นั้นมีเด็กหนุ่มอีกคนยืนอยู่ คนมาเยือนแตะไหล่
กว้างทำเอาร่างสูงสะดุ้งโหยง ดวงตาสีเทารีบหัน
มองเร็วไว

"ตกใจหมด มาไม่ให้สุ้มให้เสียง"
"เพราะนายเอาแต่เหม่อต่างหาก"

ผู้มาเยือนเอ่ยเสียงเรียบก่อนจะเดิมอ้อมไปล้มตัว
ลงนั่งบนเก้าอี้ยาวเคียงข้างเด็กหนุ่มผมทอง
ทันทีที่นั่งลงดวงตาสีดำสนิทก็จับจ้องริมฝีปาก
ของอีกฝ่าย ในขณะที่คู่สนทนายังคงจ้องมอง
นักเรียนที่เดินสวนผ่าน

"เราเรียนจบกันแล้วเนอะ.."

น้ำเสียงที่เอ่ยนั้นติดโทนหงอยเหงา เขาปล่อยให้
โทนเสียงไปตามที่ใจรู้สึก แม้จะรู้ดีว่าอีกฝ่ายไม่ได้ยิน
ก็ตามแต่

"แม็ก นายเวอร์อีกแล้วนะ ใช่ว่าเราจะไม่ได้เจอกัน
อีกแล้วซะหน่อย"

ถึงแม้จะไม่ได้ยินแต่ทำไมเพื่อนสนิทอย่างเขาจะไม่รู้
ว่าเพื่อนรู้สึกเช่นไร เมื่อเห็นแม็กเวลที่มักจะร่าเริงแจ่มใส
ในโหมดซึมกระทือก็อดไม่ได้ที่จะชวนคุยปลอบใจ

"อย่าพึ่งรีบเครียดดิ ไปเครียดตอนจะสอบครูนู้น"

คอที่ตกอยู่แล้วตกลงไปอีกระดับหนึ่ง ทำให้รับรู้ชัดเจน
ว่าการพยายามปลอบครั้งแรกไม่สำเร็จผล เมื่อเห็นเช่นนั้น
เด็กหนุ่มหน้าตี๋จึงพาดแขนวางบนไหล่คนตัวสูงกว่า
เขากอดคอเพื่อนไว้สบายๆก่อนจะเอ่ย

"เอาน่า การสอบเข้าครูมันคงไม่ยากขนาดนั้นหรอก
เผลอๆนายอาจจะได้เป็นที่ปรึกษาชมรมโสตด้วยซ้ำไป
ก็เป็นประธานชมรมโสตมาตั้งหลายปีแล้วนี่นะ"
"ฉันไม่แน่ใจว่าฉันอยากจะแย่งงานครูเอลิททำ..."

อดีตหัวหน้าชมรมโสตหัวเราะแห้งๆด้วยสีหน้าซีดๆ
เมื่อนึกถึงอดีตที่มีร่วมกับครูที่ปรึกษาชมรมอย่างเอลิท

"จิณณ์ นายตัดสินใจแล้วเหรอว่าอยากจะเป็นครูสอนอะไร?"

จิณณ์ยักไหล่ทีหนึ่ง ดวงตายังคงมองอยู่ที่หน้าคู่สนทนา
ตามประสาคนโลกเงียบที่จำเป็นจะต้องอ่านปากเพื่อสื่อสาร

"งั้นมั้ง แล้วนายล่ะ?"
"ยังเลย.. ฉันหัวอ่อนจะตายนายก็รู้ จะไปสอนอะไรใครได้"
"พละไงไม่ต้องใช้สมอง"

แม็กเวลหันมองเพื่อนด้วยสายตาคอดค้อนเบาๆ แต่ดูเหมือน
เพื่อนตาใสจะไม่ได้รู้ว่าคำพูดนั้นแทงข้างหลังทะลุถึงหัวใจ

"ไม่ล่ะ ไปแย่งงานครูเกรียงไกรมีหวังโดนถีบส่งบินทะลุ
หลังคาแหงๆ"

แม้จะเล่นมุกแต่ใบหน้ากลับไม่สดใสตาม จิณณ์ที่พยายาม
จะปลอบแล้วไม่ได้ผลจึงเลือกใช้กำลังเข้าสู้(?) เขาผลัก
ศีรษะคนสูงกว่าทีหนึ่งด้วยน้ำหนักที่ไม่แรงแต่ก็ไม่นุ่มนวล

"โอ๊ย เลิกซึมได้แล้วน่า ขี้เกียจปลอบแล้วนะ ไปให้แฟนสาว
ของนายปลอบเลยไป๊"
"ไม่มีแล้ว"
"ห๊ะ?"

คนฟังขมวดคิ้วสงสัย เขารู้ว่าช่วงหลังๆนี้แม็กเวลมีแฟนและ
มักใช้เวลาร่วมกับแฟนสาวที่เป็นแฟนคลับตัวยงของรายการ
เสียงตามสาย

"โดนบอกเลิกไปแล้ว"
"ตอนไหนนั่น เมื่อวานยังเห็นเดินด้วยกันอยู่เลย"
"ก่อนนายมาแป็ปนึง"
"....."

บรรยากาศผลันเงียบลงทันใด เมื่อวานยังเห็นรินชาร้อนเสิร์ฟ
กันหวานแหววทั้งๆที่อากาศสุดจะร้อน และที่ร้อนยิ่งกว่านั้น
คือสายตาคนรอบข้างที่อิจฉาคนมีคู่ แล้วเหตุใดเล่าเรื่องราว
มันถึงจบลงเร็วไวเช่นนี้

"ท ทำไมล่ะ?"
"เธอบอกว่าฉันบ้างานจนไม่สนใจเธอ ขืนคบฉันต่อไปอนาคต
ฉันก็คงเป็นสามีบ้างานที่ทิ้งภรรยาไว้ที่บ้านเพียงลำพัง"

แม็กเวลเลิกมองทิวทัศน์และหันมามองเพื่อนที่นั่งอยู่ข้างๆแทน
ดวงตาสองคู่มองสบกัน คนโดนแฟนทิ้งมองเห็นความลำบากใจ
ในดวงตาสีดำสนิท ท่าทีของจิณณ์ดูเลิ่กลั่กด้วยความอยากช่วย
เหลือแต่ไม่รู้ต้องพูดอย่างไร แม็กเวลหัวเราะน้อยๆให้ท่าทางนั้น
คราวนี้เขาเป็นคนเริ่มพาดแขนโอบไหล่เพื่อนบ้าง

"ฉันไม่ได้ซึมเรื่องนี้สักหน่อย แค่ดีดนิ้วทีเดียวก็หาใหม่ได้แล้ว"

คนตัวสูงหัวเราะร่าเสียงดังจนคนรอบข้างต้องหันมอง แต่เขา
หาได้สนใจไม่ และคนรอบข้างก็ไม่ได้สนใจเป็นพิเศษเช่นกัน
ไม่มีใครในโรงเรียนที่ไม่รู้จักประธานชมรมโสตทัศนศึกษา
อย่างเขา และทุกคนก็รู้ดีว่าการกระทำประหลาดๆกับแม็กเวล
เป็นของคู่กันที่ไม่สามารถแยกออกจากกันได้ จิณณ์เบ้ปาก
มองด้วยสายตาเอือมระอา

"ก็เจ้าหล่อนเข้ามาสารภาพรักเพราะบอกว่าหลงใหลในตัว
ประธานชมรมโสต แต่พอฉันทำงานชมรมก็มาบอกว่าฉัน
สนใจแต่งาน คนหล่อละไม่รู้จริงจริ๊งว่าต้องทำยังไง
ก็ฉันกำลังจะเรียนจบแล้วเลยต้องเร่งสอนงานประธาน
คนถัดไป เรื่องแค่นี้น่าจะเข้าใจได้ไม่ใช่รึไง"

แม้คำพูดจะติดตลกแต่ลักษณะการกร่นเสียงออกจะติด
ความขุ่นเคืองใจอยู่บ้าง จิณณ์ปล่อยให้เพื่อนบ่นโดยที่
ตั้งใจอ่านริมฝีปากอยู่ตลอดแม้จะทำท่าทีเหมือนไม่ได้
ตั้งใจฟังก็ตามแต่

"แต่ก็ดีเหมือนกันที่ถูกทิ้ง"
"ดียังไง?"

รอยยิ้มกว้างเผยขึ้นบนใบหน้าคนถูกทิ้งไว้กลางทาง

"หึหึหึ นายไม่รู้อะไรเอาซะเลยนะ"
"เอ้า รู้อะไรล่ะ"
"พวกเราเรียนจบแล้ว ไม่ใช่เด็กนักเรียนมัธยมปลาย
อีกต่อไปแล้ว นั่นแปลว่าฉันจะได้เจาะกลุ่มสาวๆ
วัยทำงานที่มากไปด้วยทรัพย์ ฉันจะนั่งในรถสปอต
คันสวยของพวกเธอแล้วก็ชมพระอาทิตย์ตกดินด้วยกัน"

ไม่พูดเปล่า เขาเขย่าไหล่เล็กกว่าด้วยท่าทีแสนตื่นเต้น
ท่าสะดีดสะดิ้งนั้นทำเอาจิณณ์รู้สึกผิดที่คิดปลอบใจ
ตั้งแต่แรก ไม่ว่ายังไงคนเพี้ยนก็ยังคงเป็นคนเพี้ยนอยู่
วันยังค่ำสินะ

"เดี๋ยวว นายกะไม่ทำงานทำการแล้วเรอะ"
"ทำสิ อาชีพ 'สามีที่ดี' ไง"
"นี่มันกะเกาะรับประทานเห็นๆเลยไม่ใช่เร้อ"

แม็กเวลแลบลิ้นมุมปากระหว่างยกมือขึ้นเคาะศีษระ
เบาๆด้วยท่าทีที่เขาคิดเอาเองว่ามันน่าจะน่ารัก
แต่แน่นอนว่าสิ่งที่ได้กลับคือสายตาว่างเปล่า
เด็กหนุ่มผมดำถอนหายใจเบาๆครั้งหนึ่ง

"ระวังเถอะ รักใครจริงๆแล้วเขาจะไม่เอานาย"
"เฮ้ยยยย อย่าพูดแบบนั้นสิ อ๊ากกก"

เสียงตะโกนโวยวายดังขึ้น เด็กหนุ่มยกมือขึ้น
ปิดหูพร้อมกันดิ้นพราดราวกับปลาไม่ได้น้ำ
จิณณ์เหนื่อยใจกับท่าทางที่เกินพอดีนั้น แต่คิดว่า
การห้ามปราบอาจจะทำให้เหนื่อยกว่า เลยปล่อย
ให้ปลาแม็กขาดน้ำดิ้นอยู่แบบนั้น

"พี่ตาล~~"

เสียงใสดังขึ้นจากอีกฝั่ง คนที่หันหาต้นเสียงไม่ใช่
เจ้าของชื่อ แต่คือแม็กเวลที่สามารถได้ยิน เขาหันกลับ
ไปบอกคนที่นั่งทำหน้าฉงน

"ครอบครัวนายมารับแล้ว"

จิณณ์ชะโงกหน้ามองจึงพบว่ามีชายหญิงวัยกลางคน
กำลังเดินมาทางพวกเขา รอบตัวพ่อแม่มีเด็กสาว
ตัวเล็กน่ารักสองคน คนนึงจับมือคุณพ่อ ส่วนอีกคน
จับมือคุณแม่ ทั้งสองคนมีหน้าตาเหมือนกันไม่มีผิด
ทันทีที่เห็นพี่ชาย เด็กสาวทั้งสองคนก็ปล่อยมือ
ผู้ปกครองและวิ่งเข้ามาโอบกอดพี่ชายที่ไม่ได้พบ
กันมาสักระยะหนึ่งแล้ว จิณณ์กอดน้องด้วยรอยยิ้ม
แสนคิดถึง เพื่อนผมทองยิ้มมองภาพนั้นเงียบๆก่อน
จะหันไปยกมือไหว้ชายหญิงที่เดินตามมา

"สวัสดีครับคุณพ่อคุณแม่"
"สวัสดีจ๊ะแม็ก มารยาทดีเหมือนเดิมเลยนะ"

แม็กเวลยิ้มหวานแสนสุภาพ บรรยากาศวิ้งวับรอบตัว
เพื่อนทำเอาจิณณ์ได้แต่กรอกตาไปมา ไม่รู้ว่าวิญญาณ
ลิงที่สิงอยู่จนถึงเมื่อครู่นี้หลุดหายไปไหนแล้ว ถึงได้
กลายมาเป็นพ่อเทพบุตรมารยาทดีไปเสียได้

"คุณพ่อคุณแม่สบายดีกันหรือเปล่าครับ? เจ้าตัวเล็กทั้งสอง
ดูเหมือนจะสูงขึ้นนิดหน่อยแต่ก็ยังน่ารักสดใสเหมือนเดิมเลย"
"แหม หนูแม็กนี่น่ารักจริงๆ ลูกน่าจะเอาเป็นแบบอย่าง
บ้างนะตาล"
"นายควรจะฟังที่คุณแม่พูดนะตาล"
"ไอ้..."

แม็กเวลกลั้วหัวเราะชอบใจเสียงดัง ริมฝีปากที่เม้มแน่น
แสนคันปากอยากจะด่าแต่ก็ด่าไม่ได้เพราะอยู่ต่อหน้า
ผู้ปกครองนั้นทำให้รู้สึกสนุกเกินทน เสียงนั้นหัวเราะ
ชอบอกชอบใจจนเริ่มเหนื่อย จากนั้นจึงหันคุยกับ
ผู้หลักผู้ใหญ่อีกครั้ง

"ถ้าเช่นนั้นผมไม่กวนเวลาครอบครัวแล้วนะครับ
ผมขออนุญาตขอตัวครับ"

เด็กหนุ่มก้มหัวไหว้อย่างนอบน้อมด้วยรอยยิ้มสดใส
เขาหันหลังหวังจะเดินจากไปแต่โดนเพื่อนรั้งไว้ก่อน

"แม็ก!!"

เจ้าของชื่อหยุดการเคลื่อนไหว เขาหยุดนิ่งครู่หนึ่ง
ก่อนจะเหลียวหาคนเรียก

"เย็นนี้เจอกันที่งานเลี้ยงนะเพื่อน"

เสียงนั้นตะกุกตะกักนิดหน่อยเพราะคนพูดเองไม่ได้
ตั้งใจพูดออกมา บางทีเขาก็ปากไวกว่าใจคิดอยู่บ้าง
แต่แผ่นหลังของเพื่อนที่กำลังจะจากไปในวันสุดท้าย
ของชีวิตเด็กมัธยมปลายนั้นทำให้เขารู้สึกโหวงใจ
อย่างบอกไม่ถูก ดวงตาสีดำสนิทสบมองรอคำตอบ
สลับกับมองซ้ายมองขวาอย่างไม่มั่นใจนัก


"อืม"

เด็กหนุ่มผมทองคลี่ยิ้มตอบรับเรียบง่าย มันไม่ใช่
รอยยิ้มแสนหวานที่ใช้กับผู้ใหญ่ ไม่ใช่รอยยิ้มที่
เจิดจรัสน่ามอง แต่เป็นเพียงรอยยิ้มเบาบางที่ออก
มาจากใจจริง แม็กเวลหันหลังวิ่งจากไปอีกครั้ง
โดยปล่อยให้ครอบครัวได้ใช้เวลาร่วมกันพร้อมหน้า
พวกเขามีเวลาค่อนวันกว่าจะถึงงานเลี้ยงพิธี
จบการศึกษา ในช่วงเวลานี้เป็นเวลาที่เปิดให้
ผู้ปกครองได้พาลูกหลานไปเลี้ยงฉลองกันอย่าง
หอมปากหอมคอก่อนที่จะปล่อยให้นักเรียน
ได้เลี้ยงฉลองกับเพื่อนๆเพื่อสร้างความทรงจำ
วันสุดท้ายภายในโรงเรียนแห่งนี้ แม้จิณณ์จะ
ตัดสินใจสมัครงานต่อภายในโรงเรียนแต่เขา
ก็ยังอดที่จะใจหายไม่ได้ที่จะไม่ได้เจอหน้า
เพื่อนร่วมชั้นหลายๆคน

เขาพาครอบครัวเดินไปยังทางออกโรงเรียน
ซึ่งระยะทางที่ไกลนี้ทำให้เขาได้บอกเล่าหลายๆ
เรื่องให้กับผู้ปกครองได้รับรู้ ทั้งเรื่องเกี่ยวกับ
เพื่อนที่จะไปเรียนต่อต่างประเทศ เพื่อที่จะไป
เดินทางเพื่อค้นหาตัวเอง และ...

และทันใดนั้นเองที่ดวงตาสีดำได้สบเข้ากับอะไร
บางอย่างที่ทำให้การสนทนาต้องหยุดชะงักลง
ไม่ใช่เพียงเท่านั้น เล่นเอาลืมหายใจไปเลยด้วยซ้ำ
เด็กหนุ่มอ้าปากพะงาบๆ น้องสาวตัวเล็กที่เห็นพี่ชาย
ที่ยืนตาค้างอยู่จึงหันตามด้วยความสงสัย ภาพที่
พวกเขาเห็นคือภาพเด็กหนุ่มผมทองมีนามว่าแม็กเวล
ลิงแม็กเวลที่จิณณ์มักจะเรียกคนนั้นกำลังยืนคุยอยู่กับ
หญิงสาวสวมแว่นกันแดดสีดำคนหนึ่ง แต่มันจะไม่แปลก
เลยถ้าคนที่แม็กเวลกำลังยืนคุยหน้าแป้นอยู่นั้นไม่ได้

'นั่งอยู่บนรถสปอตคันหรูสัญชาติอิตาลี่อย่างรถเฟอรารี่
สีแดงสด'

ระยะที่ไกลห่างทำให้ไม่สามารถมองใบหน้าหญิงสาวบนรถ
ได้ชัดเจน รวมถึงไกลเกินกว่าที่จะสามารถอ่านปากได้
สิ่งที่เขาเห็นมีเพียงรอยยิ้มของแม็กเวลเท่านั้น จากนั้นไม่นาน
เด็กหนุ่มผมทองก็เปิดประตูและขึ้นนั่งบนรถเฟอรารี่เปิดประทุน
ด้วยท่าทีแสนเป็นกันเอง รถคันหรูเคลื่อนตัวออกไปต่อหน้าเพื่อน
ที่ยังคงอึ้งตะลึงใจ

"เอาจริงดิ..."




TBC ๐ ๐ ๐


แก้ไขล่าสุดโดย DJ. Alex Lam เมื่อ Fri 06 May 2016, 16:03, ทั้งหมด 1 ครั้ง

Signature ------------------------------------------------>
My enemy's me, I don't know how to fight

DJ. Alex Lam
นักการทูตประจำโรงเรียน

INFO. Maxwell Sonner
Ore Ore : 24
Spirit Point : 23820
CHIPS +150 K


ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Lesson 40 - Mawxell side

ตั้งหัวข้อ  DJ. Alex Lam on Tue 03 May 2016, 14:33

Part 2:
ณ.ภัตตาคารอาหารฝรั่งเศษแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ภายใน
โรงแรมเครือดังของสารขัณฑ์ พนักงานชุดสุภาพออกมา
ต้อนรับชายหญิงด้วยรอยยิ้มพิมพ์ใจ เธอนำทางไปยัง
โต๊ะขนาดพอเหมาะสำหรับแขกสองคน บรรยากาศ
ภายในร้านเงียบสงบแม้จะยังอยู่ในช่วงเวลาอาหาร
กลางวัน ซึ่งเป็นบรรยากาศที่คุ้นเคยดีสำหรับภัตตาคาร
มีระดับเช่นนี้ หญิงสาวบริการลากเก้าอี้เชื้อเชิญให้แขกนั่ง
ก่อนจะพูดคุยเล็กน้อยเป็นการต้อนรับ บริกรสาวมอง
เด็กหนุ่มผมทองจมูกโด่งที่ดูยังไงก็เป็นชาวต่างชาติเลือดแท้
แต่กลับพูดภาษาไทยสำเนียงชัดเจน ทางฝ่ายหญิงสาว
ผู้โต้การสนทนาเองก็พูดภาษาไทยด้วยไวยากรณ์ที่แม่นยำ
ไม่แพ้กันแม้เรือนผมเจ้าหล่อนจะเป็นสีสว่างของชาวตะวันตก
ก็ตามแต่ พวกเขาดูเข้าขาเหมาะสมกันราวกับภาพจากภาพยนต์
ค่ายยักษ์จากอีกฝากของมหาสมุทร

"ทางเรามีโปรโมชั่นสำหรับคู่รักนะคะ ถ้าสั่งอาหารเซ็ต
เดียวกันจะได้ส่วนลดพิเศษจากทางร้าน"

บริกรสาวเสนอแนะด้วยความหวังดี หากกลับไม่ได้ผลตอบรับ
ที่ดีนัก เสียงเจื้อยแจ้วที่มีผลันเงียบงัน ลูกค้าทั้งสองมองหน้า
กันเงียบๆ ก่อนที่หญิงสาวผมสั้นจะถอดแว่นตาดำอันใหญ่ออก
เผยให้เห็นดวงตากลมโตสีมะนาวใส แม้จะมีเพียงรอยยิ้มเบา
บางติดใบหน้าแต่มันก็เพียงพอที่จะทำให้ดวงหน้านั้นอ่อนหวาน
น่ามอง เสียงใสเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสุภาพ

"ต้องขอโทษด้วยนะคะ แต่พวกเราคงรับข้อเสนอนั้นไว้ไม่ได้"
"เอ๋?"

