วันๆของแม็กเวลก็งี้แหละ [END]

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

วันๆของแม็กเวลก็งี้แหละ [END]

ตั้งหัวข้อ  DJ. Alex Lam on Fri 20 May 2016, 21:17

วันๆของแม็กเวลก็งี้แหละ Maxwell no Nichijou
เป็นนิยายสั้นที่อธิบายถึงงานของแม็กเวลในฐานะของ
'นักการฑูตประจำโรงเรียน' ครับ วันนึงๆผมได้ทำอะไรบ้าง
เราตามไปดูพร้อมๆกันเลย~





Intro

สวัสดีค่ะ ฉันเป็นนักข่าวมือใหม่ของสำนักพิมพ์ชื่อดังแห่งหนึ่ง
วันนี้ได้รับมอบหมายให้มาทำข่าวเกี่ยวกับโรงเรียนมัธยมที่หนึ่ง
ที่ตั้งอยู่ในจังหวัดเพรชบุรี เห็นว่าเป็นโรงเรียนพิเศษที่รับเฉพาะ
เด็กที่มีความพิการหรือป่วยในแบบที่ต้องรับการดูแลจากหมอ
อย่างใกล้ชิด ฟังดูแล้วเหมือนสถานสงเคราะห์ชอบกลแฮะ
คงจะเป็นสถานที่เล็กๆที่ดูอบอุ่นและมีเด็กๆวิ่งรายล้อมครู
ผู้สูงวัยที่ใบหน้าเปื้อนไปด้วยรอยยิ้ม อะไรประมาณนั้นมังคะ

ฉันมองออกไปยังนอกหน้าต่างรถแท็กซี่ โรงเรียนแห่งนี้ตั้งอยู่
ในพื้นที่ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เพราะฉะนั้นจึงเงียบสงบ
และร่มรื่นไปด้วยต้นไม้เต็มสองข้างทาง ด้านหลังต้นไม้ที่ไกล
ออกไปสุดสายตาเป็นที่ตั้งของทะเลสีฟ้าสดใสที่ทอประกายแสง
ระยิบระยับจากแสงแดด แท็กซี่ขับผ่านโรงแรมหรูริมฝั่งทะเล
โรงแรมงั้นเหรอ.. ฉันก็อยากพักร้อนกับเขาบ้างจัง

"เอ่อ.. คุณครับ"

เสียงคุณลุงขับแท็กซี่ดังขึ้น ฉันจึงละสายตาไปมองแกแทน

"แปลกจังแฮะ หาโรงเรียนไม่เจอเลย น่าจะอยู่แถวนี้แท้ๆ"

คุณลุงพูดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดเล็กน้อยเพราะรู้ว่ากำลังจะ
ได้เข้าร่วมเกมส์หาสมบัติโดยไม่ตั้งใจ เนื่องจากแถวนี้
เป็นพื้นที่ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ จึงจำเป็นจะต้อง
ได้รับอนุญาตจากทางโรงเรียนเสียก่อนถึงจะเข้ามาได้
แน่นอนว่าฉันไม่เคยมีโอกาสได้เข้ามาที่นี่มาก่อน
เพราะฉะนั้นฉันจึงไม่ได้รู้อะไรมากไปกว่าลุงแท็กซี่เลย

"ลองวนกลับไปดูหน่อยไหมคะ โรงเรียนอาจจะเล็กมาก
จนเรามองข้ามไป"

นี่พวกเขาเรียนกันในกระท่อมเล็กๆกลางป่าหรือยังไง
ถึงได้คลาดสายตาไปได้ ทั้งๆที่ฉันก็มองรอบข้างอยู่
ตลอดแท้ๆ คุณลุงแท็กซี่วนรถกลับทางเดิมอีกรอบด้วย
คิ้วที่ขมวดมากกว่าเก่า หวังว่าเขาจะไม่ปล่อยฉันลงตรงนี้นะ
ระหว่างที่รถขับเคลื่อนไปฉันก็คว้าแฟ้มงานมาเปิดหาข้อมูล
เพิ่มเติมเกี่ยวกับโรงเรียน เอ.. โรงเรียนเพื่อผู้พิการในนาม
ของควิ้นท์ โรงเรียนมีชื่อว่าควิ้นท์สินะ?

ฉันเงยหน้าขึ้นมองนอกหน้าต่างอีกครั้ง พยายามจะหา
เบาะแสที่พอเป็นไปได้ ครั้งนี้คุณลุงเลือกขับถนนเส้น
เลียบชายทะเล ทันใดนั้นเองที่สายตาสะดุดเข้ากับป้าย
อันใหญ่ที่เขียนว่า...

"ลุงคะ หยุดก่อน!!"
'เอี๊ยดดด!!'

รถเบรกลงกะทันหัน เรียกได้ว่าถ้ามีรถตามมาข้างหลัง
คงชนไปแล้ว ถ้าไม่คาดขาดเข็มขัดป่านนี้คงหลุดไปนั่ง
อยู่เบาะหน้าแล้ว สายเลือดนักซิ่งของลุงนั้นไม่ธรรมดา
แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นในตอนนี้ก็คือ!!

"Quaint?..."

เสียงที่พูดนั้นตะกุกตะกักเล็กน้อยเพราะไม่แน่ใจว่า
ออกเสียงถูกหรือไม่ รวมทั้งแปลกใจไม่คิดว่า 'โรงแรม'
ที่เห็นเมื่อชั่วครู่จะเป็น 'โรงเรียน' ฉันเพ่งสายตาอ่าน
ข้อความตัวเล็กที่เขียนกระกอบอยู่ด้านล่างป้ายอันใหญ่

"โรงเรียนเพื่อผู้พิการในนามของควิ้นท์...."
"เอ๋!?!"

ฉันร้องลั่นมองตึกสูงที่ตั้งอยู่ริมชายฝั่งทะเล นี่ไม่ใช่
โรงแรมเครือเซ็นทาร่าแต่เป็นโรงเรียนอย่างนั้นน่ะเหรอ!!

.
.
.

เมื่อลงจากแท็กซี่แล้วฉันจึงเดินเข้าไปยังป้อมยามเพื่อ
สอบถามให้แน่ใจอีกครั้ง

"ข ขอโทษนะคะ.. ที่นี่ใช่โรงเรียนควิ้นท์รึเปล่าคะ?"
'คิดยังไงถึงซื้อโรงแรมมาทำเป็นโรงเรียนคะ?..'

คำถามที่สองถูกเอ่ยขึ้นเพียงในใจ ชายในป้อมยาม
มองฉันตั้งแต่หัวจรดเท้าก่อนจะเอ่ยถามเสียงเข้ม

"ใช่ครับ มีใบอนุญาตเข้าโรงเรียนหรือเปล่าครับ?"

ฉันควานหยิบใบอนุญาตภายในแฟ้มงานยื่นส่งให้
สำหรับโรงเรียนแล้วที่นี่ถือว่ามีระบบการป้องกัน
ค่อนข้างเข้มงวด ทั้งๆที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ไม่น่ามีใคร
บุกรุกได้ง่ายๆแท้ๆ... ฉันหยิบสมุดเล่มเล็กขึ้นมา
จดรายละเอียดนี้ลงไป ได้เวลาเริ่มทำงานแล้ว!!

"ยินดีต้อนรับครับ"

ผู้รักษาความปลอดภัยโค้งศีรษะให้เล็กน้อยก่อนจะ
เปิดที่กั้นทางออกให้ สิ่งแรกที่ได้สัมผัสเมื่อก้าวเข้ามา
คือลมทะเลแสนสดชื่น ว้าววว ที่นี่กว้างมากเลยแฮะ
ฉันมองซ้ายขวาด้วยความประทับใจ นอกจากเสาธง
ที่ตั้งอยู่หน้าตึกเรียนแล้วที่นี่ก็ไม่ได้เหมือนโรงเรียน
เลยสักนิด บรรยากาศและสถานที่สุดหรูแห่งนี้ทำเอา
ฉันอยากหักขาตัวเองสักข้างเผื่อผู้ปกครองจะส่งมา
เรียนบ้าง แต่ก็ได้แต่นึกติดตลกเพราะรู้ว่าชีวิต
การพิการคงไม่ใช่เรื่องง่ายขนาดนั้น

ฉันควานหาข้อมูลในแฟ้มอีกครั้งหนึ่ง ดูเหมือนว่า
จะต้องไปรายงานตัวที่ตึกประชาสัมพันธ์.. อ๊ะ นั่นไง
เข้ามาถึงก็เจอเป็นอย่างแรกเลย ฉันรีบสาวเท้าเข้า
ตึกกระจก เพราะมัวแต่หลงทางจึงทำให้มาสาย
นิดหน่อย ถ้าอีกฝ่ายไม่เคร่งเรื่องเวลาก็คงจะดี
ทันทีที่ก้าวเข้ามาในตึกกระจกก็สัมผัสได้ถึงอากาศ
เย็นฉ่ำจากแอร์ กลิ่นสะอาดทำให้รู้ว่าโรงเรียนแห่งนี้
ใส่ใจเรื่องความสะอาดเป็นพิเศษสมกับเป็นโรงเรียน
เพื่อผู้ป่วย

ฉันเดินไปหยุดอยู่ที่เค้าน์เตอร์ประชาสัมพันธ์และ
นำเอกสารอีกตัวยื่นให้พนักงานสาวผู้ยืนยิ้มต้อนรับ
แม้โรงเรียนแห่งนี้จะน่าสนใจมากแต่ก็น่าเสียดาย
ที่ครั้งนี้ฉันไม่ได้มาทำข่าวเกี่ยวกับตัวโรงเรียน
เป็นพิเศษ

