Lesson 50 : แสงของพ่อ

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

Lesson 50 : แสงของพ่อ

ตั้งหัวข้อ  Nearmoki-2b on Sun 16 Oct 2016, 02:12

14 ตุลาคม 2559

      บรรยากาศยามเช้าที่มักคึกคักวันนี้กลับเงียบสงบ มีเพียงบทเพลงเพื่อพ่อที่ดังจากลำโพง ทำนองเสนาะดังคลอไปทั่วทุกอาณาเขตโรงเรียน บทเพลงถูกบรรเลงสดส่งตรงจากห้องดนตรี นำทีมโดยวาทยกร แม็กเวล ซอนเนอร์ และนักเรียนจากชมรมดนตรี คุณครูจิคาโกะกำลังบรรจงไล่นิ้วลงบนแป้นเปียโน ทุกท่วงทำนองล้วนเปี่ยมไปด้วยความรู้สึก ความตั้งใจ และความหวัง หวังว่าพ่อจะได้ยินดนตรีที่บรรเลงจากใจ...

      ทันใดนั้นเองที่มีเสียงเครื่องดนตรีชิ้นใหม่ดังขึ้นท่ามกลางคลื่นแห่งทำนอง หากมันไม่อาจพลาดพ้นหูวาทยกรไปได้ เมื่อแม็กเวลเงยหน้าขึ้นมองจึงพบกับร่างของเด็กสาวคนหนึ่ง เธอคือหัวหน้าชมรมตะหลิวทอง เดียร์ วันนี้เธอไม่ได้ถือตะหลิวเช่นทุกครั้ง แต่กลับกำลังนั่งบรรเลงเซลโล่ตัวใหญ่ เด็กสาวที่ขึ้นชื่อเรื่องความทะเล้นในวันนี้กลับดูสงบเสงี่ยม ท่วงท่าที่กำลังขยับสีเครื่องดนตรีช่างดูสง่างาม ทั้งสองประสานสบตาพลางคลี่ยิ้มบางให้แก่กัน ก่อนแม็กเวลจะเริ่มทำให้เสียงเซลโล่กลายเป็นส่วนหนึ่งของท่วงทำนอง

      .
      .
      .

      การเข้าแถวยามเช้าได้เริ่มต้นขึ้นเช่นทุกวัน การปราศรัยยามเช้าก็เช่นกัน เลขาสาวเข้ามากระซิบบางอย่างกับผู้อำนวยการที่กำลังยืนอยู่หน้าเสาธง ทุกสายตาจ้องมองไปทางเขาเป็นตาเดียวกัน คนมองไม่เห็นก็ยืนฟังตั้งใจ รอยยิ้มเผยขึ้นน้อยๆบนดวงหน้าที่มีใต้ตาแดงก่ำ

      “ขอบคุณนะครับเด็กๆ ที่ใส่เนกไทกับโบว์สีดำตามที่ผมขอ”

      โดยปกติแล้วเนกไทสีดำเป็นสัญลักษณ์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่หก หากนรินทร์ได้ขอร้องและจัดเตรียมเนกไทกับโบว์สีดำไว้ให้นักเรียนทุกคนเพื่อร่วมกันน้อมส่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศสู่สวรรคาลัย แม้จะเหตุการณ์กะทันหันเพียงใดแต่นักเรียนทุกคนก็ให้ความร่วมมือกันอย่างพร้อมเพียง คณะครูและบุคลากรทุกคนต่างแต่งกายด้วยชุดสีดำสุภาพ

      หลายคนดูแปลกตาไปเพราะโรงเรียนของเราไม่เคยเคร่งเรื่องการแต่งกาย โดยเฉพาะครูเกรียงไกรที่ย้อมผมกลับเป็นสีดำทั้งๆที่ชอบในสีผมสดใสของตนยิ่งกว่าอะไร นอกจากความประหลาดใจแล้ว คนที่เห็นต่างรู้สึกเคารพในความรักที่ครูมีต่อพ่อ ไม่ว่าจะมองทางไหนก็มีแต่คนในเครื่องแต่งกายและสีหน้าอันแตกต่างไปจากปกติ คงจะมีแต่ผู้อำนวยการที่ดูไม่ต่างไปจากทุกวัน ยังคงใส่เสื้อเชิ้ตสีดำและแต่งกายด้วยสีดำทั้งตัวเช่นวันอื่นๆ รอยยิ้มอุ่นที่มักติดอยู่บนใบหน้าก็ยังคงอยู่ แม้ตอนนี้มันจะเป็นเพียงรอยยิ้มที่พยายามปั้นขึ้นมาก็ตาม

      “ณ.บัดนี้ประเทศของเราได้สูญเสียแสงสว่างที่คอยรวมใจปวงประชาเอาไว้ด้วยกัน...”

      เสียงนั้นหยุดไปราวกับไม่ต้องการที่จะพูดต่อ ริมฝีปากเม้มเข้าหากัน มือใหญ่ประสานกุมมือไว้ทางด้านหลัง จะมีก็แต่เลขารัตติกาลที่เห็นว่ามือนั้นบีบแน่นขนาดไหน ผู้อำนวยการเงียบตั้งสติกับตัวเองพักหนึ่งก่อนจะเริ่มเอ่ยเรื่องข่าวการสวรรคตของพ่อหลวงของชาติ ทุกถ้อยคำกำลังผ่านไปอย่างเชื่องช้าราวกับเวลาถูกหยุดลง

      นักเรียนที่มักยิ้มแย้มล้วนอยู่ในความอาลัย สีหน้าที่มีแสดงถึงความโศกเศร้าปวดร้าว บ้างเริ่มมีน้ำตาเอ่อคลอ ช่างน่าแปลกที่ถึงแม้นรินทร์จะมองไม่เห็นแต่กลับรู้สึกได้อย่างชัดเจนถึงความรู้สึกอันเอ่อร้น น้ำตาที่กำลังไหลริน ราวกับว่าคำพูดของเขาคือคมมีดที่กำลังกรีดเหล่าดวงใจของเขาให้ต้องเจ็บช้ำ นรินทร์จับเสาไมโครโฟนไว้เพื่อพยุงตัวจากเข่าที่ทรุดอ่อน มือนั้นกำเสาไมค์เอาไว้แน่น

      ‘นรินทร์ ถ้านายร้องไห้แล้วเด็กๆจะไปพึ่งใคร!!’

      ส่วนลึกในจิตใจกู่ร้องบอกตัวเอง รัตติกาลที่เห็นท่าไม่ดีจึงเข้ามาพยุงตัวผู้อำนวยการเอาไว้ หากเขากลับดันตัวเธออกเบาๆและส่ายหน้าให้เป็นเชิงบอกว่าไม่เป็นไร สิ่งที่เลขาสาวได้เห็นนอกจากน้ำตาหยาดที่ไหลมารวมกันตรงหางตา คือสีหน้ามุ่งมั่นของชายที่เธอรู้จักดี ชายที่ทั้งอ่อนแอและแสนเปราะบาง

      “เด็กๆครับ พ่อได้ทำงานเพื่อพวกเรามา 70 ปี ตอนนี้ได้ถึงเวลาพักผ่อนของท่านแล้ว...”

      แม้เสียงที่เอ่ยจะตะกุกตะกัก กว่าแต่ละคำจะหลุดออกจากคอก็แสนยากเย็น แต่เสียงนั้นก็ยังพูดต่อไป

      “แต่ตลอดเวลาที่พ่อมีชีวิต พ่อได้สอนให้เรารู้ถึงความดี ความพอเพียง เราทุกคนต่างจำคำสอนของพ่อได้ดี”




“ถึงเราจะไม่มีแสงนำทางแล้ว แต่เราทุกคนก็คือ ‘แสงของพ่อ’




      คำที่ได้ยินเรียกความสนใจจากผู้ฟัง หลายคนที่กำลังก้มหน้าก้มตาเศร้าสร้อยเงยหน้าขึ้นมองด้วยสีหน้าประหลาดใจ

      “เรารู้ว่าเจตนารมณ์ของพ่อคืออะไร รู้ว่าพ่อปรารถนาถึงความสุขของพวกเรา รู้ว่าพ่อใช้ทุกวันของท่านไปกับการทำความปรารถนานั้นให้เป็นจริง”

      คนพูดหายใจแรงเสียจนเสียงลมหายใจเริ่มดังผ่านไมค์ปะปนไปกับเสียงพูด หากเขาไม่สนใจแล้วว่าเสียงนั้นจะสั่นขนาดไหนหรือภาพลักษณ์จะเป็นเช่นไร เขาแค่ต้องการจะสื่อความรู้สึกไปให้ถึงใจทุกคน

      “เพราะฉะนั้นตอนนี้จึงถึงเวลาแล้วที่เราจะสานต่อความฝันของพ่อ แม้พวกเราจะเป็นเพียงแสงเล็กๆ ถึงพวกเราจะไม่ได้ร่างกายสมบูรณ์พร้อมไปซะทุกอย่าง แต่ผมเชื่อว่าถ้าเรามีความหวัง ถ้าเราร่วมมือกันละก็ พวกเราจะต้องเป็นแสงที่ส่องสว่างไสวและสวยงามได้อย่างแน่นอน”

      “ทุกคนอยากจะเป็น ‘แสงของพ่อ’ ไปด้วยกันหรือเปล่าครับ?”

      คุณครูและคณะบุคลากรหันมองหน้ากัน ต่างฝ่ายต่างสัมผัสถึงความรู้สึกบางอย่างในแววตาที่กำลังเปลี่ยนไป นักเรียนในแถวหันไปจับมือกันเอาไว้เป็นทอดๆ นักเรียนปลายแถวเอื้อมมือไปหาครูประจำชั้นที่ยืนอยู่ไม่ไกล คนที่กำลังร้องไห้ปาดเช็ดน้ำตาให้หมดไป คนที่เห็นเพื่อนร้องไห้ก็บีบมือเพื่อนเอาไว้ ก่อนที่คนทั้งโรงเรียนจะประสานเสียงเป็นหนึ่ง

      “ครับ/ค่ะ!!”

      การตอบรับครั้งนี้เป็นการตอบรับครั้งที่ดังกึกก้องและเปี่ยมไปด้วยพลังมากที่สุดตั้งแต่นรินทร์เป็นผู้อำนวยการมา มันคือพลังแห่งความหวัง จากแสงของพ่อที่ค่อยๆเริ่มส่องสว่างอีกครั้ง...





ระยะเวลาภารกิจ พิมพ์ว่า:SUN 16/10/16 ; 21.00 TH - MON 31/10/16 ; 23.59 TH
รายละเอียดภารกิจ พิมพ์ว่า:- เขียนเล่าถึงบรรยากาศและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับคุณ*
ในวันที่ 14 ตุลาคม 2559 ผมอยากให้ทุกคนลองคิดดูว่า
การเป็น "แสงของพ่อ" คืออะไร? และในฐานะ
แสงของพ่อ เราจะสามารถทำอะไรให้พ่อได้บ้างณ.ตอนนี้
หรือภายในอนาคตสืบต่อไป

*คุณ = ตัวละครของคุณ

- วาดรูปประกอบเนื้อหาเป็นภาพขาวดำ (grayscale)
อย่างน้อย 1 รูป สามารถวาดรูปสีและนำมาปรับเป็น
ขาวดำทีหลังได้


กฏการให้สแตมป์ พิมพ์ว่า:รูป 50%/เขียน50%
- รูปตรวจตามสแตนดาร์ดส่วนบุคคล การเขียนตรวจจาก
ระดับภาษาที่ใช้ อ่านลื่นหรือไม่ เขียนถูกต้องมากน้อย
เพียงใด โดยไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา เพราะเนื้อหาของ
ทุกคนในภารกิจนี้ไม่ใช่สิ่งที่สามารถประเมินค่าได้


ภารกิจนี้เป็นภารกิจที่ผมเขียนลำบากที่สุดในประวัติศาสตร์
การเขียนภารกิจมา และคงเป็นภารกิจที่มีเนื้อหาหนักมาก
ที่สุดเท่าที่เคยมีมาเช่นกัน ผมขออนุญาตนำผลงานของ
ทุกคนภายในภารกิจนี้ลงภายในเพจคอมมูของเราแทน
รูปจากกิจกรรมกีฬาสีที่เคยขอเอาไว้ (อาจจะทดรูป
กีฬาสีไปลงคราวหลังเมื่อถึงเวลาอันสมควร) หากใคร
ไม่ต้องการเผยแพร่ผลงานของตน สามารถบอกผม
ได้ทางหลังไมค์เช่นปกติเลยครับ

ผมอยากให้ทุกคนลองคิดตามในสิ่งที่ได้อ่าน ตลอดเวลา
70 ปีที่ผ่านมาพ่อได้ใช้ทุกวันของท่านในการทำสิ่งต่างๆ
ให้พวกเรา ผมอยากให้พวกเราโรงเรียนควิ้นท์เป็นหนึ่ง
ในแสงของพ่อ และเราจะเริ่มต้นด้วยการเผยแพร่รูปภาพ
และความคิดของเรา เพื่อเป็นกำลังใจให้คนอื่นๆที่กำลัง
โศกเศร้า เพื่อให้แสงของพ่อดวงอื่นๆได้เห็นแสงของเรา
เพื่อให้เราแสงของพ่อทุกคนได้ลุกและก้าวหน้าไปทำ
สิ่งดีๆให้พ่อกันต่อไปครับ

ใครที่อยากจะอัพภาพขึ้นเฟสหรือเพจของตัวเอง
สามารถใส่hashtag #แสงของพ่อ ประกอบได้นะครับ

ขอความกรุณาจากทุกคนด้วย
- นรินทร์ -









ผู้ที่ทำภารกิจได้เพอร์เฟ็คสูงกว่ามาตรฐานมาก (100%)

  S - CLASS STAMP
ตราประทับระดับสูงสุดในหมวดภารกิจทั่วไป มีลักษณะเป็นดาวสีนิลสุดแสนจะคลาสสิก มีมูลค่า +100 Grade Exp. จะได้รับเมื่อปฎิบัติภารกิจได้เพอร์เฟ็คเป็นที่น่าประทับใจแก่ผู้อำนวยการโรงเรียน
  +1,500,000 Spirit Point
ไอเทมเพิ่มแต้มสะสม Spirit Point ตามปริมาณที่กำหนด สามารถนำไปใช้ในการแลกเปลี่ยนเป็น CHIPS ได้ในภายหลัง

ผู้ที่ทำภารกิจได้ยอดเยี่ยมกว่ามาตรฐาน (80%+)

  A - CLASS STAMP
ตราประทับระดับสูงในหมวดภารกิจทั่วไป มีลักษณะเป็นดาวสีทับทิม สื่อถึงความหรูหรา มีมูลค่า +80 Grade Exp. จะได้รับเมื่อปฎิบัติภารกิจได้ยอดเยี่ยมเป็นที่น่าประทับใจแก่ผู้อำนวยการโรงเรียน
  +1,250,000 Spirit Point
ไอเทมเพิ่มแต้มสะสม Spirit Point ตามปริมาณที่กำหนด สามารถนำไปใช้ในการแลกเปลี่ยนเป็น CHIPS ได้ในภายหลัง

ผู้ที่ทำภารกิจได้โดดเด่นกว่ามาตรฐาน (75%+)

  B - CLASS STAMP
ตราประทับระดับสูงในหมวดภารกิจทั่วไป มีลักษณะเป็นดาวสีไพลิน สื่อถึงความลึกล้ำ มีมูลค่า +75 Grade Exp. จะได้รับเมื่อปฎิบัติภารกิจได้ดีมากเป็นที่น่าพึงพอใจแก่ผู้อำนวยการโรงเรียน
  +1,000,000 Spirit Point
ไอเทมเพิ่มแต้มสะสม Spirit Point ตามปริมาณที่กำหนด สามารถนำไปใช้ในการแลกเปลี่ยนเป็น CHIPS ได้ในภายหลัง

C. ผู้ที่ทำภารกิจได้ตามมาตรฐานทั่วไป (50%+)

  C - CLASS STAMP
ตราประทับระดับกลางในหมวดภารกิจทั่วไป มีลักษณะเป็นดาวสีมรกต สื่อถึงความมั่นคง มีมูลค่า +50 Grade Exp. จะได้รับเมื่อปฎิบัติภารกิจได้ปานกลางเป็นที่น่าพอใจแก่ผู้อำนวยการโรงเรียน
  +900,000 Spirit Point
ไอเทมเพิ่มแต้มสะสม Spirit Point ตามปริมาณที่กำหนด สามารถนำไปใช้ในการแลกเปลี่ยนเป็น CHIPS ได้ในภายหลัง

D. ผู้ที่ทำภารกิจได้ต่ำกว่ามาตรฐานควรแก่การพัฒนา (35%+)

  D - CLASS STAMP
ตราประทับระดับต่ำในหมวดภารกิจทั่วไป มีลักษณะเป็นดาวสีแอเมทิสต์ สื่อถึงความเรียบง่าย มีมูลค่า +35 Grade Exp. จะได้รับเมื่อปฎิบัติภารกิจผ่านเกณฑ์ตามที่ได้รับมอบหมายไว้
  +800,000 Spirit Point
ไอเทมเพิ่มแต้มสะสม Spirit Point ตามปริมาณที่กำหนด สามารถนำไปใช้ในการแลกเปลี่ยนเป็น CHIPS ได้ในภายหลัง






ของรางวัลพิเศษจากผู้อำนวยการ

.....ถ้วยรางวัลแต่ละชนิดจะถูกมอบให้กับ นักเรียน-อาจารย์ ที่มีผลงานสร้างสรรค์
เกินขอบเขตของจินตนาการ โดยระดับถ้วยเกียรติยศและจำนวนที่จะมอบให้นั้นขึ้น
อยู่กับผู้อำนวยการโรงเรียนเท่านั้น แม้ผลงานที่เพอร์เฟ็คแต่ถ้าขาดความสร้างสรรค์
ก็จะไม่ได้รับถ้วยรางวัลเกียรติยศก็เป็นได้ ในทางกลับกันหากผลงานไม่ได้สวยจน
น่าตะลึง แต่ถ้าหากมีความสร้างสรรค์ผู้อำนวยการก็สามารถมอบถ้วยเกียรติยศให้ได้...