หญิงสาวบริกรไม่แน่ใจว่าตัวเองทำอะไรผิดไปหรือเปล่า
เธอหันมองปฏิกริยาของเด็กหนุ่มผมทอง ทางด้านเด็กที่นั่งอยู่
เห็นบริกรแสดงสีหน้าเหลอหลาก็อดไม่ได้ที่จะกลั้วหัวเราะน้อยๆ
เขามองหญิงสาวที่มาด้วยกันครู่หนึ่งก่อนจะหันหาบริกรสาว
ด้วยสีหน้าเป็นมิตร

"เรารับเอาไว้ไม่ได้.. เพราะเธอเป็น"แม่"ผมน่ะครับ"

บริกรยืนนิ่งราวกับสารที่ได้รับทำเอากลไลสมองขัดข้องชั่วคราว
ทันทีที่สติกลับคืนเธอก็หันควับมองหญิงสาวผมสั้นที่ดูยังไงก็ไม่น่า
จะอายุถึงเลขสาม แถมพวกเขาดูอายุไม่น่าห่างกันเกินสิบปีด้วยซ้ำ
เหมือนคู่รักต่างโรงเรียนที่นัดเดทกันในร้านอาหารหรูที่มาจากน้ำพัก
น้ำแรงของการทำงานพิเศษมากกว่าที่จะเป็นแม่ลูกกัน หญิงสาวบริกร
ถือวิสาสะมองลูกค้าด้วยสายตาวินิจวิเคราะห์อีกครั้ง เด็กหนุ่มที่ยิ้มแป้น
ให้อยู่ตอนนี้อยู่ในชุดที่ดูคลับคล้ายคลับคลาจะเป็นชุดผู้ป่วยของ
โรงพยาบาล เพราะความร่าเริงกระฉับกระเฉงของเด็กหนุ่มทำให้
มองข้ามเครื่องแต่งกายไปสนิท

ส่วนฝั่งของสาวน้อยหน้าหวานนั้นอยู่ในชุดกระโปรงลำลองตัวยาว
แม้จะไม่ได้สูงเพรียวแต่ก็มีหน้าอกหน้าใจที่ตอบโจทย์ทดแทนความสูง
แต่นอกจากหน้าอกที่เย้ายวนแล้วเธอก็ดูกริยามารยาทเรียบร้อยทั้ง
วาจาและกริยา ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็ดูไม่เหมือนคนที่จะมีบุตรแต่
วัยเยาว์ได้เลย พวกเขายังไม่ได้หน้าคล้ายกันด้วยซ้ำ

คนที่นึกขึ้นได้ว่ากำลังสอบสวนชีวิตส่วนตัวลูกค้าแบบเจาะลึกรีบส่ายหน้า
สะบัดความคิดออกจากหัว เธอยืนเงียบปล่อยให้ลูกค้าเลือกอาหาร
จนกว่าจะพอใจ จากนั้นจึงรับออเดอร์และรีบสาวเท้าปลีกตัวออกไป
เด็กชายผมทองชะโงกหน้ามองคนที่เดินด้วยจังหวะเร็วกว่าปกติเล็กน้อย

"อุ๊บ..."

เขายกมือขึ้นป้องปากที่หลุดขำออกมาอย่างช่วยไม่ได้ แต่ก็ไม่อยาก
ให้บริกรสาวได้ยินเพราะไม่ได้มีเจตนาจะล้อเลียนแต่อย่างใด

"แม็กครับ อย่าไปหัวเราะเขาสิ"
"ก็หน้าตาพี่สาวตอนตกใจมันตลกนี่นา"

แม็กเวลพยายามกลั้นหัวเราะ เขาหายใจเข้าเฮือกใหญ่เพื่อปรับ
อารมณ์ให้กลับมานิ่งสงบ อีกฝ่ายที่ถึงแม้จะบอกเตือนแต่ใบหน้า
กึ่งจะยิ้มกึ่งจะนิ่งนั้นก็เป็นตัวบอกชัดเจนว่ารู้สึกขำขันไม่น้อย
ไปกว่ากัน พวกเขาพยายามเก็บเสียงท่ามกลางร้านอาหารเงียบสงบ
อยู่พักใหญ่ คนเป็นผู้ใหญ่กว่าตัดสินใจเปลี่ยนหัวข้อการสนทนา
หวังเบนความสนใจไปหาสิ่งอื่น

"ขอโทษนะที่ลืมให้เปลี่ยนชุดก่อนออกมา เมื่อครู่เหมือน
จะโดนมองด้วยสายตาที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่..."

เสียงใสแสดงออกความรู้สึกผิดอย่างเปิดเผย ดวงหน้าหวาน
เหงาหงอยลงเล็กน้อย เด็กชายยิ้มตอบปลอบประโลม

"วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่แม็กจะได้ใส่ชุดนักเรียนนี้ แม็กอยากใส่มัน
เองแหละฮะ อีกอย่าง.. มันก็เป็นชุดที่ม๊าเป็นคนออกแบบด้วย"

แม็กเวลในชุดนักเรียนควิ้นท์ฉีกยิ้มกว้างแสนสดใส ความสดใส
ที่มีเผยแพร่ไปถึงคนตรงข้ามที่ทำอะไรไม่ได้นอกจากเผยยิ้มตาม
เธอยกนิ้วเกาแก้มเนียนใสเบาๆเป็นการแก้เขิน ถึงแม้จะเป็นถึง
'ผู้ออกแบบชุดนักเรียนควิ้นท์' แต่เธอในตอนนี้ก็ดูเป็นเพียง
สาวน้อยธรรมดาคนหนึ่งที่ได้แต่ยิ้มแหยๆเพราะไม่รู้จะทำตัว
อย่างไรกับความปากหวานของ 'ลูกชาย' เพราะมัวแต่เก้อกัง
จึงทำให้ไม่ทันมองสีหน้าคู่สนทนาที่หม่นหมองลง

"แม็กไม่สบาย.. ใส่ชุดคนป่วยก็ถูกต้องแล้วนี่ฮะ.."

ทันใดนั้นเองที่เขาสัมผัสกับความอุ่นบนหลังมือใหญ่ มือเล็ก
บีบกุมมันเอาไว้แน่น ดวงตาสีเทาเงยขึ้นสบเจ้าของมือน้อย

"แม็กดีขึ้นตั้งเยอะแล้วนะครับ ทุกอย่างจะผ่านไปด้วยดีนะ
ไม่ว่าจะม๊า ผอ. หรือเพื่อนๆก็ต่างเชื่อมั่นในตัวแม็กนะครับ"

ถึงแม้จะโดนบีบมือจนแน่นแต่ไม่ได้รู้สึกถึงความเจ็บปวด
เขากลับรู้สึกถึงกำลังใจและความอบอุ่น แม็กเวลบีบมือ
กลับสื่อว่าความรู้สึกได้รับได้ส่งตรงไปถึงดวงใจแล้ว
สาวน้อยถอนหายใจโล่งอกก่อนจะค่อยๆปล่อยมือออก

"การเตรียมสอบครูเป็นยังไงบ้างเหรอครับแม็ก?"
"....."

ด้วยความหวังดีจึงพาเปลี่ยนหัวข้อการสนทนา แต่ดูเหมือน
จะเลือกหัวข้อได้ไม่ถูกใจคนฟังเสียเท่าไหร่ หยาดเหงื่อใส
ผุดขึ้นตามขมับ มันเป็นเรื่องง่ายที่จะบอกเล่าให้เพื่อนฟัง
แต่คงไม่มีเด็กคนไหนอยากพูดเรื่องไม่ดีของตนให้
ผู้ปกครองรับฟัง เขาอ้ำอึ้งเล็กน้อยแต่ก็ตัดสินใจพูด
ออกมาในที่สุด

"ไม่ดีเลยฮะ.. ไม่มีความมั่นใจสักนิดเลยว่าจะสอบครูผ่าน
แถมถึงสอบผ่านไปก็คิดว่าตัวเองไม่น่าจะสอนใครได้.."

เด็กหนุ่มกลืนน้ำลายเอือกใหญ่เหมือนเด็กที่กระทำความผิด
หากผลตอบรับที่ได้กลับเป็นเสียงหัวเราะสบายๆของผู้ปกครอง

"ก็คิดไว้แล้วละนะ ว่าอย่างแม็กคงสอนใครไม่รอดหรอก ฮะๆๆ"

ถึงประโยคจะแทงใจอยู่บ้างแต่มันก็ไม่ได้ถูกเอ่ยด้วยน้ำเสียง
ตำหนิ สาวน้อยหยิบกระเป๋าถือใบใหญ่ขึ้นควานหาอะไรบางอย่าง

"ขอโทษแล้วกันฮะที่เป็นถึงลูกบุญธรรมของเจ้าของโรงเรียน
แต่กลับไม่มีปัญญาจะช่วยเหลือโรงเรียนได้แบบนี้"

แม็กเวลกอดอกพร้อมทั้งเบ้ปากยื่นและสะบัดหน้าหนี ท่าที
ราวกับสาวน้อยเง้องอนทำให้คนเป็นแม่บุญธรรมขำหนักยิ่ง
กว่าเก่า 'เจ้าของโรงเรียน' ใช้มือหนึ่งกุมท้องไว้ขณะที่ยื่น
ซองกระดาษให้อีกฝ่าย

"ฮะๆๆ ใครบอกว่าแม็กไม่มีปัญญา ให้ปลาฝึกปีนต้นไม้ไป
มันก็ไม่ได้อะไรหรอกค่ะ แม็กแค่ต้องหาสิ่งที่เหมาะสมกับ
ตัวเองให้เจอก็เท่านั้น"
"ซองนี้คือ?..."

เด็กชายรับซองกระดาษมาถือไว้ทั้งๆที่ใบหน้ายังเบี้ยวบูด
เขาเปิดปากซองและหยิบกระดาษขาวออกมาคลี่อ่าน

"มันคือสิ่งที่ม๊าคิดว่าน่าจะเหมาะกับแม๊ก แต่มันจะเหมาะสม
จริงหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของแม็กเองนั่นแหละนะ"

ทันใดนั้นเองที่ดวงตาสีเทาเบิกกว้าง มือใหญ่สั่นคลอน
เป็นผลจากเนื้อความจากกระดาษในมือ เขาไล่สายตา
อ่านคร่าวๆครั้งหนึ่งก่อนจะกรอกสายตาไปขึ้นหัวกระดาษ
และเริ่มอ่านเนื้อความทั้งหมดใหม่อีกครั้งเพื่อเช็คให้แน่
ใจว่าตัวเองอ่านถูกต้องแล้วจริงหรือเปล่า

"ม ม๊า!!.. แต่นี่มันหนักกว่าการเป็นครูอีกนะฮะ!!"
"ถึงจะเป็นลูกชายแต่ม๊าก็ไม่ให้แม็กใช้ชีวิตอยู่ใน
โรงเรียนเฉยๆหรอกนะ"
"แม็กไม่ได้หมายความแบบนั้น แม็กหมายถึงว่านี่มัน
เกินกว่าที่แม็กจะจัดการรับมือไหว!!"

แม็กเวลลนลานจนเผลอเพิ่มระดับเสียงโดยไม่รู้ตัว
เขามองกระดาษสลับกับใบหน้าคนที่นับถือเป็นแม่

"ไม่ได้จะให้ทำงานวันนี้พรุ่งนี้พรุ่งนี้ซะหน่อยค่ะ
แค่เสนอให้เฉยๆ ถ้าคิดว่าไม่ไหวก็ไม่ต้องฝืนหรอกนะ"

หญิงสาวหาได้กดดันหรือบีบบังคับ เธอยื่นมือหวัง
ลูกศีรษะปลอมประโลมแต่ระยะห่างที่นั่งทำให้
เอื้อมไม่ถึง เด็กชายที่เห็นเช่นนั้นจึงยื่นศีรษะเข้าหา
ยินยอมให้ลูบราวกับเป็นเรื่องปกติ มือเล็กลูบไล้
เรือนผมสีทองสว่างเบามืออย่างถนุถนอม สัมผัส
อบอุ่นทำให้ใจที่เคยร้อนรนเย็นลงบ้าง เด็กชาย
เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงไม่มั่นใจ

"ทำไม.. ถึงเป็นแม็กล่ะ?"

คนฟังคลี่ยิ้มอ่อนโยน เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงอุ่นนุ่ม

"ฟังม๊านะครับ... หน้าที่นี้เป็นหน้าที่ที่เราจะได้เป็น
ตัวแทน 'เสียง' ของทางโรงเรียน เป็นคนที่จะสานสัมพันธ์
ระหว่างโรงเรียนและโลกภายนอกเข้าด้วยกัน ตลอดเวลา
ที่แม็กเรียนอยู่นั้นแม็กได้เป็นตัวแทน 'เสียง' ของนักเรียน
อยู่เสมอไม่ว่าแม็กจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นตัวแทน
ในการสื่อสารระหว่างนักเรียน หรือจะเป็นความรู้สึกที่แม็ก
ได้ถ่ายทอดผ่านทางเสียงให้ทุกคนได้รับรู้ งานนี้มีความ
คล้ายคลึงกับงานหัวหน้าชมรมโสตที่แม็กได้ทำมาตลอด
เพราะฉะนั้น เรเน่ กิลเล็ต จึงคิดว่า แม็กเวล ซอนเนอร์
เหมาะสมกับตำแหน่งนี้มากกว่าใคร"

เด็กชายแสดงสีหน้าสับสนชัดเจน ถึงจะคิดว่าไม่สามารถ
ทำได้อย่างแน่นอนหากประโยคที่ได้ยินนั้นกลับจุดประกาย
ความหวังภายในใจ ส่วนหนึ่งในใจกำลังกู่ร้องอยากยอมรับ
แต่อีกใจก็กลัวทำไม่ได้ ริมฝีปากเรียวเม้มแน่นด้วยความ
ตึงเครียด

"ไม่ต้องรีบตัดสินใจหรอกค่ะ เก็บไว้ค่อยๆคิดเถอะนะ"

เรเน่ดันกระดาษในมือใหญ่เข้าหาตัวเด็กชายเป็นการบอกย้ำ
เธอไม่ได้คาดหวังว่าเขาจะตอบรับข้อเสนอ ไม่ว่าเด็กหนุ่ม
จะตอบรับหรือเปล่า สอบครูผ่านหรือไม่ มันก็ไม่ได้สำคัญ
อะไรกับเธอเลย คนเป็นแม่เพียงอยากแนะนำหนทางเพื่อ
ให้ลูกได้ตามหาเส้นทางความสุขและอนาคตของตนเอง
ต่อให้เขาไม่ตอบรับรวมทั้งสอบครูไม่ผ่าน แต่ถ้าแม็กเวล
สามารถค้นหาสิ่งที่สามารถทำได้อย่างมีความสุขแล้วละก็
เท่านั้นก็เพียงพอสำหรับเธอแล้ว

เด็กหนุ่มสอดซองจดหมายเข้ากระเป๋าเสื้อด้วยท่าทีสงบลง
ระหว่างนั้นเองที่บริกรสาวกลับมาพร้อมจานใบใหญ่สองใบ
เธอวางจานเสิร์ฟอาหารแสนเบามือ แม้จานสีขาวจะใบใหญ่
แต่อาหารในจานมีเพียงเล็กน้อยกระจุ๋มกระจิ๋ม เนื้อปลาชั้นดี
ถูกจัดวางตกแต่งสวยงามราวกับภาพศิลปะ มันคืออาหารจาน
เรียกน้ำย่อยสำหรับเมนูฟูลคอร์สประจำร้านแห่งนี้

"ความจริงม๊าไม่ต้องพาแม็กมาทานอาหารฝรั่งเศษก็ได้นะฮะ
แม็กทาน fast food ง่ายๆก็ได้"

เด็กชายพูดระหว่างหยิบเลือกหยิบส้อมและมีดหลายขนาด
ที่วางอยู่สองข้างของจาน เขาเลือกหยิบอุปกรณ์ทานอาหาร
ได้อย่างถูกต้องตามกฏมารยาทการรับประทานอาหาร
รวมทั้งไม่ได้แสดงท่าทีตื่นเต้นกับอาหารจานสวยเป็นพิเศษ
ทั้งๆที่แม็กเวลกับมารยาทบนโต๊ะอาหารดูเหมือนจะไม่ใช่
เรื่องที่จะไปด้วยกันได้ทว่าทุกการปฏิบัติกลับเป็นไปอย่าง
คล่องแคล่ว เด็กชายเลือกใช้คำว่า 'ร้านอาหารฝรั่งเศษ'
แทนที่จะเป็น 'ร้านอาหารหรู' หรือ 'ร้านอาหารดีๆ'
คำพูดเป็นตัวบ่งบอกให้รู้ว่าสำหรับเขาแล้วสถานการณ์
ที่มีอยู่เป็นเพียงเรื่องธรรมดาทั่วไป

"ตราบใดที่อยู่กับม๊า ม๊าจะไม่ปล่อยให้แม็กทานอาหาร
ไม่มีประโยชน์แบบนั้นหรอกนะคะ"

เสียงใสเอ่ยนิ่งเรียบ เธอมองตาขวางตามประสาแม่ที่เป็น
ห่วงสุขภาพระยะยาวของลูก

"แฮะๆๆ..."

ลูกชายหัวเราะแห้งๆเนื่องจากใจจริงแล้วชื่นชอบอาหาร
fast food เป็นที่สุด แม้ที่โรงเรียนจะไม่ค่อยมีให้ทาน
แต่เขาก็มีโอกาสได้ทานบ่อยๆเวลาอาศัยอยู่ที่บ้าน
อะไรเล่าจะดีไปกว่าแฮมเบอร์เกอร์ที่ทั้งนุ่มลิ้นทานง่าย
แถมยังสั่งปุ๊บได้ปั๊บราวกับเวทมนต์ สาวน้อยหั่นเนื้อปลา
ชิ้นเล็กขึ้นชิมก่อนจะเผยรอยยิ้มน้อยๆด้วยความพอใจ
ในรสชาติ ทั้งสองนั่งลิ้มรสอาหารกันเงียบๆครู่หนึ่ง

"ม๊าฮะ"

ดวงตาสีมะนาวเงยขึ้นมองเด็กชายผู้กำลังหยิบกระดาษ
เช็ดเศษอาหารริมปาก เขาเว้นระยะเล็กน้อยราวแสดง
ถึงความลำบากใจ

"ม๊ามาหาแม็ก.. เพราะรู้ว่าพ่อของแม็กจะมาไม่ได้เหรอฮะ?"

คนฟังชะงักนิ่งเงียบ เธอไม่ได้คาดคิดว่าประโยคน้อยเนื้อ
ต่ำใจเช่นนี้จะหลุดออกจากปากคนคิดบวกมองโลกในแง่ดี
อย่างเจ้าลูกชายแสนซน ดูเหมือนเขาจะโตขึ้นแล้วสินะ
เรเน่วางมีดส้อมลงบนโต๊ะก่อนเอ่ยตอบด้วยรอยยิ้ม

"ม๊ามาหาแม็กเพราะว่าม๊าอยากแสดงความยินดีกับแม็ก
ไม่มีอะไรมากกว่านั้นหรอกครับ"

เสียงนั้นเอ่ยขึงขังส่งตรงจากใจจริง ดวงตาทั้งสองสบประสาน
มองกันอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่เด็กชายจะเป็นฝ่ายหันมองทางอื่น
ใบหน้าที่มักสดใสติดรอยยิ้มเพียงเจือจาง

"เป็นอะไรรึเปล่าครับ? วันนี้ดูซึมๆยังไงก็ไม่รู้"

คนเป็นแม่ถามด้วยความเป็นห่วง แม้ตั้งแต่รู้จักกันมาพวกเขา
จะไม่ได้เห็นหน้าคาดตากันบ่อยนัก แต่ด้วยความที่แม็กเวล
มักจะเป็นคนแสดงความรู้สึกทางสีหน้าอย่างตรงไปตรงมา
อยู่เสมอ มันจึงไม่ยากนักที่จะคาดเดา

"หลายๆเรื่องน่ะฮะ อยู่ๆชีวิตก็เปลี่ยนไปอีกขั้น
มีสิ่งมากมายที่ต้องตัดสินใจเกี่ยวกับตัวเอง"
"ก็แม็กโตเป็นหนุ่มแล้วนี่นะ"

เรเน่ดันตัวขึ้นเพื่อขยี้เรือนผมสีทองที่ยุ่งเหยิงอยู่แล้ว
ให้ยุ่งมากกว่าเก่า แม้ปากจะบอกว่าอีกฝ่ายโตเป็นหนุ่ม
แต่การปฏิบัตที่มีให้ยังเป็นไปด้วยความเอ็นดูถนุถนอม

"โถ่ ม๊า~ อย่าพูดอย่างทำอย่างสิฮะ แม็กตัวสูงกกว่า
ม๊าแล้วนะ แม็กโตแล้วจริงๆนะ!!"
"จ้าๆ~"

มือเล็กยังวุ่นอยู่กับการเล่นเรือนผมสีทองฟูฟ่อง
เด็กหนุ่มหน้ามุ่ยปากยื่นแต่ก็ไม่ได้ห้ามปรามแต่อย่างใด
เมื่อได้แกล้งจนพอใจแล้วล้มตัวลงนั่งอีกรอบด้วยใบหน้า
อิ่มสุข

"ม๊าฮะ.."
"ครับ?"
"แม็กโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ถ้าวันนึงแม็กอยากแต่งงาน..
ม๊าจะไปสู่ขอเจ้าสาวให้แม็กรึเปล่าฮะ.."
"แน่นอนอยู่แล้ว!!"