"กรุณารอสักครู่นะคะ ดิฉันจะไปเรียกคุณทูตมาให้"

ใช่แล้ว วันนี้ฉันมีนัดสัมภาษณ์และทำข่าวติดตาม
ชีวิตของบุคคลตำแหน่งแปลกๆอย่าง

'นักการทูตประจำโรงเรียน'

ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ฉันไม่เคยได้ยินที่ไหนมาก่อนจริงๆ
จะว่าไปตั้งแต่ก้าวแรกที่ก้าวมาในโรงเรียนแห่งนี้ฉัน
ก็ได้พบกับสิ่งแรกที่ไม่เคยพบเคยเห็นที่ไหนมาก่อน
มาตั้งหลายอย่างแล้ว ฉันไม่มีญาติเป็นผู้พิการหรือ
ผู้ป่วยหนักมาก่อน ฉันไม่เคยรู้ว่าพวกเขาใช้ชีวิตกัน
อย่างไรบ้าง แต่ก็พอจะเดาได้ว่านี่ไม่ใช่ไลฟ์สไตล์
ผู้ป่วยทั่วไปอย่างแน่นอน พนักงานสาวผายมือเชื้อเชิญ
ให้นั่งรอบนเก้าอี้ก่อนที่เจ้าตัวจะเดินไปอีกทาง

ฉันใช้เวลารอไปกับการจดสิ่งต่างๆลงไปในสมุดเล่มเล็ก
ทั้งสิ่งที่ได้สัมผัส ความรู้สึกที่ได้จากโรงเรียนแห่งนี้
ฉันมักเป็นคนช่างสังเกตในรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ
และนั่นคือสาเหตที่ทำให้ฉันกลายมาเป็นนักข่าว
แม้จะเริ่มต้นชีวิตทำงานได้ไม่นานแต่ก็รู้สึกสนุกไป
กับมันมาก การได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆนั้นเหมือนกับการ
ที่เราได้ก้าวหน้าในเส้นทางชีวิตไปอีกขั้น ฉันยิ้มอารมณ์
ดีระหว่างเขียนนู้นจดนี่ลงไปในกระดาษเรื่อยเปื่อย

"เอ่อ.. ขอโทษนะครับ"

ไม่แน่ใจว่าเวลาผ่านไปเท่าไร เสียงผู้ชายคนหนึ่งเป็นคน
ปลุกให้หลุดออกจากภวังค์ความคิดของตัวเอง เมื่อเงย
หน้าขึ้นจึงได้พบกับ..

'ฝรั่งหล่อคือพ่อของลูก'





TBC ๐ ๐ ๐


แก้ไขล่าสุดโดย DJ. Alex Lam เมื่อ Sun 22 May 2016, 00:48, ทั้งหมด 2 ครั้ง

Signature ------------------------------------------------>
My enemy's me, I don't know how to fight

DJ. Alex Lam
นักการทูตประจำโรงเรียน

INFO. Maxwell Sonner
Ore Ore : 24
Spirit Point : 23820
CHIPS +150 K


ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วันๆของแม็กเวลก็งี้แหละ [END]

ตั้งหัวข้อ  DJ. Alex Lam on Fri 20 May 2016, 23:33

EP.01

คนที่ยืนอยู่เบื้องหน้าคือชายหนุ่มชาวต่างชาติเจ้าของ
เรือนผมสีทองและดวงตาสีเทาแสนแปลกตา เขาอยู่ในชุด
ไปรเวทสบายๆอย่างเสื้อยืดกางเกงยีนส์และรองเท้ากีฬา
ด้านนอกเสื้อยืดถูกสวมทับด้วยเสื้อสูทสีน้ำตาลสุภาพ
เขายื่นมือเข้าหาฉันที่ยังคงนั่งอยู่ แม้จะยื่นมือไปจับตอบ
แต่ใจยังคงงงๆกับสถานการณ์อยู่เล็กน้อย

"ผม แม็กเวล ซอนเนอร์ นักการทูตประจำโรงเรียน
ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ"

เขาเอ่ยแนะนำตัวก่อนจะคลี่ยิ้มกว้างให้อย่างอารมณ์ดี
ขุ่นพระ... ฉันรีบเอามือบังจมูกเพราะรู้สึกว่าเลือดกำเดา
จะไหลออกมาได้ทุกเมื่อ โอ๊ย!! หล่อมาก!! ยิ่งยิ้มยิ่ง
หล่อ หล่อวัวตายควายตะลึง ตั้งสติให้ดีๆสิ นี่เรามา
ทำงานนะ ไม่ได้มาดูโอปป้า!!

"ว วนิดาค่ะ.. เป็นนักข่าวจากสำนักพิมพ์ที่ติดต่อมา
วันนี้ต้องขอฝากตัวด้วยนะคะ..."

ฉันพูดเสียงสั่นก่อนจะลุกขึ้นยืนทักทายอย่างเป็นพิธี
โห สูงอยู่เหมือนกันแฮะ น่าจะ 180+ ได้อยู่

"คุณวนิดาสินะ วันนี้จะติดตามการทำงานของผม
ระหว่างที่คอยสัมภาษณ์ไปตลอดทั้งวันสินะครับ"
"ใช่ค่ะ รบกวนด้วยนะคะ"
"แฮะๆ มีคนมาติดตามแบบนี้รู้สึกเกร็งอยู่เหมือนกันแฮะ
แต่ยังไงก็ต้องฝากตัวด้วยนะครับ"

โอ๊ย หยุดยิ้มเถอะค่าา เดี๋ยวก็ได้ไปคุยต่อที่โรงพยาบาล
กันพอดี เลือดลมยิ่งไม่ค่อยดีอยู่ ฉันสูดหายใจเข้าก่อน
จะหันมองนักทางทูตที่เดินนำหน้าไปสองสามก้าว

"งั้นก็ไปกันเถอะครับ"

.
.
.

ชายหนุ่มนำทางออกจากตัวตึกอีกครั้ง ยืนรออยู่ชั่วอึดใจ
ก็มีรถสีดำคันหนึ่งขับมาจอดเบื้องหน้าพวกเรา เขาเปิดประตู
ก่อนที่จะเอ่ยขึ้น

"เชิญครับ คุณวนิดา"

ตามข้อมูลที่เขียนอยู่นั้นตำแหน่งนักการทูตประจำโรงเรียน
ถือเป็นตำแหน่งระดับสูงและเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้บริหารระดับ
สูงของโรงเรียน แต่เขากลับไม่ถือตัวเลยแม้แต่น้อย
สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยรอยยิ้มไมตรีแสนสดใส
ฉันพยักหน้าขอบคุณก่อนที่จะก้าวขาเข้าไปในรถ
เขาปิดประตูเบามือก่อนที่จะเดินไปเข้าประตูอีกฝั่งหนึ่ง
ตัวรถเคลื่อนตัวออกไป ฉันชำเลืองมองชายข้างกาย
เมื่อสายตาสบกันฉันจึงนึกได้ว่าตัวเองควรจะเริ่มการ
สัมภาษณ์ในช่วงเวลาที่มีอยู่นี้

"ฉันนึกว่าคุณจะขับรถไปทำงานด้วยตัวเองเสียอีกนะคะ"

ว่าแล้วฉันก็เริ่มหยิบสมุดเล่มเล็กขึ้นจด นักการทูต
ประจำโรงเรียนเป็นคนไม่ถือตัว เขาเดินทางไปทำงาน
โดยมีรถรับส่งจากทางโรงเรียน

"ฮะๆๆๆ ผมกำลังเก็บเงินซื้อรถของตัวเองอยู่น่ะครับ
อันที่จริงปกติผมก็นั่งรถแท็กซี่ไปกลับเวลาไปทำงานนะ
แต่ผมกลัวว่าคุณจะไม่สบายตัว วันนี้เลยขอให้ทาง
โรงเรียนขับรถให้ ว่าแล้วก็ขอบคุณมากนะครับ"

เขาชะโงกตัวไปพูดกับชายคนขับรถ รอยยิ้มที่มีบ่งบอก
ถึงความขอบคุณที่ส่งตรงออกมาจากใจ ความจริงแล้ว
มันควรจะเป็นหน้าที่ของเขาอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ?...

"ผมน่ะอยากขับรถรับส่งคุณทูตจะตายไปครับ
คุณนั่นแหละที่ดื้อจะไปไหนมาไหนด้วยตัวเอง"

คนขับรถกลั้วหัวเราะน้อยๆด้วยท่าทีสบายๆ เขามีความ
สัมพันธ์ที่ดีกับพนักงานระดับต่ำกว่า นั่นคือสิ่งที่ฉันจด
เพิ่มลงในบันทึก

"ก็ผมอยากจะพึ่งพาตัวเองนี่นา~ เก็บเงินอีกนิดผมก็
จะมีรถขับเองแล้ว!!"

เขากล่าวด้วยดวงตาอันเต็มเปี่ยมไปด้วยประกายแห่งหวัง
เหมือนกับเด็กๆเลยแฮะ ฉันยิ้มเอ็นดูก่อนจะถามคำถามต่อ

"เรากำลังจะไปไหนกันเหรอคะ?"

ฉันถามโดยถือปากกาเตรียมจดคำตอบ

"เช้านี้ผมมีประชุมกับโรงเรียนพันธมิตรของโรงเรียนเรา
หัวข้อประชุมวันนี้คือเรื่องหลักสูตรการเรียนการสอนครับ
แต่บางทีเราก็คุยเรื่องการดูแลนักเรียนหรือเรื่องทั่วไป"

ระหว่างที่จดตามก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นได้จึงเงยหน้าขึ้นถาม

"นั่นไม่ใช่งานของผู้อำนวยการหรอกเหรอคะ?"