  GOLDEN HONOR DEGREE TROPHY
ถ้วยเกียรติยศทองคำแท้ มอบให้แด่ผู้ที่สามารถปฎิบัติภารกิจหรือร่วมกิจกรรมต่างๆที่ทางโรงเรียนจัดขึ้นได้น่าประทับใจผู้อำนวยการเป็นอย่างมาก
  SILVER HONOR DEGREE TROPHY
ถ้วยเกียรติยศเงินแท้ มอบให้แด่ผู้ที่สามารถปฎิบัติภารกิจหรือร่วมกิจกรรมต่างๆที่ทางโรงเรียนจัดขึ้นได้น่าประทับใจผู้อำนวยการ
  BRONZE HONOR DEGREE TROPHY
ถ้วยเกียรติยศทองแดง มอบให้แด่ผู้ที่สามารถปฎิบัติภารกิจหรือร่วมกิจกรรมต่างๆที่ทางโรงเรียนจัดขึ้นได้น่าดึงดูดใจผู้อำนวยการ






Spectacular Award

.....รางวัล Spectacular จะถูกมอบให้สำหรับผู้ที่สร้างสรรค์ผลงานได้ประทับใจ
สปอนเซอร์จากบริษัท NOBLEMAN (EST.1990) เป็นอย่างมาก โดยผลงานนั้น
จะต้องมีเสน่ห์ในรูปแบบต่างๆที่ดึงดูดสายตาและจิตใจของสปอนเซอร์ ซึ่งไม่ได้ขึ้น
อยู่กับคุณภาพผลงานแต่อย่างใด แต่จะขึ้นอยู่กับความคิดสร้างสรรค์, จินตนาการ,
เสน่ห์ของผลงาน, ความกลมกล่อมของภาพรวม เป็นต้น ซึ่งผู้ที่ได้รับรางวัลนี้จะได้
รับการประกาศเกียรติคุณ ณ ความคิดเห็นที่ลงผลงาน และใต้ชื่อกระทู้ภารกิจในหน้า
กระดานภารกิจ พร้อมทั้งของรางวัลดังนี้...

** อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับรางวัลนี้ได้โดย "คลิ๊กที่นี่" **

  +1,000,000 CHIPS
เหรียญตราที่ใช้ในการชำระค่าใช้จ่ายทั้งหมดภายในโรงเรียนหรือการร่วมกิจกรรมพิเศษที่ทางบริษัท NOBLEMAN จัดขึ้น โดยสามารถใช้แต้มสะสมจาก Spirit Point ในการแลกได้
  +30 QUAINT ORE
แร่ธาตุพิเศษที่พบได้ในบริเวณรอบโรงเรียน สามารถนำไปใช้แลกเป็นไอเทมต่างๆที่โรงเรียนกำหนดเอาไว้ได้ แร่ธาตุชนิดนี้จะหาได้ยากเป็นพิเศษ ถ้าไม่ได้เดินรอบโรงเรียนบ่อยๆก็จะไม่มีทางที่จะเจอแร่ธาตุชนิดนี้ได้เลย






รางวัลโหวตขวัญใจมหาชน

  GOLDEN HONOR DEGREE TROPHY
ถ้วยเกียรติยศทองคำแท้ มอบให้แด่ผู้ที่สามารถปฎิบัติภารกิจหรือร่วมกิจกรรมต่างๆที่ทางโรงเรียนจัดขึ้นได้น่าประทับใจนักเรียนกับอาจารย์และบุคลากรของโรงเรียนจนได้รับการโหวตมากกว่า 6 คนขึ้นไป
  SILVER HONOR DEGREE TROPHYถ้วยเกียรติยศทองคำแท้ มอบให้แด่ผู้ที่สามารถปฎิบัติภารกิจหรือร่วมกิจกรรมต่างๆที่ทางโรงเรียนจัดขึ้นได้น่าประทับใจนักเรียนกับอาจารย์และบุคลากรของโรงเรียนจนได้รับการโหวตมากกว่า 4 คนขึ้นไป
  BRONZE HONOR DEGREE TROPHYถ้วยเกียรติยศทองคำแท้ มอบให้แด่ผู้ที่สามารถปฎิบัติภารกิจหรือร่วมกิจกรรมต่างๆที่ทางโรงเรียนจัดขึ้นได้น่าประทับใจนักเรียนกับอาจารย์และบุคลากรของโรงเรียนจนได้รับการโหวตมากกว่า 2 คนขึ้นไป


แก้ไขล่าสุดโดย Nearmoki-2b เมื่อ Tue 01 Nov 2016, 01:31, ทั้งหมด 1 ครั้ง

Signature ------------------------------------------------>

Nearmoki-2b
Quaint Foundation
Quaint Foundation

INFO. Narin
ผู้อำนวยการโรงเรียน
ชมรม : สภานักเรียน (★)
สามารถซื้อ LOTTO ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

Ore Ore : 362
Spirit Point : 59349786
CHIPS +68 M 801 K 963



PASSPORT
[ VISA ]:

[ Grade Exp. ]:
12285/68400  (12285/68400)

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Lesson 50 : แสงของพ่อ

ตั้งหัวข้อ  Dear on Sat 22 Oct 2016, 14:59

ตะเตือนไตมากค่ะ แต่งไปน้ำตาไหลไป  

;-; :

13 ตุลาคม 2559 19:00
สำนักพระราชวัง แถลงการณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เสด็จสวรรคตแล้ว ณ โรงพยาบาลศิริราช รวมพระชนมพรรษา 89 พรรษา ทรงครองสิริราชสมบัติ  70 ปี

เดียร์และพี่แคลที่กำลังนั่งอยู่หน้าทีวี ทั้งสองคนช็อกอย่างมากจนทำไรไม่ถูก ตอนนี้ทุกอย่างในโรงเรียนดูเงียบไปหมด ได้ยินเพียงแต่เสียงร้องไห้ของหลายๆคนเท่านั้น เป็นสิ่งที่ไม่มีใครคาดการว่าจะมาถึงไวขนาดนี้ เพราะทุกคนนั้นรักพ่อหลวงมาก รักอย่างไม่มีสาเหตุ รักแบบไม่มีเงื่อนไข รักโดยไม่ต้องมีคนบอกให้รัก หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมบุคคลท่านนี้ ถึงทำให้คนไทยโศกเศร้าเสียใจกันได้ขนาดนี้ อาจจะเป็นเพราะการที่ท่านทรงดูแลประชาชนของท่านอย่างไม่ถือตัว หรืออาจจะเป็นการที่ท่านทุ่มเทระยะเวลาตลอด 70 ปี เพื่อดูแลประชาชนที่ท่านรักก็ได้ นี่แหละพ่อหลวงของเรา  

เดียร์เดินออกจากห้องพักไปที่ห้องนั่งเล่น เพราะกะว่าจะไปกราบหน้าปฏิทินที่มีพระบรมฉายาลักษณ์อยู่ ก็พบว่ามีนักเรียนหลายคนที่กำลังนั่งน้ำตาไหลกันอยู่ เดียร์เมื่อเข้าไปถึงก็เข้าไปกราบที่หน้าปฏิทินทันที

ขณะที่ทุกคนกำลังเสียใจอยู่นั้น ก็มีเสียงหนึ่งดังออกมาจากลำโพง ประกาศให้ในวันพรุ่งนี้ให้นักเรียนใส่เนกไทและโบว์สีดำ ที่ปกติเป็นของนักเรียนม.6 เพื่อทำการไว้อาลัยให้กับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9

เช้าวันต่อมา มีนักเรียนหลายคนที่ตาบวมมากอย่างเห็นได้ชัด เป็นผลมาจากการร้องไห้เป็นเวลานานนั่นเอง เดียร์ที่ปกติจะชอบไปแอบเล่นเชลโล่ในห้องดนตรี วันนี้ก็ได้มีโอกาสมาบรรเลงเพลงที่ประพันธ์ขึ้นมาเพื่อพ่อหลวง ร่วมกับนักเรียนในชมรมดนตรี เห็นได้ชัดว่ามีนักเรียนหลายคนร้องไห้ไปพร้อมกับบรรเลงเพลงไป เวลานี้ไม่มีใครยิ้มออกเลยแม้แต่คนเดียว บรรยากาศภายในโรงเรียนเต็มไปความโศกเศร้า ท้องฟ้าที่ปกติจะสดใสก็กลับดูมืดมน
ผู้อำนวยการโรงเรียนขึ้นมากล่าวปราศรัยตามปกติ แต่สิ่งที่แปลกไปก็คงจะเป็นสีหน้าที่พยายามปั้นออกมาอย่างเห็นได้ชัด คงไม่มีใครทำใจกับความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่นี้ได้อย่างรวดเร็วแน่นอน
“ขอบคุณนะครับเด็กๆ ที่ใส่เนกไทกับโบว์สีดำตามที่ผมขอ”
วันนี้นักเรียนทุกๆคนพร้อมใจกันใส่เนกไทและติดโบว์สีดำเพื่อไว้อาลัยตามที่มีประกาศไว้เมื่อวาน บุคลากรและครูก็ต่างแต่งกายด้วยชุดสีดำ ทุกคนล้วนมีสีหน้าที่เศร้าโศก

“ณ บัดนี้ประเทศของเราได้สูญเสียแสงสว่างที่คอยรวมใจปวงประชาเอาไว้ด้วยกัน เด็กๆครับ พ่อได้ทำงานเพื่อพวกเรามา 70 ปี ตอนนี้ได้ถึงเวลาพักผ่อนของท่านแล้ว แต่ตลอดเวลาที่พ่อมีชีวิต พ่อได้สอนให้เรารู้ถึงความดี ความพอเพียง เราทุกคนต่างจำคำสอนของพ่อได้ดี ถึงเราจะไม่มีแสงนำทางแล้ว แต่เราทุกคนก็คือ ‘แสงของพ่อ’ เรารู้ว่าเจตนารมณ์ของพ่อคืออะไร รู้ว่าพ่อปรารถนาถึงความสุขของพวกเรา รู้ว่าพ่อใช้ทุกวันของท่านไปกับการทำความปรารถนานั้นให้เป็นจริง เพราะฉะนั้นตอนนี้จึงถึงเวลาแล้วที่เราจะสานต่อความฝันของพ่อ แม้พวกเราจะเป็นเพียงแสงเล็กๆ ถึงพวกเราจะไม่ได้ร่างกายสมบูรณ์พร้อมไปซะทุกอย่าง แต่ผมเชื่อว่าถ้าเรามีความหวัง ถ้าเราร่วมมือกันละก็ พวกเราจะต้องเป็นแสงที่ส่องสว่างไสวและสวยงามได้อย่างแน่นอน ทุกคนอยากจะเป็น ‘แสงของพ่อ’ ไปด้วยกันหรือเปล่าครับ?”
“ครับ/ค่ะ!!”

สิ้นเสียงของผู้อำนวยการ ทุกคนในโรงเรียนก็พร้อมใจกันตอบอย่างพร้อมเพรียง บางคนพูดพร้อมกับน้ำตา บางคนก็พยายามปลอบเพื่อนในขณะที่ตัวเองก็ยังร้องไห้อยู่ สำหรับ เดียร์ก็ไม่รู้หรอกว่า คำว่า “แสงของพ่อ” นั้น ผอ. ต้องการจะสื่อว่าอะไร แต่เดียร์คิดว่าจะใช้ความสามารถที่ตัวเองมีออกมาใช้ให้เป็นประโยชน์โดยการนำเพลงพระราชนิพนธ์และเพลงเพื่อพ่อต่างๆมาบรรเลงเพื่อให้เด็กรุ่นหลังได้รู้จักท่านผ่านบทเพลง..

สำปอยรูป:

ผู้ที่ทำภารกิจได้ยอดเยี่ยมกว่ามาตรฐาน (80%+)

  A - CLASS STAMP
ตราประทับระดับสูงในหมวดภารกิจทั่วไป มีลักษณะเป็นดาวสีทับทิม สื่อถึงความหรูหรา มีมูลค่า +80 Grade Exp. จะได้รับเมื่อปฎิบัติภารกิจได้ยอดเยี่ยมเป็นที่น่าประทับใจแก่ผู้อำนวยการโรงเรียน
  +1,250,000 Spirit Point
ไอเทมเพิ่มแต้มสะสม Spirit Point ตามปริมาณที่กำหนด สามารถนำไปใช้ในการแลกเปลี่ยนเป็น CHIPS ได้ในภายหลัง

Narin's Comment:
ถึงเนื้อหาหลายส่วนจะมาจากเนื้อหาเปิดภารกิจ
แต่ผมคิดในแง่ว่าเดียร์อินกับเนื้อหาส่วนนั้น
และอยากจะใส่ความรู้สึกตัวเองลงไปกับเรื่องราว
น้ำตาของเดียร์ถูกกลั่นกรองออกมาเป็นตัวหนังสือ
ความรู้สึกที่เดียร์อยากจะบอก ผมได้รับแล้วนะครับ
ผมรู้สึกดีใจที่เด็กรุ่นใหม่เช่นเดียร์รักพ่อหลวงมาก
ขนาดนี้ มาเป็นแสงของพ่อกันต่อไปนะครับ

เห็นว่ามีการเปลี่ยนรูปภารกิจ ซึ่งจริงๆก็ดีทั้งคู่นะครับ
ส่งทั้งสองรูปก็ยังได้ ขอบคุณที่ตั้งใจทำภารกิจให้ดีครับ


แก้ไขล่าสุดโดย Dear เมื่อ Mon 31 Oct 2016, 18:11, ทั้งหมด 1 ครั้ง

Signature ------------------------------------------------>
You can see me near the window o3o

Dear        

Dear

INFO. Napassawan Budwat
นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 6
ชมรม : ตะหลิวทองคำ
-5% Grade Exp.

Ore Ore : 297
Spirit Point : 51154700
CHIPS +12 M 904 K 163

ไม่เสียค่าใช้จ่ายของกรงในการเก็บมาสค็อตที่ติดประกาศนียบัตรนี้ลงคลังมาสค็อต

PASSPORT
[ VISA ]:

[ Grade Exp. ]:
200/1410  (200/1410)

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Lesson 50 : แสงของพ่อ

ตั้งหัวข้อ  pangkawjoa on Thu 27 Oct 2016, 20:49

ส่งกิจครับผม  




เรื่องกับรูปครับ:
    "ครับ/ค่ะ!" อาจารย์และนักเรียนต่างขานรับบางอย่างจากผู้อำนวยการนรินทร์ ด้วยระยะห่างเท่านี้ทำให้ผมไม่สามารถอ่านปากได้ว่าเมื่อครู่ผู้อำนวยกล่าวอะไรบ้าง ทว่าท่าทางสั่นสะท้านของเขาทำให้ผมพอเดาออกว่าคือเรื่องอะไร

    คงไม่พ้นเรื่อง 'การสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช' ซึ่งผมไม่เคยนึกถึงวันที่ต้องเปลี่ยนมาเรียกท่านว่า 'พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ'

    ...ไม่เคยเลยสักครั้ง...

    หมับ!
    แรงกระตุกทำให้ผมหลุดจากภวังค์แล้วหันไปมองก็เห็นว่าเป็น 'สุภะ' ที่ยืนดึงชายเสื้อของผมอยู่ เด็กหนุ่มที่มีกล้ามเนื้ออ่อนแรงมากกว่าปกติทำให้ต้องใช้ไม้ค้ำช่วยพยุงร่างกายไว้ตลอด เขาคนนี้ที่มักไม่แสดงอารมณ์ใดๆ กลับกำลังเม้มริมฝีปากแน่นราวกับพยายามสะกดกั้นความรู้สึกที่อยู่ภายในจิตใจ

    ไม้ค้ำและฝ่ามือของสุภะที่สั่นไหวจนเขาต้องคว้าเสื้อผมเป็นสิ่งยึดให้ทรงตัวไว้ได้ นี่เป็นสิ่งยืนยันได้อย่างดีว่าเด็กหนุ่มคงรู้สึกเหมือนทุกคน

    ...โศกเศร้า...

    ความรู้สึกนี้ทุกคนได้รับรู้ทั้งที่ไม่เคยพร้อมรับและไม่อยากพบเจอ ผมเองก็รู้สึกเหมือนทุกคนทว่าน้ำตาไม่ได้ไหลออกมา ไม่ใช่ว่าผมเข้มแข็งเก่งอาจหรือใจเหล็กดั่งหินผา หากแต่เพียงว่ายังไม่อาจยอมรับการสูญเสียครั้งนี้ จึงไม่สามารถหลั่งไหลสายน้ำแห่งการลาจากได้

    ผมมองผู้คนรอบข้างแล้วพยายามกล้ำกลืนความโศกเศร้าเอาไว้ ก่อนจะบังคับให้ตัวเองเปล่งเสียงเรียกเด็กหนุ่มออกมา "สุภะ"

    สุภะเงยหน้าขึ้นมาอย่างเชื่องช้า ความต่างของส่วนสูงส่งผลกระทบทำให้มองได้ลำบาก แต่เราสองคนก็ยังสบสายตากันแน่นิ่ง

    "..." สุภะไม่ได้เอ่ยอะไรคล้ายกับรอให้ผมพูดต่อ

    "เมื่อกี้ที่ทุกคนขานรับ ขานรับอะไรกันเหรอ" อย่างที่บอกว่าผมเดาได้ว่าผู้อำนวยนรินทร์กล่าวเรื่องอะไร แต่ไม่แน่ใจว่าเขาจะสั่งอะไรต่อจากนั้นหรือเปล่า

    เด็กหนุ่มเจ้าของไม้ค้ำยังคงมองมาทางนี้ก่อนที่จะเบือนหน้าหนีแล้วเขาก็หลับตาลงราวกับกำลังครุ่นคิดบางอย่าง ไม่นานนักสุภะก็ลืมตาขึ้นด้วยสีหน้าที่ต่างไปจากเดิม เขาผละมือจากชายเสื้อของผมแล้วหันมาหาเพื่อให้ผมอ่านปากได้ถนัดยิ่งขึ้น วินาทีนี้แววตาของอีกฝ่ายแปรเปลี่ยนจากหม่นหมองเป็นจริงจังแล้ว

    "แสง..."

    "แสง?" ผมทวนคำของสุภะ

    "แสงของพ่อ"

    "..."

    "ผู้อำนวยการบอกว่าพวกเราทุกคนเป็นแสงของพ่อ และถามว่าอยากเป็นแสงของพ่อไหม" พอพูดมาถึงตรงนี้สุภะก็เงียบไปเล็กน้อย เหมือนพยายามเรียบเรียงถ้อยคำออกมา "ที่จริงผมก็ยังไม่รู้หรอกว่าต้องทำยังไงถึงจะเป็นแสงที่สว่างไสวได้"

    "..."

    "แต่ว่านะ! ยังไงผมก็อยากเป็นแสงสว่างเพื่อในหลวง...เพื่อพ่อของเรา!"