เสียงใสตอบฉับไว เธอยื่นหน้าเข้าใกล้ผู้พูดด้วยดวงตา
เปล่งประกายแวววับ มือเล็กคว้าจับมือที่ใหญ่กว่ามากุมไว้

"ต้องได้แน่นอนอยู่แล้ว ต่อให้สินสอดร้อยล้านก็ยอมจ่าย!!
ว่าแต่คนๆนั้นเป็นใครเหรอคะ!?! เจ้าหญิงผู้เป็นรัชทายาท?
ลูกสาวเจ้าของอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่? หลานสาวเจ้าของ
สายการบินระดับเฟิร์สคลาส? หรือว่า...."
"เดี๋ยวๆๆๆ ม๊า!! มีคนแบบนั้นอยู่ในโรงเรียนด้วยเรอะ!!"

แม็กเวลรีบพูดแทรกขัดขวางจินตนาการที่กำลังฟุ้งซ่าน
หญิงสาวกระพริบตาปริบๆให้เป็นคำตอบ

"ขนาด 'แม็กเวล ซอนเนอร์' ยังอยู่ในโรงเรียนเลยนี่คะ"

เรเน่กลั้วหัวเราะชอบใจในท่าทีตกอกตกใจ เธอหยิบแก้วใส
ขึ้นดื่มน้ำให้ชื่นใจ

"แล้วถ้าคนที่แม็กชอบเป็นผู้ชาย.. ม๊ายังจะตอบแบบเดิม
อยู่หรือเปล่า?..."

'พรืดดดด แค่กๆๆๆๆ'

"อ อะไรนะ!!"

คราวนี้คนตกใจกลายเป็นคนที่พึ่งหัวเราะชอบใจไปหมาดๆ
สีหน้าที่เคยสงบเสงี่ยมบัดนี้แลดูบอกบุญไม่รับ น้ำจากการ
สำลักกระเด็นเปรอะเปื้อนมุมปาก เด็กชายรีบหยิบกระดาษ
เช็ดให้เร็วไว แม้จะรีบร้อนแต่เขาก็ยังปฏิบัติกับคนเป็นแม่
อย่างนุ่มนวล หญิงสาวพยักหน้าขอบคุณก่อนจะช้อนตา
มองอีกฝ่าย

"แม็กคงจะน่ารังเกียจ.. สินะฮะ"

ทันใดนั้นเองที่ดวงตาสีมะนาวเบิกกว้าง สิ่งที่เห็นคือสีหน้า
ที่แม้จะเหยียดยิ้มอยู่แต่คิ้วที่ขมวดเข้าหากันสะท้อนให้เห็น
ถึงความทรมานในจิตใจ ยิ่งพยายามจะฝืนยิ้มมากเท่าไหร่
ทุกอย่างก็ยิ่งจะดูแย่ลงมากเท่านั้น รอยยิ้มขมขื่นเช่นนั้น
เป็นสิ่งที่ไม่คู่ควรกับเด็กมัธยมปลายเลยแม้แต่น้อย
เห็นแล้วถึงกับต้องนึกย้อนว่าตัวเองสามารถแสดงสีหน้า
ซับซ้อนเช่นนี้ได้ในขณะที่เคยอายุเท่านั้นหรือไม่
ใบหน้านั้นคือสิ่งที่สามารถทดแทนคำพูดได้ทั้งหมด
ภาพที่ทิ่มแทงลึกไปถึงกลางใจทำให้คนฟังไม่สามารถ
อยู่นิ่งได้เลย

"ไม่ใช่อย่างนั้นนะ!! ม๊าขอโทษที่แสดงท่าทีไม่ดี
ม๊าก็แค่ตกใจเท่านั้นเอง มันกะทันหันมากจริงๆ!!"

เสียงใสสั่นคลอน มือทั้งสองเองก็ปัดแกว่งลนลาน

"ม๊าขอโทษนะ ไม่ว่าแม็กจะชอบใครคำตอบของม๊า
ก็จะเหมือนเดิมเสมอนะครับ เชื่อม๊านะ!!"

ตอนนี้สภาพทั้งสองแลดูเหมือนคู่รักที่มีปากเสียงกันจน
ต่างฝ่ายต่างน้ำตาคลอ มือใหญ่บีบกำมือของตนเอาไว้แน่น
เขาใช้ความกล้าเป็นอย่างมากที่จะตัดสินใจพูดมันออกมา
แม้แต่ตอนนี้ดวงใจเองก็ยังคงเต้นไม่เป็นจังหวะ

"ม๊า.. แม็กพยายามแล้ว.. พยายามที่จะคบกับพวกผู้หญิง
แต่มันเป็นไปไม่ได้.. มันก็แค่.. เป็นไปไม่ได้... พวกเธอ
บอกว่าแม็กไม่เคยมีความสนใจในตัวพวกเธอเลย"

เด็กหนุ่มยกมือขึ้นกุมหน้าผากปิดบังใบหน้าแสนสับสน
ฝ่ายคนเป็นแม่แม้จะสับสนไม่แพ้กันหากเธอก็ตัดสินใจ
ที่จะเก็บมันไว้ในใจ

"ฝืนคบกับคนที่ไม่ได้รัก มันก็ต้องเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว
ไม่ใช่เหรอ?"

น้ำเสียงอ่อนโยนเรียกความสนใจ ดวงตาสีเทาแอบ
ชำเลืองมองเล็กน้อย

"อันที่จริงแม็กก็ไม่ได้ชอบผู้ชายหรอกนะฮะ..
แต่คนที่แม็กชอบเขาดันเป็นผู้ชาย..."
"หัวใจก็ชอบเล่นตลกเป็นปกตินั่นแหละน้า~ ฮะๆๆๆ"

เรเน่ขยี้เรือนผมสีทองด้วยความเอ็นดูอย่างอดไม่ได้

"ผ ผมแม็กยุ่งหมดแล้ววว"
"ฮะๆๆๆๆๆ กลับมาโวยวายแล้วๆ"

ลูกชายวัยว้าวุ่นเงยหน้ามองคนเป็นแม่ที่ฉีกยิ้มกว้างให้
เขากำลังทำให้คนอื่นเป็นห่วง หลายครั้งแล้วที่เขาเอา
แต่คิดในมุมของตัวเอง คิดว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องโดย
ไม่ได้เหลียวมองความรู้สึกของคนรอบข้างเลย

"ขอโทษฮะ.. ที่ทำให้เป็นห่วง"
"ให้ม๊าเป็นห่วงเถอะ ม๊าอยากทำ นะ?"

รอบยิ้มหวานของเธอเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีใครปฏิเสธได้
เด็กชายได้แต่ก้มหน้าหงึกๆทีสองทีด้วยสีหน้าหงอยๆ

"ถ้ารู้สึกผิดละก็ เล่าให้ม๊าฟังหน่อยได้มั้ยว่าความสัมพันธ์
ของพวกเราไปถึงไหนกันแล้ว?"

แม็กเวลเหงื่อตกทั้งๆที่ตัวภัตตราคารเปิดแอร์เย็นช่ำ

"ค...คือ..."
"คือ?...."

คนฟังลุ้นติดขอบสนาม เธอยื่นหน้าเข้าใกล้กว่าเดิมโดยไม่รู้ตัว

"คือ..."
"คือ?...."
"คือแม็กไม่กล้าบอกเขาง่ะ"

คนเป็นแม่ถลาหน้าทิ่มไปกับโต๊ะ เด็กหนุ่มยกมือปิดหน้าปิดตา
ที่ไม่แน่ใจว่าทำเพราะเขินอายหรือกลุ้มใจตัวเองกันแน่

"แต่ในใบความประพฤติทุกเทอมเขียนว่าแม็กเป็นคนมีความ
กล้าแสดงออกนะ?"
"มันไม่ใช่เรื่องเดียวกันสักหน่อยยย~ ฮือออ"
"อ เอ๋?"

แม่ผู้ไม่เคยเห็นลูกชายในด้านแบบนี้มาก่อนจึงรู้สึกประหลาดใจ
เป็นอย่างมาก เมื่อนึกถึงแม็กเวลแล้วเธอมักจะเห็นภาพเด็กผู้ชาย
ที่สดใสร่าเริงอยู่เสมอ แม้จะโผงผางทำอะไรไม่คิดเป็นบางคราว
แต่เขาก็เป็นที่รักของผองเพื่อนอยู่เสมอ นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้เห็น
เด็กหนุ่ม 'คิด' จน 'ไม่กล้า' ที่จะลงมือทำอะไรสักอย่าง

"แล้วแม็กคิดจะทำอย่างไรต่อไปเหรอครับ?"
"แม็กอยากจะบอกให้เขารู้ว่าเขาเป็นคนพิเศษสำหรับแม็ก
แต่ถ้าเกิดพูดออกไปเราอาจจะเข้าหน้ากันไม่ติดอีกเลยก็ได้"

เรเน่แบมือบนโต๊ะตัวกลม เด็กหนุ่มมองอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะยื่นมือ
ไปจับอย่างกล้าๆเกร็งๆ มือเล็กกระชับมือของอีกฝ่ายเอาไว้หลวมๆ
จากนั้นจึงประกบมืออีกข้างเข้าจับกุม ไออุ่นที่ห่อหุ้มทำให้รู้สึก
ชื้นใจขึ้นบ้าง

"ถ้าเราลงมือทำอะไรสักอย่าง อย่างน้อยที่สุดเราก็จะได้รู้ผลสรุป
ของมัน แต่ถ้าเราไม่ทำอะไรเลย เราก็จะไม่มีวันได้รับรู้อะไรเลย"


เธอลูบหลังมือใหญ่ที่มีเส้นเลือดโนนปูดตามประสาชายโตเต็มวัย
หญิงสาวคลี่ยิ้มอ่อนโยนหวังให้กำลังใจ เมื่อสังเกตมองดูดีๆแล้ว
จึงเห็นได้ว่าใบหน้านั้นแฝงไปด้วยความอ่อนล้า เธอคงจะเร่งรีบ
เดินทางเพื่อที่จะมาให้ทันวันปัจฉิมนิเทศของลูกชาย

"ถึงผลจะเป็นยังไงก็ตาม ม๊ากับทุกๆคนก็ยังอยู่กับแม็กนะครับ"

แม็กเวลที่มัวแต่ครุ่นคิดเรื่องของตัวเองจับมืออีกฝ่ายไว้แน่น
เขาตำหนิติเตียนตัวเองในใจ ทั้งๆที่เคยพลาดพลั้งทำให้คนอื่น
เป็นห่วงจนต้องทรมาน แต่เขาก็ยังคงทำผิดซ้ำอีกหน

"ไม่เอาไม่เศร้านะ เรื่องรักวัยใสมันต้องเป็นเรื่องสนุกสิ!!"

ดวงตาสีมะนาวเปล่งประกายขึ้นอีกครั้ง เรเน่ไม่เคยมีโอกาส
ได้เล่าเรียนชั้นมัธยมปลายอย่างใครเขา เพราะห่างเหินจาก
ชีวิตในโรงเรียนมานาน ชีวิตในรั้วโรงเรียนจึงได้กลายเป็น
ความปรารถนาที่ไม่สามารถเป็นจริงได้สำหรับเธอ เพราะ-
ฉะนั้นเธอจึงมีความสุขทุกครั้งที่ได้มีส่วนร่วมกับเรื่องพวกนี้

"แม็กจะลองดูนะฮะ.."
"ดีมาก!! เป็นลูกม๊าต้องกล้าๆแบบนี้สิ!!"
"เอ้อ ม๊าฮะ แล้วเรื่องของม๊ากับผอ.เป็นยังไงบ้างฮะ?
แม็กพอทราบข่าวเรื่องที่ทั้งสองคนเลิกกันแล้.. ม๊าฮะ?"

คนที่พึ่งฮึกเหิมห่อเหี่ยวไปถนัดตา ราวกับมีเมฆปกคลุม
รอบตัวหญิงสาวผู้ขึ้นชื่อเรื่องรอยยิ้มหวานใส

"ม ม๊าโอเคไหมฮะ?"
"ม๊าโอเค.."

ทันใดนั้นเองที่บริกรสาวเดินผ่านโต๊ะของพวกเขาพอดี

"ขอโทษนะคะ ขอสั่งไวน์แก้วนึ..."
"เดี๋ยวก๊อนนนน นี่โอเคตรงหน๊ายยย!!"

หญิงสาวผู้ถือถาดอาหารแสดงสีหน้าเหลอหลาตามไม่ทัน

"เธอต้องขับรถต่อน่ะครับ คงต้องขอยกเลิกออเดอร์"
"รับทราบค่ะ"

เธอก้มศีรษะให้เล็กน้อยก่อนจะเดินผ่านไปหาลูกค้าท่านอื่น
แม็กเวลหันกลับมามองคนเป็นแม่ที่กำลังนั่งกอดอกพร้อมทั้ง
ยังพองแก้มเนียนใสจนกลมโต

"ม๊าต้องขับรถพาแม็กกลับโรงเรียนในปาร์ตี้งานเลี้ยงเรียนจบนะฮะ"
"เด็กน่ะไม่เข้าใจหรอกว่าโลกของผู้ใหญ่มันล้างได้ด้วยแอลกอฮอล"
"ม๊ายยย!! แม็กไม่ได้ยินอะไรทั้งน๊านน!!"
"อุ๊บ.. ฮ่าๆๆๆๆ ดูทำหน้าเข้าสิ"

หญิงสาวหัวเราะลั่น ถึงจะเศร้าใจอยู่บ้างแต่การที่ลูกชายกลับมายิ้ม
ได้อีกครั้งเป็นเรื่องที่น่าสนใจมากกว่า เธอหัวเราะด้วยความโล่งใจ
แม็กเวลที่เห็นคนเป็นแม่หัวเราะก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะตามในที่สุด

"ฮะๆๆๆๆๆ"

เสียงหัวเราะเริงร่าดังขึ้นภายในบรรยากาศสบายๆของร้านอาหาร
ฝรั่งเศษ ยามบ่ายในวันสำคัญวันหนึ่งในชีวิตของเด็กหนุ่มนักเรียน
ผ่านไปด้วยเสียงหัวเราะและรอยยิ้มอันอบอุ่นของครอบครัว





TBC ๐ ๐ ๐

Signature ------------------------------------------------>
My enemy's me, I don't know how to fight

DJ. Alex Lam
นักการทูตประจำโรงเรียน

INFO. Maxwell Sonner
Ore Ore : 24
Spirit Point : 23820
CHIPS +150 K


ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Lesson 40 - Mawxell side

ตั้งหัวข้อ  DJ. Alex Lam on Tue 03 May 2016, 14:33

PART 3:
เย็นวันนั้นเอง ณ.ลานประชุมภายในอาคาร ที่ตั้งอยู่ใน
ตึก Convention Hall ในวันนี้ถูกตกแต่งประดับประดา
ด้วยลูกโป่งและธงสามเหลี่ยมหลากสี สถานที่ที่มักโล่งว่าง
ถูกเติมเต็มไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตา ประกอบไปด้วย
นักเรียนมัธยมศึกษาชั้นปีที่หกซึ่งเป็นบุคคลสำคัญในงาน
ครั้งนี้ ตามมาด้วยเหล่าผู้ปกครองของพวกเขาและนักเรียน
รุ่นน้องที่พากันมาให้กำลังใจกันอย่างคับคั่ง

"แม็กกกกกกกกกกกกกกก!!!!!"

จิณณ์รีบพุ่งเข้ามาทันทีที่เห็นเด็กหนุ่มผมทองย่างก้าวเข้ามา
ในงานเลี้ยง เจ้าของชื่อสะดุ้งโหยงพลางรีบหันหาต้นเสียง

"มีอะไรเพื่อน นายเสียงดังมากเลยนะจะบอกให้"
"อุ่ย.."

เด็กหนุ่มผมดำหันมองสายตารอบข้างก่อนจะยกมือขึ้น
เกาหลังคอแก้เขิน อันที่จริงแล้วแม็กเวลคือคนที่มักจะ
โวยวายจนเป็นเป้าสายตา แต่ความอยากรู้ที่มีมันทำให้
ทนรออยู่เฉยไม่ได้จริงๆ

"น นายนั่งรถเปิดประทุนไปกับใครเมื่อกลางวันอ่ะ!!
น น นั่นมันเฟอรารี่ใช่มั้ย!?!"
"เฟอรารี่?... อ้อ นั่นแม่ฉันเองแหละ"

คนตอบตอบด้วยน้ำเสียงเรียบราวกับเป็นเรื่องธรรมดา

"นายจะบอกว่าแม่นายขับเฟอรารี่งั้นเรอะ จะเฟี้ยวไปไหน"
"จริงๆนั่นก็ไม่ใช่รถแม่ฉันหรอก เห็นแม่บอกว่ามันเป็นรถ
ของรักเก่าของแม่ก็เลยทิ้งไม่ลง"
"แล้วพ่อนายไม่ว่าอะไรเหรอ?"

จิณณ์ขมวดคิ้วสงสัย แต่นี่มันยังแค่เริ่มต้นเพียงเท่านั้น

"ไม่ว่าหรอก ก็แม่กับพ่อฉันแทบจะไม่รู้จักกันนี่นา"
"ห๊ะ?..."

เด็กหนุ่มผมดำนวดสันจมูกระหว่างพยายามประติดประต่อ
เรื่องราวเข้าด้วยกัน แต่ด้วยตรรกะสามัญและวิชาสังคมศาสตร์
ว่าด้วยองค์ประกอบครอบครัวแล้ว เขาไม่สามารถบรรจบเรื่อง
เข้าด้วยกันได้ซะทีเดียว

"ดูเหมือนจะได้รู้เรื่องใหม่ๆเกี่ยวกับนายเข้าในวันสุดท้าย
ของชีวิตนักเรียนเข้าแล้วสินะ.."

แม็กเวลยักไหล่ก่อนจะกอดคอเพื่อนและดันให้เดินเข้างาน
ไปด้วยกัน

"ยังมีเรื่องอีกเยอะที่นายจะได้รู้เกี่ยวกับฉัน เพราะเราจะได้
อยู่ด้วยกันต่อไปอีกยาว"
"ในกรณีที่นายสอบครูผ่านน่ะนะ"
"อย่าแช่งดิ!!"

เด็กชายผมทองมองเพื่อนที่อยู่ในชุดเครื่องแบบนักเรียน

"นายไม่เปลี่ยนชุดสักหน่อยเหรอ งานเลี้ยงเรียนจบทั้งที?"

เมื่อมองรอบข้างจะเห็นได้ว่านักเรียนส่วนหนึ่งอยู่ในชุดออกงาน
สุภาพเหมาะแก่การออกงานเลี้ยงกลางคืน และอีกส่วนหนึ่งอยู่
ในชุดนักเรียน ซึ่งคนที่อยู่ในชุดนักเรียนนั้นล้วนแต่สวมเนกไท
สีดำกันทั้งสิ้น

"คิดว่าวันนี้เป็นวันสุดท้ายที่ได้ใส่ เลยอยากจะใส่นานๆ"
"คิดเหมือนกันกันเลย!!"

แม็กเวลฉีกยิ้มให้เพื่อนก่อนจะหันมองท้องฟ้าสีดำสนิทเบื้องหลัง
หน้าต่างกรจกบานใหญ่ที่ล้อมรอบอาคารหอประชุม

"ฉันเข้างานดึกไปหน่อย คงต้องไปเตรียมตัวขึ้นปราศรัยแล้วล่ะ"
"ก็เล่นหายไปซะค่อนวันเลยนี่ แต่ถ้านั่นจะทำให้นายสดใส
ขึ้นบ้างก็ดีแล้วละนะ"

คนฟังกระพริบตาปริบๆ ถึงจะรู้อยู่แล้วว่าเพื่อนเป็นคนช่างสังเกต
กับทุกอย่าง แต่การกระทำที่เหมือนถูกใส่ใจก็ทำให้เขาอด
ชื่นชมไม่ได้ รอยยิ้มเผยขึ้นบนใบหน้าของคนเก็บความรู้สึกไม่เก่ง
แม็กเวลดีดตัวออกไปข้างหน้าก่อนจะสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ
และชูมือขึ้นฟ้าด้วยท่าทีเริงร่า

"ทุกคนนน คืนนี้ก็มาสนุกด้วยกันให้เต็มที่เถอะะ!!"