เขากลั้วหัวเราะชอบใจ นี่เราเผลอทำหน้าตาแปลกๆ
หรือเปล่านะ?

"ผู้อำนวยการท่านพิการทางสายตาน่ะครับ จะเดินทาง
อะไรก็ลำบาก แล้วก็ไม่ใช่ทุกคนในสังคมด้วยที่จะเปิดใจ
ยอมรับผู้พิการ เพราะฉะนั้นผมจึงทำหน้าที่ทดแทนส่วน
ที่ผู้อำนวยการท่านไม่สะดวก.."

แม้จะเพียงแวบเดียวแต่ฉันก็สังเกตได้ถึงแววตาหม่นหมอง
เขาคงจะมีความผูกพันธ์กับผู้อำนวยการโรงเรียนระดับหนึ่ง
หรือว่ามันจะมาจากจิตใจอาธรที่มีต่อคนรอบข้างกันนะ?

"ถ้าอย่างนั้นก็คงพูดได้ว่าคุณคือผู้อำนวยการคนที่สองสินะคะ"
"โอ๊ย ไม่เลยครับ ไม่เลย!!"

นักการทูตโบกไม้โบกมือปฏิเสธด้วยท่าทีแสนเลิกลั่ก
ฉันอดที่จะหัวเราะไม่ได้

"เรียกว่าเป็นตัวแทนผู้อำนวยการดีกว่าครับ ผมคือ 'เสียง'
ของท่านในยามที่อยู่นอกโรงเรียน เป็นคนส่งสารของท่าน
แต่ไม่มีอำนาจตัดสินใจแทนแต่อย่างใด"
"อย่างนี้นี่เอง"

มือจดตามเร็วไวระหว่างที่หูก็ยังคงตั้งใจฟัง แปลว่าโรงเรียน
แห่งนี้แต่งตั้งตำแหน่งที่เรียกว่านักการทูตขึ้นมาเพื่อทดแทน
ส่วนที่ผู้อำนวยการไม่สามารถทำได้ สำหรับฉันแล้วนอกจาก
การเป็น 'เสียง' แล้วฉันยังคิดว่าเขาคือ 'ดวงตา' ของผู้อำนวย-
การอีกด้วย พอได้ฟังคำอธิบายแล้วก็ทำให้เข้าใจความสำคัญ
ของตำแหน่งนักการทูตประจำโรงเรียนแห่งนี้มากขึ้น

รถเคลื่อนตัวมายังใจกลางเมืองเพรชบุรี ช่วงกลางวันถึงแม้
จะรถติดบ้างแต่ก็ไม่เท่ากับกรุงเทพแถวบ้านฉัน รถจอดตัวลง
หน้าตึกสูงแห่งหนึ่ง ดูเหมือนจะเป็นตึกออฟฟิศของบริษัทต่างชาติ

"บางทีเราก็ประชุมในสถานที่เช่าแบบนี้ บางทีก็ประชุมในโรงเรียน
ของพันธมิตรคนใดคนหนึ่งครับ บ่อยครั้งก็ประชุมกันที่โรงเรียนเรา
เพราะทุกคนบอกว่าชอบบรรยากาศของโรงเรียนเรามาก"
'ก็แหงละสิคะ โรงแรมห้าดาวยังอายซะขนาดนั้น'

ฉันคิดในใจระหว่างมองชายหนุ่มที่เปิดประตูลงจากรถไป
เมื่อเห็นเช่นนั้นจึงทำท่าจะเปิดประตูลงรถบ้าง

"อ๊ะๆๆ ไม่ต้องครับ"

ฉันหยุดมือก่อนจะหันมองคนพูดที่ยืนอยู่นอกรถ เขาก้มตัวลง
เพื่อที่จะคุยกับฉัน นักการทูตเอ่ยพูดด้วยรอยยิ้มกว้าง

"เดี๋ยวผมเปิดให้ วันนี้ให้ผมแทคแคร์คุณนะ"

แอร๊ยย จะแทคแคร์ไปตลอดชีวิตเลยก็ได้นะคะ ฉันได้แต่
กรีดร้องอยู่ในใจพลางนั่งเฉยๆรอให้นักการทูตมาเปิดประตูให้

"ผมคงให้คุณเข้าร่วมประชุมด้วยไม่ได้ อาจจะใช้เวลาสัก
สองสามชั่วโมง ถ้าคุณหิวก็ชวนลุงแดงไปทานข้าวก่อนได้นะครับ"

ลุงแดง?.. เมื่อมองตามสายตาของนักการทูตไปจึงเห็นว่าเขา
มองไปทางคนขับรถ อ่อ ลุงแดงคือคุณคนขับรถเองสินะ

"แล้วคุณ.."

ตายละหว่า ในหัวเอาแต่พร่ำเรียกพ่อของลูก ลืมไปแล้วว่า
เขาชื่ออะไร จะเปิดสมุดข้อมูลดูก็คงจะเสียมารยาท

"แม็กเวลครับ"

คุณแม็กเวลฉีกยิ้มสดใส รู้ทันด้วยแฮะว่าฉันจำชื่อไม่ได้
ถึงจะดูเรื่อยๆเอื่อยๆแต่ก็ช่างสังเกตมากกว่าที่เห็นพอตัว

"เดี๋ยวผมค่อยทานทีหลังก็ได้ครับ ว่าแต่ผมจะโดนดุอีก
ไหมน้อ~ ชอบโดนตำหนิเรื่องการแต่งกายอยู่เรื่อยเลย"

เขาพูดระหว่างก้มมองชุดตัวเอง จากนั้นจึงมองคนรอบข้าง
ที่แต่งกายชุดสูทสุภาพ แม้แต่ฉันเองวันนี้ก็ใส่เสื้อสูทและ
กระโปรงทรงเอสีสุภาพ สีหน้าหงอยๆนั้นทำให้อดแหย่เล่นไม่ได้

"สนใจไปทำงานเป็นนายแบบสำนักพิมพ์ฉันแทนไหมล่ะคะ?"

คุณแม็กเวลกระพริบตาปริบๆอยู่ครู่นึง จากนั้นจึงกลั้วหัวเราะชอบใจ
เราต่างจ้องมองซึ่งกันและกันด้วยรอยยิ้มที่ประดับอยู่บนใบหน้า
ก่อนที่นักการทูตจะขอตัวไปทำงานชิ้นแรกสำหรับวันนี้




TBC ๐ ๐ ๐

Signature ------------------------------------------------>
My enemy's me, I don't know how to fight

DJ. Alex Lam
นักการทูตประจำโรงเรียน

INFO. Maxwell Sonner
Ore Ore : 24
Spirit Point : 23820
CHIPS +150 K


ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วันๆของแม็กเวลก็งี้แหละ [END]

ตั้งหัวข้อ  DJ. Alex Lam on Sat 21 May 2016, 02:16

EP.02

"รอนานรึเปล่าครับ?"

เสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นจากด้านหลัง เมื่อหันไปจึงกับพบกับร่างของ
นักการทูต ฉันยิ้มให้เขาก่อนจะหันมองนาฬิกา บ่ายสองกว่าแล้ว
หรือเนี่ย ฉันใช้เวลาว่างไปกับการนั่งเขียนเรื่องวันนี้อยู่ที่ห้อง
รับรองแขก

"ไม่เลยค่ะ ฉันนั่งเขียนนู้นเขียนนี่เพลินๆ"

ฉันพูดพลางยกสมุดให้ดู คุณแม็กเวลเดินเข้าหาและเท้ามือ
กับโต๊ะด้วยท่าทีเป็นกันเอง

"คุณดูมีความสุขกับการเขียนมากเลยนะ ผมเองก็เขียนไดอารี่
ก่อนนอนทุกวันเหมือนกัน"
"เห๋~ คาดไม่ถึงเลยนะคะเนี่ย"

หน้าตาเขาบ่งบอกว่าไม่ค่อยชอบยุ่งกับหนังสือหรือตัวหนังสือเท่าไหร่
แต่ดูเหมือนจะมองผิดไป ถ้าชอบเขียนไดอารี่ละก็ เขาคงจะเข้าใจฉัน
อยู่บ้างว่าการเขียนนั้นเป็นวิธีการถ่ายทอดความรู้สึกที่เปี่ยมไปด้วยสเน่ห์

'จ็อก~~'

เสียงท้องร้องดังมาจากร่างที่ยืนอยู่เคียงข้าง นักการทูตแลบลิ้นน้อยๆ
ก่อนจะยกมือลูบหลังคอแก้เขิน ฉันยิ้มมองภาพนั้นพลางเอ่ยชักชวน

"ไปหาอะไรทานกันเถอะค่ะ"

.

.

.

เพราะมีเวลาไม่มากเราจึงตัดสินใจทานอาหาร fast food จากร้าน
ตัวอักษรย่อตัวเอ็ม ทั้งๆที่เป็นแฮมเบอร์เกอร์ธรรมดาๆแท้ๆ ไม่รู้ทำไม
คุณแม็กเวลถึงดูมีความสุขกับการรับประทานมากขนาดนั้น สงสัยคงจะ
หิวมากสินะ? ฉันจ้องมองดวงตาสีเทาที่เปล่งประกายไปด้วยความสุข
ระหว่างทานอาหารตัวเองไปพลาง

"เราจะไปไหนกันต่อเหรอคะ?"