    คำประกาศของสุภะทำให้ผมตะลึงไปชั่วขณะ เพราะไม่คิดว่าคนพูดน้อยอย่างเขาจะกล้าพูดออกมาได้ชัดเจนขนาดนี้ สิ่งที่ผมทำได้เพื่อตอบสนองความตั้งใจจริงของเด็กหนุ่มคือการขยับยิ้มให้พร้อมกับขานรับว่า 'อือ!' เท่านั้น

    ...แสงของพ่อเหรอ...ผมเองก็ยังไม่ค่อยเข้าใจคำนี้สักเท่าไหร่ ต้องทำยังไงถึงจะเป็นแสงที่สุกสกาวเพื่อพ่อได้กันนะ...




++++++++++++++++++++++++++++++




    'แสงของพ่อ'
    คำคำนี้ยังเป็นสิ่งที่ค้างคาอยู่ในใจผม ทำอย่างไร ทำแบบไหน ทำอะไร ถึงจะได้กลายเป็นแสงของพ่อที่สว่างไสว มันเป็นสิ่งที่ผมยังคิดไม่ออก

    ความสับสนที่วนเวียนอยู่ภายในใจทำให้ผมไม่อาจขึ้นเรียนได้ตามปกติ นี่เลยเป็นครั้งแรกที่ผมโดดเรียนมานั่งสงบจิตสงบใจอยู่ใต้ต้นไม้ หากคิดไม่ออกว่า 'แสง' นั้นคืออะไร ผมคงกังวลไม่หายแน่

    "หม่าม้าจะรู้ไหมนะ" ผมพึมพำกับตัวเองแล้วคว้ามือถือขึ้นมากดไลน์หาหม้าม่า ไม่นานนักก็มีข้อความตอบกลับมา

    Pang Chan : แสงของพ่อเหรอ...

    ชื่อ 'Pang Chan' นี่คือชื่อไลน์ของหม่าม้า

    Taira : ฮะ ผมไม่รู้ว่ามันคืออะไรแน่แล้วทำยังไงถึงเป็นได้ฮะ
    Pang Chan : ตามความเข้าใจของหม่าม้านะ...
    Taira : ฮะ?
    Pang Chan : หม่าม้าขอถามไทระก่อนว่ารู้ไหมว่าทำไมประชาชนถึงรักในหลวง


    ผมหยุดคิดแล้วพิมพ์ตอบไปว่าเพราะท่านทรงดูแลประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียมเสมือนคนสำคัญ ท่านทำทุกอย่างเพื่อให้ประชาชนมีความสุข ท่านทรงรักทรงห่วงใยประชาชนอย่างแท้จริง จึงไม่แปลกเลยที่ในหลวงจะทรงได้รับความรักจากประชาชนเป็นการตอบแทน

    เมื่อผมตอบไปอย่างนั้นหม่าม้าก็ส่งสติ๊กเกอร์ยิ้มแย้มมาให้ แล้วเธอก็ไลน์ต่อมาอีก

    Pang Chan : ถ้างั้นไทระก็เข้าใจการเป็นแสงของพ่อแล้วนี่จ๊ะ
    Taira : เอ๊ะ? ยังไงฮะ
    Pang Chan : ในหลวงทำทุกอย่างเพื่อให้ประชาชนมีความสุข ดังนั้นท่านจึงกลายเป็นแสงชี้นำพวกเรา
    Taira : หมายความว่าถ้าอยากเป็นแสงของพ่อก็ต้องทำเพื่อทุกคนเหมือนพ่อเหรอฮะ
    Pang Chan : ไม่ขนาดนั้นหรอกจ้ะ
    Taira : ผมยังไม่ค่อยเข้าใจเลยฮะ
    Pang Chan : ไทระบอกใช่ไหมว่าพ่อทำทุกอย่างเพื่อให้ประชาชนมีความสุข ดังนั้นท่านถึงได้กลายเป็นแสงชี้นำทาง แล้วถ้าหากไทระอยากเป็นแสงสำหรับพ่อ ไทระก็ต้องทำให้ท่านมีความสุขบ้าง


    พอมาถึงตรงนี้ผมเริ่มที่จะเข้าใจสิ่งที่หม่าม้าอยากบอกบ้างแล้ว แต่ก็ยังคงเงียบเพื่อรอฟังความหมายของ 'แสง' ต่อไป

    Pang Chan : งั้นหม่าม้าถามอีกรอบนะ อะไรที่ทำให้พ่อมีความสุข
    Taira : สิ่งที่ทำให้พ่อมีความสุขเหรอฮะ...คงเป็นความสุขของประชาชน
    Pang Chan : แล้วถ้าเรามีความสุขเราต้องทำยังไง
    Taira : ผม...
    Pang Chan : จำที่หม่าม้าสอนได้ไหม อะไรที่ทำให้ทั้งเราทั้งผู้ที่เห็นมีความสุข
    Taira : รอยยิ้มฮะ


    ผมตอบกลับโดยไม่ต้องหยุดคิดสักวินาทีเดียว หม่าม้าสอนผมมาตั้งเด็กว่าให้ยิ้มแย้มเข้าไว้ ไม่ว่าจะเจอเรื่องดีหรือเรื่องทุกข์ขนาดไหน รอยยิ้มจะช่วยเยียวยาจิตใจของผู้ที่ยิ้มและผู้ที่พบเห็น

    Pang Chan : ใช่จ้ะ ถ้าไทระอยากเป็นแสงของพ่อไทระก็ต้องยิ้มเข้าไว้นะ และสิ่งที่จะช่วยให้เรายิ้มออกมาได้ง่ายคือการมีความสุข การได้ใช้ชีวิตในแบบที่พ่อเคยสอนพวกเราชาวไทยไว้ ในหลวงคงอยากเห็นทุกคนมีความสุขมากกว่ามานั่งเศร้า นี่คงเป็นแสงสว่างที่พ่ออยากเห็น
    Taira : แสงของพ่อ คือ รอยยิ้มของพวกเราใช่ไหมฮะ
    Pang Chan : หม่าม้าไม่รู้หรอกว่าคนอื่นจะคิดยังไง แต่สำหรับเราสองคนนั่นคือสิ่งที่อยู่ในใจของเราจ้ะ


    จากนั้นผมก็จบการคุยไลน์กับหม่าม้า พอได้คุยกันผมก็เริ่มเข้าใจว่า 'แสงของพ่อ' คือการที่ทุกคนทำตามคำสอนและใช้ชีวิตอย่างมีความสุขท่ามกลางรอยยิ้มที่สว่างไสว เพราะถ้าหากไม่เป็นเช่นนั้นแล้ว เวลาที่พ่อมองลงมาจากบนฟ้าคงไร้ซึ่งความสุขและคงไม่เห็นแสงสว่างอย่างที่ต้องการ

    ผมเงยหน้ามองผืนฟ้าที่ส่องแสงลงมายังเบื้องล่าง ฝ่ามือซ้ายขยับขึ้นไปหมายจะคว้าดวงอาทิตย์ที่สาดแสงทว่ามันก็เป็นเพียงความคิดที่ไม่วันเป็นจริง ขอบตาเริ่มร้อนรุ่มก่อนที่หยาดน้ำใสจะไหลรินออกมา เมื่อจำต้องยอมรับการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่นี้ ผมก็ไม่อาจอดกลั้นความรู้สึกได้อีกต่อไป

   "สว่างจัง" ผมได้แต่พึมพำกับตัวเองแล้วเหม่อมองไปทางที่แสงสว่างตกลงมา "พ่อทรงดูพวกเราอยู่สินะฮะ ผมสัญญานะว่าจะใช้ชีวิตอย่างมีความสุขตามที่พ่อปรารถนา"

    สายลมพัดผ่านกระทบกับใบไม้ที่กำลังร่วงหล่นสู่พื้นดิน สักวันหนึ่งผมเองก็คงเหมือนกับใบไม้พวกนี้ที่ต้องโรยราลงไป แต่กว่าจะถึงตอนนั้น...

    "ผมจะเป็นแสงสว่างอย่างที่พ่อต้องการนะฮะ"

    นี่คือคำสัญญาของผมที่ส่งไปให้ถึงคนที่อยู่บนฟากฟ้า...

    รักโดยไม่เคยพบหน้า
    รักโดยไม่มีใครบอก
    ไม่รู้ว่ารักได้ยังไง...แต่มันรักทั้งใจ...โดยไม่มีเสื่อมคลาย

    ...ขอส่งพระองค์สู่สวรรคาลัย..
.



ผู้ที่ทำภารกิจได้เพอร์เฟ็คสูงกว่ามาตรฐานมาก (100%)

  S - CLASS STAMP
ตราประทับระดับสูงสุดในหมวดภารกิจทั่วไป มีลักษณะเป็นดาวสีนิลสุดแสนจะคลาสสิก มีมูลค่า +100 Grade Exp. จะได้รับเมื่อปฎิบัติภารกิจได้เพอร์เฟ็คเป็นที่น่าประทับใจแก่ผู้อำนวยการโรงเรียน
  +1,500,000 Spirit Point
ไอเทมเพิ่มแต้มสะสม Spirit Point ตามปริมาณที่กำหนด สามารถนำไปใช้ในการแลกเปลี่ยนเป็น CHIPS ได้ในภายหลัง

Narin's Comment:
ชอบตอนที่ไทระคุยกับแม่ของเขาเป็นพิเศษ เป็นการ
แทรกความรู้สึกผปค.ลงในภารกิจอย่างแนบเนียน
และเข้ากับสถานการณ์ ตีความหมายของแสงของพ่อ
ได้สวยงามมากครับ ทำให้ผมได้แง่คิดใหม่ๆไปด้วย
รอยยิ้มเป็นสิ่งที่เข้ากับไทระจริงๆครับ ผมรู้สึกว่าเขา
จะต้องเป็นแสงของพ่อที่ส่องสว่างให้กับคนรอบข้าง
ได้อย่างแน่นอน

รูปเองก็สื่อความรู้สึกออกมาได้ดีมาก ครั้งนี้รูปสื่อ
ออกมาได้ชัดกว่าเนื้อหาด้วยซ้ำ ทั้งๆที่ปกติแล้วไทระ
เป็นคนเด่นเรื่องการเขียนเนื้อเรื่องมาก ทั้งมุมของภาพ
สีหน้าของไทระ เห็นแล้วเศร้าจนอยากเข้าไปกอด
เข้าไปกอดให้กำลังใจเลย ;_;

pangkawjoa

INFO. Taira Payakaroon
นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 4
ชมรม : การกีฬา
ได้รับเงินเดิมพันจากคาสิโนคืน 50% ในกรณีที่เดิมพันแพ้เจ้ามือ

Ore Ore : 61
Spirit Point : 78322217
CHIPS +5 M 218 K

 ได้รับ ทุนการศึกษา/เงินเดือน เพิ่ม 100% ของฐานปัจจุบัน | ไม่เสียค่าใช้จ่ายของกรงในการเก็บมาสค็อตที่ติดประกาศนียบัตรนี้ลงคลังมาสค็อต

PASSPORT
[ VISA ]:

[ Grade Exp. ]:
1340/1580  (1340/1580)

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Lesson 50 : แสงของพ่อ

ตั้งหัวข้อ  dedog on Sun 30 Oct 2016, 21:22

Spoiler:

13 ตุลาคม 2559

เมื่อช่วงหัวค่ำของวันนี้ข่าวในพระราชสำนักเพิ่งประกาศถึงการจากไปของชายคนหนึ่ง

ชายที่ทำงานหนักยิ่งกว่าใครๆ
ชายที่มองการณ์ไกลยิ่งกว่าคนไหนๆ
ชายที่นำความเจริญเข้าสู่พื้นที่ทุรกันดาร
ชายที่นำความอุดมสมบูรณ์เข้าสู่พื้นที่แห้งแล้ง
ชายที่ว่ากันว่าเข้าถึงพื้นที่ทุกตารางนิ้วของประเทศไทย
ชายที่รักและห่วงใยคนไทยและประเทศไทยราวกับลูก
ชายที่คนไทยก็รักเขาเปรียบเสมือนพ่อ


..พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จสู่สวรรคาลัยแล้ว


.
.
.

ผมยังคงยืนอยู่ที่ชายหาด
ดวงตาจับจ้องไปที่ท้องทะเลที่ถูกย้อมด้วยสีดำของรัตติกาล

ข้อความในข่าวเมื่อตอนหัวค่ำยังคงวนเวียนอยู่ในหัว
สิ่งแรกที่ผมรู้สึกตอนรู้ข่าวคือใจหาย


ผมเกิดในแผ่นดินของรัชกาลที่9 อยู่มาจนตอนนี้อายุยี่สิบกว่าปีแล้ว
เห็นข่าวพระองค์ทรงพระประชวรมาหลายครั้งหลายหน
ทุกครั้งพระองค์ทรงผ่านพ้นมาได้ และกลับมาทำงานหนักเพื่อประชาชนคนไทย
เป็นเช่นนี้เสมอจนผมรู้สึกราวกับว่าพระองค์ทรงเป็นอมตะ

ความนิรันดร์นั้นไม่มีอยู่จริง

จนถึงตอนนี้พระองค์ทรงจากไปแล้ว
จากประชาชนชาวไทยไปแล้วจริงๆ


สมเด็จย่าเคยกล่าวไว้ว่า "ภูมิพล แปลว่า กำลังของแผ่นดิน"
และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงเป็นกำลังที่ยิ่งใหญ่ของแผ่นดินไทยจริงๆ

พระองค์ทรงเป็นราวกับภูเขายิ่งใหญ่ที่ช่วยค้ำท้องฟ้าเอาไว้
ทรงเป็นภูเขายิ่งใหญ่ที่ช่วยบังแดดลมฝนให้แก่พสกนิกรชาวไทย
ทรงเป็นภูเขายิ่งใหญ่ที่ปกป้องคุ้มครองพสกนิกรชาวไทยมาตลอด70ปี

บัดนี้ราวกับท้องฟ้าร่วงหล่น
ภูเขายิ่งใหญ่นั้นหายไปแล้ว


น้ำหนักของท้องฟ้าคล้ายกดทับอยู่บนบ่า
และสมองก็รับรู้ว่าภูเขานั้นจะไม่หวนกลับมาอีกแล้ว


ท้องทะเลยังคงเป็นสีดำตอนที่ผมกลับขึ้นห้อง

น้ำตาไม่ได้ไหลออกมา
ใจที่หายไปก็ยังไม่กลับมาเช่นกัน


.
.
.


14 ตุลาคม 2559

วันนี้ราวกับโลกทั้งใบกลายเป็นสีโมโนโทน
หันไปทางไหนก็เจอแต่สีขาวและสีดำจนรู้สึกเหมือนตาบอดสี

ยังดีที่มีสีม่วงของเสื้อนักเรียนช่วยย้ำเตือนว่าโลกนี้ยังมีสีสันเหลืออยู่บ้าง

เมื่อคืนผมนอนไม่หลับ
ดูจากสภาพนักเรียนและเพื่อนร่วมงานในวันนี้แล้วก็คิดว่าคงไม่ใช่แค่ผมคนเดียวที่เป็น
หลายคนยังคงตาแดงๆจากการร้องไห้ ความโศกเศร้ายังคงสดใหม่เกินกว่าจะทำเป็นมองไม่เห็น


วันนี้ผมมีสอนม.3กับม.5

ศิลปะเป็นวิชาที่ต้องใช้ใจ และตอนนี้เด็กๆดูหม่นหมองเกินกว่าจะให้ใจกับการเรียนได้
ผมจึงเลือกที่จะชวนคุย หวังเยียวยาเด็กๆได้บ้าง แม้เพียงเล็กน้อยก็ยังดี

คำว่า แสงของพ่อ ที่ผอ.พูดถึงตอนเข้าแถวยังคงตกค้างอยู่ในหัว
ผมเลือกหัวข้อนี้ขึ้นมาพูดคุยกับเด็กๆ ผลัดกันเป็นผู้เล่า และผลัดกันเป็นผู้ฟัง

พูดถึงเรื่องราวของพ่อ พระราชกรณียกิจ พระราชดำรัส พระอารมณ์ขัน
ไปจนถึงสิ่งที่พวกเราแสงไฟดวงน้อยทั้งหลายจะทำเพื่อพระองค์ท่านได้

ร้อยพันหมื่นแสนเรื่องราวดีๆ ทั้งที่เคยเจอกับตัว เคยอ่านเจอ หรือได้รับฟัง
ล้วนถูกถ่ายทอดออกมา บางเรื่องก็ชวนให้น้ำตาคลอด้วยความซาบซึ้ง
บางเรื่องก็ทำให้คนฟังมีรอยยิ้ม บางเรื่องถึงกับทำให้หลุดหัวเราะออกมา

แม้ยังมีคราบน้ำตา
แม้ยังยิ้มได้ไม่เต็มที่
แต่ได้เท่าที่ในวันนี้ก็เพียงพอแล้ว :)

.
.
.

ผมนั่งมองเฟรมที่ว่างเปล่ามาเกือบครึ่งชั่วโมงแล้ว

บ่ายวันนี้ผมไม่มีคาบสอน
พออยู่คนเดียว นั่งอยู่กับตัวเอง คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย
ก็รู้สึกถึงความว่างเปล่าภายในตัว คิดไปถึงสิ่งที่หายไป
บรรยากาศหม่นเศร้ากดทับจนผมไม่อาจนั่งอยู่เฉยๆได้

รู้ตัวว่าไม่สามารถตั้งสมาธิกับการวาดได้เท่าปกติ
เพียงแค่อยากระบายออกไปก็เท่านั้น

แสงของพ่อ

คำนี้ปรากฎในหัวอีกครั้ง ผมหรี่ตามองเฟรมที่ว่างเปล่า
ก่อนจะใช้น้ำยากั้นสีเขียนอะไรบางอย่างลงไปตรงกลางเฟรม

.
.
.

หลังจากนั้น...?

หลังจากนั้นบนเฟรมก็ไม่เหลือพื้นที่สีขาวอีกนอกจากจุดที่ผมกั้นไว้
ออกจะเป็นสีหม่นๆเน่าๆจากการที่หลายสีถูกทาทับกันหลายต่อหลายครั้ง

หลังจากสาดสีจนเป็นที่พอใจแล้วผมก็รอสีแห้งและลอกน้ำยากั้นสีออก
เลข ๙ สีขาวเด่นอยู่ตรงกลางเฟรม ท่ามกลางสีหม่นทึมเทาโดยรอบ


...ไม่ว่าจะเป็นที่มืดมิดขนาดไหน พ่อก็ยังคงสว่างไสว...