เสียงดังแพร่กระจายไปทั้งหอประชุมกว้าง ทุกสายตาแทบจะมอง
มาเป็นตาเดียวกัน

"แม็ก เข้าใจไรผิดเปล่า? วันนี้นายจะได้ปราศรัยในฐานะของตัวแทน
นักเรียนนะ เขาไม่ได้เรียกนายมาเป็นดีเจจัดปาร์ตี้ซะหน่อย"

เพื่อนร่วมห้องคนหนึ่งตะโกนกลับจากอีกฝากของหอประชุม

"รู้แล้ว~ แต่มันน่าสนุกนี่นา"

เด็กหนุ่มผมทองป้องปากตะโกนกลับ

"ไอ้บ้าเอ้ย~"

เพื่อนตะโกนเหน็บแนบด้วยน้ำเสียงเป็นกันเอง คนที่ได้ยินพา
กันหัวเราะให้กับสถานการณ์ธรรมดาๆที่มักจะเกิดขึ้นในห้องเรียน
แต่ไม่รู้ทำไมวันนี้มันกลับรู้สึกว่าเป็นสิ่งพิเศษ อาจเป็นเพราะวันนี้
เป็นวันสุดท้ายของใครหลายๆคนที่จะได้เห็นภาพแบบนี้ก็เป็นได้
แม็กเวลแลบลิ้นสำนึกผิดด้วยท่าทางน่าหมั่นไส้ จากนั้นจึงเดิน
ตรงไปยังหอประชุมด้านในซึ่งปกติแล้วมักถูกใช้เป็นโรงภาพยนต์

ภายในหอประชุมคืนนี้เปิดไฟสว่างทำให้มองเห็นผู้คนภายใน
ในห้องใหญ่รายล้อมไปด้วยเก้าอี้มากมาย ทว่ามีคนอยู่เพียง
ประปรายเท่านั้น บุคคลที่อยู่ในห้องหอประชุมณ.ตอนนี้ล้วนเป็น
ผู้บริหารและพนักงานระดับสูงของโรงเรียนที่กำลังช่วยกันจัด
เตรียมสถานที่ให้เรียบร้อยก่อนที่จะเปิดให้นักเรียนและ
ผู้ปกครองเข้ามารับฟังการปราศรัย

"สวัสดีครับคุณรัต"

แม็กเวลยกมือไหว้หญิงสาวผมดำยาวเดินเข้ามาติดไมค์โคโฟน
บนปกเสื้อนักเรียน หญิงสาวที่ปกติมักพบเจอในสภาพง่วงนอน
คืนนี้ดูกระฉับกระเฉงเป็นพิเศษ อาจเป็นเพราะเข้าช่วงเวลา
'ตื่นนอน' ของเธอแล้วก็เป็นได้

"จะใส่ชุดนักเรียนขึ้นปราศรัยเหรอคะ?"
"ครับ"
"แม็กน่ะ จะใส่ชุดไหนก็ดูดีทั้งนั้นแหละ"

เสียงที่สามดังขึ้นตามมาพร้อมทั้งร่างของหญิงสาวในชุดลำลอง
ดวงตาสีราตรีหันมองด้วยสายตาเอือมระอา ไม่ใช่เพราะไม่เห็นด้วย
แต่เอือมคนพูดเสียมากกว่า

"คุณเรเน่ ไม่ทราบว่าใครเป็นคนเชิญคุณเข้างานคะ?"
"แต่ฉันเป็นเจ้าของโรงเรียนนะ ต้องรอคนเชิญด้วยเรอะ!!"
"คุณไม่คิดแม้แต่จะขึ้นปราศรัยด้วยซ้ำ แม็กเขายังทำงานเลย"
"ฮะๆๆๆๆ"

เด็กหนุ่มหัวเราะคนเป็นแม่ที่แลบลิ้นปลิ้นตาเหมือนเด็กๆ เขารู้ดีอยู่แล้ว
ว่าเจ้าของโรงเรียนกับเหล่าพนักงานระดับสูงจะต้องหาเรื่องมีปากเสียง
กันทุกทีที่พบเจอ และแม้จะไม่มีเรื่อง พวกเขาก็จะสร้างเรื่องขึ้นมาเอง
ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วทุกคนต่างสนิทเชื้อเชื่อใจกันดี

"โหวกเหวกโวยวายกันแบบนี้ เรเน่คงมาถึงแล้วสินะครับ"

เสียงทุ้มดังขึ้นจากหน้าประตูหอประชุม ตามมาด้วยร่างของชายกลางคน
ในชุดสูทสีดำสุภาพ ซึ่งถือเป็นสิ่งแปลกตาสำหรับคนที่มักแต่งตัวไม่เรียบร้อย
ผู้อำนวยการนรินทร์เดินเข้ามาพร้อมกับหัวหน้าฝ่ายปกครองอย่างเอลิท
ผู้อยู่ในชุดสูทสีทองหม่น เดินมาด้วยกันแล้วให้อารมณ์พ่อลูกอย่างบอกไม่ถูก

"ใครเชิญหล่อนมาไม่ทราบ?"

นั่นคือคำทักทายแรกที่หัวหน้าฝ่ายปกครองมีให้แก่เจ้าของโรงเรียน

"ง่ะ ใจร้ายกันที่สุดเลย นรินทร์ดูสิ เน่โดนรุมแกล้งง๊า~"

หญิงสาวผู้โดนแกล้งเดินเข้าไปเกาะแขนข้างหนึ่งของผู้อำนวยการเอาไว้
ทันใดนั้นเองที่เอลิทคว้าจับแขนอีกฝั่งของนรินทร์ ทั้งสองส่งสายตา
เป็นประกาย(ไฟ)ใส่กันอย่างเผ็ดร้อน ชายตาบอดที่ยืนอยู่ตรงกลาง
ได้แต่กลั้วหัวเราะชอบใจ นี่ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่เป็นเรื่องปกติเช่นกัน

"ก็มันจริงนี่ครับผอ. วันนี้เป็นวันเฉลิมฉลองความสำเร็จของพวกเรา
วันๆยัยนี่เคยทำอะไรให้โรงเรียนที่ไหนกัน ไม่เคยจะอยู่ที่นี่นานๆด้วยซ้ำ"

เอลิทเอ่ยกับนรินทร์ด้วยน้ำเสียงที่ต่างออกไป ราวกับน้องชายที่กำลัง
คุยอยู่กับพี่ชายใจดี นรินทร์รับฟังด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม
วันนี้เป็นวันที่เขาอารมณ์ดีเป็นพิเศษ

"อย่างน้อยเธอก็เป็นกำลังใจให้ผมมาตลอดหกปีที่ผ่านมานะครับ ฮะๆๆ"

คนฟังอึ้งกันไปทั้งสองฝ่าย เรเน่ยิ้มรับด้วยใบหน้าเริงร่าเหมือนทุกครั้ง
ทว่าคนเป็นลูกชายมองออกว่ามีอะไรมากกว่านั้น รอยยิ้มนั้นไม่ได้
เกิดจากการเสแสร้ง แต่มันเป็นรอยยิ้มที่พยายามจะดันความรู้สึกดีๆ
มาไว้บนหน้าเพื่อกลบเกลื่อนดวงใจอันเศร้าหมอง เขาโผล่งเสียง
แทรกขึ้นเพื่อเบนความสนใจ

"เอ้อ ม๊าฮะ ถ้าการปราศรัยจบแล้วแม็กรบกวนม๊าไปเจอกันที่
ข้างตึกระหว่างตึกโรงพยาบาลทีนะฮะ"
"อ อ่า?.. ได้สิ"

หญิงสาวแสดงสีหน้าสงสัยแต่ไม่ได้เอ่ยถามเพราะคิดว่าคง
ไม่มีอะไร แม็กเวลชำเลืองสายตามองผู้อำนวยการที่ยืนอยู่
ห่างกันสักระยะหนึ่ง นรินทร์ญาณทิพย์สัมผัสได้ว่ากำลัง
มีคนจ้องมองอยู่จึงพนักหน้าให้ด้วยรอยยิ้มที่รู้กันเพียงสอง

.
.
.

"สวัสดีและยินดีต้อนรับแขกผู้มีเกียรติทุกท่านเข้าสู่งานเลี้ยง
ฉลองพิธีเรียนจบของนักเรียนโรงเรียนเพื่อผู้การในนามของ
ควิ้นท์รุ่นที่หนึ่ง เนื่องจากประธานนักเรียนอย่าง อิสรา พัฒนศักดิ์
ได้กล่าวปราศรัยในพิธีจบการศึกษาในช่วงเช้าของวันนี้ไปแล้ว
ตอนนี้ ผม แม็กเวล ซอนเนอร์ จะขอเป็นคนดำเนินรายการ
และนำทุกคนเข้าสู่ช่วงเวลาที่ดีตลอดค่ำคืนนี้นะครับ"

พิธีกรหนุ่มกรอกสายตามองผู้คนจากบนเวทีที่ถูกจัดทำขึ้น
พิเศษเพื่องานภายในวันนี้โดยเฉพาะ เก้าอี้แถวเกือบท้ายสุด
คือที่นั่งของครอบครัวใหญ่ของจิณณ์ที่เขาคุ้นเคยเป็นอย่างดี
แถวถัดขึ้นมาหน่อยมีประธานนักเรียนนั่งอยู่พร้อมกับคุณตา
และคุณยายผู้นั่งเคียงข้างสองฝั่ง ซ้ายมือถัดออกมาคือร่างเล็ก
ของเด็กสาวผมเปียยาวเจ้าของฉายา 'ราพันเชลแห่งห้องสมุด'
ข้างกายริแอร์มีชายแปลกหน้าผู้มีเรือนผมสีขาวสนิททั้งๆที่
หน้าตาดูยังหนุ่มยังแน่น ความโดดเด่นนั้นทำเอาอดจ้องมอง
ไม่ได้ หากทันทีที่สบสายตากันเด็กหนุ่มก็รีบเบือนสายตา
มองไปทางอื่น

ส่วนแถวหน้าสุดติดเวทีเป็นที่นั่งพิเศษสำหรับ ครูชั้นมัธยมปลาย
และพนักงานระดับสูงภายในโรงเรียน ผู้อำนวยการรวมทั้งเจ้าของ
โรงเรียนเองก็นั่งอยู่ข้างเคียงกันที่เก้าอี้จุด VIP ด้วยสีหน้าตื่นเต้น
กับงานเฉลิมฉลอง แม็กเวลใช้เวลาในการกวาดสายตามองทุกคน
ภายในห้อง หากไม่ว่าจะมองหาเท่าไหร่เขาก็ไม่พบสิ่งที่หวังอยู่ในใจ

ไม่มีตัวตน 'พ่อ' ของเขาอยู่ภายในห้องโถงแห่งนี้

เสียงถอนหายใจดังขึ้นแผ่วเบาราวกับพยายามเก็บไว้กับตัวเอง
พิธีกรหนุ่มทำการต้อนรับแขกผู้มีเกียรติด้วยบรรยากาศสบายๆ
เนื่องจากนักเรียนส่วนใหญ่ได้ฟังการปราศรัยอย่างเป็นทางการ
จากผู้อำนวยการรวมทั้งประธานนักเรียนไปในช่วงกลางวันแล้ว
หน้าที่ของเขาในค่ำคืนนี้จึงเป็นการถ่ายทอดความรู้สึกผ่านทาง
คำพูดในฐานะของตัวแทนนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่หกทุกคน

"ความทรงจำที่ผมได้รับตลอดเวลาที่อยู่ในโรงเรียนแห่งนี้เป็น
ความทรงจำที่ไม่อาจหาได้จากที่อื่นใด ที่นี่ได้ให้ความรู้
ความเข้าใจ ได้หล่อหลอมให้ผมกลายเป็นผมในวันนี้
ผมขอขอบคุณผู้อำนวยการที่ให้โอกาส ให้ความรู้พื้นฐาน
จนทำให้ผมสามารถเข้าเรียนกับคนอื่นๆได้อย่างเท่าเทียม"

แม็กเวลมองไปทางผู้อำนวยการผู้ยิ้มรับด้วยหน้าตาเหมือน
พยายามสกัดกั้นบางสิ่ง บางทีอาจจะเป็นน้ำตาของเขาเอง
เด็กหนุ่มยกมือไหว้แม้จะรู้ว่าอีกฝ่ายมองไม่เห็นก็ตามที

"คนต่อมาที่ผมต้องขอบคุณจากใจคือคุณแม่ของผม
ถึงแม้เธอจะไม่ใช่แม่ผู้ให้กำเนิด แต่เธอก็คอยรักและ
ให้กำลังใจอยู่เสมอ แม่ของผมเป็นคนเข้มแข็ง ทั้งๆที่
ต้องประสบกับเรื่องลำบากแต่เธอก็ไม่เคยย้อมแพ้
แม่คือคนที่ผมภูมิใจ รวมทั้งเป็นแบบอย่างชีวิตของผม
เธอทำให้ผมได้พบกับโลกใบใหม่ โลกที่ทั้งสดใส
และอบอุ่น เธอเป็นคนที่ทำให้ผมได้มายืน'พูดคุย'กับ
ทุกคนอยู่ในตอนนี้ ผมขอบคุณแม่มากจริงๆครับ"

หญิงสาวที่นั่งอยู่เก้าอี้แถวหน้าสุดยกมือรับไหว้
แม้จะซึ้งใจไม่น้อยแต่ด้วยความที่ให้ความสำคัญ
กับคนรอบตัวมากกว่า เธอจึงกำลังง่วนอยู่กับการ
ปลอบคนแก่บ่อน้ำตาตื้นอย่างผู้อำนวยการ
แม็กเวลหัวเราะน้อยๆกับตัวเอง นั่นคือแม่ที่เขารู้จักดี
เขาอาศัยจังหวะที่ทุกคนปรบมือแสดงความยินดี
ในการกวาดสายตามองคนรอบห้องอีกครั้ง แต่ช่าง
น่าเสียดายที่ไม่มีร่องรอยของคนเป็นพ่อ เขาเม้มปาก
แน่นทีหนึ่งก่อนจะเริ่มดำเนินการปราศรัยต่อ

"อย่างที่ทุกคนทราบกันดีว่าผมเคยได้กระทำความผิด
โดยการก่อปัญหาครั้งใหญ่ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังได้รับ
โอกาสจากทุกคนในการแก้ไข ได้รับโอกาสที่จะเริ่มใหม่
เพื่อนๆและรุ่นน้องต่างก็พูดคุยกับผมด้วยไมตรีมิตรเสมอ
ผมขอขอบคุณเพื่อนๆทุกคนที่เข้าใจในตัวผม"

คราวนี้เขายิ้มให้กับตัวเอง ความตื้นตันใจผลักดันให้
หยาดน้ำใสเอ่อปริ่มขอบดวงตา เขาหายใจเข้าลึกๆเพื่อ
รวบรวมสติ นี่เป็นครั้งสุดท้ายที่จะได้ยืนพูดกับทุกคน
ในฐานะนักเรียน นี่เป็นครั้งสุดท้ายที่เขาได้รับโอกาสใน
การบอกความรู้สึกกับทุกคนอย่างตรงไปตรงมา เสียงทุ้ม
เอ่ยขึ้นอีกครั้งด้วยน้ำเสียงติดสำเนียงสั่นคลอน

"สิ่งสำคัญที่สุดที่ผมได้รับจากโรงเรียนแห่งนี้คือ 'มิตรภาพ'
เพื่อนสนิทที่สุดในชีวิตของผมได้สอนบทเรียนชีวิตบทวิเศษ
ให้ได้รับรู้ นั่นก็คือความหมายที่แท้จริงของคำว่ามิตรภาพ
ครั้งหนึ่งผมเคยทำทุกอย่างเพื่อรักษามิตรภาพของเราเอาไว้
ผมโกหก เสแสร้ง พยายามทำตัวดีอยู่เสมอ ผมเจ็บปวดจาก
คำโกหกของตัวเอง ผมเอาแต่คิดเอาเองว่ามันคงจะดีที่สุด
ถ้าเราไม่ทำให้เพื่อนเดือดร้อน แต่แล้ววันหนึ่ง.. ผมก็ได้
เห็นว่าผมคิดผิด"

คนพูดเงยหน้ามองเพื่อนคนหนึ่งที่นั่งอยู่แถวหลังๆ ระยะห่างนั้น
ไกลเกินกว่าที่พวกเขาจะเห็นสีหน้าของกันและกันได้ชัดเจน
เด็กหนุ่มพิธีกรมองตรงไปยังใครสักคนด้วยแววตาแน่วแน่

"ผมได้เห็นเพื่อนทรมาน ไม่สิ ผมปล่อยให้เขาต้องทรมาน
เพราะตัวผมที่โง่เขลานั้นบกพร่องซึ่งประสบการณ์ชีวิต
ผมได้รับรู้ว่าถ้าเราเจ็บ เพื่อนก็เจ็บเช่นกัน ทั้งๆที่พระเจ้า
ได้นำพาให้มนุษย์มาพบเจอกันเพื่อที่จะช่วยเหลือ
ซึ่งกันและกัน ผมที่เอาแต่หลีกหนีได้เรียนรู้ว่ามิตรภาพ
คือการพึ่งพิงพึ่งอาศัย แม้จะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่เรื่องนี้
ก็จะไม่เปลี่ยนแปลง แม้ว่าเราต่างร่างกายไม่สมบูรณ์พร้อม
เหมือนกับคนที่อยู่นอกรั้วโรงเรียน แต่มิตรภาพคือสิ่งที่
มนุษย์ทุกคนสมควรได้รับ ถ้าผมได้ ทุกคนก็ควรจะได้เช่นกัน"

เขากำมือแน่นเพื่อพยายามเก็บอารมณ์ จมูกเป็นสันเปลี่ยนสี
แดงก่ำราวกับพร้อมจะร่ำไห้ได้ทุกเมื่อ ดวงตาเริ่มพร่ามัวจาก
น้ำตา เขาเลือกที่จะก้มหน้ามองเท้าตัวเองแทนที่จะมองผู้คน
เพราะไม่ได้มองจึงไม่เห็นว่าพื่อนร่วมชั้นบางคนน้ำตาไหลนอง
แม้แต่ผู้ปกครองวัยกลางคนหลายคนก็เริ่มหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นถือ
มิตรภาพเป็นสิ่งที่เชื่อมต่อมนุษย์ทุกคนเข้าด้วยกัน ทุกคนต่าง
มีเรื่องราวมิตรภาพเป็นของตัวเอง

"ตั้งแต่วันนั้นผมก็ร่วมชมรมโสตด้วยเป้าหมายที่ต่างออกไป
แต่แรกเริ่มนั้นผมเข้าชมรมโสตเพียงเพราะต้องการอยู่ใกล้ชิด
เสียงดนตรี แต่ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาผมก็จัดรายการเสียง
ตามสายด้วยความคิดที่ว่าผมจะเป็นเพื่อนให้แก่ทุกคน
ไม่ว่าเราจะรู้จักกันหรือไม่ ผมก็อยากเป็นเสียงที่คอยอยู่
เคียงข้างทุกคน ในยามที่มีใครสักคนเดียวดาย ในยาม
ที่ผิดหวัง ผมอยากให้นักเรียนทุกคนรู้ว่าผมเป็นกำลังใจ
ให้พวกเขา แม้คำปรึกษาของผมอาจจะไม่ช่วยอะไรใคร
ได้มากนัก แต่ผมอยากบอกให้ทุกคนรู้ว่าถึงแม้ผมจะ
ไม่ได้จัดรายการเสียงตามสายอีกแล้ว  ถึงแม้ต่อจากนี้
พวกเราทุกคนในห้องจะต้องแยกกันไปคนละทาง...
แต่ฉันอยากบอกพวกนายทุคน..ฮึก.. ถ้าพวกนาย
ไม่รังเกียจ.. ฉันจะเป็นเพื่อนพวกนายไปตลอด"

ท้ายสุดแล้วน้ำตาที่กลั้นมานานก็ไหลรินออกมาจนได้
พิธีกรกำไมค์เอาไว้แน่น ร่างสูงสั่นไปทั้งกายา เขาเม้มปาก
พยายามเก็บเสียงสะอึ้น

"แม็กก ทำรายการให้จบก่อนโว้ยย อย่าอู้!!"

เพื่อนร่วมห้องคนหนึ่งตะโกนขึ้น เจ้าของชื่อหันตามและพบว่า
เพื่อนที่มักจะใส่แว่นบัดนี้ถอดแว่นออก ถึงแม้จะโวยวายแต่
หน้าตากลับเต็มไปด้วยความเศร้าและสายน้ำตาที่ไหลริน
มันคือการให้กำลังใจ ทันใดนั้นเองที่แม็กเวลรู้สึกขนลุกไป
ทั้งตัว ใช่แล้ว เขาต้องปราศรัยให้สำเร็จ เพราะเพื่อนๆคน
สำคัญของเขากำลังเฝ้ามองอยู่

"แค่นี้ไหวอยู่แล้วน่า!! ฮึก..."

ผู้อำนวยการที่ฟังอยู่ตลอดได้แต่ยิ้ม ทั้งๆที่ปกติเขาไม่
สามารถทานทนเรื่องโศกเศร้าได้มากนัก แต่ตอนนี้เขา
กลับยิ้มกว้างด้วยรอยยิ้มแสนภาคภูมิใจ นรินทร์โน้มตัว
กระซิบกับร่างบางข้างกาย

"เรเน่.. ผมเห็นด้วยกับคุณ.. แม็กเวลเหมาะสมกับ
ตำแหน่งที่คุณเสนอมาจริงๆนั่นแหละ ผมไม่เคยสังเกต
มาก่อนเลย ตั้งแต่เมื่อไหร่นะที่เด็กคนนั้นเต็บโตขนาดนี้"

หญิงสาวมองผู้อำนวยการด้วยรอยยิ้มอบอุ่นใจ

"เด็กๆน่ะ โตเร็วจะตายค่ะ"

ดวงตาสีมะนาวจับจ้องไปยังร่างสูงบนเวทีที่กำลังปรับ
อารมณ์ให้เข้าที่เข้าทาง เธอยิ้มให้กับเด็กชายตัวโตที่
หันมามองพอดี พวกเขาพยักหน้าให้กันเป็นการเสริม
กำลังใจ หนุ่มบนเวทีกวาดสายตามองรอบห้องอีกครั้ง
เพราะหวังอยากจะได้กำลังใจจากผู้ปกครองอีกคน
แต่ก็ไม่เห็นวี่แววของผู้เป็นพ่ออีกเช่นเคย เขาถอน
หายใจเฮือกหนึ่งด้วยดวงใจอันหมดหวัง

"ผมขอจบการปราศรัย..."
'ปัง!!!'

เสียงเปิดประตูห้องหอประชุมดังสนั่น นอกจากเจ้าของ
โรงเรียนแล้วทุกคนล้วนหันควับตามต้นเสียง ส่วนคน
ที่ไม่ได้ยินก็สังเกตได้ถึงความผิดแปลกและหันตาม
ในที่สุด หน้าประตูใหญ่ปรากฏร่างของชายวัยกลางคน
ในชุดสุดสูทสุภาพ เขาหอบหายใจแรงด้วยความเหนื่อยล้า
เมื่อสังเกตดูดีๆจะเห็นว่าดวงตาหลังกรอบแว่นตาใสเป็น
สีเทาสว่างแปลกตาแต่ก็ดูคุ้นเคยในเวลาเดียวกัน
เพราะมันเป็นดวงตาต้นแบบของ...

"ท่านพ่อ!!"