ฉันพูดขึ้นในช่วงที่เรากลับขึ้นรถอีกครั้งเพื่อไปยังสถานที่ทำงานแห่ง
ถัดไป คุณแม็กเวลหยิบแฟ้มออกจากกระเป๋าเป้ก่อนจะยื่นบางสิ่งให้ดู

"เราจะไปหาเด็กคนนี้กัน"

มันเป็นรูปของเด็กผู้หญิงผมดำตาโตคนหนึ่ง อายุประมาณประถมปลาย

"นี่คือหน้าที่อีกอย่างหนึ่งของผมในฐานะนักการทูตประจำโรงเรียน
ผมมีหน้าที่เดินทางไปแนะนำโรงเรียนกับครอบครัวที่มีความสนใจ
เกี่ยวกับโรงเรียนแต่ยังไม่มั่นใจที่จะส่งลูกมาเรียนกับทางเรา"

และนี่ก็เป็นอีกสิ่งที่ไม่มีภายในโรงเรียนทั่วไป แต่ฉันพอเข้าใจว่า
ทางโรงเรียนเปิดรับนักเรียนเฉพาะกลุ่มจริงๆ และพ่อแม่ที่มีลูก
ที่มีความพิการก็คงจะเป็นกังวลมากกว่าปกติ มันคงไม่ใช่เรื่องง่าย
ที่จะส่งลูกไปอยู่โรงเรียนประจำกับคนไม่รู้จัก

"บางทีพ่อแม่ก็ห่วงและอยากให้ลูกอยู่บ้านกับตัวเองไปตลอด
เมื่อเวลานั้นมาถึงผมก็อยากจะบอกกับพวกเขา ทำให้พวกเขา
ได้รับรู้ว่าโรงเรียนของเราปลอดภัยและให้การดูแลทุกคนอย่างดี
อยากให้เข้าใจว่าชีวิตภายในโรงเรียนของเรานั้นสดใสเพียงใด"

ดวงตาของเขาเปี่ยมไปด้วยประกายแห่งหวัง รอยยิ้มที่ประดับ
อยู่บนใบหน้าเป็นรอยยิ้มอบอุ่น แสดงถึงความรักที่มีต่อโรงเรียน
เอ๊ะ?..

"คุณแม็กเวลคะ ฉันได้ยินมาว่าพนักงานส่วนหนึ่งภายในโรงเรียน
คือคนที่เรียนจบมาจากโรงเรียน คุณคือหนึ่งในนั้นหรือเปล่าคะ?"

เขาดูมีความรู้สึกร่วมกับโรงเรียนเกินกว่าคนที่ทำงานเพื่อโรงเรียน
มาเพียงปีสองปี การสนทนาเงียบไปสักพักก่อนที่เขาจะตอบ

"ครับ"

แม้ใบหน้าจะติดรอยยิ้มอยู่เช่นเคย แต่ไม่รู้ทำไมถึงรู้สึกว่ามัน
ไม่ได้สดใสอย่างเคย ความรู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูกกับรอยยิ้ม
ที่หมองลงเป็นสิ่งที่ทำให้ฉันตัดสินใจไม่ถามมากไปกว่านั้น

.

.

.

เราเดินทางมายังบ้านหลังใหญ่หลังหนึ่งที่ไกลออกมาจากตัวเมือง
เจ้าของบ้านออกมาเปิดประตูและเชื้อเชิญเราสองคนเข้าไปในบ้าน

"ให้ฉันเข้าไปด้วยจะดีเหรอคะ?"

ฉันกระซิบถามชายผู้สูงกว่า เขาโน้มตัวลงกระซิบกลับ

"คุณอยากจะดูตอนที่ผมทำงานไม่ใช่หรือ?"

นักการทูตฉีกยิ้มกว้างราวกับกำลังปลอบประโลม ถึงแม้จะรู้สึก
เกรงใจแต่ก็อยากจะเก็บข้อมูลให้ได้มากที่สุด สุดท้ายแล้วจึง
ตัดสินใจเดินตามไปในที่สุด เจ้าบ้านนำทางพวกเรามายังห้อง
รับแขกพลางหาน้ำหาท่าให้ดื่ม เจ้าของบ้านเป็นผู้ชายวัยกลางคน
รูปร่างท้วมหนา หน้าตาดูใจดี

"ถ้าจำไม่ผิดคุณชื่อคุณแม็กเวลสินะ ขอบคุณนะครับที่แวะมา"
"ขอบคุณเช่นกันครับที่ให้ผมมา"

พวกเขาพูดคุยทักทายกันอยู่พักหนึ่ง สักพักก็มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง
เดินลงมาจากบันไดชั้นสอง เธอเกาะราวบันไดมองผู้ชายสองคน
ที่กำลังสนทนากันอย่างออกรส ฉันกระตุกแขนเสื้อคุณแม็กเวล
เบาๆเพื่อให้เขารู้ตัว เมื่อคุณแม็กเวลหันมองแล้วเจ้าบ้านจึงหัน
ตามด้วยคน

"อ้าว ลูกรัก มาหาพ่อสิมา"

เจ้าของบ้านตบเบาะโซฟา ลูกสาวยังคงหลบอยู่หลังเสาบันได
ดูท่าจะเป็นเด็กขี้อายน่าดู เมื่อนั้นเองที่นักการทูตของเราส่ง
รอยยิ้มพิชิตใจสาวอันเป็นอาวุธลับของเขา ฉันได้ยินเสียง
ศรรักปักใจ แม้อาจจะคิดไปเองแต่ผลที่ได้คือการที่เด็กสาว
ยอมออกมานั่งเคียงข้างผู้เป็นพ่อ

"สวัสดีพี่ๆสิลูก"

เด็กสาวยกมือไหว้ฉันกับคุณแม็กเวล เธอมีหน้าตาจิ้มลิ้มน่ารัก
อีกทั้งผมสีดำยังยาวสลวย ด้วยความขี้อายทำให้เธอไปหลบ
อยู่หลังแขนใหญ่ของพ่อ

"ผมก็มีความสนใจในโรงเรียนของคุณนะ แต่ลูกสาวผมขี้อาย
มากอย่างที่เห็น อีกอย่างเธอก็พูดไม่ได้ เวลาเป็นอะไรขึ้นมา
ก็ไม่รู้จะบอกครูยังไง ตอนประถมแกก็ถูกเพื่อนแกล้ง ถ้าแก
ต้องห่างผมไปแล้วใครจะเป็นคนช่วยแก"

นักการทูตรับฟังด้วยสีหน้าครุ่นคิด เขาปล่อยให้คนเป็นพ่อได้
พูดจนกว่าจะพอใจ จากนั้นถึงค่อยเริ่มสนทนาตอบโต้

"นักเรียนทุกคนภายในโรงเรียนของเรามีปัญหาเหมือนกับ
ลูกสาวของคุณ นั่นทำให้เราเข้าใจซึ่งกันและกัน นักเรียน
เกือบทุกคนเคยเรียนประถมในโรงเรียนสามัญทั่วไปและ
ล้วนมีปัญหากับเพื่อนร่วมชั้นกันทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นยามที่
พวกเขามาอยู่ร่วมกัน พวกเขาจึงเลือกที่จะช่วยเหลือกัน
มากเสียกว่าที่จะล้อปมด้อยของกันและกัน"

"ผมเข้าใจว่าในฐานะของพ่อแล้วคุณเป็นห่วงลูกสาว
แต่ว่าคุณไม่สามารถปกป้องเธอได้ตลอดไป รวมถึง
ตัวผมและทางโรงเรียนเองก็ไม่สามารถปกป้องเธอ
ได้ตลอดเวลาเช่นกัน"

เจ้าของบ้านขมวดคิ้วไม่เข้าใจความ ฉันเองก็ยังไม่เข้าใจ
เสียทีเดียว เพราะฉะนั้นจึงมองหน้าผู้พูดอย่างตั้งใจ

"แต่โรงเรียนเราจะสอนให้ลูกของคุณช่วยเหลือตัวเอง
และปกป้องตัวเองจากปัญหาทั้งปวง"

น้ำเสียงนั้นดูจริงจังกว่าปกติเล็กน้อย คุณพ่อกับนักการทูต
สบสายตาจดจ้องกันอยู่พักหนึ่ง ก่อนที่พ่อจะหันหาลูกสาว

"ลูกคิดว่ายังไง?"

เด็กสาวจับแขนพ่อเอาไว้แน่น ดวงตาฉายแววสับสน

"สาวน้อย เธอเคยเจอคนที่พูดไม่ได้เหมือนกับเธอหรือเปล่า?"