ผมมองเลข ๙ นั้นอยู่ชั่วขณะ แล้วจึงเอ่ยปาก
“ไหนพ่อบอกจะอยู่ถึง120ปี”

ไม่มีคำตอบใดๆจากรูปภาพ
เป็นผมเองที่ยังคงพูดต่อไป
“ผมเคยถามคุณยาย ว่าทำไมพ่อถึงพูดแบบนั้น งานของพ่อทั้งเหนื่อยทั้งหนัก อายุของพ่อก็มากแล้ว ทำไมพ่อต้องทำเพื่อคนไทยขนาดนี้”

“ผมจำไม่ได้ว่าคุณยายตอบผมว่าอะไร แต่ตอนนี้ผมว่าผมรู้แล้ว"
"พ่อเป็นเหมือนแสงนำทางของคนไทย เป็นศูนย์รวมใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุด”

“ตอนที่พ่อยังอยู่ผมก็ไม่รู้หรอก แต่พอพ่อจากไป เหมือนพระอาทิตย์หายไปทั้งดวงเลยฮะ
มันมืดไปหมด ไม่รู้ว่าควรเดินต่อไปทางไหนหรือทำอะไรต่อไป”

“ตอนที่พ่อบอกว่าจะอยู่ถึง120ปีนั่น เพราะพ่อเป็นห่วงพวกเราใช่มั้ยฮะ”

“พ่อเป็นแสงสว่างให้พวกเรามานานมากแล้ว ถึงตอนนี้ได้พักแล้วนะครับ”
ผมมองรูปภาพ น้ำตาที่ท่วมอยู่ในใจตั้งแต่เมื่อวานค่อยไหลออกมา
“พ่อไม่ต้องห่วงนะ พวกเราอยู่กันได้”

“แสงของพ่อคือแสงที่ยิ่งใหญ่ แสงของผมไม่อาจยิ่งใหญ่เทียมเท่า แต่ผมจะพยายามเท่าที่จะทำได้”

ภาพนักเรียนในชั้นผุดขึ้นมาในหัว ผมพูดต่อไป
“ผมจะประคับประคองดวงไฟน้อยๆทั้งหลายไปทางที่ถูกที่ควร”
“ถึงผมจะเป็นเพียงแสงเล็กๆ แต่ผมสัญญาว่าจะทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด”

“ขอบคุณพ่อที่รักและเป็นห่วงพวกเรามากขนาดนี้
ขอบคุณที่ดูแลพวกเรามาตลอด70ปี ขอบคุณจริงๆครับ”

เลข ๙ บนรูปคล้ายทอแสงเรืองรองตอนที่ผมก้มลงกราบ

.
.
.

Spoiler:

Spoiler:
ปล. : วิธีการลงสีดังกล่าว ผมยังไม่ได้ทดลองว่าใช้ได้จริงมั้ยและใช้กับสีอะไรนะฮะ ขออภัยในความเดือดมา ณ ทีนี้... -/\-

ผู้ที่ทำภารกิจได้เพอร์เฟ็คสูงกว่ามาตรฐานมาก (100%)

  S - CLASS STAMP
ตราประทับระดับสูงสุดในหมวดภารกิจทั่วไป มีลักษณะเป็นดาวสีนิลสุดแสนจะคลาสสิก มีมูลค่า +100 Grade Exp. จะได้รับเมื่อปฎิบัติภารกิจได้เพอร์เฟ็คเป็นที่น่าประทับใจแก่ผู้อำนวยการโรงเรียน
  +1,500,000 Spirit Point
ไอเทมเพิ่มแต้มสะสม Spirit Point ตามปริมาณที่กำหนด สามารถนำไปใช้ในการแลกเปลี่ยนเป็น CHIPS ได้ในภายหลัง

Narin's Comment:
ปกติจะชินกับจิณณ์ที่จับตะหลิวมากกว่าจับพู่กัน
รอบนี้จิตวิญญาณศิลปินมาเต็มมาก ทำให้เห็น
มุมมองใหม่ๆเกี่ยวกับจิณณ์เลยครับ ปกติผมจะ
เห็นด้านชิลๆของเขามากกว่าจนลืมไปว่าเขาก็เป็น
ศิลปินคนหนึ่ง พู่กันคือเครื่องมือถ่ายทอดอารมณ์
ของเราศิลปิน ซึ่งคุณก็เขียนสื่อฉากนี้ออกมาได้ดี
เรื่องใช้สีอะไรถึงจะสาดได้แบบนั้นนี่เอาไว้ก่อนเนอะ
(หัวเราะ)

ชอบรูปรอบนี้มากครับ รูปสเกลปกติแถมยังมี
รายละเอียดเล็กๆให้ตามเก็บได้ไม่เบื่อเลย
ยิ่งดูคู่กับเนื้อหายิ่งคิดว่ารูปที่จิณณ์วาดนั้นสวยมาก

ปล.พอมาเห็นจิณณ์ใส่เชิ๊ตดำปลดกระดุมเม็ดบน
และถกแขนเสื้อขึ้นนี่ จิณณ์ยิ่งโตยิ่งเหมือนผอ.จริงๆ..


แก้ไขล่าสุดโดย dedog เมื่อ Mon 31 Oct 2016, 13:31, ทั้งหมด 1 ครั้ง

dedog

INFO. Jinn
ร.ศ. ภาควิชาศิลปะ
ชมรม : โสตทัศนศึกษา (★)
-7% Grade Exp.

Ore Ore : 579
Spirit Point : 95769637
CHIPS +49 M 822 K 109

CHIPS +3.0%/เดือน | ได้รับ ทุนการศึกษา/เงินเดือน เพิ่ม 100% ของฐานปัจจุบัน | ไม่เสียค่าใช้จ่ายของกรงในการเก็บมาสค็อตที่ติดประกาศนียบัตรนี้ลงคลังมาสค็อต

PASSPORT
[ VISA ]:

[ Grade Exp. ]:
402/3430  (402/3430)

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Lesson 50 : แสงของพ่อ

ตั้งหัวข้อ  Nearmoki-2b on Mon 31 Oct 2016, 03:20

ยิ้มสู้:
      “ผอ.คะ ทานข้าวเที่ยงรึยังคะ?”

      เสียงใสเอ่ยถามชายชุดดำที่กำลังยืนลูบผมเด็กนักเรียนตัวน้อยผู้มีดวงตาบวมเป่ง ผู้อำนวยการหันหน้าไปทางต้นเสียงที่คุ้นเคย มันคือเสียงของเลขาสาวรัตติกาล
      “อ๊ะ ยังเลยครับ ลืมไปซะสนิทเลย”

      คำตอบที่ได้มาพร้อมกับรอยยิ้มอุ่นๆตามแบบฉบับของเจ้าตัว

      “ผอ.ไปทานข้าวเถอะค่ะ หนูไม่เป็นอะไรแล้ว”

      ฮันนาในชุดพละดันตัวผู้ใหญ่ออกเบาๆแม้เสียงที่พูดจะยังตะกุกตะกัก มือน้อยยกขึ้นปาดหยาดน้ำบนขอบตา โดยปกติแล้วเราจะพบผู้อำนวยการนอกตึกเรียนในช่วงปราศรัยตอนเช้าและจะเห็นอีกทีก็ต่อเมื่อแดดร่มแล้วเท่านั้น เขาไม่ชอบความร้อน นั่นคือเรื่องที่เราต่างรู้กันดี

      หากวันนี้เรากลับสามารถพบเห็นผู้อำนวยการได้ตามสถานที่ต่างๆรอบโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็นลานกีฬา สวนสาธารณะ หรือทุกที่ที่มีนักเรียนอยู่ ท่ามกลางบรรยากาศโศกเศร้ายังคงมีชายคนหนึ่งผู้มีรอยยิ้มเปื้อนอยู่บนใบหน้า ด้วยความเป็นห่วงจนอยู่ไม่สุขทำให้เขาคอยเดินฟังสารทุกข์สุขดิบของเหล่านักเรียน

      เมื่อเด็กสาวยืนยันว่าไม่เป็นไรแล้วจริงๆ นรินทร์จึงตัดสินใจปลีกตัวออกมาในที่สุด ทว่าเขาไม่ได้เดินไปโรงอาหาร ร่างสูงเพียงแต่เดินไปเรื่อยๆด้วยเยื้องก้าวอันเชื่องช้าราวไม่มีจุดหมาย

.
.
.

      เมื่อรู้ตัวอีกทีขาเจ้ากรรมก็พากลับมาอยู่หน้าห้องทำงานตัวเองแล้ว เจ้าของห้องเดินเข้าห้องทั้งๆที่ไม่รู้จะเข้ามาทำไม ประตูไม้บานสวยปิดลงก่อนที่ร่างสูงจะเอนตัวพิงประตู รอยยิ้มที่เคยมีเจื่อนจางลงเล็กน้อย เสียงถอนหายใจเฮือกใหญ่ดังขึ้นภายในห้องเงียบสงบ

เสียงดนตรีปริศนา:

      เสียงทำนองดังขึ้นกะทันหันทำเอาร่างสูงสะดุ้งเฮือก ไม่นานก็ตั้งสติได้ว่ามันคือเสียงทำนองเพลงเพื่อพ่อหลวงที่ถูกขับกล่อมผ่านกีต้าร์ตัวหนึ่ง ใครบางคนได้เข้ามาในห้องโดยไม่ได้นัดหมาย ท่วงทำนองช้าๆอันแสนเรียบง่ายนั้นเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่เริ่มทำเอาขอบตาร้อนผ่าว คนที่เล่นดนตรีอัดแน่นไปด้วยอารมณ์ขนาดนี้ เท่าที่รู้จักก็มีอยู่คนเดียว

      “แม็ก?...”

      ไร้คำตอบจากคนเล่นกีต้าร์ มีเพียงเสียงทำนองที่ยังดังก้องในห้องกว้าง ราวกับว่ากำลังใช้บทเพลงในการสนทนา เจ้าของห้องผู้เข้าใจดีจึงยืนพิงประตูฟัง’คำพูด’ของอีกฝ่ายเงียบๆ ร้อยยิ้มบางเผยขึ้นบนมุมปาก ฝั่งคนบรรเลงเพลงนั้นนั่งอยู่บนขอบโต๊ะทำงานของผู้อำนวยการอย่างที่เขามักจะนั่ง

      แม็กเวลผู้ไม่ชอบการแต่งตัวเรียบร้อยวันนี้อยู่ในคราบเสื้อเชิ๊ตสีดำสวมทับด้วยเสื้อสูทสีเดียวกันพร้อมยังผูกเนกไทสีดำเงา เป็นทางการอย่างหาดูได้ยากนัก ไม่ว่านรินทร์จะเคยขอร้องให้แต่งตัวเช่นนี้เข้าประชุมสักกี่หนแต่มันก็ไม่เคยเกิดขึ้น ทว่าครั้งนี้แม็กเวลกลับทำเองโดยที่ไม่มีใครขอ ห้องกว้างถูกปกคลุมด้วยบรรยากาศอบอุ่นทั้งที่ความจริงแล้วเปิดแอร์จนเย็นเฉียบ

      “ข้าววางอยู่บนโต๊ะชั้นสองนะฮะ”

      นั่นคือประโยคแรกที่ดังคลอไปกับเสียงบรรเลง

      “เอ๋?”

      นรินทร์อุทานด้วยความงุนงง โดยปกติแล้วเจ้าลูกลิงมีแต่จะมาขอข้าวทาน นี่เป็นครั้งแรกที่เขาหาข้าวมาให้ทาน

      “ม๊าเคยบอกว่าถ้าคุณโฟกัสกับอะไรมากๆเข้า คุณมักจะลืมทานข้าว”

      ซึ่งมันก็เป็นจริงอย่างที่กล่าว

      “อ..อ้อ..”

      ผู้อำนวยการเกาท้ายทอยระหว่างหัวเราะแห้งๆ เขาสาวเท้าเดินเข้าหาคู่สนทนาอย่างคล่องแคล่วโดยไม่ต้องใช้ไม้เท้านำทางเพราะคุ้นชินกับห้องตัวเองดี

      “แล้วเธอล่ะทานอะไรรึยัง? ขึ้นไปทานข้าวด้วยกันมั้ย?”

      ชายหนุ่มผมทองส่ายหน้าพลางเอ่ยบอกไม่เป็นไร เจ้าของห้องเดินมาหยุดหน้าชั้นหนังสือที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากโต๊ะทำงาน จากนั้นจึงไล่นิ้วบนสันหนังสือที่ถูกสลักด้วยอักษรภาษาเบรลล์ การสนทนาแสนเรียบง่ายดังขึ้นท่ามกลางบรรยากาศสบายๆ การตอบโต้ยังคงดำเนินต่อไปแม้คู่สนทนาจะยืนหันหลังให้ ดวงตาสีเทาจ้องมองแผ่นหลังกว้างไม่วางตา

      “เอ้อ ตะกี้ผมเจอคุณเอลิทกำลังปลอบเด็กๆอยู่ด้วยล่ะ!! หาฟังยากมากเลยนะนั่น”
      “ผอ.ฮะ”
      “ไม่น่าเชื่อใช่มั้ยล่ะ ผมยังคิดว่าตัวเองฟังผิดเลย!! ฮ่าๆๆๆๆๆ”

      เสียงหัวเราะสดใสดังขึ้น ถ้อยคำที่ใช้ยังติดสำเนียงอ่อนโยนเช่นทุกคราว นักการทูตคิดว่าอีกฝ่ายคงไม่ทันฟังจึงเอ่ยเรียกซ้ำอีกครั้ง

      “ผอ.”
      “แล้วก็นะ วันนี้ลมทะเลแรงมากเลยแหละ หัวผมงี้ยุ่งไปหมดเลย”

      ระหว่างที่ฟังดวงตาสีเทาก็ไล่สายตาจากแผ่นหลังขึ้นไปยังเรือนผมสีดำ มันถูกจัดทรงแบบขอไปทีเช่นทุกวัน ไม่ได้ยุ่งมากน้อยไปกว่าเดิมนัก

      “ผอ.ฮะ---”
      “ว่าแต่ได้ยินมาว่าวันนี้เธอแต่งตัวเรียบร้อยด้วย อยากเห็นจริงๆ น่าเสียดายจังเลยน้า ฮ่าๆๆๆ”

      คิ้วหนาเริ่มขมวดเข้าหากัน ช่างน่าแปลกที่ไม่ว่าจะเรียกสักกี่ครั้งแต่ก็โดนพูดขัดซะทุกหน ราวกับว่าเสียงที่เปล่งนั้นส่งไปไม่ถึง

      “ผอ.ฮะ!!”

      เขาทดลองอีกครั้งด้วยน้ำเสียงดังกว่าเก่า แต่ก็ไม่ถึงกับตะคอกในแบบที่เด็กไม่สมควรทำกับผู้ใหญ่ ฝ่ายผู้อำนวยการยังคงเล่าเรื่องราวประจำวันอย่างสนุกสนานโดยไม่มีวี่แววว่าจะตอบรับแต่อย่างใด

      “ผอ.?....”

      ความสงสัยอันเพิ่มพูนทำให้เด็กหนุ่มหยุดมือจากกีต้าร์ ทำไมแม็กเวลจะไม่รู้ว่าคนตาบอดมักจะหูดีกว่าปกติ ยิ่งคนตรงหน้าคือนรินทร์ผู้มือแม่นราวกับตาเห็น มีหรือจะไม่ได้ยินเสียงระยะใกล้ขนาดนี้

      “หืม? นี่ผมทำงานเสร็จหมดแล้วเหรอเนี่ย มิน่าเมื่อยคอไปหมดเลย”
      “ผอ.---”
      “สงสัยจะนั่งจมงานไปหน่อย ไม่ไหวเลยน้า~”

      เป็นอีกครั้งที่ถูกพูดแทรก ครั้งนี้คนเรียกเริ่มรู้สึกว่ามันไม่ใช่ความบังเอิญ เขาขมวดคิ้วมองแผ่นหลังกว้างของชายผู้ง่วนอยู่กับชั้นหนังสือนานสองนานโดยไม่มีเหตุผล ตั้งแต่คุยกันมาไม่มีสักครั้งที่เจ้าของห้องจะหันหน้ามาหา สิ่งที่แสดงออกให้เห็นมีเพียงน้ำเสียงเริงร่าและการหัวเราะที่ดูไม่สอดคล้องกับรูปประโยคในบางที

      หนุ่มผมทองวางกีต้าร์ลงบนโต๊ะเบาๆก่อนจะดันตัวลงจากขอบโต๊ะ

      ”ใช่ๆๆ แล้วก็นะ----“

      คราวนี้เป็นฝ่ายผู้อำนวยการที่ต้องชะงักหยุดการสนทนา เพราะสัมผัสได้ถึงไออุ่นที่สวมกอดจากด้านหลังอย่างกะทันหัน ดวงใจที่เคยสงบผลันเต้นระรัว หากมันไม่ได้มาจากความเขินอาย หัวใจเร่งจังหวะแปรผลันตามความกลัว กลัวจะโดนล่วงรู้ในสิ่งที่ไม่ต้องการเปิดเผย ความตกใจทำให้ร่างสูงยืนตัวแข็งไปชั่วขณะ ก่อนเสียงตะกุกตะกักจะเอ่ยเสียงแห้ง

      “แม็ก?...”

      ไม่มีคำตอบจากเจ้าของชื่อ มีเพียงน้ำหนักที่กดลงบนบ่า แม็กเวลกดหน้าลงบนไหล่ของคนตัวเล็กกว่า

      “ฮะๆๆๆ อะไรกัน เบื่อแล้วเหรอ ผมยังพูดไม่จบเลยนะ เรื่องมันมีอยู่ว่า---“

      อ้อมกอดถูกกระชับให้แน่นขึ้น ความใกล้ชิดทำให้สัมผัสได้ถึงร่างสั่นคลอนของผู้อำนวยการ แต่เจ้าตัวยังพยายามพูดด้วยน้ำเสียงสดใส ยิ่งฟังยิ่งรู้ว่าเสียงแต่ละคำถูกฝืนเค้นออก
มาอย่างยากลำบาก เสียงเองก็เริ่มสั่นตามร่างกายไปด้วย

      “อะไรของเธอน่ะ อยู่ๆก็ขี้อ้อนขึ้นมาซะอย่างนั้น ฮ่าๆๆๆๆๆ”

      เสียงหัวเราะดังกระท่อนกระแท่น หากนรินทร์ก็ยังทำเป็นไม่รู้ร้อนและเล่าเรื่องราวของเขาต่อไป หนุ่มผมทองปล่อยให้ผู้ใหญ่ได้เล่าเรื่องต่อไปอีกสักพัก ดวงตาสีเทาฉายแววโศกเศร้า หากในเวลาเดียวกันก็แฝงไปด้วยความแน่วแน่ ราวกับได้ตัดสินใจอะไรบางอย่าง เขาสูดหายใจเข้าลึกๆเพื่อเรียกสติให้กับตัวเอง

      “ป๊า.....”