เสียงดังลั่นผ่านไมคโคโฟนบนเวที ทุกคนหันกลับมอง
สิ่งที่เห็นคือสีหน้าตกตะลึงของเด็กหนุ่มผมทอง
ดวงตาสีเทาสองคู่สบประสานกันด้วยอารมณ์ที่หลากหลาย
ชายผู้มาเยือนเจียดยิ้มเบาบางให้ก่อนจะปาดเหงื่อบนใบหน้า
และเดินไปนั่งบนเก้าอี้ที่ว่างอยู่ด้วยท่าทีสงบนิ่ง เด็กหนุ่ม
อ้าปากพะงาบๆเพราะยังไม่เชื่อสายตาตัวเอง บางทีเขาอาจ
กำลังฝันไป แต่ดึงแก้มตัวเองก็แล้ว หยิกแขนก็แล้ว
สิ่งที่ได้กลับมามีแต่ความเจ็บปวด หาได้ตื่นจากฝันแต่
อย่างใด เขาใช้เวลาตั้งสติชั่วครู่ก่อนจะเปล่งเสียงขึ้นอีกครั้ง

"ดูเหมือนผมจะลืมพูดเรื่องสำคัญไปเรื่องหนึ่ง พ่อของผม..
ถึงแม้เราจะไม่ค่อยได้พบกันเนื่องจากหน้าที่การงานของท่าน
แต่ผมก็รู้ดีว่าพ่อเป็นห่วงผมอยู่เสมอและท่านได้ทำทุกสิ่งให้
ผมเท่าที่จะสามารถทำได้ แม้ผมจะรู้เรื่องนี้ดีแต่หลายครั้ง
ก็รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจกับตัวเอง ผมเชื่อว่าเพื่อนๆหลายๆคน
ก็คงจะเคยมีปัญหากับผู้ปกครองกันมาบ้าง แต่ในวันนี้ที่
ผมกำลังจะก้าวไปเป็นผู้ใหญ่นั้น การตัดสินใจหลายๆอย่าง
ทำให้ผมรู้สึกถึงแรงกดดันอันมหาศาล สิ่งนี้ทำให้ผมระลึก
ได้ว่าขนาดผมยังรู้สึกกดดันขนาดนี้ แล้วพ่อของผมจะรู้สึก
กดดันมากเพียงใดที่ได้รับความคาดหวังจากผู้อื่นในเรื่อง
การงาน ได้รับการคาดหวังจากผมและอีกหลายๆคน
มันทำให้ผมเข้าใจว่าชีวิตการเป็นผู้ใหญ่มันไม่ใช่เรื่องง่าย
พวกเขาไม่สามารถทำตามใจตัวเองได้ในทุกๆครั้ง
ผมอยากจะฝากเรื่องนี้ให้แก่เพื่อนๆทุกคนด้วยครับ"

คำพูดจากใจถูกถ่ายทอดออกมาเป็นคำพูดโดยที่คนพูด
ไม่ได้มองผู้เป็นพ่อเลยแม้แต่น้อย หากเขาหาได้รู้สึก
ไม่พอใจ หากเพียงแค่อายเกินกว่าจะสบตาเท่านั้น ฝั่งคนเป็นพ่อ
นั้นแม้จะไม่ได้เผยรอยยิ้มดีใจอย่างเปิดเผย แต่ภายในใจ
กำลังพองโต ดวงใจของเขาถูกเติมเต็มไปด้วยความภาคภูมิ
ความเหนื่อยจากการเร่งรีบเดินทางจางหายไปหมดสิ้น
ในขณะนั้นเองที่แม็กเวลเริ่มพูดประโยคปิดการปราศรัย
ครั้งสุดท้ายในฐานะนักเรียน

"ผมขออวยพรให้เพื่อนๆทุกคนก้าวเดินไปในหนังสือ
ชีวิตหน้าใหม่ด้วยสวัสดิภาพ ขอให้ทุกคนประสบความ
สำเร็จตามที่ใจหวัง แม้พวกเราจะไม่ได้เดินทางสาย
เดียวกันอีกต่อไป แต่ผมก็ขอให้พวกเรามีความสุข
เหมือนๆกัน แล้วถ้าใครไม่ยอมกลับมารวมตัวในวัน
เลี้ยงรุ่นละก็ บอกไว้เลยว่ามีตามถึงบ้านแน่นอน"

"ในวันนี้ วันสุดท้ายของการเป็นนักเรียนมัธยมปลาย
ผมได้สัญญาอะไรบางอย่างไว้กับตัวเอง ผมสัญญาว่า
ต่อจากนี้.. ผมจะไม่หนีความรู้สึกของตัวเองอีกต่อไป
ผมจะตัดสินใจ ลงมือทำ และรับผลที่ได้จากการกระทำ
ต่อให้ผลจะออกมาเป็นเช่นไรผมก็จะรับมันไว้จากใจ
และนี่คือการก้าวแรกของการเป็นผู้ใหญ่ของ
แม็กเวล ซอนเนอร์ ครับ"

เสียงปรบมือดังกึกก้องทั่วหอประชุมกว้าง นักเรียนรวมทั้ง
ผู้ปกครองพากันลุกขึ้นยืนปรบมือกันโดยไม่ได้นัดหมาย
แม็กเวลโน้มศีรษะก้มตัวลงคำนับ ร่างสูงก้มต่ำน้อมรับฟัง
เสียงปรบมือที่ดังขึ้นเป็นเวลานานราวกับไม่อยากให้เวลา
ที่มีอยู่นี้หมดสิ้นลง






TBC ๐ ๐ ๐

Signature ------------------------------------------------>
My enemy's me, I don't know how to fight

DJ. Alex Lam
นักการทูตประจำโรงเรียน

INFO. Maxwell Sonner
Ore Ore : 24
Spirit Point : 23820
CHIPS +150 K


ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Lesson 40 - Mawxell side

ตั้งหัวข้อ  DJ. Alex Lam on Wed 04 May 2016, 15:07

PART 4:
หลังจากการปราศรัยโดยตัวแทนนักเรียนจบลงแล้ว
เหล่านักเรียนและผู้ปกครองก็เริ่มทยอยกันเดินออก
จากหอประชุมกลับมายังบริเวณลานประชุมภายใน
อาคารอีกครั้ง สิ่งที่เพิ่มเติมขึ้นมาคือโต๊ะยาวที่
ถูกจัดตั้งไปด้วยอาหารมากมายหลายชนิด
ทั้งอาหารขึ้นชื่อในและต่างประเทศ ของหวาน
เองก็ไม่น้อยหน้าเพราะมีทั้งเค้กก้อนโตหลายชั้น
ที่ถ้าไม่บอกว่าเป็นงานเลี้ยงเรียนจบคงนึกว่าเป็น
งานแต่งงานของใครสักคน

นอกจากนั้นแล้วยังมีอาหารแปลกตาอย่างชุด
อาหารเพื่อสุขภาพที่จัดสรรขึ้นด้วยฝีมือเด็กนักเรียน
จากชมรมตะหลิวทองคำ แม้สมาชิกจากชมรมจะ
ล้วนอยู่ในอารมณ์โศกเศร้าเพราะการลาออกอย่าง
กะทันหันของหัวหน้าชมรม มาร์แชลจำเป็นต้อง
เดินทางไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ต่างประเทศกับคุณพ่อ
ของเขา แต่ถึงเช่นนั้นสมาชิกชมรมผู้อาธรก็ยัง
ช่วยเหลือในการแนะนำอาหารต่างๆให้แก่ผู้ปกครอง
กันอย่างเต็มที่

บรรยากาศภายในลานประชุมเต็มไปด้วยความอบอุ่น
แม้นักเรียนบางคนจะไม่ได้อยู่ในอารมณ์เริงร่าเพราะ
จะต้องลาจากกับรุ่นพี่แต่สุดท้ายแล้วพวกรุ่นพี่ก็จะ
เข้ามาลากไปเล่นสนุกกันในที่สุด ค่ำคืนแห่ง
ความทรงจำครั้งสุดท้ายนี้ยังคงดำเนินต่อไป

.
.
.

"เอ.. อยู่ที่ไหนนะ?"

เจ้าของโรงเรียนเดินข้ามฝากจากอาคาร Convention Hall
มายังตึกโรงพยาบาลที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากกันมากนัก ลมทะเล
ยามค่ำคืนทำเอาร่างบางสั่นหนาวเล็กน้อย เธอเงยหน้ามอง
พระจันทร์ที่ส่องแสงนวลสว่างตัดกับท้องฟ้าสีดำสนิทชั่วครู่
จากนั้นจึงเดินตามหาคนนัดหมายต่อไป แม็กเวลนัดหมาย
เจ้าของโรงเรียนให้มาพบกันข้างตึกโรงพยาบาลหลังการ
ปราศรัยจบลงแล้ว แต่ดันไม่ได้บอกว่าข้างตึกฝั่งไหน
เจ้าของโรงเรียนจึงทำการเดินวนหาไปเรื่อยๆ ทันใดนั้นเอง
เสียงทำนองแผ่วเบาดังขึ้น ร่างบางสาวเท้าตามเสียงบรรเลง
กีต้าร์ เมื่อรู้ตัวอีกทีเธอก็หยุดยืนอยู่ที่ซอยแคบระหว่าง
ตึกโรงพยายามและห้องตีปิงปอง ซอยยาวที่โดยปกติ
แล้วมีไว้เพื่อใช้จอดจักรยาน ตอนนี้ถูกประดับประดา
ด้วยโคมไฟลูกบอลหลากสีวางเรียงรายตามพื้น

ดวงตาสีมะนาวไล่สายตาตามโคมไฟลูกบอลไปเรื่อยๆ
สุดท้ายแล้วจึงได้พบกับ..

เซอร์ไพร์ส:

ชายหนุ่มสองคนนั่งอยู่บนเก้าอี้ทรงสูง คนหนึ่งใส่
ชุดสูทเต็มยศสีดำทั้งตัว อีกคนใส่ชุดนักเรียน
เนกไทสีดำ เธอคุ้นหน้าคาดตาพวกเขาเป็นอย่างดี
รอบตัวร่างสูงรายล้อมไปด้วยโคมไฟลูกบอลส่องสว่าง
นรินทร์เผยยิ้มต้อนรับผู้มาเยือน ส่วนแม็กเวลนั้น
กำลังบรรเลงเสียงดนตรีผ่านกีต้าร์ตัวเก่งในมือ
ทั้งสองหันมาทางเรเน่ก่อนที่จะเริ่มเปล่งเสียง
ตามทำนองจังหวะสบายหู



"ฉันเคยเกือบพลาดสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิต
หากในวันที่ฉันล้มอยู่ ไม่มีหนึ่งใจของเธอ"


เสียงที่เริ่มต้นคือเสียงของผู้อำนายการที่โดยปกติแล้ว
ไม่ค่อยมีใครได้พบเห็นเขาคลุกคลีกับเสียงดนตรีนัก
ตอนร้องเพลงในงานประกวดควิ้นท์สตาร์เองก็ร้อง
อย่างอ้ำๆอึ้งๆ ทว่าวันนี้เขากลับขับร้องด้วยรอยยิ้ม
สบายๆ

"ฝันคงจบ หลายสิ่งที่ดีคงหมดทางได้เจอ
หนึ่งกำลังใจที่ยิ่งใหญ่ ไม่ลืมได้เลย"


เสียงที่ตามมาคือเสียงของเด็กหนุ่มแม็กเวล
ถึงแม้ทุกคนจะรู้ดีว่าแม็กเวลชอบเสียงดนตรี
แต่เอาเข้าจริงก็ยังไม่ค่อยมีใครได้เห็นเขา
ร้องเพลงจริงๆจังๆเสียเท่าไหร่ เด็กหนุ่มมัก
จะไปเล่นกีต้าร์สร้างเสียงดนตรีประกอบให้
เพื่อนๆได้ขับร้องกันเสียมากกว่า

"ขอบคุณที่รักกัน ขอบคุณทุกครั้งที่คอยกอดฉัน
ในวันที่ปัญหา ถาโถมเข้ามาใส่"


หญิงสาวมองชายผู้อำนวยการด้วยแววตาประหลาดใจ
เธอไม่เคยคาดคิดว่าจะเห็นนรินทร์ร้องเพลงด้วยใบหน้า
เปื้อมยิ้มสุขใจอย่างที่เป็นอยู่ ทางชายหนุ่มเองถึงแม้
จะไม่มั่นใจในเสียงตัวเองอยู่บ้าง แต่เขาก็เปล่งเสียง
ร้องออกมาจากใจจริง ความรู้สึกที่มีถูกถ่ายทอดออก
มาเป็นบทเพลงสบายๆ

"จะตอบแทนความรัก ที่ฉันได้จากเธออย่างไร
ก็รู้ดีว่าไม่พอ แต่ขอทำให้ดีที่สุด"

แม็กเวลมองคู่ดูโอ้แวบหนึ่งก่อนจะขึ้นท่อนต่อไป
มือปัดแกว่งปิ๊คกีตาร์ระหว่างที่สายตาจับจ้องอยู่ที่
คนเป็นแม่ เขาฉีกยิ้มกว้างให้หญิงสาวผู้ยืนนิ่งเงียบ
ด้วยความตกตะลึง

"สักวันหนึ่งฉันอาจต้องล้มลงอีก ใครจะรู้
แต่ถ้าเธอไปด้วยกันอยู่ ก็ไม่หวั่นกลัวเท่าไร"


ลูกชายร้องเพลงบอกความรู้สึกของเขาสู่บุคคล
ผู้เป็นกำลังใจของเขาเสมอมา แม่ผู้คอยจับมือ
มอบพลังและความกล้าที่จะเผชิญปัญหา

"เรื่องบางอย่าง ฉันอาจได้เคยพูดบอกเธอออกไป
แต่อีกมุมนึงของหัวใจ ไม่เคยพูดเลย"


แม้นรินทร์จะรับรู้และรู้สึกขอบคุณในสิ่งที่เรเน่ทำให้
ตัวเองอยู่เสมอ ทว่ามันไม่ใช่ทุกครั้งที่เขาพูดมันออกมา
ในวันนี้เขาจึงใช้บทเพลงเป็นตัวแทนความรู้สึกที่มี
เสียงทุ้มเปล่งเสียงสื่อความรู้สึกภายในใจ

แม็กเวล : "ขอบคุณที่รักกัน ขอบคุณทุกครั้งที่คอยกอดฉัน
ในวันที่ปัญหา ถาโถมเข้ามาใส่"


นรินทร์ : "จะตอบแทนความรัก ที่ฉันได้จากเธออย่างไร
ก็รู้ดีว่าไม่พอ แต่ขอทำให้ดีที่สุด"


สองหนุ่มตั้งใจร้องเพลงกันอย่างสุดความสามารถ ถึงจะไม่มั่นใจ
ในน้ำเสียงสักเท่าไหร่ แต่ความรู้สึกที่ส่งออกไปก็เป็นของจริง
มันคือความรู้สึกที่พวกเขามีต่อหญิงสาวตลอดเวลาที่ผ่านมา
มันคือความขอบคุณจากใจที่ถูกกลั่นออกมาเป็นเสียงเพลง
ความทรงจำที่มีคือตัวขับเคลื่อนให้ส่งถ้อยคำผ่านบทเพลง

"ปั๊บ ปั๊บ ปั๊บ ปั๊บ ปา ดา ดา ปั๊บ ปั๊บ ปั๊บ ปั๊บ ปา ดา ดา"

ผู้อำนวยการลุกขึ้นจากเก้าอี้ก่อนจะโยกแขนไปมาตามจังหวะ
ด้วยท่าทีที่แสนจะนุ่มนิ่มน่ารัก เขาขยับสะโพกซ้ายขวาตาม
จังหวะ ผู้อำนวยการที่ปกติแล้วมักรักษามาดสุขุมนุ่มลึก
ในตอนนี้แลดูน่าเอ็นดูเสียมากกว่า ท่าเต้นนุ่มนิ่มนั้นทำเอา
แม็กเวลอดหัวเราะไม่ได้

น้ำตาไหลรินลงบนดวงแก้มเนียนใส ช่างน่าแปลกที่เจ้าตัว
ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองกำลังร้องไห้ สิ่งที่พึ่งเกิดขึ้นมันทั้งตรึงใจ
ประหลาดใจ และประทับใจ ความรู้สึกปนเปเกินกว่าที่หัวใจ
ดวงเล็กจะรับไหว

"ม๊า!! ร้องไห้ทำไมฮะ?"

แม็กเวลกระโดดลงจากเก้าอี้รีบกระโจนเข้าหาร่างเล็กเร็วไว
ผู้อำนวยการก้าวขาเดินตามมา เขาควานหาร่างเล็กก่อนจะ
ถอดเสื้อสูทของตนมาคลุมไหล่บางเอาไว้

"ห หนาวเหรอครับ?"

ไหล่บางสั่นคลอนจากการสะอื้น ยิ่งคนพูดด้วยเท่าไหร่
น้ำตาก็ยิ่งไหลมากกว่าขึ้นเท่านั้น สองหนุ่มลนลานเลิ่กลั่ก
พยายามปลอมใจ แต่ดูเหมือนยิ่งแก้จะยิ่งแย่ขึ้นทุกที
หญิงสาวเข่าอ่อนทรุดลงไปนั่งกับพื้นปูน

"ฮึก.. เน่ต้องทำยังไงเหรอ?.."
"อ เอ๋?"
"ไม่เคยมีใครทำอะไรแบบนี้ให้เน่มาก่อน เน่ไม่รู้ว่า
ต้องตอบรับยังไง ฮืออ"

นรินทร์คุกเข่าลงพลางควานหาร่างบางมาโอบกอดไว้
เขาลูบเรือนผมสีครีมหวังปลอบประโลม มันเป็นสิ่งที่
เรเน่มักจะทำกับเขาเสมอเวลาที่ท้อแท้หมดกำลังใจ
ถึงเวลาแล้วที่เขาจะตอบแทน แม็กเวลเห็นผู้ใหญ่
สองคนลงไปนั่งกับพื้นจึงไม่อยากยืนค้ำศีรษะ
เขาตัดสินใจนั่งขัดสมาธิลงเคียงข้างคนเป็นแม่

"ม๊าไม่จำเป็นต้องทำอะไรหรอกฮะ แค่รับไว้ก็พอ"

หญิงสาวช้อนตามองลูกชายผู้ฉีกยิ้มกว้างสดใส

"เป็นไอเดียของแม็กเขาน่ะครับ พวกเราเห็นตรงกัน
ว่าพวกเราต่างได้รับสิ่งต่างๆมากมายจากคุณตลอด
เวลาหกปีที่ผ่านมา เราจึงอยากจะทำอะไรสักอย่าง
เพื่อตอบแทน ถึงมันจะเทียบไม่ได้เลยกับสิ่งที่คุณ
ได้ให้พวกเรามาก็เถอะนะ"

นรินทร์ดันร่างบางออกจากอ้อมอก เขาลูบหาใบหน้า
ก่อนจะใช้นิ้วปาดน้ำตาที่เอ่อล้นอยู่บนขอบตาแดงก่ำ

"ไม่จริงเลยนะ สิ่งที่นรินทร์กับแม็กทำให้มันมีค่ามาก
เน่ไม่สมควรจะได้รับมันเลยด้วยซ้ำ เน่ไม่ได้ให้อะไร
นรินทร์เลย ตลอดเวลาที่ผ่านมาเน่มีแต่ทำร้ายนรินทร์!!"

นิ้วเรียวไล้ลงมาที่ริมฝีปากนุ่มก่อนจะกดน้ำหนักมือลง
เป็นการหยุดเสียงใส

"คุณจะรับมันไว้ได้มั้ย.. สิ่งที่ผมกับแม็กตั้งใจทำให้คุณ..."
".....แต่เน่..."
"ถ้ายังปฏิเสธอยู่อีกผมจะปิดปากคุณด้วยริมฝีปากผมแล้วนะ"
"เอ่อ.. ผอ.ช่วยเกรงใจเด็กตาใสๆอย่างแม็กหน่อยก็ได้นะครับ"

นรินทร์หันไปหัวเราะชอบใจ แน่นอนอยู่แล้วว่าเขาขู่เล่น
สองหนุ่มรอฟังคำตอบกันด้วยดวงใจที่ลุ้นหวัง หญิงสาว
เม้มปากลำบากใจ เธอไม่คุ้นชินกับสถานการณ์การเป็น
ผู้รับ โดยปกติแล้วถ้านึกถึง เรเน่ กิลเล็ต แล้วเราจะนึก
ถึงผู้หญิงคนหนึ่งที่ดูจะเอาแต่ใจ แต่ทุกลมหายใจที่มี
นั้นมักจะใช้เพื่อทำอะไรสักอย่างให้ใครสักคนอยู่เสมอ
น้ำตายังคงไหลไม่หยุด แก้มเนียนใสเปื้อนสีแดงก่ำที่
ถึงแม้จะฟ้ามืดก็ยังคงมองเห็นชัดเจน เสียงเล็กเอ่ย
ตะกุกตะกัก

"ขอบคุณที่รักกันค่ะ...ขอบคุณจริงๆ"

ผู้อำนวยการกอดร่างสั่นสะท้านเอาไว้แน่น แม็กเวล
ที่เริ่มน้ำตาคลอรู้สึกทนไม่ได้จึงกระโจนเข้ากอด
หญิงสาวผู้เป็นแม่จากเบื้องหลัง

"ม๊าอย่าร้องไห้สิ แม็กทำเพื่อให้ม๊าดีใจนะ!!"