คุณแม็กเวลเอ่ยคุยกับเด็กด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล เขาคลี่ยิ้มเป็นกันเอง
ลูกสาวตัวเล็กส่ายหน้าให้เป็นคำตอบ

"ที่โรงเรียนของเรามีคนพูดไม่ได้เหมือนกับเธอเต็มไปหมดเลยล่ะ
ทุกคนอยู่ด้วยกัน เล่นด้วยกัน ทานข้าวกลางวันด้วยกัน"

ดวงตาของเด็กสาวเปล่งประกายสนใจ เธอค่อยๆปล่อยแขนพ่อ
โดยไม่รู้ตัว คุณแม็กเวลกลั้วหัวเราะน้อยๆให้กับภาพนั้น

"บางทีเราก็กังวลมากไปจนลืมเรื่องสำคัญไป เด็กวัยนี้ไม่ได้
ต้องการอะไรเลยนอกจากเพื่อนและสังคมที่ยอมรับตัวเอง
พวกเขาต้องการแค่ช่วงเวลาที่สามารถทานข้าวกับเพื่อนและ
มีความทรงจำที่สนุกสนานอันแสนเรียบง่ายร่วมกัน"

สายตาที่นักการทูตมองเด็กสาวเต็มไปด้วยความอ่อนโยนห่วงใย
รอยยิ้มหวานของเขาทำให้เด็กสาวยิ้มตามในตอนสุดท้าย

"มานี่สิ"

เสียงนั้นเอ่ยเรียก เด็กสาวมองหน้าพ่อผู้พยักหน้าให้ด้วยรอยยิ้ม
เมื่อเห็นเช่นนั้นเธอจึงลุกแล้วค่อยๆก้าวเดินเข้าหาด้วยความไม่มั่นใจ
คุณแม็กเวลลูบศีรษะและเรือนผมสีดำเบามือ เด็กน้อยเผยยิ้มอิ่มใจ

"ผมจะให้ลูกเป็นคนตัดสินใจก็แล้วกันครับ ผมรู้สึกว่าคุณไว้ใจได้
ผมหวังว่าคุณจะไม่ทำให้ผมผิดหวังนะครับ"
"ผมไม่ได้เป็นคนดูแลนักเรียนด้วยตัวเอง แต่ตัวผมที่คุณไว้ใจนั้น
ได้เติบโตมาด้วยความรักและความเอาใจใส่จากคณะครูและบุคลากร
ภายในโรงเรียน"

คนเป็นพ่อถอนหายใจเบาๆทีหนึ่งก่อนจะกระตุกยิ้มมุมปาก

"ดูเหมือนผมคงจะต้องยอมให้คุณแล้วล่ะ"






TBC ๐ ๐ ๐

Signature ------------------------------------------------>
My enemy's me, I don't know how to fight

DJ. Alex Lam
นักการทูตประจำโรงเรียน

INFO. Maxwell Sonner
Ore Ore : 24
Spirit Point : 23820
CHIPS +150 K


ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วันๆของแม็กเวลก็งี้แหละ [END]

ตั้งหัวข้อ  DJ. Alex Lam on Sat 21 May 2016, 20:05

EP.03

เวลาล่วงเลยมาถึงประมาณสี่โมงเย็น หลังจากเสร็จงานแล้ว
เราจึงกำลังเดินทางกลับไปยังโรงเรียน ฉันนั่งจดเรื่องราวการ
ทำงานของคุณแม็กเวลลงบนสมุดคู่ใจระหว่างที่นั่งอยู่ในรถ

'ตืดดด'

เสียงสั่นของโทรศัพย์มือถือดังขึ้น ฉันชำเลืองมองนักการทูต
ที่หยิบสมาทโฟนเคสสีแดงขึ้นจากกระเป๋ากางเกง เขาสไลด์
มือถือมองข้อความในจอ ก่อนจะชะโงกตัวไปคุยกับคนขับรถ

"ลุงแดงครับ ช่วยวนเข้าไปในเมืองก่อนได้ไหมครับ?"

คุณลุงคนขับพยักหน้ารับรู้ ฉันหันหน้าหาผู้พูดด้วยความสงสัย

"เกิดอะไรขึ้นเหรอคะ?"
"ผู้อำนวยการท่านส่งข้อความมาไหว้วานอะไรบางอย่างน่ะครับ
ดูเหมือนเราคงต้องรีบกันสักหน่อยแล้ว"
"งานด่วนสินะคะ เรารีบไปกันเถอะ!!"

ต่อไปจะได้เห็นอะไรอีกนะ ฉันรู้สึกตื่นเต้นและฮึกเหิมอยู่ในใจ
ตลอดวันที่ผ่านมาฉันได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆมากมายเกี่ยวกับ
หน้าที่ของนักการทูตประจำโรงเรียน ทั้งตัวตำแหน่งและงาน
ที่ทำต่างเป็นสิ่งที่ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน แม้แต่ตัวโรงเรียนก็
ยังแปลกใหม่สะดุดตา ราวกับพวกเขามีโลกและระบบเป็นของตัวเอง

หลังจากที่รถจอดฉันจึงรีบตามคุณแม็กเวลลงจากรถ เขาตรง
เข้าไปยังร้านกาแฟชื่อดังแห่งหนึ่ง คงจะนัดใครสักคนไว้ที่นี่สินะ
คิดแล้วก็รีบหยิบสมุดขึ้นมาเตรียมจดรายละเอียด นักการทูตเดิน
ตรงไปหน้าเค้าน์เตอร์ก่อนจะเอ่ยเสียงเข้ม

"coffee frappuccino แก้วนึงครับ"

ทันใดนั้นเองที่ฉันเงยหน้าขึ้นจากสมุดคู่ใจ

"เอ๊ะ?"

คุณแม็กเวลหันหายิ้มๆ

"เอาอะไรไหมครับคุณวนิดา เดี๋ยวผมเลี้ยงเอง"
"อ เอ๋? แล้วงานล่ะคะ!?!"

ฉันถามเหลอหลาตามไม่ทัน เขากลั้วหัวเราะให้กับท่าทีของฉัน

"ฮะๆๆ นี่แหละครับงาน ผอ.วานผมมาซื้อกาแฟน่ะครับ"
"เอ๋!?! ล แล้วที่ว่าต้องรีบล่ะคะ!!"
"ก็ท่านอยากดื่มกาแฟปั่น ถ้าไม่รีบกลับก็ละลายก่อนน่ะสิครับ"
"!?!"

ฉันได้แต่ยืนอ้าปากค้าง ไม่ใช่ว่าเขาเป็นพนักงานระดับสูงเหรอ?
ใช้มาซื้อกาแฟเนี่ยนะ?

"นี่ก็เป็นหนึ่งในงานของนักการทูตประจำโรงเรียนงั้นเหรอคะ?"

นักการทูตยักไหล่พลางหัวเราะชอบใจ จากนั้นจึงชักชวนให้
ฉันสั่งอะไรดื่มบ้าง ช่างมีเรื่องให้แปลกใจได้ทั้งวันจริงๆ...

.

.

.

และแล้วเราก็กลับมาถึงโรงเรียนอีกครั้งหลังจากออนทัวร์
ทำงานรอบเพรชบุรี คุณแม็กเวลเอ่ยขอบคุณคนขับรถ
อย่างนอบน้อมระหว่างที่ฉันกวาดสายตาไปรอบโรงเรียน
ที่นี่กว้างมากเมื่อเทียบกับจำนวนคนที่เดินสวนไปมา

"คุณวนิดา คุณสนใจจะนอนที่นี่คืนนี้ไหมครับ?"
"เอ๋?"

จ จ เจอกันแค่วันเดียวก็ชวนนอนด้วยกันแล้วเหรอ!!
มันจะเร็วไปรึเปล่า ฉันยังไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจเลยนะ!!

"ตอนนี้ก็เย็นมากแล้ว ตารางวันนี้ของผมยังไม่จบด้วย
ให้คุณเดินทางกลับกรุงเทพตอนนี้รถคงติดน่าดู"

เหมือนจะได้ยินเสียงหัวใจตัวเองที่หักดังเปราะ...
แต่หน้าคนพูดยังคงติดรอยยิ้มเช่นปกติ เขาเอียงคอสงสัย
เป็นความหวังดีที่เล่นเอาไม่รู้ว่าควรจะดีใจหรือเสียใจดี...

"คุณเป็นแขกของผม เพราะฉะนั้นไม่ต้องห่วงเรื่อง
ค่าใช้จ่ายหรอกนะ ผมจะไปคุยกับทางธุรการให้เอง"

ที่หน้ามุ่ยไม่ใช่เพราะค่าที่พัก แต่เพราะคุณหักอกฉันต่างหาก
ฉันมองไปยังฝั่งทะเลที่มีตึกสูงตั้งอยู่ แปลว่าตึกนั้นคือหอพัก
นักเรียนที่สามารถใช้เป็นโรงแรมได้ด้วยสินะ เขาพูดเรื่อง
ค่าใช้จ่ายก็แปลว่าคงมีคนอื่นนอกจากนักเรียนมาพักบ้าง
โดยที่ต้องจ่ายค่าอยู่อาศัย ว่าแล้วก็จริงอย่างที่เขาบอก
ถ้ายังไม่เลิกงานเร็วๆนี้ละก็ กว่าจะกลับถึงบ้านคงเลยเที่ยงคืน
ช่างน่าประทับใจที่เขานึกถึงและใส่ใจเรื่องของฉันด้วย

"ถ้าอย่างนั้นก็รบกวนด้วยนะคะ"
"ยินดีครับ"

เขาคลี่ยิ้มกว้างให้ อ๊าา~ ความหล่อเลอค่านี้คืออะไร
ลาออกมาทำงานที่นี่แทนดีไหมเนี่ย อ๊ะ เอาอีกแล้วนะวนิดา
ไม่ได้ๆๆ ตั้งใจทำงานสิ!!

"ว่าแล้วคุณแม็กเวลเดินทางทำงานแค่ในเพรชบุรีรึเปล่าคะ?"
"หลายครั้งผมก็ต้องเดินทางไปกรุงเทพตามโรงเรียนต่างๆครับ"
"เดินทางลำบากแย่เลย แต่คุณคงหาที่พักแถวนั้นสินะคะ"
"ถ้าเป็นไปได้ผมก็จะเดินทางกลับมานอนที่โรงเรียนเสมอ"
"แม้ว่ามันจะดึกมากแล้วน่ะเหรอคะ?"
"แม้ว่ามันจะดึกมากแค่ไหนก็ตาม"

ฉันก้มจดข้อมูลลงในสมุด ดูท่าเขาจะมีสายสัมพันธ์กับโรงเรียน
แห่งนี้มาก ถ้าเป็นฉันคงไม่ขยันเดินทางข้ามจังหวัดทุกวัน

"แล้วเรื่อง..."