      คำที่ดังขึ้นเป็นเพียงเสียงกระซิบบางเบา ทว่ากลับส่งผลกระทบอย่างมหาศาล สายน้ำตาเริ่มหลั่งรินทั้งๆที่ใบหน้ายังเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มประดิษฐ์ นรินทร์มั่นใจว่าหัวใจของเขาน่าจะหยุดเต้นไปหลายวินาที ไม่คาดคิดว่าจะได้ยินคำนี้หลุดออกจากปากแม็กเวล เจ้าเด็กจอมป่วนได้ตัดญาติกับเขาไปหลายปีแล้ว

      ยังไม่ได้ทันคิดตอบก็สัมผัสได้ถึงใบหน้าที่คลอเคลียบนไหล่ คนโดนกอดกลืนน้ำลายเอือกใหญ่ทีหนึ่ง จากนั้นจึงพยายามพูดต่อ แม้เสียงที่ออกมาจะไม่ได้อยู่ในอารมณ์ใกล้เคียงกับเรื่องที่เล่าเลยก็ตามแต่

      “พอเถอะฮะ....”

      ทันใดนั้นเองที่ขนลุกวูบไปทั้งกาย ราวกับว่าประโยคแสนสั้นนั้นทิ่มแทงลงกลางใจ น้ำตาพากันเอ่อล้นขอบตาอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ไร้ซึ่งคำพูด ไร้ซึ่งปฏิกิริยาตอบรับ มีเพียงร่างที่เอนทรุดพิงคนสูงกว่า นรินทร์พยายามควบคุมลมหายใจให้เป็นปกติ แต่ไม่สามารถทำได้ ไม่สามารถทำอะไรได้เลย...

      ทางด้านแม็กเวลนั้นกำลังถูกคลื่นแห่งความรู้สึกอันหลากหลายพัดตีกันภายในอก เขานึกถึงคำที่แม่เคยพูดเกี่ยวกับนรินทร์ ว่าตัวตนของนรินทร์นั้นเปรียบกับแก้วไวน์แสนสวย ตอนนั้นเขาไม่สามารถเข้าใจได้เลยว่าผู้ชายร่างหนาคนนี้จะไปเหมือนแก้วอันบอบบางได้อย่างไร แต่วินาทีนี้เองที่ได้กระจ่างแจ้ง ราวกับว่าถ้ากอดแรงไปร่างในอ้อมกอดนี้อาจจะแตกสลายเป็นเสี่ยงๆ ช่างเปราะบาง อ่อนแอ ละเอียดอ่อน

      ตลอดเวลาที่ผ่านมาแม็กเวลคุ้นชินกับภาพของผู้อำนวยการผู้ยียวนและชอบแกล้งเขาเป็นพิเศษ ชายผู้แสนใจดีและเรียบง่าย พ่อผู้คอยดูแลตัวเขาและแม่ของเขาเสมอมา ครั้งนี้เป็นคราวแรกที่ได้เห็น ‘พ่อผู้ใจสลาย’

      นรินทร์ไม่ได้อยู่ในสภาพที่สามารถตอบโต้ได้อีกต่อไป เขาเพียงยืนนิ่งเงียบดั่งคนไร้หนทาง โดยมีเจ้าเด็กตัวสูงกว่าประค้ำประครองร่างสั่นเทาไว้ไม่ให้ล้ม เวลาผ่านไปเชื่องช้าภายใต้บรรยากาศเงียบเชียบในห้องทำงานกว้าง นักการทูตรอจนกว่าเสียงจังหวะหัวใจของอีกฝ่ายจะกลับมาสงบอีกครั้ง ถึงค่อยผละอ้อมกอดออกช้าๆและก้าวถอยหลังเว้นระยะก้าวสองก้าว

      ”แม็กรู้นะ... ว่าคุณพยายามสู้... แม้ว่าจะอยากหนีขนาดไหน... มันเป็นแบบนั้นมาตลอด...”

      ดวงตาขุ่นมัวเบิกกว้างทั้งๆที่ปกติแล้วไม่ยอมลืมตาง่ายๆ ราวกับถูกบิดมีดที่ปักอยู่กลางอก

      “ฝืนไปก็ไม่ได้อะไรหรอกฮะ...”
      “ฮึก...ผมไม่ได้ฝืน... ผมกำลัง ’ยิ้มสู้’ อยู่ต่างหาก”
      “ยิ้มสู้?”

      ผู้อำนวยการหันหน้าหาคนร่วมห้องก่อนโน้มค้ำศีรษะกับแผ่นอกกว้าง ไร้ซึ่งกำลังแม้แต่จะยืนด้วยตนเอง เสียงทุ้มขับร้องทำนองเพลงแผ่วเบาเท่าที่มีเรี่ยวแรง ทั้งๆที่เสียงช่างตะกุกตะกัก ร้องออกมาทั้งน้ำตา หากเสียงนั้นกลับฟังดูอบอุ่น ราวกับกำลังร้องเพลงกล่อมเด็กที่ครั้งหนึ่งเคยร้องให้ลูกชายฟัง

เพลงประกอบ:


“โลกจะสุขสบายนั้นเป็นได้หลายทาง
ต้องหลบสิ่งกีดขวางหนทางให้พ้นไป
จะสบความสุขสันต์สำคัญที่ใจ
สุขและทุกข์อย่างไรเพราะใจตนเอง
ฝ่าลู่ทางชีวิตต้องคิดเฝ้าย้อมใจ
โลกมืดมนเพียงใดหัวใจอย่าคร้ามเกรง
ตั้งหน้าชื่นเอาไว้ย้อมใจด้วยเพลง
ไยนึกกลัวหวาดเกรงยิ้มสู้

คนเป็นคนจะจนหรือมี
ร้ายหรือดีคงมีหวังอยู่
ยามปวงมารมาพาลลบหลู่
ยิ้มละมัยใจสู้หมู่มวลเภทภัย
ใฝ่กระทำความดีให้มีจิตโสภา
สร้างแต่ความเมตตาหาความสุขสันต์ไป
จะสบความสุขสันต์สำคัญที่ใจ
เฝ้าแต่ยิ้มสู้ไปแล้วใจชื่นบาน”



      ไม่มีทางที่แม็กเวลผู้มีโอกาสได้คลุกคลีกับบทเพลงราชนิพนธ์ตั้งแต่เด็กจะลืมบทเพลงนี้ไปได้ มันคือเพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่สิบหก ‘ยิ้มสู้’ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศทรงพระราชทานให้นำไปบรรเลงในงานสมาคมช่วยคนตาบอดในพระบรม ราชูปถัมภ์ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่ผู้พิการทางสายตา

      “ผมรู้ว่าเด็กๆกำลังต้องการผม ผมก็เลยอยากที่จะยิ้มสู้”

      รอยยิ้มเฝื่อนเผยขึ้นบนใบหน้าเปื้อนน้ำตา ชายผมดำยังคงก้มหน้าพิงลำตัวอีกฝ่าย

      “เด็กๆต้องการคุณ แล้วคุณต้องการใคร?”

      คำถามนั้นถูกเอ่ยด้วยเสียงเรียบแต่กลับฟังดูไร้เดียงสา เพราะรู้นิสัยผู้อำนวยการดีว่าเขาชอบนึกถึงคนอื่นจนลืมคิดถึงใจตัวเอง จนหลายทีมันทำร้ายตัวเขาเองโดยที่ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ แน่นอนว่านรินทร์ไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้มาก่อน หากประโยคที่ได้ยินทำให้หัวใจชุ่มชื่นอย่างบอกไม่ถูก ความใส่ใจแปรผลันรอยยิ้มหวาดเฝื่อนกลายเป็นความสุขที่เผยขึ้นบนมุมปาก เขาค่อยๆเอื้อมมือกอดลูกชายเอาไว้ คำตอบถูกเอ่ยขึ้นโดยไม่ต้องผ่านถ้อยคำใดๆ

      คนถูกกอดหลับตาลงพลางก้มโอบคนตัวเล็กกว่า มือใหญ่ของผู้อำนวยการกำเสื้อสูทตัวสวยของอีกฝ่ายไว้แน่น ร่างสั่นเทาเต็มไปด้วยความรู้สึกอันเอ่อล้น ทั้งหมดที่แม็กเวลทำคือการกอดรับความรู้สึกเหล่านั้นไว้ด้วยท่าทีสงบนิ่ง ไม่มีเจ้าลูกลิงแสนซนที่เห็นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน มีเพียงลูกชายผู้เป็นห่วงพ่อจนสุดใจ

      “ผมจำพ่อจริงๆของตัวเองไม่ได้แล้ว แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมาผมก็รู้สึกว่าได้รับความรักจากพ่อหลวงมาโดยตลอด ท่านทรงงานอย่างหนัก ลำบากเพื่อพวกเราชาวไทยทุกคน ท่านเป็นเหมือนที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของผม...”

      นรินทร์ถูกฝากการเลี้ยงดูไว้กับสถานสงเคราะห์ตั้งแต่ยังเด็ก การถูกทอดทิ้งได้ทิ้งรอยแผลฝังลึกภายในจิตใจ เขาจึงหลีกเลี่ยงที่จะคิดถึงพ่อที่แท้จริงของตัวเอง จะมีก็แต่พ่อหลวงที่ทั้งรักและรู้สึกถูกรักเสมอมา หากตอนนี้ไม่มีอีกแล้ว...

      “ถึงพ่อจะไม่อยู่แล้ว แต่ก็ไม่ได้แปลว่าพ่อจะไม่รักคุณแล้วซะหน่อยฮะ”
      “หมายความว่ายังไง?”

      ผู้ใหญ่สัมผัสได้ถึงไออุ่นของมือที่กำลังลูบแผ่นหลังกว้าง มันเป็นการสัมผัสอย่างเชื่องช้าละเมียดละไม เป็นสิ่งที่เขาเคยกระทำยามเจ้าเด็กจอมป่วนหวาดกลัวจนไม่ยอมนอน

      “ในบทเพลงของพ่อ แม็กเห็นความรักของพ่อที่ซ่อนอยู่ในโน้ตดนตรีและเนื้อเพลง อย่างเพลงยิ้มสู้ พ่อก็ได้บอกให้เรามีความสุข แม้จะเจอเรื่องยากลำบากเพียงใดพ่อก็อยากให้เรามีความสุข สำหรับแม็กแล้วมันคือความรัก..”

      มือใหญ่ที่เคยลูบหลังอย่างอ่อนโยนผลันกำเสื้อผู้อำนวยการไว้แน่น ถึงจะมองไม่เห็นแต่ก็สัมผัสได้ว่ามือนั้นกำลังสั่นเทา

      “บทเพลงไม่มีวันตายตราบเท่าที่ยังมีคนเล่นมันอยู่ ต่อจากนี้แม็กจะเป็นคนเล่นเพลงของพ่อให้คุณฟังเพลง แม็กจะเล่นจนกว่าคุณจะสัมผัสได้ถึงความรักของพ่อ จนกว่าคุณจะรับรู้ว่าพ่อจะอยู่กับพวกเราตลอดไป แม็กจะเล่นเพลงของพ่อต่อไป... ตลอดไป....”

      เสียงสั่นคลอนเงียบลงกะทันหัน ไม่ใช่เพราะพูดจบแล้ว หากเป็นเพราะพูดไม่ออกแล้วเสียมากกว่า ความรู้สึกรุนแรงจุกตันภายในอก รู้สึกว่าถ้าพูดมากกว่านี้คงต้องอกแตกตายเป็นแน่ นรินทร์ผู้รู้นิสัยลูกชายดีเลือกที่จะลูบเรือนผมสีทองเบาๆ บรรยากาศห้องถูกปล่อยทิ้งให้เงียบไปพักใหญ่

      ถึงจะไม่มีคำพูดสักคำ หากไออุ่นของร่างกายที่ส่งถึงกันนั้นกลับอธิบายได้มากกว่าหมื่นพันคำ ร่างกายสั่นสะท้าน เสียงสะอึกสะอื้น เสียงกลืนน้ำลายข่มกลั้นอารมณ์ รอยของเสื้อผ้าที่ถูกกำจนยับ ความโศกเศร้า ความอาลัย คือสิ่งที่ปวงประชนชาวไทยมีร่วมกันโดยไม่ต้องอาศัยคำอธิบายใดๆ

      “ผอ.ว่าแม็กจะเป็น ’แสงของพ่อ’ ได้รึเปล่าฮะ?”

      คำถามเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงไม่มั่นใจ นรินทร์แอบแปลกใจที่เจ้าลูกลิงสนใจฟังคำปราศรัยยามเช้าด้วย ปกติแล้วไม่ว่าจะเป็นเรื่องสำคัญเพียงใดแต่เขาก็ไม่มีสมาธิพอที่จะฟังจนจบเสียเท่าไหร่

      “ต้องได้สิครับ ชาวไทยทุกคนล้วนเป็นแสงของพ่อกันทั้งนั้นแหละ”
      “จริงเหรอ!! ถ้าอย่างนั้นแม็กก็สามารถถ่ายทอดความรู้สึกของพ่อให้คนอื่นรับรู้ได้ใช่มั้ยฮะ!?!”

      เสียงนั้นเริงร่าดีใจเหมือนเด็กน้อยแม้ตัวไม่ได้น้อยแล้ว

      “จริงสิ”
      “แต่แม็กจะทำได้รึเปล่านะ...”
      “ทำได้สิครับ ถ้าเธอตั้งใจทำหน้าที่การงานของตัวเองให้ดี เป็นคนดีอย่างที่พ่อสอน แถมยังเล่นตรีของพ่อต่อไป ผมเชื่อว่าเธอจะเป็นแสงที่ส่องสว่าง สืบสานคำสอนและท่วงทำนองไปสู่ใจผู้อื่นได้แน่ๆ”

      ภายใต้ดวงตาสีเทาที่มีน้ำตาเอ่อคลอเปี่ยมไปด้วยแววปิติและความหวัง

      “เดี๋ยวนะ.. ว่าแต่ทำไมผมกลายเป็นคนปลอบเธอแทนแล้วเนี่ย!!”

      ชายหนุ่มตาบวมพากันหัวเราะน้อยๆ อ้อมแขนยังคงประคองกันไว้ไม่ปล่อยคลาย แม็กเวลกระชับอ้อมกอดให้ชิดใกล้จนสัมผัสได้ถึงไออุ่นร่างกายของกันและกัน คนตาบอดรู้สึกราวกับถูกห้อมล้อมด้วยแสงแดดอันอบอุ่น

      “ตั้งแต่เมื่อไหร่นะ.. ที่เธอเป็นแสงอบอุ่นขนาดนี้”
      “เพราะว่าแม็กเป็น ‘แสงของพ่อ’ ยังไงล่ะฮะ”

      ชายผมดำเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยเผยให้เห็นคิ้วที่เลิกขึ้นแสดงความสงสัย เจ้าลูกชายตัวดียิ้มกว้างให้เป็นคำตอบ คำตอบที่แม้มองไม่เห็น แต่สัมผัสได้ด้วยใจ...


มายิ้มสู้ไปด้วยกันนะ.. แสงของพ่อ


แถม color ver.:

Signature ------------------------------------------------>

Nearmoki-2b
Quaint Foundation
Quaint Foundation

INFO. Narin
ผู้อำนวยการโรงเรียน
ชมรม : สภานักเรียน (★)
สามารถซื้อ LOTTO ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

Ore Ore : 362
Spirit Point : 59349786
CHIPS +68 M 801 K 963



PASSPORT
[ VISA ]:

[ Grade Exp. ]:
12285/68400  (12285/68400)

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Lesson 50 : แสงของพ่อ

ตั้งหัวข้อ  Blue' Bear on Mon 31 Oct 2016, 21:33

Spoiler:
  14 ตุลาคม 2559

  การเข้าแถวในยามเช้าได้เริ่มต้นขึ้นดังเช่นทุกวัน ทว่าวันนี้กลับแตกต่างออกไปจากทุกที นักเรียน ครูและบุคลากรทุกคนต่างอยู่ในความสงบ ไร้เสียงหัวเราะ ไร้เสียงพูดคุย ไร้ความสุนกสนานครึกครื้นใดๆ มีเพียงแค่เสียงของบทเพลงเพื่อพ่อที่ดังคลอเบาๆ สอดประสานไปกับเสียงปราศรัยผ่านไมโครโฟนของผู้อำนวยการ รอยยิ้มที่ปรากฎบนริมฝีปากของชายหนุ่มในชุดดำ
ไม่อาจทำให้ทุกคนยิ้มตามได้ เพราะพวกเขารู้...มันเป็นรอยยิ้มที่ไม่สดใสเหมือนเดิม

  สุภะเห็นรอยยิ้มนั้นของชายหนุ่มจากที่ไกลๆ แม้ตัวเขาจะอยู่เกือบท้ายสุดของแถวก็ตาม เสียงที่เปรยขึ้นของผู้อำนวยการพาให้หลายคนต่างสะอื้นไห้ เสียงเหล่านั้นแม้จะเบาบางท่ามกลางอากาศ แต่กลับดังก้องในจิตใจของสุภะอย่างชัดเจน เด็กหนุ่มพยายามจะไม่สนใจพวกเขาด้วยการตั้งใจฟังคนตรงหน้าเสาธง เพราะทุกครั้งที่เสียงร้องไห้ดังขึ้น เขาจะพลอยร้องไห้ไปด้วย ราวกับมันอัดอั้นอยู่ข้างใน จะปะทุออกมา

  อดทนไว้...ท่านคงไม่อยากเห็นพวกเราร้องไห้หรอก…


  “ถึงเราจะไม่มีแสงนำทางแล้ว แต่เราทุกคนก็คือ ‘แสงของพ่อ’

  ตั้งแต่ที่ชายหนุ่มพูดมานานนับหลายนาที ประโยคนี้เป็นสิ่งที่ดึงดูดใจเขามากที่สุด เมื่อเงยหน้าขึ้นมองก็เห็นว่าทุกคนเองก็จับจ้องยังหน้าเสาธงเป็นตาเดียวกัน บางคนก็มีดวงตาที่แดงก่ำผ่านการร้องไห้มา บางคนก็ยังมีน้ำตาคลอตรงหางตา สุภะคงจะเป็นส่วนน้อยที่ไม่มีมีดวงตาแบบนั้น และถึงวันนี้จะเป็นวันแห่งการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่อย่างที่ชาวไทยยากจะยอมรับสักเท่าไร
เขาก็ยัง ‘ฝืนทน’ ปั้นหน้าไร้อารมณ์เช่นเคย


  “เรารู้ว่าเจตนารมณ์ของพ่อคืออะไร รู้ว่าพ่อปรารถนาถึงความสุขของพวกเรา รู้ว่าพ่อใช้ทุกวันของท่านไปกับการทำความปรารถนานั้นให้เป็นจริง” เสียงของชายหนุ่มดังขึ้นอีกครั้งอย่างสั่นเครือ “เพราะฉะนั้นตอนนี้จึงถึงเวลาแล้วที่เราจะสานต่อความฝันของพ่อ แม้พวกเราจะเป็นเพียงแสงเล็กๆ ถึงพวกเราจะไม่ได้ร่างกายสมบูรณ์พร้อมไปซะทุกอย่าง แต่ผมเชื่อว่าถ้าเรามีความหวัง ถ้าเราร่วมมือกันล่ะก็ พวกเราจะต้องเป็นแสงที่สว่างไสวและสวยงามได้อย่างแน่นอน”


  “ทุกคนอยากจะเป็น ‘แสงของพ่อ’ ไปด้วยกันหรือเปล่าครับ?”
  ทุกคนต่างมองหน้ากันจะส่งผ่านความรู้สึกบางอย่างให้กันและกัน นิ่งเงียบไปชั่วครู่ก่อนจะร่วมใจเปล่งเสียงออกมาดังก้องกังวาน มันเต็มเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นอันแรงกล้า “ครับ/ค่ะ!!”
 