ชายหนุ่มทั้งสองโอบกอดปลอบประโลมจนกว่าร่างบาง
จะสั่นคลอนลดน้อยลง เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า
สิ่งเดียวที่ได้ยินคือเสียงคลื่นทะเลและเสียงสะอึกสะอึ้น
เมื่อเห็นว่าเรเน่ดีขึ้นบ้างแล้วนรินทร์จึงเริ่มพูดต่อ
ด้วยน้ำเสียงจริงจังกว่าปกติ

"พวกเรามีเรื่องต้องคุยกับคุณ"

เขาขยับร่างบางออกห่างตัวอีกครั้งหวังให้หญิงสาว
เห็นสีหน้าจริงจังของตนได้ชัดเจนยิ่งขึ้น สาวหน้าใส
แสดงสีหน้าฉงนงงงวย เธอหันหน้ามองลูกชายด้วย
สีหน้าตั้งคำแถม แม็กเวลผละตัวออกก่อนขยับตัว
มานั่งฝั่งเดียวกับผู้อำนวยการ

"ม๊าฮะ.. ม๊าได้ยินที่แม็กพูดในปราศัยแล้วใช่ไหมฮะ"
"อ อืม?.."
"พวกเราได้รับการดูแลช่วยเหลือจากม๊ามาโดยตลอด
จนตอนนี้แม็กเรียนจบแล้ว แม็กคิดว่ามันถึงเวลาแล้ว
ที่พวกเราจะตอบแทนม๊าบ้าง"

เรเน่กระพริบตามองอย่างคนไม่เข้าใจความ ผู้อำนวยการ
จึงถือโอกาสพูดขึ้นบ้าง

"ผมไม่ตองการออกไปข้างนอกแล้วล่ะ ในอาณาเขตโรงเรียน
ตอนนี้ก็มีทุกอย่างแล้ว ผมอยากให้คุณเลิกพยาพยามเพื่อผม"
"ทำไมละคะ!! ก็นรินทร์เคยบอกว่าอยากออกไปข้างนอก!?!"
"อืม ใช่ ผมอยากออกไปข้างนอก แต่ผมอยากเห็นคุณมี
ความสุขมากกว่า"
"เน่จะไปมีความสุขได้ยังไงถ้านรินทร์ต้องอยู่ในกรงแบบนี้"
"ผมถึงบอกไงว่าผมไม่ต้องการที่จะออกไปข้างนอกแล้ว"

ผู้อำนวยการนรินทร์มักจะถูกจำสลับสับสนกับชายหนุ่มนาม
บอร์น รอยด์ แต่ช่างน่าโชคร้ายที่ชายผู้นั้นคืออดีต 'ฆาตกร'
เขามีศัตรูมากพอที่จะเข้ามาทำร้ายได้ทันทีที่พบเห็นหน้า
นั่นเป็นสาเหตุที่หนุ่มตาบอดต้องมารับเคราะห์กรรมแทน
คนที่เสียชีวิตไปแล้ว แม้จะไม่มีใครได้สังเกต แต่ความจริง
แล้วนรินทร์แทบไม่เคยออกจากอาณาเขตโรงเรียนเลย
ตลอดระยะเวลาหกปีที่ผ่านมา จะออกไปก็ต่อเมื่อมีประชุม
ครั้งสำคัญ เดินทางต่างประเทศ หรือไปโรงพยาบาลเท่านั้น
เจ้าของโรงเรียนแสดงความสับสนอย่างซื่อตรงชัดเจน

"เรเน่ คุณรู้มั้ยว่าทำไมผมถึงบอกเลิกคุณ..."
"....ไม่รู้ค่ะ"
"ผอ.!!"

เสียงเรียกขัดดังขึ้นจากเด็กหนุ่มผมทอง

"มันจะไม่ดีกว่าเหรอถ้าเราบอกความจริงกับเธอจากใจ?"

คำถามเรียบง่ายของผู้อำนวยการคือสิ่งที่ทำให้นักเรียน
ไม่พูดอะไรต่อจากนั้น เพราะเขาเองก็เห็นพ้องปรองใจเช่นกัน

"ผมน่ะ.. ตั้งแต่พบกับคุณมา ผมก็รักคุณมาโดยตลอด
ถึงแม้จะรู้ดีว่าคุณเห็นผมเป็นแค่คุณรอยด์ แต่ผมก็รักคุณ
และยอมเป็นตัวแทนของคุณรอยด์เพื่อที่ได้อยู่ข้างคุณ"

เรเน่กัดฟันแน่นดี เธอรู้ว่าเรื่องที่เคยทำลงไปในอดีตมันเกิน
กว่าที่จะได้รับการอภัย เธอจงใจใช้เขาเป็นตัวแทนของคนอื่น
บังคับทั้งร่างกายและจิตใจจนนรินทร์ถึงกับเกือบสติเสีย

"แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่ผมเลิกกับคุณ..."

คิ้วเรียวขมวดเข้าหากัน ดวงใจกระตุกวูบด้วยความร้อนใจ
นี่ยังมีอย่างอื่นที่เธอพลั้งพลาดทำผิดไปอีกงั้นหรือ?
หนุ่มผู้อำนวยการกำมือแน่น เขาพยายามจะพูดมันออกมา
ด้วยน้ำเสียงเหมือนว่าไม่มีอะไร แต่ในใจนั้นไม่ใช่เลย

"ผมได้ยินมาว่าตอนนี้คุณมีรอยบาดแผลเต็มตัว.."

ดวงใจที่ร้อนรนอยู่แล้วยิ่งทวีคูณจังหวะรวดเร็วขึ้น
เธอไม่เคยคิดบอกเรื่องนี้กับนรินทร์ และมั่นใจว่าเขา
ไม่สามารถรับรู้มันได้ด้วยตัวเอง

"ทำไมผมจะไม่รู้ว่ารอยแผลพวกนั้นเกิดจากการที่คุณ
พยายามปกป้องผมซ้ำแล้วซ้ำเล่า"

เป็นเรื่องจริงที่ตลอดเวลาที่ผ่านมานั้นเรเน่ได้คอย
รบราต่อสู้กับกลุ่มคนที่อยากจะแก้แค้น บอร์น รอยด์
เธอพยายามที่จะบอกพวกเขาว่าคนที่ตามหาได้เสียชีวิต
ไปเนิ่นนานแล้ว บางครั้งการเจรจาก็สำเร็จผลด้วยดี
บางครั้งพวกเขาก็คิดว่าเธอเพียงแค่โกหก หากเวลานั้น
มาถึงแล้วละก็ เรเน่ก็จำเป็นต้อง 'จัดการ' กับพวกเขา
เพื่อความปลอดภัยของผู้อำนวยการ


"คุณเปรียบเสมือนดอกไม้แสนสวยที่ผมถนุถนอม
ผมคิดว่าผมช่วยคุณ ผมคิดว่าดูแลคุณได้ดีมาโดยตลอด
แต่แท้จริงแล้วผมก็แค่นกน้อยในกรงทองที่ไม่เคยได้รับรู้
สิ่งที่เกิดขึ้นภายนอกกรง ผมมันตาบอด เลยไม่เคยมอง
เห็นว่าดอกไม้ที่ผมรักนั้นบอบช้ำด้วยน้ำมือของผมเอง"

มือใหญ่ควานจับมือเล็กอันสั่นไหว เขาจับมือนั้นมา
วางทาบอกข้างซ้าย ตรงกับจุดของหัวใจที่เต้นระรัว

"คุณรู้บ้างมั้ย.. ว่าตรงนี้ของผมมันเจ็บแค่ไหน.."

ดวงตาสีมะนาวเบิกกว้าง ดวงตากลมโตสะท้อนภาพ
ชายกลางคน ใบหน้าที่มักอ่อนโยนบัดนี้อาบไปด้วย
น้ำตาแห่งความทุกข์ทรมาน ดวงใจดวงน้อยบีบรัด
ทรมานจับใจแม้เพียงได้มอง นรินทร์ว่าความต่อ
โดยไม่ทิ้งจังหวะให้อีกฝ่ายได้ตอบ

"ผมเจ็บ.. เจ็บมากจนไม่สามารถรักคุณได้อีกต่อไป
ผมถึงได้บอกเลิกคุณ และอีกใจก็หวังว่าคุณอาจจะเกลียด
จนไม่แยแสผมอีกต่อไป แต่สุดท้ายแล้วคุณก็ยังเจ็บตัว
เพื่อผมอยู่ดี คุณยังสร้างบาดแผลบนเรือนร่างที่ผม
คอยถนุถนอมมาตลอด ผมได้แต่คิดว่าตัวเองมัน
กระจอกแสนไร้ค่า คุณไม่เคยเอ่ยปากให้ผมช่วย
อะไรเลยสักอย่าง แม้เจอปัญหาลำบากก็ไม่เคย
ปริปากบอกให้ผมรู้ คุณจะให้ผมคิดยังไงนอกเสีย
จากว่าตัวเองไม่มีค่าพอที่จะช่วยเหลือคุณได้.."
"มันไม่ใช่อย่างนั้นนะ!!"

ร่างสูงสั่นระริก เขาพยายามที่จะไม่ร้องไห้เพราะไม่อยาก
กลายเป็นฝ่ายถูกปลอบเสียแทน แม้จะทรมานที่ต้องพูด
แต่เขาตัดสินใจแล้วว่าจะไม่ปล่อยให้เรเน่ต้องเจ็บตัวอีก

"ทั้งๆที่ผมเจ็บนิดหน่อยคุณก็ดิ้นทุรนทุรายแล้ว แต่เวลา
ที่คุณเจ็บ คุณไม่เคยนึกเลยเหรอว่าผมเองเจ็บไม่แพ้กัน
คุณมันเอาแต่ทำในสิ่งที่ตัวเองสบายใจ!! คุณพูดว่ารักผม
แต่ไม่ว่าเวลาไหนก็ไม่เคยใส่ใจความรู้สึกผมเลย!!
คุณมันโง่แบบที่คุณเอดิทบอก!!"

เสียงทุ้มตะโกนร้อง แต่มันไม่ใช่เสียงโมโหเกรี้ยวกราด
มันเป็นการฟูมฟามทรมานใจจากชายร่างหนาคนหนึ่ง
ชายที่ทุกคนให้ความเคารพในฐานะผู้อำนวยการ
หากบัดนี้มาดผู้อำนวยการที่เคยมีอันตรธานหมดสิ้น
เหลือเพียงผู้ชายธรรมดาๆคนหนึ่งผู้ซึ่งบ่อน้ำตาตื้น
และแสนเปราะบาง หญิงสาวโผตัวเข้าไปหวังโอบกอด
แต่ถูกปัดออกอย่างไม่ใยดี

"คุณไม่เคยรู้จริงๆเหรอว่าผมเคยรักคุณมากขนาดไหน!!
คุณไม่รู้เลยเหรอว่าผมต้องทรมานมากเพียงใด!!"
"ผอ.ครับ ใจเย็นก่อน!!"
"เราตกลงกันไว้แล้วไม่ใช่เหรอแม็กว่าเราจะร่วมมือกัน
หยุดพฤติกรรมแย่ๆของเรเน่"
"แต่ม๊ากำลังร้องไห้นะครับ!!"

ผู้อำนวยการกระตุกนิ่ง เขารู้ตัวทันใดว่าตัวเองกำลังทำ
เกินกว่าเหตุ ที่พูดมาทั้งหมดก็เพราะไม่อยากให้เรเน่
ต้องเจ็บปวดหรือทรมานอีก แต่ตอนนี้เธอกำลังร้องไห้
เพราะเขาเอง...

"เน่ขอโทษ... เน่ขอโทษ..."

ร่างเล็กนั่งปิดหน้าร่ำไห้ด้วยน้ำเสียงที่เหมือนจะแตกสลาย
แม็กเวลที่นั่งมองเฉยๆมาพักใหญ่ถึงขีดจำกัดของความอดทน
เขาโน้มศีรษะคนเป็นแม่เข้าซบไหล่ตน จากนั้นจึงเอียงศีรษะ
ซบเคียงเรือนผมสีครีม ผู้อำนวยการใช้เวลานั้นในการสงบ
สติอารมณ์ให้เย็นลง มือใหญ่ยกปาดน้ำตาของตัวเองให้หมดไป

"ม๊าฮะ.. เพื่อนสนิทแม็กเป็นคนสอนเรื่องนี้ให้แม็กเข้าใจ
ทุกอย่างที่ม๊ากระทำ ทุกอย่างที่ม๊าประสบเจอ มันมีผลกระทบ
ต่อคนรอบข้างม๊าด้วยนะฮะ ถ้าม๊าต้องเจ็บปวดละก็ แม็กก็เจ็บ
ผอ.ก็เจ็บ คุณรัตก็เจ็บ ครูเอลิทก็เจ็บนะฮะ"

ร่างบางในมือสั่นระริกราวกับเด็กที่กำลังหวาดกลัว แม็กเวล
ให้ความเคารพนับถือและคิดมาตลอดว่าแม่ของตนเป็นคนเก่ง
อีกทั้งยังแข็งแกร่ง แต่ร่างเล็กในมือตอนนี้ทำให้เขาได้รับรู้ว่า
แม่ของเขาเป็นเพียงผู้หญิงบอบบางที่สมควรได้รับการปกป้อง
เฉกเช่นคนอื่นๆ

"แล้วต้องทำยังไง?.. ม๊าต้องทำยังไง?..."

นรินทร์ที่เย็นลงแล้วตัดสินใจเปล่งเสียงขึ้นอีกครั้ง

"บอกให้ผมรู้... ถ้าคุณกำลังลำบาก เจ็บปวด เสียใจ
ไม่ว่าจะมีปัญหาอะไรผมก็อยากให้คุณบอกผมกับแม็ก"

หญิงสาวชำเลืองสายตามองด้วยสีหน้าประหลาดใจ

"ผมรู้ตัวว่าคงช่วยอะไรมากไม่ได้หรอก คุณอาจจะคิดว่า
มันเป็นเรื่องไร้สาระที่จะมาเล่าเรื่องให้คนตาบอดอย่างผมฟัง
ผมรู้ว่ามันอาจจะเห็นแก่ตัวทั้งๆที่เราเลิกลาความสัมพันธ์กันไปแล้ว
แต่เราอยู่ด้วยกันมามากกว่าหกปี ผ่านเรื่องคอขาดบาดตาย
ด้วยกันมานับครั้งไม่ถ้วน มันช่วยไม่ได้ที่ผมจะเป็นห่วงคุณ
มันช่วยไม่ได้ที่ผมจะคิดว่าคุณคือครอบครัวเพียงคนเดียว
ของผม เพราะคุณคือคนที่ช่วยเหลือผมมาโดยตลอด
แล้วคุณจะให้ผมช่วยเหลือคุณบ้างไม่ได้เลยหรือ?"
"เน่ไม่อยากให้นรินทร์ต้องลำบาก.."
"ม๊าฮะ"

คนเป็นแม่เงยหน้ามองลูกชายตอนนี้เติบโตร่างสูงใหญ่กว่ามาก

"ผอ.บอกม๊าอยู่เมื่อครู่ไม่ใช่เหรอฮะ ว่าผอ.ลำบากและทรมาน
มากกว่าถ้าม๊าเก็บเรื่องทุกอย่างไว้กับตัวเองน่ะ"
"แต่...."
"ม๊าดูแลพวกเราสองคนมาหลายปีมากแล้ว มันถึงเวลาแล้ว
ที่พวกเราจะเป็นคนดูแลม๊าบ้าง ก็เป็นครอบครัวกันนี่ฮะ"

เด็กหนุ่มจับมือเล็กขึ้นลูบหลังมือแสนถนุถนอม เมื่อสังเกตดูดีๆ
จึงเห็นว่ามีรอยบาดแผลที่กลายเป็นแผลเป็นตามมือและแขน
จริงอย่างที่ผู้อำนวยการว่าไว้

"แม็กเรียนจบแล้ว ผอ.เองก็ไม่ได้อยากออกไปข้างนอกแล้ว
ต่อจากนี้ม๊าไม่มีอะไรต้องห่วงหรือคอยจัดการให้พวกเราแล้วนะ
แม็กโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ถ้าแม็กไม่ได้จัดการปัญหาของตัวเอง
แล้วละก็ แม็กจะเอาอะไรไปอวดเท่กับคนที่แม็กชอบล่ะ?"

เด็กหนุ่มฉีกยิ้มขี้เล่น นรินทร์ที่ฟังอยู่ถือโอกาสเสริมขึ้นบ้าง

"คุณใช้ชีวิตเพื่อพวกเรามามากแล้ว ต่อจากนี้ไปคุณจะใช้ชีวิต
เพื่อตัวเองบ้างได้ไหมครับ?"

หญิงสาวไม่เข้าใจ ถึงแม้ เรเน่ กิลเล็ต จะเป็นนักวางแผนธุรกิจ
ชั้นยอด แต่พอมาถึงเรื่องของหัวใจแล้ว เธอก็เป็นเพียงสาวน้อย
ไร้เดียงสาคนหนึ่ง

"ท ทั้งสองคนไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับเน่แล้วเหรอคะ?"

เสียงใสเอ่ยตะกุกตะกัก สีหน้าซีดเซียวไปถนัดตา แม็กเวล
กระพริบตาปริบๆเนื่องจากไม่คาดคิดในสิ่งที่ได้ยิน ส่วนนรินทร์
นั้นหลุดหัวเราะออกมาอย่างช่วยไม่ได้

"ฮะๆๆ ไม่ได้หมายความว่าแบบนั้นสักหน่อยครับ พวกเราอยาก
ให้คุณได้ทำในสิ่งที่อยากทำ ได้ทำตามใจตัวเองโดยไม่ต้อง
มาคอยพะวงถึงพวกเราต่างหาก ผมอยากให้คุณมีความสุข
แม็กเองก็อยากให้คุณได้เดินในเส้นทางที่คุณอยากจะเดินนะครับ"
"ใช่แล้วฮะ~ พวกเรายังอยู่กับม๊าเหมือนเดิมนะ"

เธอมองหน้าคนพูดสลับกับลูกชายเจ้าของรอยยิ้มสดใส
แม็กเวลพยักหน้าให้เป็นเชิงยอมรับเห็นด้วย เขาปรารถนาอยาก
ให้เรเน่ได้ใช้ชีวิตเพื่อตัวเองจากใจจริง หญิงสาวปาดเช็ดหยาดน้ำตา
พลางบีบมือลูกชายด้วยแรงที่มากกว่าปกติ เธอสูดหายใจเข้า
เฮือกใหญ่ด้วยใบหน้าที่ผลันเปลี่ยน ราวกับได้ตัดสินใจแล้ว

"จะลองดูสักตั้งก็แล้วกันค่ะ..."

รอยยิ้มเผยขึ้นบนใบหน้าของผู้อำนวยการ เขาโผเข้าไปกอด
อีกสองคนไว้แน่น

"เย้ๆๆๆๆๆ~"

สองหนุ่มพากันร้องดีใจพร้อมทั้งโยกตัวไปมา มองจาก
ภายนอกแล้วเหมือนทีมฟุตบอลที่กอดกันตัวกลมหลังจาก
ยิงลูกเข้าประตู พวกเขาเองก็เกลี้ยกล่อมคนหัวแข็งสำเร็จเช่นกัน

"ส่วนเรื่องโรงเรียนม๊าไม่ต้องห่วงหรอกนะฮะ พักผ่อนบ้างเถอะ
แม็กได้อ่านรายละเอียดทั้งหมดที่ม๊าเสนอแนะเกี่ยวกับตำแหน่ง
เรียบร้อยแล้ว และแม็กก็ตัดสินใจแล้วว่าจะน้อมรับด้วยความยินดี
คาดว่าการขึ้นตำแหน่งของแม็กอาจจะช่วยแบ่งเบาภาระม๊าได้บ้าง
แต่แม็กไม่ได้ยอมรับเพราะต้องการช่วยม๊าเพียงอย่างเดียวหรอก
นะฮะ แม็กเองก็มีเป้าหมายที่แม็กอยากจะทำเช่นกัน เพราะฉะนั้น
ม๊าไม่ต้องรู้สึกผิดหรืออะไรแบบนั้นเลยแม้แต่นิดเดียว"

ทั้งเจ้าของโรงเรียนและผู้อำนวยการก็ต่างประหลาดใจในสิ่งที่ได้ยิน
ต่างคนต่างคาดเดาไว้ว่าแม็กเวลคงไม่ยอมรับตำแหน่งที่เสนอให้
เพราะมันเป็นสิ่งที่ต้องใช้ความรับผิดชอบสูงระดับหนึ่ง

"ตัดสินใจดีแล้วเหรอคะ?"

"ใช่ฮะ ต่อจากนี้แม็กจะช่วยเหลือโรงเรียนเราในฐานะของ

'นักการฑูตประจำโรงเรียน'"



Signature ------------------------------------------------>
My enemy's me, I don't know how to fight

DJ. Alex Lam
นักการทูตประจำโรงเรียน

INFO. Maxwell Sonner
Ore Ore : 24
Spirit Point : 23820
CHIPS +150 K


ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Lesson 40 - Mawxell side

ตั้งหัวข้อ  DJ. Alex Lam on Thu 05 May 2016, 02:59

Part 5 - END:
"แม็กเวลคะ!!"