เมื่อเงยหน้ามองจึงพบว่าคู่สนทนาไม่ได้มองมาทางฉัน
ดวงตาสีเทาจ้องมองไปยังสองหนุ่มสาวคู่หนึ่งที่ยืนคุยกัน
อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล ก่อนที่เจ้าตัวจะก้าวขาเดินไปเร็วไว
ทั้งสองที่กำลังคุยกันอย่างออกรสเกิดอาการสะดุ้งเล็กน้อย
เมื่อบุคคลที่สามเข้าไปร่วมวงอย่างกะทันหัน

"โย่!!~"
"อ๊ะ คุณทูตกลับมาแล้วเหรอคะ ยินดีต้อนรับกลับค่ะ"

หญิงสาวก้มหัวเล็กน้อยเป็นการทักทาย ดูจากเครื่อง
แต่งกายแล้วทั้งน่าจะเป็นพนักงานภายในโรงเรียน

"คุยอะไรกันอยู่เหรอ? น่าสนุกจัง ขอร่วมวงด้วยคนสิ"

นักการทูตถามด้วยน้ำเสียงเป็นกันเอง คราวนี้ถึงคราวของ
ชายผมดำเป็นคนตอบบ้าง

"คุณกันต์ขอเบอร์ฉันน่ะ เธออยากจะถามเรื่องเล็กๆน้อยๆ
เกี่ยวกับกฏระเบียบในโรงเรียน ก็เธอเป็นพนักงานใหม่นี่นะ"
"คุณจิณณ์คะ!!"

เสียงเรียกนั้นขึ้นเสียงสูงมากกว่าปกติ ใบหน้าของพนักงาน
ใหม่ผลันแดงก่ำ ดูเหมือนเธอจะไม่อยากให้พูดออกมาสินะ

"อ๋อ~"

คุณแม็กเวลตอบรับระหว่างที่ล้วงกระเป๋าตังค์ขึ้นจากกระเป๋า
กางเกง อีกมือยังคงถือแก้วกาแฟปั่นที่ละลายไประดับหนึ่ง
เขาดันนามบัตรออกจากกระเป๋าและมอบให้กับหญิงสาว
หน้าใหม่

"มีอะไรถามผมดีกว่านะ"

ไม่พูดเปล่า เขาตะเบ๊ะมือพร้อมกับส่งยิ้มหวานจับใจให้

"ห๋า? ถามคนอย่างนายเรื่องกฏเนี่ยนะ?"
"ฮ่าๆๆๆๆๆ"

แม้หนุ่มผมดำถามด้วยสายตาเอือมระอาทว่าคุณแม็กเวล
ก็ยังหัวเราะร่าอย่างไม่รู้ร้อน ฟังดูจากน้ำเสียงแล้วพวกเขา
น่าจะสนิทสนมกันพอตัว

"อ๊ะ!!..."

นักการทูตอุทานขึ้นก่อนจะโน้มตัวเข้าใกล้หญิงสาว
เขาสูดลมหายใจฟุตฟิตใกล้ๆร่างของเธอ

"หอมจัง น้ำหอมของ D&G ใช่รึเปล่า?"
"อ๊ะ.. ใช่ค่ะ.. ขอบคุณค่ะ.."

น้ำเสียงนั้นตอบแผ่วเบา เธอก้มหน้าลงด้วยความเขินอาย
ฉันเข้าใจ คนหล่อเข้าใกล้ขนาดนั้นฉันก็คงเขินเหมือนกัน
ฉันยืนกอดอกพลางพยักหน้าเข้าใจ

"ง งั้นฉันขอตัวก่อนนะคะ"

เธอก้มหน้าก้มตาวิ่งจากไปโดยที่มือถือนามบัตรเอาไว้แน่น
คุณแม็กเวลโบกมือลาด้วยรอยยิ้มกว้าง เมื่อเธอเดินห่าง
ออกไปแล้วฉันจึงเดินเข้าหาสองหนุ่มที่ยืนอยู่ไม่ไกล






TBC ๐ ๐ ๐


แก้ไขล่าสุดโดย DJ. Alex Lam เมื่อ Sun 22 May 2016, 14:56, ทั้งหมด 2 ครั้ง

Signature ------------------------------------------------>
My enemy's me, I don't know how to fight

DJ. Alex Lam
นักการทูตประจำโรงเรียน

INFO. Maxwell Sonner
Ore Ore : 24
Spirit Point : 23820
CHIPS +150 K


ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วันๆของแม็กเวลก็งี้แหละ [END]

ตั้งหัวข้อ  DJ. Alex Lam on Sun 22 May 2016, 00:47

EP.04

"เพื่อน ฉันจะแนะนำให้รู้จัก นี่คุณวนิดา เป็นนักข่าว
ที่มาตามสัมภาษณ์ฉันในวันนี้"

คุณแม็กเวลแนะนำฉันให้กับชายหนุ่มผมดำ เขารวบผม
ส่วนหนึ่งผูกไว้หลังศีรษะ เสื้อเชิ๊ตถูกสวมทับด้วยผ้า
กันเปื้อนที่เปรอะเปื้อนไปด้วยสี

"ผมชื่อจิณณ์ เป็นครูศิลปะ ยินดีที่ได้รู้จักครับ"

เมื่อเห็นคุณจิณณ์ยกมือไหว้ฉันจึงยกมือรับไหว้
เป็นครูศิลปะนี่เอง เราพูดคุยทักทายกันถึงเรื่องการ
สัมภาษณ์คุณแม็กเวลและความรู้สึกที่ฉันมีในวันนี้
ทันใดนั้นเองที่ฉันนึกอะไรบางอย่างขึ้นได้..

"คุณแม็กเวลคะ"
"ครับ?"
"กาแฟปั่น.. ละลายแล้วนะคะ.."

ดวงตาสีเทาเหลือบลงมองแก้วกาแฟเหลวๆในมือ

"ม๊ายยยยยยยย!!"

นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันเห็นเขาโวยวาย แต่คุณจิณณ์
ไม่มีปฏิกริยาใดๆ แสดงว่าคงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

"ผ ผ ผมรีบเอามันไปให้ผอ.ก่อนนะ!! คุณวนิดารอ
ที่นี่แล้วผมจะรีบกลับมานะ!!"

คุณแม็กเวลเลิ่กลั่กเหลอหลาก่อนจะรีบดีดตัวออกไป
หากวิ่งออกไปได้ไม่ไกลเขาก็หันกลับมาพูดบางอย่าง

"5?"

เอ๋? อะไรน่ะ?

"6"

คนตอบคือชายผมดำที่ยืนอยู่เคียงข้างฉัน นักการทูต
พยักหน้าก่อนจะรีบวิ่งไปต่อ เกิดอะไรขึ้นหว่า?

"นั่นเป็นโค้ดลับระหว่างบุคลากรโรงเรียนเหรอคะ?"

ฉันเอ่ยถามคุณจิณณ์ด้วยความสงสัย มันคงไม่ได้เป็น
ความลับขนาดที่ฉันรู้แล้วจะไม่สามารถก้าวขาออก
จากที่นี่ได้อีกแล้วใช่ไหม... ครูศิลปะกระพริบตาปริบๆ
จากนั้นจึงกลั้วหัวเราะออกมา

"ฮะๆๆๆ ไม่ใช่หรอกครับ เขาถามผมว่าเราจะทาน
ข้าวเย็นด้วยกันตอนห้าโมงดีไหม? ผมเลยตอบไป
ว่าหกโมงดีกว่า"
"ห๊ะ?"
"เขาถามผมว่า.."
"ไม่ๆๆ ได้ยินแล้วค่ะ"

ได้ยินแต่ไม่เข้าใจต่างหากล่ะคะ แค่เลขห้ากับหกมัน
สามารถขยายความขนาดนั้นได้ยังไง!?!

"พวกคุณดูสนิทกันมากเลยนะคะ"

สนิทกันขนาดที่สามารถพูดกันด้วยภาษาต่างดาวได้เลย
ทีเดียว.. ครูศิลปะเพียงยักไหล่ยิ้มๆให้เป็นคำตอบ
เรายืนคุยกันเรื่อยเปื่อยระหว่างที่รอคุณแม็กเวลกลับมา

.

.

.

ตะวันกำลังจะลับขอบฟ้า ฉันมีโอกาสได้รับประทาน
อาหารค่ำร่วมกับคุณแม็กเวลและคุณจิณณ์ที่ห้องอาหาร
ของทางหอพัก แม่เจ้า ยิ่งเข้ามาในตัวตึกยิ่งคิดว่าที่นี่
เหมือนโรงแรมมากกว่าเก่า ภายในห้องอาหารแห่งนี้
เราสามารถมองนอกหน้าต่างชมวิวทะเลยามเย็นและ
ตะวันที่กำลังจะกลืนหายไปกับขอบน้ำ ดินเนอร์วิวดี
อาหารเด็ดแถมยังได้อยู่กับคนหล่อแบบนี้ ฟินเวอร์ค่า!!

.

.

.

"เอาล่ะ มาถึงงานสุดท้ายของผมในวันนี้กันแล้วนะ!!"

นักการทูตกล่าวฮึกเหิม ฉันพยักหน้ารับระหว่างหยิบสมุด
ขึ้นจากกระเป๋าอีกครั้ง ตอนนี้พวกเราสามคนกำลังยืนอยู่
หน้าห้องพักห้องหนึ่ง คุณแม็กเวลหยิบโทรศัพย์ขึ้นส่ง
ข้อความหาใครสักคน จากนั้นไม่นานก็มีคนเปิดประตู
ห้องออกมา ส่งข้อความเรียกงั้นเหรอ? ทำไมไม่เคาะ
ประตูเอาล่ะ?...