  แสงของพ่อ…
  เด็กหนุ่มทำเพียงแค่ยืนฟังอย่างเงียบๆ และนึกทวนคำนั้นซ้ำไปมา




  การเรียนยังคงดำเนินต่อไปดังเช่นทุกวัน แต่ทว่าสุภะกลับไม่มีสมาธิอยู่กับเนื้อหาที่เรียนเลยสักนิด
  “เฮ้อ..”
  เด็กหนุ่มพ่นลมหายใจออกมาแรงๆ เบนหน้าไปทางนอกหน้าต่างราวกับมันมีความน่าสนใจมากกว่าหนังสือวิชาภาษาไทยบนโต๊ะเรียน เขาปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายคาบภาษาไทยก็หมดลง

  “อย่าลืมทำการบ้านกันนะนักเรียน ส่งภายในวันนี้”

  ก่อนที่ครูประจำวิชาจะเดินจากไป มิวายยังโผล่หน้ามาทางประตูเพื่อเอ่ยย้ำกับเหล่านักเรียน ถึงการบ้านเรียงความเรื่อง ‘ความในใจที่อยากส่งถึงพ่อ’ ที่มีเวลาให้ทำอีกครึ่งวัน
ซึ่งนักเรียนส่วนใหญ่ก็ทำในคาบกันเสร็จแล้วจะเหลือก็แต่ส่วนน้อยที่เก็บไว้ทำทีหลัง

  สุภะก็เป็นหนึ่งในส่วนน้อย เขามองกระดาษของตัวเองที่นอกจากหัวข้อก็ไม่มีข้อความใดๆ เขียนลงไป เด็กหนุ่มพยายามที่จะเค้นความคิดออกมาเพื่อเรียบเรียงบนหน้ากระดาษ
เขาแทบอยากควักสมองออกมาดูเสียเดี๋ยวนี้ แต่ให้ตายเถอะ ยามที่เห็นว่าคำว่าพ่อทำไมสมองมันถึงได้ขาวโพลนยิ่งกว่ากระดาษตรงหน้าเขาเช่นนี้กันนะ
  เขาลอบถอนหายใจแรงๆ ออกมา เป็นครั้งที่สองของวัน…



  แสงของพ่อมันคืออะไรกันนะ
  เขาสามารถเป็นแสงของพ่อได้จริงเหรอ เขาควรจะทำอะไรเพื่อท่าน…


  หลังเลิกเรียน
  เด็กหนุ่มยังคงนั่งอยู่บนโต๊ะตัวเดิมไม่ไปไหน ท่ามกลางนักเรียนมากมายที่เริ่มทยอยเก็บข้าวของ แสงอัสดงยามเย็นอันเจิดจ้าเมื่อสาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างกลับกลายเป็นเพียงแค่แสงเบาบาง ดวงตาสีน้ำตาลหม่นแสงเหลือบไปมองท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ พลางนึกอิจฉาท้องฟ้าที่ได้พ่อกลับคืน ท่านเปรียบเสมือนเทวดาที่จุติลงมาบนพื้นดินและได้มาอยู่ ณ บนผืนดินไทยแห่งนี้


  ตุบ!


  ในระหว่างที่กำลังใจลอยอยู่กับภาพเบื้องหน้า ไทระ เพื่อนร่วมห้องก็เดินเข้ามาหา ทิ้งตัวลงนั่งตรงข้ามพลางวางแขนลงบนโต๊ะของเด็กหนุ่มดังตุบเสียจนเจ้าตัวสะดุ้ง เมื่อหันไปมองก็พบกับรอยยิ้มแสนขี้เล่นที่พบเห็นได้ทุกวันจากคนที่ชื่อไทระ แต่ทว่าวันนี้มันกลับดูหมองลงนิดหน่อย

  ไทระเหลือบเห็นกระดาษเรียงความที่ยังว่างเปล่าบนโต๊ะ จึงได้เอ่ยถามอย่างสงสัย
  “ไม่รีบส่งการบ้านภาษาไทยเหรอ”
  คนถูกทักส่ายหน้าตอบ “คิดอะไรไม่ออก”
  “งั้นเหรอ” ไทระคลื่ยิ้มบาง ก่อนจะสังเกตเห็นความผิดปกติบนหน้าของอีกฝ่ายได้ “หืม หน้าสุภะคล้ายจะร้องไห้เลย คิดถึงพ่อเหรอ”
  “ม..ไม่ใช่ซะหน่อย” เด็กหนุ่มรีบยกมือปิดหน้าทันที อยากจะบอกว่าความจริงเขาเกือบร้องไปครั้งหนึ่งแล้ว แต่ไทระดันมาเสียก่อนก็เลยไม่ได้เห็น หน้าเขามันฟ้องขนาดนี้เลยหรือไงนะ


  ราวกับเวลาหยุดกะทันหัน เมื่อทั้งสองคนไม่ได้พูดคุยอะไรกันอีก สุภะพยายามใช้สมาธิอยู่กับเรียงความตรงหน้า พยายามคิดว่าตัวเขาอยากจะบอกอะไรกับพ่อ ถ้าหากพ่อยังอยู่และได้อ่านเรียงความนี้ของเขาบ้างอย่างน้อยก็คงจะดี แต่สุดท้ายสมองกลับต่อต้านทุกทิศทาง ไม่มีอะไรให้เขาได้เขียนลงไปเลย

  สุภะวางปากกาลงพลางเงยหน้าขึ้นมองคนตรงหน้า บทสนทนาจึงได้เริ่มขึ้นอีกครั้ง
  “ไทระคิดว่าแสงของพ่อคืออะไรเหรอ”
  ไทระทำหน้าครุ่นคิด “รอยยิ้มที่ทำให้เกิดความสุขล่ะมั้ง เพราะพ่ออยากให้เรามีความสุข เราเลยต้องยิ้มเข้าไว้”


  “แล้วสุภะคิดว่ายังไง”
  ทันทีที่เด็กหนุ่มผมดำถามกลับ ความคิดหนึ่งก็แวบเข้ามาในหัวของสุภะ
  “...เป็นลูกที่ดีของพ่อ” เขาเว้นช่วงไปสักพัก ราวกับอยากละเว้นไว้ไม่อยากเอ่ยออกมา “ผมเป็นได้เหรอ”


  เขาจะเป็นแสงของพ่อ เป็นลูกที่ดีของพ่อได้เหรอ…
  แสงที่สว่างไสวแบบนั้นน่ะ อย่างเขาน่ะไม่มีทางเป็น…



  “อือ ได้สิ”
  “เอ๋?” สุภะถึงกับขมวดคิ้วมุ่น นิ่งเงียบเพื่อรอฟังว่าอีกฝ่ายจะพูดอะไรต่อ  
  “ถ้าหากพวกเรามีความมุ่งมั่นที่จะเป็นแสงของพ่อล่ะก็ ทุกคนก็เป็นได้กันทั้งนั้น”
  “จริงนะ?”
  “อือ” ไทระยิ้ม “ถึงจะไม่สว่างไสวเท่าแสงอย่างพ่อ แต่ผมเชื่อว่าทั้งผม ทั้งสุภะและทุกคนจะค่อยๆ เปล่งแสงจนสักวันกลายเป็นแสงที่เจิดจ้าได้แน่นอน”

  คำพูดราวปลอบใจนั้นราวกับเป็นค้อนขนาดใหญ่ทุบทำลายทุกความคิดของเด็กหนุ่มจนแหลกสลาย และยอมที่จะเปิดรับความคิดใหม่เข้ามาแทนที่ จู่ๆ ขอบตาก็ร้อนผ่าว น้ำตาที่เคยกักเก็บไว้ได้ไหลรินออกมาจนดวงตาแดงก่ำอย่างห้ามไม่อยู่ ความรู้สึกมากมายประเดประดังเข้ามาจนไม่สามารถหาเหตุผลให้ตัวเองได้ว่าทำไมถึงได้ร้องไห้...ก็มันร้องไปแล้ว
นานแค่ไหนแล้วนะที่ไม่ได้ร้องไห้…

  “ฮึก…” บ้าเอ๊ย น้ำตาเจ้ากรรมไม่ยอมหยุดสักที
  “สุภะร้องไห้ทำไมเหรอ” ไทระถาม
  “ไม่รู้...ฮึก...” เด็กหนุ่มเช็ดน้ำตาอย่างสะเปะสะปะราวกับเด็กน้อย “...ก็มันร้องไปแล้ว”

  แม้น้ำตาจะยังคงไหลรินไม่หยุดจนภาพตรงหน้าเริ่มพร่าเลือน แต่สุภะก็ไม่อาจห้ามให้ตัวเองหยุดเขียนเรียงความที่ยังค้างอยู่ได้ ในที่สุดเขาก็คิดออกว่าเขาอยากจะบอกอะไรกับพ่อดี เด็กหนุ่มนั่งเขียนทั้งน้ำตาที่อาบย้อมแก้ม หยดลงบนระดาษจนเป็นรอย ไทระทำเพียงแค่นั่งมองอยู่เงียบๆ ท่ามกลางอัสดงที่ค่อยๆ ลาลับขอบฟ้าไป

 

ความในใจที่อยากส่งถึงพ่อ:
  "ขอบคุณครับ ที่ช่วยเรื่องการบ้าน"
  หลังจากใช้เวลาไปกับการเขียนเรียงความนานกว่าสิบนาที เด็กหนุ่มก็ลุกขึ้นยืน มองการบ้านอันแสนภาคภูมิใจซึ่งมีเรียงความและรูปวาดในหลวงวางอยู่ใกล้ๆ กัน ถึงบางจุดจะเลอะคราบน้ำตาจนเป็นรอยไปบ้างก็เถอะ สุภะเอ่ยขอบคุณไทระที่อุตส่าห์เสียสละมาช่วยการบ้านเขา ไทระส่ายหัวหน่อยๆ พร้อมกับยิ้มตาหยี
  "ไม่เป็นไรฮะ เพื่อนกันต้องช่วยกันสิ"
  เมื่อเด็กหนุ่มเหลือบมองท้องฟ้า จากสีเหลืองอมส้มเริ่มมีสีครามเข้ามาเจือจาง ตอนนี้เป็นเวลาห้าโมงกว่าแล้ว และถึงเวลาที่เขาจะได้ส่งการบ้านแล้วกลับไปนอนพักผ่อนเสียที ไทระจำเป็นต้องขอตัวไปก่อนเนื่องจากฮันน่ามาตาม ซึ่งเด็กหนุ่มก็ทำเพียงพยักหน้ารับให้และบอกว่าตนจะเก็บของให้เสร็จก่อน ใช้เวลาไม่นานกระเป๋าก็ถูกปิดเรียบร้อย ก่อนจะออกไปก็ไม่ลืมที่จะหยิบการบ้านติดมือไปด้วย สุภะมองมันด้วยแววตาที่ดูผ่อนคลายลง รูปในหลวงนี้เป็นรูปที่เขาวาดเองโดยที่ครูไม่ได้สั่งแม้แต่น้อย ถึงมันจะไม่เหมือนสักเท่าไร แต่ในใจของเขาก็ตื้นตันไปด้วยความสุข
  ขอแค่ได้วาดท่านก็ดีใจมากแล้วล่ะ...
  เสียงฝีเท้าค่อยๆ ห่างออกจากห้องเรียนไปไกลมากขึ้นเรื่อยๆ เหลือไว้แต่เพียงความเงียบที่เริ่มเข้าปกคลุมในยามโพล้เพล้
   

ผู้ที่ทำภารกิจได้เพอร์เฟ็คสูงกว่ามาตรฐานมาก (100%)

  S - CLASS STAMP
ตราประทับระดับสูงสุดในหมวดภารกิจทั่วไป มีลักษณะเป็นดาวสีนิลสุดแสนจะคลาสสิก มีมูลค่า +100 Grade Exp. จะได้รับเมื่อปฎิบัติภารกิจได้เพอร์เฟ็คเป็นที่น่าประทับใจแก่ผู้อำนวยการโรงเรียน
  +1,500,000 Spirit Point
ไอเทมเพิ่มแต้มสะสม Spirit Point ตามปริมาณที่กำหนด สามารถนำไปใช้ในการแลกเปลี่ยนเป็น CHIPS ได้ในภายหลัง
  GOLDEN HONOR DEGREE TROPHY
ถ้วยเกียรติยศทองคำแท้ มอบให้แด่ผู้ที่สามารถปฎิบัติภารกิจหรือร่วมกิจกรรมต่างๆที่ทางโรงเรียนจัดขึ้นได้น่าประทับใจนักเรียนกับอาจารย์และบุคลากรของโรงเรียนจนได้รับการโหวตมากกว่า 6 คนขึ้นไป

Narin's Comment:
ถ่ายทอดความรู้สึกสุภะออกมาได้เหมาะสมและลงตัว
มากครับ ผมว่าคุณหาจุดดีของสุภะเจอและนำออกมา
ใช้เป็นแล้ว ช่วงหลังๆนี้ผมรู้สึกว่าเริ่มเข้าใจตัวตนของ
สุภะมากขึ้น ถึงภายนอกจะดูแข็งๆแต่ข้างในสุภาพ
และถ่อมตน เป็นตัวละครที่มีสเน่ห์มากคนหนึ่งเลยครับ
พอได้เห็นเขาเปิดใจกับเพื่อน ร้องไห้ให้เพื่อนเห็น
ยิ่งรู้สึกดีใจ รู้สึกว่าโรงเรียนและสภาพแวดล้อมได้
ทำให้สุภะเปิดใจขึ้นบ้างแล้วไม่มากก็น้อย

ตอนแรกภารกิจนี้อยู่ในสแตมป์ A แต่ก็ขึ้นมา S
เพราะรูปจดหมายถึงพ่อจากสุภะ สุภะอาจเป็นคน
ไม่ค่อยแสดงความรู้สึกอย่างซื่อตรงสักเท่าไหร่
การเลือกใช้จดหมายมาเป็นตัวช่วยในการสื่อความ
รู้สึกจึงเป็นวิธีที่ฉลาดมาก เพราะจดหมายคือสิ่ง
ที่เถรตรงและชัดเจน เลือกใช้วิธีได้เหมาะสม
และถูกเวลามากจริงๆครับ ชอบมากเลย

ถ้วยทองนี้สำหรับจดหมายถึงพ่อจากสุภะ


แก้ไขล่าสุดโดย Blue' Bear เมื่อ Mon 31 Oct 2016, 23:38, ทั้งหมด 1 ครั้ง

Blue' Bear

INFO. Supha
นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 4
ลดค่าใช้จ่ายค่าเทอมและค่าห้องพักแต่ละเดือน 20%

Ore Ore : 168
Spirit Point : 44646830
CHIPS +1 M 445 K 433

+0.1% อัตราดอกเบี้ย CHIPS

PASSPORT
[ VISA ]:

[ Grade Exp. ]:
1300/1940  (1300/1940)

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Lesson 50 : แสงของพ่อ

ตั้งหัวข้อ  gotspinner on Mon 31 Oct 2016, 21:41

แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้า สาดส่องลงมาบริเวณหน้าเสาธง กระทบสะท้อนหยดน้ำเล็กๆ ที่ไหลเล็ดออกมาจากตาชายผู้ที่หลับตาตลอดเวลา

“ณ.บัดนี้ประเทศของเราได้สูญเสียแสงสว่างที่คอยรวมใจปวงประชาเอาไว้ด้วยกัน...”