เสียงเครื่องกลของรถเข็นอัตโนมัติดังขึ้น เมื่อหันไปจึงพบกับ
ร่างเล็กของเด็กสาวในชุดราตรีสั้นตัวสวย เรือนผมสีทองยาว
ถูกเกลียวเป็นเปีย เปียสวยประดับไปด้วยดอกไม้ดอกเล็กๆ
ต่างสีสัน เด็กสาวจอมแก่นในวันนี้ช่างสวยงามราวเจ้าหญิงน้อย
สมฉายา 'ราพันเซลแห่งห้องสมุด'

"อ๊ะ ริแอร์สวยจังเลย!!"
"ไม่ต้องมาชมเลยนะคะ แม็กทำเราวุ่นวายไปหมดแล้วนะ"

เด็กสาวกอดอกพลางพองแก้มกลมโต เธอมองสำรวจบริเวณ
รอบข้าง สิ่งที่เห็นคือโคมไฟลูกบอลหลากสีที่วางเรียงรายเต็ม
ซอยระหว่างตึกโรงพยาบาลและห้องปิงปอง เบื้องหลังเด็กหนุ่ม
ผมทองมีผู้ใหญ่อีกสองคนกำลังยืนคุยกันอยู่

"เอ๋?? เกิดอะไรขึ้นงั้นเหรอ!!"
"สาวๆรุ่นน้องตามหาตัวแม็กกันให้วุ่นเลยน่ะสิคะ อยู่ๆก็เล่นหาย
ตัวไปซะแบบนี้ ทุกคนเอาแต่ถามเราว่า 'หนูอยากถ่ายรูปกับ
รุ่นพี่แม็กเวล รุ่นพี่อยู่ที่ไหนเหรอคะ'ทุกๆสองนาที เราทนไม่ไหว
ถึงต้องออกมาตามหานี่แหละค่ะ"

เด็กสาวเบ้ปากไม่พอใจ ดูเหมือนการโดนถามคำถามเดิมๆจะ
ทำลายอรรถรสการร่วมงานเลี้ยงไประดับหนึ่ง ด้วยความสนิทสนม
จึงทำให้เธอเอ่ยแสดงความรู้สึกจากใจอย่างตรงไปตรงมา
แม็กเวลยกมือเกาศีรษะพลางหัวเราะแห้งๆ

"โทษทีที่ทำให้ลำบากนะ ปะๆๆ กลับเข้าไปหาทุกคนกันเถอะ"

เด็กหนุ่มเนื้อหอมสาวเท้าหวังรีบกลับเข้าหอประชุม ระหว่างที่
เด็กสาวเพื่อนร่วมชั้นยังคงหยุดนิ่งอยู่ที่เดิม เธอมองไปยังหญิงสาว
ผมสั้นผู้หันมามองพอดี ดวงตาสีเขียวสองคู่สบมองกันราวกับ
กำลังสื่อสารทั้งๆที่ปราศจากเสียงการสนทนาใดๆ ร่างเล็กประสาน
มือที่หน้าตักก่อนจะโน้มศีรษะลงให้กับผู้ใหญ่ทั้งสองคน

"มัวทำอะไรอยู่น่ะริแอร์? เรารีบกันอยู่ไม่ใช่เหรอ?"

แม็กเวลร้องเรียกมาจากไกลๆหลังจากหันมาอีกทีแล้วไม่เห็น
ร่างเพื่อนร่วมชั้น ริแอร์แสดงสีหน้าลำบากใจเล็กน้อย

"ไปสนุกกับวันสุดท้ายให้เต็มที่เถอะค่ะ เราคุยกันเมื่อไหร่ก็ได้"

เสียงใสจากผู้ใหญ่ใจดีดังขึ้นแผ่วเบา เมื่อได้ยินเช่นนั้นเด็กสาว
จึงกดปุ่มบังคับเคลื่อนทิศทาง หวังเร่งไปหาเพื่อนผู้ยืนรอคอย

"ขอบคุณนะคะสำหรับทุกอย่าง หนูสนุกกับที่นี่มากจริงๆ"

ริแอร์เปล่งเสียงแผ่วเบาหวังให้ได้ยินกันเพียงสอง จากนั้นจึง
บังคับรถเข็นเคลื่อนตัวจากออกไป เรเน่ยืนโบกมือลาด้วยรอยยิ้ม
ผู้ใหญ่สองคนยืนส่งรอจนกว่าเด็กๆจะลับตาไป

"เราก็กลับเข้างานกันบ้างไหมครับ?"
"นั่นสินะคะ"

ร่างบางสาวเท้าเดินนำระหว่างที่ผู้อำนวยการปัดแกว่งไม้เท้าคู่ใจ
เดินตามในระยะไม่ใกล้ไม่ไกลนัก สายลมอันคลุกเคล้าไปด้วย
กลิ่นอายลมทะเลทำให้รู้สึกผ่อนคลาย ภายในท้องฟ้ายามค่ำคืนนั้น
มีเพียงเสียงฝีเท้าของคนสองคนและเสียงของสายลมที่พัดผ่าน

"เรเน่ครับ?"
"คะ?"

ชายหนุ่มหยุดฝีเท้าลง เมื่อเสียงเดินหยุดนิ่งไปอีกฝ่ายจึงหันมอง
เธอก้าวขาถอยหลังสองสามก้าวเพื่อให้อยู่ใกล้ร่างสูงมากยิ่งขึ้น

"ผมมีโอกาสได้คุยกับคุณพ่อของแม็กด้วยละ.."
"อ้อ มาทันอย่างฉิวเฉียดเลยเนอะคะ"
"อืม"

เรเน่หันหลังกลับทำท่าจะเดินต่อไปหากโดนคว้าจับแขนไว้เสียก่อน
หลายครั้งเธอก็สงสัยเหลือเกินว่าทำไมชายตาบอดอย่างนรินทร์ถึงได้
มือแม่นยิ่งนัก แต่ตอนนี้สิ่งที่ต้องสนใจมากกว่าคือบรรยากาศที่เปลี่ยนไป

"ม มีอะไรเหรอคะ?"

"ท่านบอกว่าจริงๆแล้ววันนี้มีประชุมครั้งสำคัญ แต่ว่าอยู่ดีๆไฟก็ดับ
กลางการประชุมทำเอาแขกคนสำคัญพากันแตกตื่นเพราะคิดว่า
เกิดการก่อการร้ายขึ้น ตำรวจแห่กันมาทั้งโรงพัก ทุกอย่างวุ่นวาย
ไปหมด แต่ที่น่าแปลกคือไม่มีเรื่องอะไรมากไปกว่านั้นเลย
ไม่มีการจราจลหรือการลักขโมย ลักพาตัวก็ไม่มี ทุกอย่างที่
เกิดขึ้นมีเพียงไฟฟ้าที่ลัดวงจรจนดับไป"

ร่างสูงขยับตัวเข้าชิดคนตัวเล็กเบื้องหน้า ใจดวงน้อยสั้นระรัว
ด้วยความรู้สึกที่บรรยายลำบาก ดวงตาสีมะนาวชำเลืองมอง
ชายหนุ่มผู้โน้มศีษระเข้าใกล้ เขาเอ่ยกระซิบแผ่วเบา

"แปลกเนอะครับว่ามั้ย?"

นรินทร์ปล่อยแขนเรียวออกจากพันธนาการ แต่ช่างน่าแปลก
ที่ร่างบางได้แต่ยืนนิ่งสนิท ราวกับถูกตรึงไว้เช่นนั้น

"ไฟตกมั้งคะ เรื่องปกติจะตายไป"

เหงื่อหยาดใสผุดขึ้นบนขมับ ภายใต้เสียงเรียบแอบแฝง
ไปด้วยความสั่นคลอนที่แม้จะมีเพียงน้อยนิดแต่ก็ไม่สามารถ
รอดพ้นหูของชายตาบอดไปได้

"ที่ทำงานของคุณพ่อแม็กเวลมีระบบไฟสำรองเป็นของตัวเอง
ต่อให้ไฟดับทั้งซอยตึกๆนั้นก็ยังสามารถมีไฟฟ้าอยู่ได้ตามปกติ
แต่ครั้งนี้มีเพียงแค่ตึกนั้นที่ไฟดับ ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ไม่สามารถ
เกิดขึ้นจากความผิดพลาดทางเทคนิคได้เลย มีใครสักคนจงใจ
ทำให้มันเกิดขึ้น.."

นรินทร์โน้มตัวเข้ากระซิบข้างใบหูด้วยเสียงจางเบา
หวังให้รู้กันเพียงสอง

"วันนี้บอดิการ์ดของคุณไปไหนซะล่ะครับ?"

ร่างบางเด้งตัวออกห่างทันทีที่ได้ยิน ดวงตาสีมะนาวเบิกกว้าง
มองชายผู้คุ้นเคยกันดี

"....."
"เป็นอะไรไปครับ? ผมแค่เห็นว่าปกติพวกคุณตัวติดกันจะตาย
เลยสงสัยว่าทำไมเขาถึงไม่อยู่ในวันนี้"

ทั้งๆที่ผู้อำนวยการเอียงคอน้อยๆถามด้วยท่าทีไร้เดียงสา
ดวงหน้าเองก็ยังเต็มไปด้วยรอยยิ้มอบอุ่น แต่ทำไมหนอ
บรรยากาศรอบกายถึงได้ดูกดดันเพียงนี้

"น นรินทร์แปลกๆไปนะคะ..."
"ขอบคุณนะที่มองออกว่าผมกำลังไม่พอใจ"

ร่างสูงสาวเท้าเข้าใกล้ระหว่างที่อีกฝ่ายเองถอยออก
ทีละน้อยเช่นกัน

"ผมเชื่อว่าคุณไม่ได้อยากให้คนอื่นได้ยินเรื่องนี้หรอก"

ไล่ต้อนด้วยกายาเท่านั้นยังไม่พอ เขายังต้อนด้วยวาจา
อันเสียดแทงไปถึงกลางใจ หญิงสาวหยุดฝีเท้าลงทันใด
เธอกลืนน้ำลายเสียงดังเอือกหนึ่ง ชายหนุ่มเผยยิ้มมุมปาก
ก่อนเดินไปหยุดอยู่เบื้องหน้าร่างบาง

"พูดเรื่องอะไรน่ะคะ.."
"คุณว่ามั้ยว่ามันเป็นเรื่องบังเอิญมากที่อยู่ๆตึกประชุม
ก็ไฟดับในวันประชุมครั้งสำคัญ ทำให้ประชุมถูกยกเลิก
จนคุณพ่อของแม็กสามารถเดินทางมาร่วมงานเลี้ยง
เรียนจบของลูกชายได้ทันเวลาอย่างพอดิบพอดี"
"......."

"แล้วมันก็บังเอิญเหลือเกินที่ผมรู้จักกับผู้หญิงคนหนึ่ง
เธอเป็นคนที่ถนัดในการทำเรื่องให้ดูเหมือนเป็นความ
บังเอิญเช่นนี้..."

มือใหญ่ยกขึ้นควานหาศีรษะของอีกฝ่าย ก่อนที่จะ
ม้วนเรือนผมสีครีมเล่นเบามือ เขาโน้มเข้าใกล้จนต่าง
ฝ่ายต่างสัมผัสได้ถึงเสียงลมหายใจของกันและกัน

"ผมรู้จักเธอเป็นอย่างดีเลยล่ะ.."

หัวใจของหญิงสาวเต้นแรงเสียใจเหมือนจะหลุดออก
มาจากอก ทันใดนั้นเองที่ดวงตาสีมะนาวเหลือบเห็น
ร่างหญิงสาวคนรู้จักผู้เดินอยู่ไกลๆ

"คุณรัตตตต!!!"

เรเน่ตะโกนเรียกพร้อมดีดตัวพุ่งเข้าหาเจ้าของชื่อเร็วไว
เธอเข้าไปเกาะอยู่เบื้องหลังหญิงสาวเลขา

"ช่วยด้วยยย นรินทร์น่ากลัวเกินไปแล้ววว!!"

ขาเรียวบางสั่นหงึกๆ ผู้อำนวยการหัวเราะร่าก่อนจะเดิน
ตามมา เขาทักทายเลขาของตนพอเป็นพิธี

"แหม แถวนี้ร้อนจังเลยนะคะ"

รัตติกาลโบกมือพัดลมเข้าหาตัว คนฟังเลิกคิ้วเล็กน้อย

"ผมว่าวันนี้ลมก็เย็นดีออกนะครับ"

ขนาดคนขี้ร้อนอย่างนรินทร์ยังไม่เห็นด้วย เรเน่เองก็ยัง
มีเสื้อสูทตัวนอกของผู้อำนวยการคลุมไหล่อยู่ แม้จะ
เป็นคนตะวันตกหากก็มิอาจต้านทานลมทะเลได้

"จะให้ไม่ร้อนได้ยังไงล่ะคะ ถ่านไฟเก่าลุกโชนซะขนาดนี้"
"ไม่ใช่นะ!! นี่มันไฟพยาบาทเห็นๆ ฉันกำลังจะโดนฆ่าอยู่เนี่ย"
"งั้นคุณก็คงไปก่อเรื่องมาอีกแล้วสินะคะ"
"ง่ะ อะไรกัน!!"
"ก็ใช่น่ะสิครับ จะให้ไม่โกรธได้ยังไง"

ผู้อำนวยการเท้าเอวพร้อมทั้งพองแก้มไม่พอใจ

"ไม่ช่วยอะไรแล้วยังหาเรื่องให้คนอื่นเขาเป็นห่วงอีก"

รัตติกาลถอนหายใจก่อนจะส่ายหน้าปลงจิต

"นรินทร์~ คุณรัตว่าเน่อีกแล้วง่ะดูสิ~"

เจ้าของโรงเรียนย้ายฝั่งกลับไปยืนหลบหลังผู้อำนวยการ
หากกลับลืมไปสนิทใจว่าฝั่งนี้เองก็ขุ่นเคืองใจไม่แพ้กัน
ชายหนุ่มได้โอกาสจึงรีบพันธนาการร่างบางเอาไว้ก่อนที่จะ

"ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ"

เสียงหัวเราะดังลั่น แต่มันหาใช่เสียงหัวเราะที่มาจากความสุข
มันคือเสียงหัวเราะที่เกิดขึ้นจากการโดน 'จั๊กจี้'...

"ผมบอกคุณแล้วใช่มั้ยว่าอย่าทำเรื่องแบบนี้ เมื่อกี้พึ่งจะ
สัญญากันไปหยกๆเอง"
"ก๊ากกกกกกกกกกกกก ฮ่าๆๆๆๆ แต่... ฮ่าๆๆๆๆๆ
โอ๊ย!! แต่ว่า!!... ฮ่าาๆๆๆ ก็เรื่องมันเกิดก่อนที่จะ
สัญญากันนี่นา ฮ่าๆๆๆๆ"
"ยังจะมาแก้ตัวอีกนะ!! นี่แหน่!!"
"ฮ่าาาาาา โอ๊ยยย พอแล้วว ยอมแล้วว จะไม่ทำแล้วว"

หญิงสาวหัวเราะเสียจนเหนื่อยหอบแทบจะขาดใจ
ในที่สุดเธอก็ถูกปล่อยให้เป็นอิสระจนได้ นี่เป็นครั้งแรก
ที่รู้สึกว่าขืนต้องหัวเราะต่ออีกเพียงวินาทีเดียวก็คงจะหมดลม
ร่างบางยืนก้มค้ำมือไว้กับหัวเข่าระหว่างที่หอบหายใจแรง

"ว่าแต่คุณรัตมีอะไรกับพวกเรารึเปล่าครับ?"
"เอ้อ เกือบลืมเลย เด็กๆตามหาผอ.น่ะค่ะ"
"นั่นสินะ ผมเองก็หายมานานแล้วด้วยสิ"
"ไม่มีใครตามหาฉันบ้างเหรอคะ?"
"ไม่มีใครเขาตามหาคุณหรอกค่ะ"

เรเน่ทำปากยื่นเง้องอน เธอเดินแยกตัวออกไปอีกทาง

"ไปเดินชายทะเลคนเดียวก็ได้ เชอะ"

ผู้อำนวยการส่ายหน้ายิ้มๆ เขาหันหลังหวังเดินกลับ
เข้าไปในงานเลี้ยงเพื่อสังสรรค์ในค่ำคืนแห่งการลาจาก
รัตติกาลทำท่าจะเดินตามหากนึกอะไรบางอย่างขึ้นได้
จึงหยุดเดินหลังจากก้าวเดินไปเพียงไม่กี่ก้าว

"คุณเรเน่คะ"
"คะ?"

ดวงตาสีราตรีฉายแววไม่มั่นใจ ท่าทีนั้นดูอ้ำอึ้งไม่สม
กับมาดนิ่งขรึมอย่างที่มักจะเป็น การสนทนาถูกเว้น
จังหวะพักหนึ่งก่อนที่เลขาสาวจะเอ่ยขึ้น

"ขอบคุณนะคะ.. สำหรับตลอดเวลาที่ผ่านมา"

คนฟังกระพริบตาอย่างไม่เชื่อหู แม้แต่ผู้อำนวยการ
ที่เจอหน้ากันทุกวันก็ยังไม่คาดคิดว่าคำพูดเช่นนี้จะ
หลุดออกจากปากรัตติกาล ตลอดเวลาที่ผ่านมาเธอ
มักจะหาเรื่องจิกกัดกับเรเน่อยู่เสมอ แทบไม่เคย
เห็นคุยกันแบบปกติชนเลยด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้น
สิ่งที่เกิดขึ้นจึงเป็นเรื่องเหลือเชื่อพอตัว

"ขอบคุณเรื่องอะไรคะ?"

รัตติกาลเลิ่กลั่กไม่เป็นตัวเอง ริมฝีปากสวยประดับ
ด้วยสีแดงเข้มจากลิปติกนั้นขยับเหมือนจะพูดอะไร
บางอย่างหากไม่มีเสียงใดๆหลุดรอดออกมา
เลขาสาวเบี่ยงหน้าหลบสายตาด้วยใบหน้าระเรื่อสี
แดงก่ำ ไม่เคยมีใครได้เห็นสีหน้าแบบนี้ของรัตติกาล
มาก่อน

"ข ข ข..ขอบคุณที่คุณจ่ายเงินเดือนดิฉันตรงเวลา
ตลอดเวลาที่ผ่านมายังไงล่ะ!!"

เรเน่มองผู้พูดด้วยสีหน้าเอือมระอาและสายตาอันว่างเปล่า

"อะไรน่ะคะ? ซึนเดเระ?"
"ไม่ใช่ซะหน่อย!! ที่ดิฉันยังทนอยู่กับคุณก็เพราะว่าที่นี่
เงินเดือนพอใช้ได้หรอกนะ!!"
"'พอใช้ได้' อะไรไม่ทราบ ไม่มีเลขาคนไหนในโลกนี้เค้า
เงินเดือนเกือบเท่าผู้อำนวยการหรอกนะคะ!!"
"อยู่ต่ออีกหน่อยอาจจะเงินเดือนเท่ากัน.."
"พอเลยๆ"

รัตติกาลพึมพำคำนวนเงินอยู่ในหัว เจ้าของโรงเรียนรีบ
โวยวายพังความฝันนั้นก่อนที่ตนจะเดือดร้อน แต่ความจริง
แล้วเลขาสาวนั้นควบทั้งตำแหน่งจิตแพทย์ส่วนตัวรวมถึง
ไปช่วยงานในห้องพยาบาลของโรงเรียนบ่อยๆ เธอเป็น
คนที่คอยช่วยเหลือทั้งเรเน่และนริทร์มานับครั้งไม่ถ้วน
ตัวตนของรัตติกาลคือสิ่งสำคัญภายในโรงเรียนแห่งนี้
แม้เจ้าของโรงเรียนจะไม่อยากยอมรับความจริงนั้นก็
ตามแต่

"ฉันก็ขอบคุณเหมือนกันค่ะ ที่คุณช่วยเหลือจนเรามี
วันแห่งความสำเร็จนี้ร่วมกันได้"
"เปลี่ยนคำขอบคุณเป็นเงินโอทีได้ไหมคะ?"
"ยังจะเอาอีกเรอะ!!"

ผู้อำนวยการที่ยืนฟังอยู่นานหัวเราะแทรกการสนทนา
วันนี้เป็นวันที่เขาอารมณ์ดีและมีความสุขเป็นอย่างมาก
เรเน่และรัตติกาลเผยยิ้มหวานมองชายหนุ่มผู้แสนสุข
ต่างฝ่ายต่างรู้สึกภูมิใจในความสำเร็จ รวมทั้งรู้สึก
ขอบคุณในการคงอยู่ของกันและกัน พวกเขาจะไม่
สามารถมีวันนี้ได้เลยหากขาดใครคนใดคนหนึ่งไป
แม้จะไม่ได้เอ่ยกล่าวถ้อยคำลึกซึ้ง หากทุกคนก็รับรู้
ดีอยู่แก่ใจ

.
.
.