คนที่เปิดประตูออกมาเป็นเด็กผู้ชายที่สูงประมาณเดียว
กับฉัน ทันทีที่เห็นฉันเขาก็ก้มศีรษะทำความเคารพ
อย่างนอบน้อม

"เด็กคนนี้ชื่อ ไทระ อยู่ม.2 เป็นลูกครึ่งญี่ปุ่นครับ"

มิน่าถึงได้ก้มหัวทักทาย คนนึงจับจับมือ อีกคนยกมือไหว้
อีกคนโค้งตัวให้ ช่างเป็นโรงเรียนที่หลากหลายเสียจริง
คุณจิณณ์แทรกตัวเดินเข้าไปในห้องด้วยท่าทีสบายๆ
จากนั้นน้องไทระจึงเปิดประตูออกกว้างยิ่งขึ้นเพื่อให้
คุณแม็กเวลและฉันเดินเข้าไปได้สะดวก

ว้าวว ห้องสวยจังเลยแฮะ โอ๊ยย อิจฉาเด็กพวกนี้เหลือเกิน
ทำบุญมายังไงถึงได้มาได้ใช้ชีวิตอยู่ในห้องบรรยากาศดี
ขนาดนี้ มองออกไปข้างนอกห้องจะพบกับตึกโรงเรียนและ
สวนสาธารณะอันร่มรื่น

"ฮันนาไปไหนซะล่ะ?"

คุณจิณณ์เอ่ยถามระหว่างกวาดสายตาไปรอบห้อง เด็กชาย
ผมดำนามว่าไทระรีบวิ่งไปหยิบกระดาษกับสมุดที่อยู่บนโต๊ะ
ก่อนจะเขียนอะไรบางอย่างลงไป

'ฮันนาออกไปเล่นกับเพื่อนฮะ'

นี่คือสิ่งที่เขียนอยู่ในกระดาษ เหมือนจะพูดไม่ได้สินะ?

"ฮันนาเป็นรูมเมทของไทระเขาน่ะครับ เด็กๆจะมีรูมเมท
คนหนึ่งเพื่อให้ไม่เหงาและเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่น"

คุณแม็กเวลอธิบายระหว่างที่มือดันไหล่คุณจิณณ์ให้นั่งลง
บนโซฟา เพราะว่าเป็นห้องพักสำหรับสองคนจึงมีโซฟา
พอดีพอเหมาะสำหรับสองคนเท่านั้น เมื่อครูศิลปะนั่งลง
บนโซฟาแล้วเขาจึงทิ้งตัวลงนั่งที่พื้นข้างๆ เด็กชายสะกิด
แขนฉันให้หันมอง เมื่อนั้นเองที่เขายื่นสมุดที่มีข้อความ
เขียนอยู่มาให้

'เชิญนั่งเลยฮะ'

น้องไทระยิ้มให้พลางผายมือเชื้อเชิญไปทางโซฟา
ฉันพยักหน้าขอบคุณก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งข้างคุณจิณณ์

"อันที่จริงนี่ก็ไม่ใช่งานตามหน้าที่ของผมซะทีเดียว
หรอกนะครับ แต่ผมกับจิณณ์มักจะมาช่วยสอนไทระ
หลังเวลาเลิกงานแบบนี้"
"สอนเรื่องอะไรหรือคะ?"

ฉันถามสงสัย อาจจะเป็นสอนการบ้านหรือวิชาอะไร
สักอย่างที่น้องไทระไม่ถนัดกระมัง

"สอนการอ่านปากน่ะ น้องเห็นว่าผมทำได้เลยอยาก
ทำได้บ้าง"

คุณจิณณ์พูดระหว่างยกมือเกาแก้ม ท่าทีเคอะเขินเล็กน้อย

"เอ๋? คุณจิณณ์อ่านปากได้ด้วยเหรอคะ เก่งจังเลย"
"ครับ ตอนนี้ผมก็อ่านปากคุณอยู่เหมือนกัน"
"เอ๊ะ?...."

จะว่าไปตั้งแต่คุยกันมาก็รู้สึกว่าโดนจ้องหน้าอยู่ตลอด
ก็รู้สึกแปลกๆอยู่บ้างแต่ไม่ทันได้คิดว่านั่นคือการ 'อ่านปาก'

"อันที่จริงตอนนี้ก็มีแค่ผมคนเดียวที่ได้ยินเสียงคุณวนิดา
น่าเสียดายที่อีกสองคนอดฟังเสียงใสๆของคุณ"

คุณแม็กเวลพูดด้วยรอยยิ้มและน้ำเสียงสบายๆตามสไตล์เจ้าตัว

"อ เอ๋? อย่าบอกนะคะว่า..."
"ผมกับไทระพิการทางการได้ยินครับ"

เอ๋!!!! คุยกันมาตั้งนานแต่ฉันไม่รู้เรื่องเลยว่าคุณจิณณ์ไม่ได้ยิน
ในสิ่งที่ฉันพูด เพราะเขาสามารถพูดคุยตอบโต้ฉันได้อย่างปกติ
ปกติมากจนไม่ทันได้คิดถึง!!! คนในโรงเรียนนี้สามารถทำให้
แปลกใจได้ตลอดเวลาจริงๆ มันเป็นเรื่องเหลือเชื่อมาก

"เพราะอย่างนั้นถึงมาขอให้คุณจิณณ์ช่วยสอนสินะคะ"

น้องไทระมองสีหน้าแตกตื่นของฉันสลับกับสีหน้าของครูผู้สอน
เขาขยับมือท่าทางแปลกๆระหว่างที่มองไปทางคุณจิณณ์
ไม่นานฝั่งคุณครูก็ส่งมือท่าทางประมาณเดียวกันกลับไป
อ๋อ มันคือภาษามือสินะ ฉันช่างห่างไกลกับเรื่องพวกนี้มากจริงๆ

"น้องถามว่ามีอะไรกันรึเปล่า ผมเลยบอกว่าเรากำลังอธิบาย
เรื่องการสอนกันอยู่ ส่วนที่เรียกแม็กมาด้วยก็เพราะว่าแม็ก
เป็นคนพูดชัดมาก ไม่รู้ว่าคุณทันได้สังเกตหรือเปล่า"
"จะว่าไปก็จริงนะคะ ถ้าเทียบกับหน้าฝรั่งจ๋าซะขนาดนี้"
"ผมเกิดที่ไทยน่ะ"

นักการทูตฉีกยิ้มชูสองนิ้วให้เป็นคำตอบ ว่าแล้วตอนที่กลับ
มาโรงเรียนฉันก็รู้สึกว่าบรรยากาศเขาดูเกร็งน้อยลงกว่าที่
เจอกันตอนแรกๆ ภาษาทางการที่เคยใช้ก็เริ่มลดน้อยลง
แต่ฉันกลับรู้สึกว่ามันทำให้สามารถเข้าถึงตัวเขาได้มากขึ้น

"ไม่ใช่แค่นั้นนะ ผมคิดว่าเขาขยับปากอ่านง่ายมากเลยล่ะ"
"เพื่อน นายกินไรผิดมาเปล่า ปกติไม่เห็นชมกันตรงๆแบบนี้เลย"
"ก็กินมาด้วยกัน ฉันกินผิดนายก็คงจะกินผิดเหมือนกันนั่นแหละ
แต่อย่างนายคงไม่เพี้ยนไปมากกว่านี้แล้วละมั้ง"

คุณแม็กเวลหัวเราะร่าโดยไม่สนใจคิ้วที่ขมวดอยู่ของอีกฝ่าย
น้องไทระยืนมองภาพผู้ใหญ่สองคนหลอกล้อกันด้วยรอยยิ้ม
หลังจากนั้นเราจึงเริ่มบทเรียนกันก่อนที่จะดึกไปมากกว่านี้
วิธีการเรียนการสอนของพวกเขาคือการที่คุณจิณณ์เป็นคน
เขียนคำสั้นๆง่ายๆลงในกระดาษ แล้วคุณแม็กเวลจะเป็นคน
อ่านคำนั้นๆออกมา น้องไทระมีหน้าที่จับตามองปากคุณ
แม็กเวลเวลาที่ออกเสียงคำต่างๆ บางครั้งเขาก็ขยับปาก
ตามทั้งๆที่ไม่มีเสียงใดเล็ดรอดออกมา ฉันเคยอ่านมาว่า
คนหูหนวกส่วนใหญ่จะพูดไม่ได้ด้วย น้องไทระคงจะเป็น
หนึ่งในนั้น

บทเรียนดำเนินไปด้วยบรรยากาศสบายๆ บรรยากาศเหมือน
พี่ชายน้องชายคุยกันมากกว่าครูกับนักเรียน บางทีก็เกิดความ
ผิดพลาดแบบตลกๆ เช่นตอนที่น้องไทระพยายามจะขยับปาก
ตามคุณแม็กเวลที่กำลังออกเสียงคำว่า 'ปลดปล่อย' แต่
คุณจิณณ์ดันอ่านปากน้องไทระเป็นคำว่า 'ตดบ่อย'
ซึ่งก็ทำเอาหัวเราะกันห้องแทบระเบิด ขำกันชนิดที่ว่า
สุดท้ายแล้วถึงกับลงไปนอนกองกับพื้นกันถ้วนหน้า

คุณแม็กเวลอธิบายว่าแท้จริงแล้วน้องไทระสามารถพูดได้
แต่เพราะไม่ได้ยินเสียงที่ตัวเองพูด เขาจึงไม่มีความกล้าที่
จะเอ่ยถ้อยคำออกมา และคุณแม็กเวลก็เชื่อว่าการสอนนี้
อาจจะทำให้ไทระกล้าที่จะใช้เสียงของตัวเองในสักวันหนึ่ง
ระหว่างพูดนั้นดวงตาสีเทาเปล่งประกายไปด้วยความหวัง
แสดงถึงความรักและกำลังใจที่มีต่อนักเรียนอย่างแท้จริง
ฉันยิ้มมองพวกเขาสามคนที่กำลังตั้งใจเรียนกันอย่าง
ขะมักเขม้น

.