เสียงสั่นเครือของเจ้าของเสียง ถูกเปร่งออกมาพร้อมกับหยดน้ำตาเล็กๆ ผอ.นรินทร์พยายามยืนทรงตัวไม่ให้สั่นเหมือนเสียงของตัวเอง

ใช่ค่ะ วันนี้พวกเราได้พวกเราได้สูญเสียงกษัตริย์ผู้เป็นที่รักยิ่งของคนไทย การมาเรียนในวันนี้นักเรียนทุกคนใส่เนกไทและโบว์สีดำตามคำขอของ ผอ.นรินทร์

ฉันยืนก้มหน้าเศร้า เหลือบตามองมองโบว์สีดำที่ติดอยู่ด้านข้างของเสื้อ ฉันอยากจะจินตนาการว่าโบว์มันเป็นสีแดงเหมือนปกติทุกวัน ทุกคนมาโรงเรียน ยืนเข้าแถวหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสกันทุกคน แต่ด้วยเหตุการณ์การสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทำให้บรรยากาศวันนี้กลายเป็นสีดำเหมือนเนกไทและโบว์ที่นักเรียนทุกคนใส่มา ใบหน้าทุกคนที่ดูเศร้าเสียใจอยู่แล้ว คำพูดของ ผอ.นรินทร์ที่เปร่งออกมา ทำให้นักเรียนบางคนถึงกับปล่อยโฮบางคนยืนตัวสั่นกำมือแน่นเหมือนพยายามกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหลออกมา

หลังจากนั้น ผอ.นรินทร์พูดอะไรบ้างฉันก็ไม่ได้ยิน ฉันได้ยินแต่เสียงสะอื้นไห้ของตัวเองพร้อมกับน้ำตาที่ไหลอาบสองแก้ม แต่ขณะที่ฉันได้ยินแต่สะอื้นไห้ของตัวเอง ฉันก็ได้ยินเสียงร้องไห้ปล่อยโฮที่ดังก้องไปทั่วบริเวณ เสียงมาจากทางด้านหลังของฉัน…

ยูมิน ปล่อยโฮเสียงดังพร้อมกับน้ำตาที่อาบทั้งสองแก้มมากกว่าฉันเสียอีก นั่นทำให้ฉันมีสติขึ้นมาจากภวังค์เสียงสะอื้นไห้ของตัวเอง ยูมินผู้ที่ควบคุมอารมณ์จัวเองได้ยาก ยิ่งมีเหตุการณ์ที่ทำให้เสียใจอย่างมาก ยิ่งทำให้เธอเสียใจเข้าไปอีกหลายเท่า

บริเวณหน้าเสาธง หลังจากที่ ผอ.นรินทร์ ได้กล่าวประโยคแรกไป ก็ไม่มีเสียงอะไรเกิดขึ้นอีกนอกจากเสียงร้องไห้ของยูมิน ณ ตอนนี้

“กึกๆๆ”  ดูเหมือน ผอ.นรินทร์กำลังพยายามจับไมค์ด้วยมือที่สั่นเครือ เพราะเห็นว่าสภาพจิตใจนักเรียนทุกคนตอนนี้ย่ำแย่มาก หลังจากที่เขาที่ยืนนิ่งเงียบมานาน

“ถึงเราจะไม่มีแสงนำทางแล้ว แต่เราทุกคนก็คือ ‘แสงของพ่อ’” เสียงของ ผอ.นรินทร์ดังขึ้น อาจจะไม่ดังมาก แต่ด้วยประโยคที่ว่า “แต่เราทุกคนก็คือแสงของพ่อ” เหมือนเป็นประโยคมหัศจรรย์ที่เรียกสติของนักเรียนทุกคนให้กลับคืนมา แม้แต่เสียงร้องไห้ของยูมินที่ดังก้องทั่วบริเวณยังเงียบลงอย่างกับปิดสวิตช์วอลุ่ม

“เรารู้ว่าเจตนารมณ์ของพ่อคืออะไร รู้ว่าพ่อปรารถนาถึงความสุขของพวกเรา รู้ว่าพ่อใช้ทุกวันของท่านไปกับการทำความปรารถนานั้นให้เป็นจริง”

“เพราะฉะนั้นตอนนี้จึงถึงเวลาแล้วที่เราจะสานต่อความฝันของพ่อ แม้พวกเราจะเป็นเพียงแสงเล็กๆ ถึงพวกเราจะไม่ได้ร่างกายสมบูรณ์พร้อมไปซะทุกอย่าง แต่ผมเชื่อว่าถ้าเรามีความหวัง ถ้าเราร่วมมือกันละก็ พวกเราจะต้องเป็นแสงที่ส่องสว่างไสวและสวยงามได้อย่างแน่นอน”

     “ทุกคนอยากจะเป็น ‘แสงของพ่อ’ ไปด้วยกันหรือเปล่าครับ?”

สิ้นประโยคของ ผอ.นรินทร์ ทุกคนเงยหน้าขึ้น แววตาที่ดูเศร้าเปลี่ยนเป็นแววตาที่ดูมีความหวัง มุ่งมั่นที่จะเดินต่อไป บรรยากาศที่เป็นเหมือนสีดำของเนกไทและโบว์แปลเปลี่ยนเป็นบรรยากาศเหมือนแสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าที่ตกกระทบบนรอยยิ้ม พร้อมที่จะทำอะไรดีๆ ในเช้าวันใหม่

ฉันถอดแว่นมาเช็ดที่เสื้อเพราะน้ำตามันไหลออกมามากจนกระเด็นเปียกแว่นและใช้มือปาดเช็ดน้ำตาจนแน่ในว่าไม่เหลือคราบน้ำตาติดอยู่ที่แว่นและบริเวณอื่นๆ ของใบหน้า เสร็จแล้วฉันยกมือขึ้นสุดแขนแล้วเดินออกจากแถวตรงไปที่ ผอ.นรินทร์

“[ฉันขอพูดอะไรซักอย่างได้ไหมคะ ผอ.]”

“ได้สิ” ผอ.นรินทร์มอบตำแหน่งผู้ครองไมค์ให้กับฉัน ฉันปรับเสาไมค์ให้ต่ำลงมาพอที่จะจ่อกับไอแพดในระดับที่ฉันถือได้พอดีมือ

“[ผอ.นรินทร์ พูดแบบนี้ก็ไม่ถูกนะคะ]” ฉันพิมพ์พร้อมกับหันหน้าไปทาง ผอ.นรินทร์ ผอ. ดูทำหน้างงเล็กน้อยว่าตัวเองพูดอะไรผิดไปหรือเปล่า

“[เราไม่ได้สูญเสียแสงสว่างของประเทศไปซะหน่อย ลองแหงนหน้ามองบนฟ้าสิคะ แสงสว่างอันสดใสยามเช้ายังส่องงดงามอยู่เหมือนทุกวัน ถ้าเปรียบกับในหลวงทรงเป็นแสงสว่าง ท่านก็ยังคงส่องสว่างนำทางให้กับพวกเราอยู่ ในหลวงท่านต้องการอะไร ผอ. ก็บอกไปแล้วค่ะว่าพวกเราคือแสงของพ่อ ทุกคนอยากจะเป็นแสงของพ่อไหมคะ พ่อคงจะเสียใจแย่ถ้าหากแสงสว่างของท่านมืดมิด เราซึ่งเป็นแสงของพ่อจะทำอะไรเพื่อพ่อได้บ้างคะ ตอนนี้! ง่ายๆเลย เรามายิ้มกันเถอะค่ะ เก็บความเสียใจเอาไว้แล้วยิ้มออกมาให้พ่อเห็น คือสิ่งที่เราน่าจะทำได้ในตอนนี้]” ท่าทีของฉันต่างไปจากตอนที่ยืนก้มหน้าสะอื้นไปอยู่ในแถวอย่างมาก

แววตาทำคนดูแข็งแกร่งขึ้นเมื่อแหงนหน้ามองบนฟ้าพร้อมกับแสงที่กระทบกับดวงตาที่ค่อยๆตื่นจากอาการโศกเศร้า

“[เอาล่ะค่ะทุกคน พวกเรายังไม่ได้ตอบคำถามของ ผอ.นรินทร์เลยนะคะ]” ฉันพิมพ์เสร็จแล้วหันหน้าไปทาง ผอ.นรินทร์ ผอ.นรินทร์พยักหน้าเหมือนรู้ใจฉัน

“ขอบใจมากนะ รินทร์” ฉันมอบตำแหน่งผู้ครองไมค์ให้กับ ผอ.นรินทร์อีกครั้ง

“กึกๆ” เสียง ผอ.นรินทร์จัดเสาไมค์ให้ได้ระดับกับปากของตัวเอง

ผอ.นรินทร์ ยิ้มน้อยบนใบหน้าที่ยังหลับตาอยู่เป็นปกติ

“ทุกคนอยากจะเป็น ‘แสงของพ่อ’ ไปด้วยกันหรือเปล่าครับ?” เสียงคำถามของ ผอ.นรินทร์ดังขึ้นอีกรอบ แต่ต่างจากรอบแรกตรงที่รอบนี้เสียงของ ผอ. ดังชัดเจนและหนักแน่นกว่าครั้งก่อน ไร้ซึ่งเสียงสั่นเครือ

นักเรียนทุกคนขานตอบรับพร้อมกันอย่างชัดเจนดังไปทั่วบริเวณ

“ครับ/ค่ะ!!!”

การตอบรับครั้งนี้เป็นการตอบรับครั้งที่ดังกึกก้องและเปี่ยมไปด้วยพลังมากที่สุดตั้งแต่นรินทร์เป็นผู้อำนวยการมา มันคือพลังแห่งความหวัง จากแสงของพ่อที่ค่อยๆเริ่มส่องสว่างอีกครั้ง...



.................................................................................................................รอบนี้เล่นงานมือค่ะหลังจากไม่ได้ส่งงานมือมานาน อีกเหตุผลเพราะคิดว่าเล่นในคอมทั้งตัดเส้นใส่สกรีนโทนคงไม่ทันแน่ สกรีนโทนเลยใช้สีเทาลงค่ะ มีความเผานิดๆถึงปานกลาง เพราะง่วงมาก 555555




ผู้ที่ทำภารกิจได้เพอร์เฟ็คสูงกว่ามาตรฐานมาก (100%)

  S - CLASS STAMP
ตราประทับระดับสูงสุดในหมวดภารกิจทั่วไป มีลักษณะเป็นดาวสีนิลสุดแสนจะคลาสสิก มีมูลค่า +100 Grade Exp. จะได้รับเมื่อปฎิบัติภารกิจได้เพอร์เฟ็คเป็นที่น่าประทับใจแก่ผู้อำนวยการโรงเรียน
  +1,500,000 Spirit Point
ไอเทมเพิ่มแต้มสะสม Spirit Point ตามปริมาณที่กำหนด สามารถนำไปใช้ในการแลกเปลี่ยนเป็น CHIPS ได้ในภายหลัง

Narin's Comment:
นี่เผาแล้วเหรอ... มองไม่ออกเลยว่าเผา ฮ่าๆๆๆๆ
ผมชอบมุมมองของรูปนี้มากเลย รินทร์มองฟ้าด้วย
รอยยิ้มแล้วมีแสงทอลงมา เหมือนรินทร์กำลังพูด
อะไรบางอย่างกับพ่อหลวงอยู่ในใจเลยครับ
เป็นรูปที่มองแล้วรู้สึกได้ถึงความหวัง ความสว่าง
นี่ขนาดงานมือนะ ถ้ามีเอฟเฟคคอมช่วยสาดแสง
สักหน่อยจะเจ๋งขนาดไหน

นอกจากรูปแล้วงานเขียนรอบนี้ก็ดีมากครับ สั้นๆ
แต่ได้ใจความ ได้รับรู้ถึงความรู้สึกของรินทร์
ครั้งนี้จัดบรรทัดอ่านสบายตามากกว่าครั้งอื่นๆ
ชอบตรงที่เขียนถึงยูมิน รู้สึกทำการบ้านศึกษา
เรื่องตัวละครและใส่ใจยูมินเป็นอย่างดี

รู้สึกว่าตัวละครรินทร์มีพัฒนาการทางนิสัยขึ้น
จากตอนที่เข้าเรียนใหม่ๆ เธอเริ่มเติบโตขึ้น
กล้าแสดงออกมากขึ้น ดีใจที่ได้เห็นการ
เติบโตของลูกสาวคนหนึ่งของผมครับ

gotspinner

INFO. Rin Sukho
นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 3
ชมรม : การกีฬา
Ore Ore : 57
Spirit Point : 34371737
CHIPS +455 K



PASSPORT
[ VISA ]:

[ Grade Exp. ]:
255/1500  (255/1500)

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Lesson 50 : แสงของพ่อ

ตั้งหัวข้อ  MeganeNatsu on Mon 31 Oct 2016, 23:46

Spoiler:


เพลงประกอบระหว่างการเขียนภารกิจนี้:


วันที่ 13 เวลา 18.32 นาที

แคลยังคงนั่งกระวนกระวายอยู่ในห้องพักของตัวเอง
ทำไมท้องฟ้าวันนี้ถึงหม่นแบบนี้ ราวกับเวลาได้หยุดนิ่งลง

ใจหายอย่างบอกไม่ถูก

มือที่ใช้การได้ยังคงเลื่อนเช็คข่าวสารไม่ขาด ข่าวลือที่ได้ยินมาในตอนบ่ายช่างกวนใจเหลือเกิน
ตอนนี้ทุกคนกำลังหวัง ทุกคนกำลังภาวนา ส่งความรักนี้ถึงใครคนหนึ่ง

" ได้โปรด ช่วยคุ้มครองพ่อหลวงของลูกด้วย "

เข็มนาฬิกากระดิกอย่างเชื่องช้า แต่ละวินาทีช่างยาวนาน

มีการประกาศของทางรัฐบาลว่าให้รอแถลงการณ์เวลาหนึ่งทุ่มตรงของวันนี้
ทุกคนต่างเฝ้ารอ ทีวีจึงส่งเสียงอยู่ตลอดแม้คนเปิดจะไม่ได้สนใจดูละครช่วงหัวค่ำที่ฉายอยู่ก็ตาม

ฝึบ เสียงทีวีเงียบลงฉับพลัน เข้าสู่หน้าจอแถลงการณ์

ที่เป็นสีดำ

นักข่าวผู้ถูกมอบหมายให้อ่านแถลงการณ์ คลุมตัวด้วยสูทสีดำสนิท
ใบหน้าโศกเศร้าค่อยๆอ่านสิ่งที่คนไทยไม่อยากได้ยินมากที่สุด

..

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จสวรรคตแล้ว

..

พอจบประโยคน้ำตาที่อัดอั้นมาแต่บ่ายก็พรั่งพรูออกมา
ทั้งชาและเจ็บปวดกลางอก ราวกับโดนแย่งชิงหัวใจไป

ร้องไห้อยู่นานเท่าไหร่ไม่รู้ รู้แค่ร้องเท่าไหร่ก็ไม่หายเศร้าสักที


คืนนั้นแคลนอนไม่หลับ ความเศร้าโศกยังคงไหลเวียนอย่างเชื่องช้า
น้ำตาไหลเท่าที่จะไหลได้ เป็นความเศร้าที่ยาวนาน

ได้แต่นึกย้อนกลับไปถึงความทรงจำต่างๆที่มีต่อพระองค์
ภาพในอดีตถูกหยิบขึ้นมาฉายช้าๆ เรื่องเล่าที่แม่เคยเล่าให้ฟังได้ไหลวนมาในความทรงจำช้าๆ

"....พระราชาองค์นี้ คอยช่วยเหลือทุกๆคนในดินแดนของตน
ประเทศเล็กๆนี้ กลับโชคดีเสียเหลือเกินที่มีพระราชาที่ทั้งเก่งและแสนดี

ทุกๆคน รักพระราชา และพระราชาก็รักทุกคนเช่นกัน
พระราชายังคงทำงานหนักในทุกๆวัน เพื่อประชาชนของพระองค์

เดินทางไปในทุกๆที่ สร้างแผ่นดินที่ดียิ่งๆขึ้นไป
เพื่อที่ประเทศเล็กๆนี้ จะทำให้ประชาชนที่พึ่งพิงมีความสุขได้มากกว่าที่แห่งไหน

แม้ร่างกายจะเริ่มโรยแรง แต่ท่านก็ยังคงทำงานเช่นเคย
จนทุกวันนี้ ท่านก็ยังคงทำงานอย่างไม่มีวันหยุด ทรงเป็นพระราชาที่เหนื่อยที่สุดในโลก

และแล้ว..."

"แม่คะ"
"อะไรจ๊ะ"

"พระราชาทำไมต้องเหนื่อยละคะ?? พระราชาร่ำรวยไม่ต้องทำงานก็ได้นี่นา"
"เพราะพระองค์รักประชาชนของท่านไงจ๊ะ ท่านจึงต้องทำงาน ท่านไม่เคยคิดถึงความเหนื่อยยากของตัวเองเลย"

"พระราชาแบบนี้ต้องมีแต่ในนิทานที่แม่เล่าแน่ๆเลย ใครจะยอมทำงานหนักเพื่อคนอื่นขนาดนี้"
"ฮะๆ หนูคิดผิดแล้วจ้ะ พระราชาคนดีคนนี้ไม่ได้มีแต่ในนิทาน คิงภูมิพล ไงล่ะ ที่แม่เล่าคือเรื่องราวของพระราชาจากประเทศที่แม่จากมาจ้ะ"

"จริงหรอคะ?! งั้นหนูจะทำสิ่งดีๆให้คนอื่นบ้าง ทำตามพระราชาของแม่!!"

เรื่องราวถาโถมเข้ามาราวกับม้วนฟิล์ม มากมายเกินจะรับไหว
เรื่องราวที่ได้ฟังในวันนั้นที่ต่างแดน แคลในวัยเด็กยังนึกอิจฉาประชาชนในประเทศนั้นในใจ
จนกระทั่งได้มาอยู่บนผืนแผ่นดินที่เคยได้ฟังมานี้.... โชคดีเหลือเกิน

รู้ตัวอีกทีก็เช้าซะแล้ว แคลยังคงไร้สติและไปเข้าแถวตามหน้าที่เท่านั้น

ผอ.ขึ้นพูดหน้าเสาธงด้วยความเจ็บปวด เมื่อทุกคนได้รับรู้ข่าวร้าย บางคนก็กลั้นน้ำตา
บางคนก็ปล่อยโฮออกมา ทุกคนรู้สึกถึงความสูญเสียที่ยิ่งใหญ่เหลือเกิน
จนกระทั่งเสียงสั่นเครือจากไมค์ดังขึ้นอีกครั้ง

“ถึงเราจะไม่มีแสงนำทางแล้ว แต่เราทุกคนก็คือ 'แสงของพ่อ’”

     “เรารู้ว่าเจตนารมณ์ของพ่อคืออะไร รู้ว่าพ่อปรารถนาถึงความสุขของพวกเรา รู้ว่าพ่อใช้ทุกวันของท่านไปกับการทำความปรารถนานั้นให้เป็นจริง”

     “เพราะฉะนั้นตอนนี้จึงถึงเวลาแล้วที่เราจะสานต่อความฝันของพ่อ แม้พวกเราจะเป็นเพียงแสงเล็กๆ ถึงพวกเราจะไม่ได้ร่างกายสมบูรณ์พร้อมไปซะทุกอย่าง แต่ผมเชื่อว่าถ้าเรามีความหวัง ถ้าเราร่วมมือกันละก็ พวกเราจะต้องเป็นแสงที่ส่องสว่างไสวและสวยงามได้อย่างแน่นอน”

     “ทุกคนอยากจะเป็น ‘แสงของพ่อ’ ไปด้วยกันหรือเปล่าครับ?”