เจ้าของโรงเรียนขอแยกตัวมาเดินเล่นริมชายหาด
เบื้องหลังหอพักนักเรียนระหว่างที่ผู้อำนวยการกับ
เลขาส่วนตัวกลับไปยังงานเลี้ยงสังสรรค์ เรเน่ใน
ตอนนี้กำลังถือโทรศัพท์มือถือแนบกับหูข้างหนึ่ง
ลมทะเลพัดเรือนผมสีครีมปลิวไสว ดวงตาสีมะนาว
จ้องมองทะเลสีดำ ดวงจันทร์ทอแสงอบอุ่นสะท้อน
อยู่บนผืนน้ำกว้างสุดตา

"รายคะ ทุกอย่างเรียบร้อยดีนะคะ คุณพ่อของแม็กเวล
เข้างานทันแบบฉิวเฉียดเลย"

เธอรับฟังเสียงปลายสายระหว่างใช้เท้ากวาดทรายเล่น
คนถือปลายสายไม่ใช่ใครอื่นนอกจากบอดิการ์ดส่วนตัว
ของเธอ ราย เกร์ดีน

"ค่ะ ขอโทษนะคะที่ทำให้อดมาร่วมงาน ทั้งๆที่มีอาหาร
โปรดของรายเต็มไปหมดเลยแท้ๆ"

ร่างบางขยับตัวเดินวนไปมา สมาธิทั้งหมดอยู่ที่การสนทนา

"เน่สนุกมากเลยค่ะ วันนี้เป็นวันที่พิเศษมากจริงๆ"

เธอพยักหน้าตอบรับสิ่งที่ได้ยิน ทั้งๆที่อีกฝ่ายไม่มีทาง
รับรู้หรือเข้าใจได้

"ค่ะ ขอบคุณนะคะที่ช่วย ขอโทษจริงๆที่ทำให้ลำบาก
เดี๋ยวงานเลี้ยงเลิกแล้วจะกลับไปหานะคะ"

หญิงสาวยิ้มมองโทรศัพท์มือถือก่อนจะเก็บมันเข้ากระเป๋าถือ
จากนั้นจึงสอดแขนรอดแขนเสื้อสูทตัวนอกของผู้อำนวยการ
ถึงแม้จะอยู่ในประเทศเขตหนาวเป็นปกติแต่ก็ไม่ถูกกับลม
แรงๆอยู่ดี มือเล็กเอื้อมกอดตัวเองไว้หลวมๆ

"เป็นฝีมือเธอเองจริงๆด้วยสินะ"

ร่างบางสะดุ้งโหยง เมื่อหันตามเสียงที่เกิดขึ้นอย่างไม่มีปี่
ไม่มีขลุ่ยจึงพบกับร่างเล็กของชายชาวตะวันตกเจ้าของสถานะ
'ผู้รักษาการณ์หัวหน้าฝ่ายปกครอง'

"เหวอ!! ตกใจหมดเลย เอลิทนี่เอง"

ชายหนุ่มในร่างเด็กเดินออกมาจากด้านหลัง ถึงแม้จะเอลิท
จะมีความผิดพลาดทาง DNA ทำให้ร่างกายหยุดอยู่แค่อายุ
สิบสาม แต่เขาก็ยังสูงกว่าเรเน่นิดหน่อยอยู่ดี

"มาตั้งแต่เมื่อไหร่คะเนี่ย?"
"อยู่มาก่อนเธอจะมาอีก"
"เอ้า อยู่ก็ทักกันหน่อยสิคะ"
"ถ้าทักก็ไม่ได้ฟังความจริงน่ะสิ ก็คิดอยู่ว่าคุณพ่อของแม็กเวล
ยืนยันกับทางโรงเรียนแล้วว่าไม่สามารถร่วมงานวันนี้ได้
ปกติไม่ว่าจะงานสำคัญไหนๆก็ยังไม่เคยหน้าคาดตาสักที"
"นั่นแหละๆๆๆ แม็กน่าสงสารจะตายไปไม่ใช่เหรอคะ!!"

ดวงตาสีสภาจ้องมองคนหญิงสาวผู้ตามหาผู้ร่วมอุดมการณ์
ใบหน้าเยาว์วัยไม่แสดงออกซึ่งอารมณ์ใดๆ

"รู้ตัวใช่มั้ยว่าที่ทำลงไปมันไม่สมควร?"

หัวหน้าฝ่ายปกครองเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง

"รู้ค่ะ.. จะไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อนแล้วค่ะ.."

หญิงสาวตอบด้วยน้ำสียงหงอยเหงา เธอก้มหน้ามองต่ำ
ชายหนุ่มถอนหายใจน้อยๆทีหนึ่งก่อนจะก้าวมายืน
เคียงข้างคนที่ความสูงไล่เรี่ยกัน เขาเหลือบมองสำรวจ
คนข้างกาย สิ่งที่สะดุดตาคือเสื้อสูทสีดำตัวใหญ่

"ไม่ใช่ว่าเลิกกันแล้วเหรอ?"
"ไม่ได้ทะเลาะกันจนเลิกลาเข้าหน้ากันไม่ติดสักหน่อยค่ะ"
"งั้นเหรอ"

ชายร่างเล็กเบือนหน้ามองทะเลด้วยท่าทีเหมือนไม่สนใจนัก

"คิดยังไงกับการปราศรัยของแม็กเวลบ้างคะ?"
"สมแล้วที่เป็นประธานชมรมโสตที่ฉันเป็นที่ปรึกษา"
"หึหึ แปลว่าเอลิทเห็นด้วยกับตำแหน่งที่เน่เสนอ
ให้กับแม็กเขาสินะคะ"

ที่ปรึกษาชมรมโสตทัศนศึกษายักไหล่ทีหนึ่ง

"เอลิทคะ"
"หืม?"
"ขอบคุณนะคะ ที่คอยช่วยเหลือมาโดยตลอด"

เอลิทชำเลืองตามอง สีหน้าดูประหลาดใจไม่ค่อยเชื่อหูนัก

"ถ้ารู้สึกกระดากปากก็ไม่ต้องพูดก็ได้นะ"
"ไม่เลยค่ะ.. ไม่เลย"

เสียงใสเอ่ยเรียบง่าย หากแววตากลมโตเต็มไปด้วยความจริงจัง
เป็นตัวบอกว่าสิ่งที่พูดนั้นออกมาจากใจจริง เธอสบมองเอลิท
อย่างตรงไปตรงมา ครูฝ่ายปกครองไม่คุ้นชินกับเรื่องของ
ความรู้สึกมากนัก เพราะไม่รู้จะทำตัวเช่นไรจึงได้แต่หลบ
สายตามองผืนทราย

"ที่ฉันทำก็เพราะพี่ฝากฝังให้ฉันดูแลเธอ..."

เอลิท รอยด์ เป็นน้องชายในสายเลือดเพียงคนเดียวของ
บอร์น รอยด์ ก่อนที่จะเสียเขาได้เขียนจดหมายให้กับน้องชาย
เพื่อฝากฝังสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตของเขา นั่นก็คือ เรเน่ กิลเล็ต
เอลิทเคียดแค้นตัวตนของเรเน่มาตลอดเพราะคิดว่าเธอคือสาเหตุ
ในการเสียชีวิตของพี่ชาย รวมทั้งแย่งเวลาและความรักไปของ
พี่ชายไปจากเขา นอกจากพี่แล้วเอลิทก็ไม่มีใครที่สามารถ
ไว้เนื้อเชื่อใจได้อีกแล้วในชีวิตนี้ มีเพียงพี่ชายคนเดียวที่เขา
ทั้งรักและเคารพตลอดเวลาที่ผ่านมา

"ขอบคุณนะคะ แต่มันเพียงพอแล้วล่ะ.."
"หมายความว่ายังไง?"
"เอลิทคอยดูแลช่วยเหลือเน่มาหกปีเต็มๆแล้ว มันมากเกินพอ
แล้วค่ะ ต่อจากนี้ไม่จำเป็นต้องฝืนทำในสิ่งที่ไม่ชอบอีกแล้วนะ.."

ชายหนุ่มมองหญิงสาวด้วยแววตาสับสนไม่เข้าใจความ

"ก็เอลิทเกลียดเน่ไม่ใช่เหรอคะ?"
"......."
"เน่ไม่เคยต้องการให้ใครมาฝืนทำอะไรให้ เอลิทรู้ตัวรึเปล่าคะ?
ว่าตลอดเวลาที่เราอยู่ด้วยกันเอลิทมักจะแสดงสีหน้าเจ็บปวด"
"???"

คิ้วเรียวขมวดเข้าหากัน เขามองเธอด้วยสีหน้าอันปะปนไปด้วย
ความรู้สึกหลากหลาย จริงอยู่ที่เขาอาจจะแสดงสีหน้าแปลกๆ
ไปบ้าง แต่สิ่งที่รู้ดีคือมันไม่ได้มาจากการ 'ฝืนทน' เอลิทรับรู้
ความจริงตั้งเนิ่นนานแล้วว่าเรเน่ไม่มีทางเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิต
ของพี่ชาย จริงอยู่ที่เขาเคยเกลียดแค้นเธอ แต่นั่นมันก็เป็น 'อดีต'
สีหน้าเจ็บปวดที่เรเน่หมายถึงนั้น มันอาจจะมาจากความเปลี่ยน-
แปลงภายในจิตใจ...

"สีหน้าแบบนี้เลยค่ะ"
"ไม่ใช่แบบนั้น..."
"เน่เชื่อว่าพี่ชายของเอลิทคงไม่ได้ตั้งใจให้เอลิทมาฝืนทนดูแล
เน่หรอกค่ะ ถ้าเขารู้ว่าเอลิทจะต้องทรมานละก็ เขาคงไม่มีทาง
ฝากฝังอะไรแบบนั้นอย่างแน่นอน"

เรเน่กล่าวต่อโดยไม่ทิ้งช่วงให้คู่สนทนาได้พูดตอบ

"เน่รู้สึกขอบคุณจากใจที่มีเอลิทคอยช่วยดูแลโรงเรียน
รวมทั้งคอยเตือนสติเน่ในหลายๆครั้ง ในวันนี้เน่คิดว่าตัวเอง
ได้รับอะไรมาจากเอลิทมากพอแล้วค่ะ เอลิทไม่จำเป็น
ต้องทำตามคำฝากฝังของพี่ชายอีกต่อไปแล้วนะค.."
"ยัยบ้า!! เอาแต่พร่ามฝ่ายเดียวอยู่ได้!!"

ดวงตาสีมะนาวเบิกกว้าง เสียงใสผลันชะงักหยุดลง
เอลิทชักสีหน้าไม่พอใจ

"งั้นอะไรล่ะคะ คือสิ่งที่เอลิทคิด?"

ทั้งสองจ้องตากันไม่กระพริบ ถึงโบราณจะบอกว่าดวงตาคือ
หน้าต่างของหัวใจ แต่ช่างน่าแปลกที่พวกเขาไม่สามารถ
สื่อสารไปถึงใจของกันและกันเลยแม้แต่น้อย แม้ความเคียด-
แค้นที่มีไม่ใช่สิ่งที่สามารถลบเลือนได้ง่ายๆ หากอุปสรรคที่
ฝ่าฟันมาร่วมกันนับครั้งไม่ถ้วนทำให้กำแพงใจที่เคยมีถูกกัดกร่อน
เรื่อยมาจนแทบจางหายไป ทว่าถึงจะรู้อยู่แก่ใจแต่มันก็ไม่ใส่สิ่ง
ที่เขาสามารถพูดบอกไปได้ อีกใจหนึ่งก็หวังว่าหญิงสาวจะ
สามารถเข้าใจมันได้ด้วยตัวเอง แต่เขาลืมไปเสียสนิทใจว่า
อีกฝ่ายคือ เรเน่ กิลเล็ต ประธานบริษัทเวิร์ลผู้แสนเจ้าเล่ห์
มากแผนการ แต่ในเรื่องความรู้สึกแล้วเธอก็เป็นแค่ยัยซื่อบื้อ
คนหนึ่ง ชายหนุ่มเม้มปากแน่นด้วยความลำบากใจในสถานการณ์

"ม๊าฮะ!!"

เสียงบุคคลที่สามดังขึ้น ตามมาด้วยร่างสูงของเด็กหนุ่มผมทอง
เรเน่ละสายตาจากเอลิทเพื่อหันไปมองลูกชายที่ยืนอยู่ไกลพอตัว
เสียงที่ใช้เป็นเสียงตะโกนเพราะกลัวว่าเสียงจะตีกับเสียงคลื่น
จนคนฟังสารไม่ได้ศัพย์

"ผอ.ให้แม็กมาตามม๊าฮะ"
"นรินทร์ต้องการม๊างั้นเหรอ!!"

เรเน่ตอบด้วยดวงตาเป็นประกายแวววับ

"ผอ.ต้องการเสื้อสูทของแกที่อยู่กับม๊าฮะ!!~"

ประกายแห่งความสุขคงอยู่ได้เพียงเสี้ยววินาที ความจริงที่ฉุดกลับ
มาทำเอาหญิงสาวเกือบหน้าทิ่มลงทราย เธอหัวเราะแห้งๆแก้เก้อ
ก่อนจะหันมาพูดกับชายหนุ่มข้างกายด้วยเสียงที่แผ่วเบาลง

"เอาเป็นว่าไม่ว่าเอลิทจะรู้สึกยังไงก็ตาม แต่เน่จะไม่รับความ
ช่วยเหลือตามหน้าที่ของเอลิทอีกแล้ว"

ขาเรียวข้าวออกไปข้างหน้าหวังเดินไปหาลูกชายที่ยังยืนรอ
อยู่ไกลๆ เสียงใสเอ่ยประโยคปิดท้ายโดยไม่หันมองผู้ฟัง
แต่อย่างใด

"ต่อจากนี้ถ้าเน่ได้รับความช่วยเหลือจากเอลิทอีก เน่จะนับว่า
มันมาจากความรู้สึกจริงๆของเอลิท ไม่ใช่เพราะหน้าที่ใดๆ"

เธอสาวเท้าวิ่งออกไปข้างหน้า ไม่รู้ทำไมภาพหญิงสาวภายใต้
แสงจันทร์ในคืนนี้ถึงได้ดูแปลกตาไปกว่าทุกที อาจเป็นเพราะใน
ครั้งนี้ 'มุมมอง' ที่เขามีต่อเธอนั้น 'เปลี่ยนแปลง' ไปเล็กน้อย
หรือบางทีอาจจะเป็นแค่อิทธิพลความอ่อนไหวของวัน
แห่งการจากลา

"ครูเอลิทก็มาด้วยกันสิฮะ พวกเรากำลังจะถ่ายรูปหมู่กัน"

แม็กเวลฉีกยิ้มกว้างพร้อมทั้งโบกมือเรียกชายร่างเล็กผู้ยืนอยู่
ลิบตา มือเล็กที่กำแน่นค่อยๆคลายออก เอลิทถอนหายใจกับ
ตัวเองทีหนึ่ง เขาส่ายน้อยๆก่อนก้าวขาเดินไปสบทบ

"ยัยโง่เอ้ย.."

เสียงเล็กรำพันแผ่วเบาเพียงลำพัง

"รู้แล้ว!! นรินทร์ให้แม็กมาตามม๊าไปถ่ายรูปด้วยใช่ม๊า~"
"เอ.. เหมือนผอ.ไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้นะฮะ"
"นี่มันจะเกินไปแล้วนะ ไม่มีใครต้องการม๊าเลยจริงๆเหรอ"

เรเน่ครวญครางระหว่างงอแงกระทืบเท้าย่ำอยู่กับที่เหมือนเด็กๆ
เด็กหนุ่มเห็นแม่เสียใจจึงพูดปลอบด้วยดวงหน้าแสนไร้เดียงสา

"แต่บางครั้งแม็กก็ต้องการม๊านะฮะ!!"
"'บางครั้ง'งั้นเหรอ!! ฮืออออ~"
"ม ม๊า??"

เขาไม่ทันคิดว่าคำพูดส่งตรงจากใจโดยไม่ได้กลั่นกรองจะทิ่มแทง
หัวใจคนเป็นแม่หนักกว่าเก่า เด็กหนุ่มผู้ตามไม่ทันรีบปลอบประโลม
แม้ใจจะยังคงเต็มไปด้วยความสงสัย หญิงสาวเง้องอนหันหน้าหนี
เธอเดินลงน้ำหนักเท้าส่งเสียงดัง แม็กเวลเดินตามติดด้วยท่าทีแสน
ลนลาน เดินไปก็พยายามง้อไปพลาง

"งอแงเป็นเด็กๆไปได้"

เสียงหัวเราะของบุคคลที่สามดังขึ้น แต่คนฟังคงจะไม่ประหลาดใจ
เท่านี้หากเจ้าของเสียงไม่ได้เอ่ยขึ้นด้วย 'รอยยิ้มสดใส' เรเน่และ
แม็กเวลต่างยืนนิ่งจ้องมองชายร่างเล็กผู้เหมือนจะไม่รู้ตัวว่าตัวเอง
กำลังยิ้มอยู่ รอยยิ้มไร้เดียงสาเผยขึ้นบนใบหน้าชายหน้าเด็กที่มัก
จะเอาแต่เก็กขรึม เจ้าของโรงเรียนยิ้มมองภาพเบื้องหน้าด้วยแววตา
อ่อนโยน ตลอดเวลาที่ผ่านมาเรเน่ได้เห็นเอลิทจมอยู่ในวังวนของ
ความเคียดแค้น เธอที่เห็นอยู่ตลอดไม่สามารถทำอะไรได้เพราะ
ตัวเองเป็นสาเหตุของความเคียดแค้นนั้น ทว่าในวันนี้ วันที่เธอได้รับ
ความกล้าและกำลังใจมาจากบุคคลรอบกาย นรินทร์และแม็กเวล
ต่างบอกให้เธอก้าวไปข้างหน้า

เธอจึงตัดสินใจที่จะช่วยให้เอลิทได้ก้าวไปข้างหน้าเฉกเช่นเดียวกัน
แม้มันจะแปลว่าพวกเขาจะต้องตัดขาดกัน เอลิทอาจจะไม่มาคุยหรือ
ช่วยเหลือเธออีกแล้ว แต่ถ้านั่นมันจะทำให้เขาสามารถก้าวไปข้างหน้าได้
เพียงเท่านั้นเธอก็เพียงพอใจแล้ว และแม้การก้าวเดินจะต้องผ่านอุปสรรค
ความทรมานมากเพียงใด หากเขาต้องการแล้วละก็ เธอก็พร้อมจะ
เป็นที่พักพิงให้เสมอ เหมือนกับที่ผู้อำนวยการและแม็กเวล
จะคอยเป็นกำลังใจให้เธอตลอดไป

วันนี้เป็นวันที่เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นในชีวิตทุกคนภายใน
โรงเรียนควิ้นท์ บางคนเติบโตขึ้น บางคนได้ตัดสินใจบางสิ่ง
บางคนได้รับรู้สิ่งใหม่ๆ แม้ความสัมพันธ์จะเปลี่ยนสถานะไป
แม้เด็กชายนักเรียนจะแปรเปลี่ยนสถานะกลายเป็นคนทำงาน
แม้คนๆนึงจะไม่สามารถลืมไฟแค้นในอดีตได้อย่างสุดใจ
แต่สิ่งหนึ่งที่พวกเขารับรู้ร่วมกัน คือการที่พวกเขาจะมี
กันและกันอยู่เสมอไม่ว่าอนาคตที่เลือกก้าวเดินนั้นจะพบเจอ
กับอะไรก็ตามแต่ แม้ว่าเหล่าคณะผู้ขับเคลื่อนโรงเรียนแห่งนี้
จะเต็มไปด้วยคนปากหนักแถมยังปากไม่ตรงกับใจ แต่พวกเขา
ก็คือ 'ครอบครัว' ที่พร้อมจะก้าวเดินเกื้อหนุนกันไป แม้บางคนจะ
ยังไม่รู้ตัวว่าถูก 'นับรวม' อยู่ในครอบครัวนี้ หากความสัมพันธ์
และความรู้สึกภายในใจนั้นคือสิ่งที่จะเชื่อมโยงพวกเขาไว้ด้วยกัน




"ทุกคนล้วนมี 'ครอบครัว' เป็นของตัวเอง แม้พวกเขาจะไม่ได้ร่วม
นามสกุลหรือมีสายเลือดเดียวกัน แต่ยามใดที่คุณมีปัญหาทุกข์ยาก
ขอให้คุณลองเงยหน้าขึ้นมองรอบข้าง หากคุณได้พบกับใครละก็
เขาคนนั้นนั่นแหละคือ 'ครอบครัว' ของคุณ.. หืม?..
ครอบครัวของผมน่ะเหรอ?..

ก็ 'คุณ' ไง"

- นรินทร์




THE END
Quiant School Season 1
Maxwell,Narin,Reine,Rattigan side.




สิ่งนี้ไม่สามารถอ่านเป็นแนวทางประกอบทำภารกิจได้ซะทีเดียว
เพราะสเกลใหญ่เกินไป แต่สามารถอ้างอิงเนื้อเรื่องหรือเชื่อม
เนื้อเรื่องกันได้ตามสะดวกนะครับ ผมเขียนเพราะอยากอัพเดท
ชีวิตตัวละครและความก้าวหน้าของตัวละครแต่ละตัวมากกว่า
สำหรับคนที่อ่านจนจบมาถึงตรงนี้ผมขอขอบคุณเป็นอย่างมาก
โรงเรียนเราจะมีวันนี้ไม่ได้เลยถ้าขาดความร่วมมือของทุกๆคน
จากนี้เราก็มาก้าวหน้าไปด้วยกันอีกขั้นหนึ่งนะครับ!!

Signature ------------------------------------------------>
My enemy's me, I don't know how to fight

DJ. Alex Lam
นักการทูตประจำโรงเรียน

INFO. Maxwell Sonner
Ore Ore : 24
Spirit Point : 23820
CHIPS +150 K


ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Lesson 40 - Mawxell side

ตั้งหัวข้อ  EinZ on Thu 05 May 2016, 03:33

มาลงชื่อว่าอ่านจนจบครับ
ยินดีกับทุกคนด้วยนะครับ

Signature ------------------------------------------------>
Blind can't hide your Heart
--Can you hear my heart?---

เป็นปู่นี่มันหล่อจริงๆ ( ͡° ͜ʖ ͡°)



EinZ

INFO. Isara Pattanasak
ผช.ศ.ภาควิชาภาษาเบรลล์
ชมรม : สภานักเรียน (★)
-10% Grade Exp.

Ore Ore : 299
Spirit Point : 98451509
CHIPS +63 M 48 K 764

สามารถ สวมใส่-ถอด เข็มกลัดชิ้นนี้ได้ทันทีโดยไม่จำเป็นต้องใช้ไอเทม | ไม่เสียค่าใช้จ่ายของกรงในการเก็บมาสค็อตที่ติดประกาศนียบัตรนี้ลงคลังมาสค็อต

PASSPORT
[ VISA ]:

[ Grade Exp. ]:
436/1720  (436/1720)

ดูข้อมูลส่วนตัว http://dongseng23.deviantart.com

ขึ้นไปข้างบน Go down

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน

- Similar topics

Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ
QUAINT & NOBLEMAN (EST.1990) © Copyright 2015, All Rights Reserved.