.

.

เวลาล่วงเลยจนท้องฟ้าผลันเปลี่ยนเป็นสีดำสนิท น้องไทระ
เดินมาส่งพวกเราสามคนที่หน้าประตูห้อง บทเรียนวันนี้จบลง
ด้วยความรู้และความสนุกสนาน ฉันเองก็ได้จดอะไรใหม่ๆลง
ในสมุดบันทึกมากมาย ชายหนุ่มสองคนโบกมือให้นักเรียน
เพื่อบอกลา พวกเขาทำท่าจะเดินจากไปแต่เด็กน้อยจับแขน
เสื้อเอาไว้เสียก่อน สองหนุ่มหันหน้ากลับมองก่อนที่น้อง
ไทระจะขยับปากพูดอะไรบางอย่าง

คุณจิณณ์ขยี้เรือนผมสีดำของเด็กนักเรียนด้วยความเอ็นดู
ส่วนคุณแม็กเวลมองภาพที่เห็นด้วยแววตาอบอุ่นใจ

"เขาพูดว่า 'ขอบคุณ' ครับ"

นักการทูตอธิบายให้ฉันรับรู้ด้วยด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม
เป็นคนที่แสดงความรู้สึกออกมาทางสีหน้าชัดเจนมากเลยแฮะ
เพราะตลอดวันมานี้ฉันไม่รู้สึกอึดอัดเลยที่ได้อยู่กับเขา
ฉันสามารถรับรู้ได้ตลอดว่าเขากำลังรู้สึกยังไงในตอนไหน
และตอนนี้สิ่งที่ฉันสัมผัสได้จากรอยยิ้มกว้างนั้นก็คือ

ความสุขที่ถูกกลั่นกรองออกมาจากใจ...

เมื่อน้องไทระปิดประตูไปแล้วจึงถึงเวลาจากลาของพวกเรา
สามคนบ้าง งานของฉันในวันนี้ได้จบลงอย่างเรียบร้อยแล้ว
วันนี้เป็นวันหนึ่งที่ฉันได้เปิดโลกแห่งใหม่ แม้มันจะเป็นโลก
ของเหล่าผู้พิการอันแสนโชคร้าย แต่ฉันก็ได้รับรู้ว่าพวกเขา
ได้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขในสถานที่แห่งนี้ สถานที่แห่งนี้
เปรียบเป็นดั่งแสงสว่างเล็กๆที่อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นนำทาง
สังคมของเราไปในหนทางที่สว่างไสวมากกว่าเก่า

"ขอบคุณสำหรับวันนี้มากนะคะ ฉันได้เรียนรู้อะไรหลายๆเลย"

คุณแม็กเวลยิ้มรับคำขอบคุณ เขายื่นบัตรใบหนึ่งมาให้

"ยินดีครับ ส่วนนี่การ์ดเข้าห้องพักของคุณนะครับ
เลขห้องเขียนอยู่บนการ์ด"

ฉันพลิกการ์ดในมือดูจึงเห็นว่ามันเป็นห้องที่อยู่บนชั้นห้า
ฉันกล่าวขอบคุณสำหรับที่พักในค่ำคืนนี้ก่อนจะเงยหน้า
มองนักการทูตสุดหล่อเป็นครั้งสุดท้าย โถ พ่อของลูก
เราจะต้องแยกทางกันเพียงเท่านี้เองเหรอเนี่ย ซิกๆๆ

ตอนแรกที่ได้พบกันฉันก็คิดว่าเขาเป็นคนหน้าตาดีมาก
และนี่คงจะเป็นสิ่งที่ดึงดูดทุกคนเข้าหาเขา แต่หลังจาก
ที่ใช้เวลาร่วมกันทั้งวันฉันก็รับรู้ได้ว่าสิ่งที่ทำให้เขาได้
รับตำแหน่งนักการทูตที่เป็น 'หน้าตาโรงเรียน' นั้นไม่ได้
มาจากหน้าตาอันหล่อเหลา แต่มาจากจิตใจอันบริสุทธิ์
นั้นต่างหาก หลายครั้งที่ฉันรู้สึกว่ากำลังคุยกับเด็กๆอยู่
เพราะความซื่อตรงและเรียบง่ายของคุณแม็กเวลนั้น
ทำให้รู้สึกสบายใจ ความใส่ใจของเขาทำให้รู้สึก
มีความสุข รอยยิ้มแสนซื่อนั้นทำให้จิตใจผ่อนคลาย
ฉันกล้าพูดได้เต็มปากว่าเขาคือคนที่เหมาะสมกับ
การเป็นตัวแทน 'เสียง' ของโรงเรียนอย่างแท้จริง

"ถ้าอย่างนั้นก็ฝันดีนะครับคุณวนิดา"
"ฝันดีเช่นกันนะคะ คุณแม็กเวล คุณจิณณ์
ขอบคุณอีกครั้งที่ให้ฉันอยู่ร่วมด้วยทั้งวันค่ะ"
"ขอบคุณที่ให้ความสนใจกับโรงเรียนเราเช่นกันครับ"

คุณแม็กเวลโบกมือให้เล็กน้อยก่อนที่จะหันหลังเดิน
ไปพร้อมกับคุณจิณณ์ เมื่อเห็นเช่นนั้นฉันจึงหันหลัง
หวังเดินจากไปบ้าง เดินไปได้สองสามก้าวฉันก็หัน
กลับไปมองสองหนุ่มที่เดินห่างออกไประยะหนึ่งแล้ว
ฮึ่ม.. นี่ฉันคิดไปเองหรือเปล่านะ... ว่าสายตาเวลา
ที่แม็กเวลมองฉันกับมองคุณจิณณ์มันแตกต่างกัน
สงสัยจะคิดไปเองแหละมั้ง ฉันยักไหล่ระหว่างเดิน
ด้วยจังหวะสบายๆหวังจะไปเดินเล่นรอบหอพักสุดหรู
นี่อีกสักรอบแล้วค่อยเข้านอน

และแล้ววันนึงของฉันและคุณแม็กเวลก็จงลงเพียง
เท่านี้ค่ะ^^

- END -






แถม



Signature ------------------------------------------------>
My enemy's me, I don't know how to fight

DJ. Alex Lam
นักการทูตประจำโรงเรียน

INFO. Maxwell Sonner
Ore Ore : 24
Spirit Point : 23820
CHIPS +150 K


ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วันๆของแม็กเวลก็งี้แหละ [END]

ตั้งหัวข้อ  pangkawjoa on Sun 22 May 2016, 17:52

สายตาที่พี่แม็กมองคุณวนิดากับครูพี่จิณณ์ต่างกันสินะฮะ... หุๆ // ไทระยิ้มอ่อน

ไทระจะตั้งใจเรียนการอ่านปากนะฮะ จะได้ไม่พูดผิดอีก ผิดทีนี่ผิดไปไกลเลยฮะ ฮ่าๆๆๆ

ปล. สงสารผอ.นะฮะ กาแฟละลายยยยยย 555

pangkawjoa

INFO. Taira Payakaroon
นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 4
ชมรม : การกีฬา
ได้รับเงินเดิมพันจากคาสิโนคืน 50% ในกรณีที่เดิมพันแพ้เจ้ามือ

Ore Ore : 63
Spirit Point : 78322317
CHIPS +5 M 218 K

 ได้รับ ทุนการศึกษา/เงินเดือน เพิ่ม 100% ของฐานปัจจุบัน | ไม่เสียค่าใช้จ่ายของกรงในการเก็บมาสค็อตที่ติดประกาศนียบัตรนี้ลงคลังมาสค็อต

PASSPORT
[ VISA ]:

[ Grade Exp. ]:
1340/1580  (1340/1580)

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วันๆของแม็กเวลก็งี้แหละ [END]

ตั้งหัวข้อ  EinZ on Mon 23 May 2016, 23:40

ตลกผอ.


Signature ------------------------------------------------>
Blind can't hide your Heart
--Can you hear my heart?---

เป็นปู่นี่มันหล่อจริงๆ ( ͡° ͜ʖ ͡°)



EinZ

INFO. Isara Pattanasak
ผช.ศ.ภาควิชาภาษาเบรลล์
ชมรม : สภานักเรียน (★)
-10% Grade Exp.

Ore Ore : 299
Spirit Point : 98451509
CHIPS +63 M 48 K 764

สามารถ สวมใส่-ถอด เข็มกลัดชิ้นนี้ได้ทันทีโดยไม่จำเป็นต้องใช้ไอเทม | ไม่เสียค่าใช้จ่ายของกรงในการเก็บมาสค็อตที่ติดประกาศนียบัตรนี้ลงคลังมาสค็อต

PASSPORT
[ VISA ]:

[ Grade Exp. ]:
436/1720  (436/1720)

ดูข้อมูลส่วนตัว http://dongseng23.deviantart.com

ขึ้นไปข้างบน Go down

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน


Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ
QUAINT & NOBLEMAN (EST.1990) © Copyright 2015, All Rights Reserved.