เป็นคำกล่าวเตือนสติที่จริงเสียยิ่งกว่าจริง ความนึกคิดที่หายไปค่อยๆกลับมาอย่างช้าๆ
ในหลวงคงไม่อยากเห็นประชาชนที่ท่านรักร้องไห้อยู่นาน เหมือนครั้งที่เราได้สูญเสียพระพี่นาง ท่านทรงมีกระแสพระราชดำรัสว่า

... "เสียใจได้แต่อย่าลืมหน้าที่ "

ถึงแม้ตอนนี้น้ำตาจะยังไม่หยุดไหล และยังไม่สามารถก้าวออกไปอย่างเข้มแข็งได้
แต่ในไม่ช้านี้ แคลจะต้องเดินต่อไป ทำความดีเหมือนกับที่พระองค์ท่านเคยทำ และซักวัน


แคลจะเป็นแสงดวงเล็กๆเหมือนกับหิ่งห้อย แต่ก็สว่างไสว นำทางความปรารถนาของพ่อ
ความปรารถนาที่อยากให้ประเทศนี้ก้าวต่อไปข้างหน้าและเป็นแผ่นดินที่ทุกคนอยู่แล้วเป็นบ้านที่มีความสุขเหลือเกิน

แม้จะเป็นแค่การทำความดีเล็กๆที่เทียบไม่ได้กับสิ่งที่พระองค์ท่านทำ แสงที่สว่างราวกับดวงอาทิตย์ที่อบอุ่นและสาดส่องไปทั่วผืนแผ่นดิน
แต่หากว่าทุกคนช่วยกัน แสงดวงเล็กๆหลายสิบล้านดวงนี้คงจะนำพาความปรารถนาของพ่อไปถึงฝั่งได้เป็นแน่


สุดท้ายแล้ว เรื่องราวของพระราชาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกก็ถึงบทสุดท้าย ประชาชนทุกคนต่างร่ำไห้แทบขาดใจ

นิทานทุกเรื่องคงจะต้องมีตอนจบ เป็นบทจบที่ไม่มีใครอยากพบเจอ

ถึงแม้ นิทานเรื่องนี้จะสิ้นสุดลงแล้ว



แต่เรื่องราวของพระราชาที่ยิ่งใหญ่เรื่องนี้ก็จะถูกเล่าขานกันต่อไปอีกชั่วกาลนาน


สีสัน:


ขาวดำ:

ความในใจ:

เป็นภารกิจที่เขียนยากที่สุดเลยค่ะ ยากในแง่ของความรู้สึกที่จะเขียนออกมาให้หมด
คราวนี้ชอบภาพสีมากกว่า รู้สึกว่าขาวดำสื่อความรู้สึกได้ไม่ดีเท่าเลยขอส่งคู่กันนะคะ




ผู้ที่ทำภารกิจได้เพอร์เฟ็คสูงกว่ามาตรฐานมาก (100%)

  S - CLASS STAMP
ตราประทับระดับสูงสุดในหมวดภารกิจทั่วไป มีลักษณะเป็นดาวสีนิลสุดแสนจะคลาสสิก มีมูลค่า +100 Grade Exp. จะได้รับเมื่อปฎิบัติภารกิจได้เพอร์เฟ็คเป็นที่น่าประทับใจแก่ผู้อำนวยการโรงเรียน
  +1,500,000 Spirit Point
ไอเทมเพิ่มแต้มสะสม Spirit Point ตามปริมาณที่กำหนด สามารถนำไปใช้ในการแลกเปลี่ยนเป็น CHIPS ได้ในภายหลัง
  GOLDEN HONOR DEGREE TROPHY
ถ้วยเกียรติยศทองคำแท้ มอบให้แด่ผู้ที่สามารถปฎิบัติภารกิจหรือร่วมกิจกรรมต่างๆที่ทางโรงเรียนจัดขึ้นได้น่าประทับใจนักเรียนกับอาจารย์และบุคลากรของโรงเรียนจนได้รับการโหวตมากกว่า 6 คนขึ้นไป

Narin's Comment:
ผมเห็นด้วยเรื่องภารกิจนี้คือภารกิจที่เขียนยากที่สุด
เพราะสำหรับผมมันก็เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน เป็นครั้ง
แรกที่เห็นแคลพูดเรื่องคุณแม่ ได้มุมมองใหม่ๆดีครับ
สื่อความรู้สึกออกมาได้อย่างซื่อตรง ผมเห็นแสงของพ่อ
ที่สวยงามมากครับ ตัวรูปเองก็สื่อออกมาสวยมากๆ
ผมชอบรูปในหลวงหลายๆรูปที่อยู่ด้านหลัง เหมือน
ท่านคือเบื้องหลังความสำเร็จของเรา คือเบื้องหลัง
ที่คอยขับเคลื่อน เป็นแบบอย่าง เป็นแรงใจ
หวังว่าแคลจะจำภารกิจนี้ได้และเป็นแสงของพ่อ
ที่สวยงามเช่นนี้ต่อไปนะครับ

ถ้วยทองนี้สำหรับไอเดียการนำเสนอรูปครับ
ปล.ผมเองก็แถมรูปสีเหมือนกันเลย ฮ่าๆๆ


แก้ไขล่าสุดโดย MeganeNatsu เมื่อ Mon 31 Oct 2016, 23:59, ทั้งหมด 4 ครั้ง

Signature ------------------------------------------------>

MeganeNatsu
ประธานนักเรียน
ประธานนักเรียน

INFO. Caroline Losgun
นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 6
ชมรม : สภานักเรียน (☆)
ช่วยลดค่า Grade Exp. สูงสุด 4% | สามารถจัดกิจกรรมเสริมได้อย่างอิสระ 1 ครั้ง/เดือน

Ore Ore : 259
Spirit Point : 94386531
CHIPS +8 M 817 K 132



PASSPORT
[ VISA ]:

[ Grade Exp. ]:
1020/1920  (1020/1920)

ดูข้อมูลส่วนตัว https://www.facebook.com/pages/Granita-GLn/408190495945152?ref=b

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Lesson 50 : แสงของพ่อ

ตั้งหัวข้อ  EinZ on Mon 31 Oct 2016, 23:49

Spoiler:


ความกระวนกระวายของผมเริ่มมาตั้งแต่คืนวันที่ 12 ตุลาคม ทุกข่าวลือในโลกโซเชี่ยลตั้งหลั่งไหลเข้ามาในสมองผมไม่ขาดสาย เสียงอ่านที่ไร้อารมณ์ของโปรแกรมอ่านหน้าจอในมือถือผมกำลังไล่อ่านทุกข้อความของ 'ข่าวลือ' ที่ว่านั้น โรงเรียนเองก้มีเสียงพุดคุยซุบซิบถึงข่าวลือที่ว่านั่น ครูบางคนถึงกับนั่งไม่ติดที่ เด็กบางคนก็ตื่นเต้นที่ได้รู้เรื่องราวข่าวลือมากกว่าจะเกิดความหวาดกลัว แต่สำหรับผมน่ะหรือ...

ยอมรับว่าเตรียมใจมาดีแล้วว่าวันนั้นยังไงก็ต้องมาถึงไม่ช้าก็เร็ว แต่ความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นนับต่อจากวันนี้ผมหาหนทางที่จะเดินต่อไปไม่เจอ เหมือนที่ตาบอดอยู่แล้วก็หูหนวกเป็นใบ้ขาเป๋ขึ้นมา มือเลื่อนมือถือในมือเร็วๆ ภายในห้องพักแล้วมีลมเอื่อยๆ พัดเข้ามา ในใจภาวนาขอให้ 'ท่าน' อยู่ต่ออีกซักนิดกับประเทศที่ยังบอบบางเช่นนี้

และในคืนนั้นก็ทำให้ผมโล่งใจขึ้น...แสงสว่างของประเทศ ดวงใจของคนทั้งมวล... ยังคงอยู่ ผมยังคงเป็นคนตาบอดที่เดินไปข้างหน้าได้ แต่แล้วในเย็นวันต่อมา วันที่ 13 ตุลาคม ปีพ.ศ. 2559 ก็เหมือนผมจมลงสู่โลกที่มืดมิด

"เด็กๆครับ พ่อได้ทำงานเพื่อพวกเรามา 70 ปี ตอนนี้ได้ถึงเวลาพักผ่อนของท่านแล้ว..."

น้ำเสียงที่ฟังดูก็รู้ว่าต้องบีบเค้นมากแค่ไหนของผอ.ดังขึ้นผ่านเครื่องขยายของโรงเรียนในเช้าวันที่ 14 ตุลาคม 2559 คืนที่มีประกาศจากสำนักพระราชวังถึงการจากไปของ 'พ่อหลวง' ทำให้ผมนอนไม่หลับ ผมทำได้แค่นอนหายใจนิ่งๆ แล้วรู่สึกกลัวกับสิ่งที่เกิดขึ้น

ไม่อยากให้ท่านจากไป ไม่อยากสูญเสีย กลัว... ความกลัวเกาะกินใจผมทีละนิด...

ผมได้แต่ท่องบอกกับตัวเองว่า...ไม่เอาสิอิสรา ท่านชรามากแล้ว ร่างกายก็เป็นไปตามกฏของธรรมชาติ มีเกิดต้องมีดับ วันนี้แค่เป็นวันที่ท่านต้องจากไป เป็นแค่วันที่แสงสว่างของชาวไทยทุกคนดับไป...

แล้วน้ำตาผมก็ไหลลงมาช้าๆ

"ฮึก..."

ครูผู้กำลังยืนคุมแถวอยู่ข้างๆ ผมหลั่งน้ำตาและส่งเสียงสะอื้นออกมาอย่างไม่อาย โรงเรียนที่มักจะครึกครื้นอยู่เสมอพลันเงียบเชียบไปถนัดตา ไม่ต้องมองเห็นก็สัมผัสได้ถึงความเศร้าที่ลอยอบอวลไปทั่วโรงเรียน ถึงผมจะพยายามกล่อมตัวเองเท่าไหร่ แต่สุดท้ายความเศร้าก้ค่อยๆ คลืบคลานเข้ามาที่หัวใจของผม ผมรู้สึกเหมือนหัวใจตัวเองเต้นช้าลง และเหมือนทั้งร่างนั้นชาจนไม่รู้สึกอะไร...

ทั้งๆ ที่น้ำตาค่อยๆ ไหลลงมาอย่างเงียบเชียบ

เมื่อเวลา 9.00 น.ก็มีประกาศจากรัฐบาลให้เป็นวันหยุด คาบเช้าสุดเป็นคาบของผม นักเรียนทุกคนต่างนั่งนิ่ง แม้แต่เด็กที่ซุกซนที่สุดยังเงียบเสียจนผมคิดว่าขาดเรียนไปแล้ว ผมเม้มปากเน้นก่อนจะเปิดหนังสือเริ่มสอน พูดด้วยน้ำเสียงเป็นปกติเช่นทุกครั้ง...แต่บรรยากาศไม่เหมือนทุกครั้ง ผมสอนโดยไม่มีมุกสอดแทรก ไม่เล่นกับเด็ก ไม่หัวเราะ...ไม่ยิ้ม... ผมเกือบไม่ไหวจริงๆ

"ครูคะ... ต่อไปเราจะเป็นยังไงคะ"

เด็กนักเรียนหญิงในห้องคนหนึ่งถามขึ้นหลังทราบประกาศวันหยุดและจบคาบเรียนพอดี ผมชะงักมือที่กำลังเก็บเอกสารการสอนก่อนจะยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย

"ต่อไปเราก็ขึ้นรัชกาลใหม่ครับ มีพ่อหลวงคนใหม่"
"...แต่หนูเกิดมาในยุคในหลวง หนูนึกไม่ออกว่าถ้าไม่มีพ่อหลวงแล้ว... ประเทศจะเป็นยังไง พวกเราจะเป็นยังไง"

คำพูดของเด็กนักเรียนในชั้นเรียนทำเอาในอกของผมวูบไหว ไม่ใช่แค่ผมคนเดียวสินะที่รู้สึก...ไม่รู้จะเดินไปทางไหน ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เธอคงกำลังกลัวเฉกเช่นเดียวกับผม

"ประเทศจะเป็นยังไง... ก็อยู่ที่ตัวเราไงครับนักเรียน"
"ตัวเรา..."

เมื่อลองตัดความเสียใจออกไป ผมก็ค้นพบหลายสิ่งที่ผมละเลยไป...

ผมไม่มีเคยมีพ่อ ผมไม่เคยมีแม่ ผมมีแค่คนเลี้ยงดูเป็นเป็นดั่งพ่อแม่คือตายาย ถามว่าผมรู้สึกขาดไหม ผมบอกได้เลยว่าผมไม่รู้สึกว่าขาดหายอะไรไปในชีวิต ตาและยายก็เปรียบดังพ่อและแม่ของผม เลี้ยงดูอุ้มชูผมตั้งแต่เด็ก ถึงผมจะพิการแต่ท่านไม่เคยทอดทิ้ง โตจนทำงานแล้วก็ยังคงคอยโทรถามไถ่ทั้งยังมาเยี่ยมเท่าที่สังขารจะอำนวย ยายมักจะสอนและพูดถึงพ่อหลวงอยู่บ่อยๆ เสียงและคำบอกเล่าที่ผมได้ยินผ่านปากของยายคือ...

พ่ออยู่ข้างประชาชน แม้จะเหน็ดเหนื่อยยากซักเพียงใด แต่เพื่อชีวิตที่ดีของประชาชนที่ท่านเลือก ท่านจะไม่ยอมท้อถอย

เรื่องราวความยากลำบากเพื่อพัฒนาที่ดินแร้งแค้น การเอาใจใส่ความเป็นอยู่ของคนทุกหย่อมหญ้า ค่อยๆ ซึมซับเขาในใจของผมเสมอตั้งแต่เล็ก ทำให้ผมอบอุ่นใจ รู้สึกดีที่มีร่มโพธิ์ร่มไทรที่แม้ลมพายุจะแรงซักเท่าไหร่ ผมและคนไทยทุกคนก็ยังสามารถโอบกอดต้นไม้ต้นนั้นเพื่อประคองตัวเองเอาไว้ หลบหลีกพายุที่ร้ายกาจ ที่แม้จะหนักหนาเท่าใดก็ย่อมต้องผ่านพ้นไปได้

เราเอาแต่พึ่งพิงบารมีและหลงลืมไปว่า... เราได้ทำหน้าที่ของเราเองบ้างรึเปล่า...

"เป็นคนดี และทำในสิ่งที่ต้องทำในชีวิตนะครับ ไม่ว่ายังไง...ประเทศก็ต้องเดินต่อไป"
"...ครูไม่เสียใจเหรอคะ"
"ครูเสียใจครับ แต่เราจมกับความเสียใจไม่ได้นะ"
"แต่ในหลวงไม่อยู่..."
"แต่พวกเรายังอยู่นะครับ"

คำพูดที่ผมบอกกับนักเรียนเป็นดั่งคำเตือนใจผมไปในตัว ตลอด 70 ปี แม้เราจะละเลยคำสอนพ่อ แม้จะหลงลืมไปว่าท่านได้ทำอะไรไว้เพื่อเรา แต่ท่านก็ไม่เคยเอ่ยออกมาว่าเสียใจ มีเพียงสิ่งเดียวที่ท่านเสียใจ...คือประชาชนที่ท่านขออยู่เคียงข้างนั้น ท่านช่วยเหลือไม่ได้ตามประสงค์ไม่ได้ แล้วเราเล่า...เราที่เอาแต่กอดต้นไม้ต้นใหญ่ที่วันนี้ทำได้เพียงแค่หว่านเมล็ดทิ้งเอาไว้ แล้วลาจากไปตามอายุขัยของโลก จะเดินเหยียบย่ำสิ่งที่พ่อหลวงได้เหลือไว้เช่นนั้นหรือ

ผมยิ้มให้กับตัวเองก่อนจะลูบศีระษะเด็กนักเรียนในความดูแลเบาๆ

"เสียใจได้ แต่ต้องไม่ลืมหน้าที่นะครับนักเรียน พ่อเฝ้ามองดูเราอยู่นะ"
"ค่ะครู"

เหมือนโลกที่มืดมิดค่อยๆ มีแสงสว่างรำไรรออยู่ ความเสียใจที่กัดกินโลกทั้งใบของผมค่อยๆ จางหาย ท่ามกลางความวุ่นวาย เรื่องราวร้ายๆ ที่เป็นดั่งความมืดที่ผมหวาดกลัว กลับเหมือนมีแสงสว่างรำไรอยู่เหนือหัวของผม แสงเล็กๆ ที่ผมซึ่งล่องลอยอยู่ในคสามมืดมิดสามารถสัมผัสได้

แสงของความดีที่พ่อพร่ำสอน

ความดีที่ตัวเรานั้นสร้างขึ้นมาได้

เราเอาแต่มองแสงสว่างตรงหน้าจนลืมไปว่า พ่อกำลังสอนให้เราทำอย่างไร เป็นคนอย่างไร และทำอะไรเพื่อประเทศและสังคม อย่างน้อยๆ ก็เพื่อตนเอง เมื่อแสงๆ นั้นดับไปตามกฏของธรรมชาติ เราที่เอาแต่พึ่งพิงก็หลงลืมไปว่า... ตัวเราเองก็เป็นดั่งเช่นมนุษยปุถุชนธรรมดาที่ท่านพยายามแสดงให้เห็น มนุษย์ธรรมดาที่สามารถเปล่งแสงออกมาเฉกเช่นเดียวกับท่าน แม้จะเป็นเพียงแสงเล็กๆ แต่ท่ามกลางความมืดมิด แม้จะเป็นแสงที่เล็กน้อยเท่าใด แสงของความดีก็ยิ่งจะส่องสว่างมากขึ้นเท่านั้น หัวใจของผมที่ปวดหนึบและเต้นอย่างเฉื่อยชามาตลอดคืนก็ค่อยๆ กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ผมรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นที่ค่อยๆ รายล้อม ผมเดินออกไปนอกตัวอาคาร สัมผัสกับลมยามเย็นที่พัดผ่านใบหน้า แม้จะไร้เงาต้นไม้ใหญ่ที่เคยโอบอุ้ม แต่แสงเล็กๆ จะยังคงส่องสว่างอยู่เสมอ

ผมปฏิญาณกับตัวเองว่าขอเสียใจเพียงเท่านี้ และจะไม่ยอมหยุดทำดีตามที่พ่อเคยสอนไว้ ผมเป็นครู หน้าที่ของผมคือเป็นเรือจ้างคอยสอนและปลูกฝังศีลธรรมอันดีให้กับเด็กๆ ผู้พิการ คอยพายเรือที่มีความหวังของประเทศคือเด็กๆ ข้ามทะเลแห่งความรู้ไปยังอีกฝั่ง ที่แม้ฝั่งของความสำเร็จจะไกลซักเพียงได้ก็ต้องพายไปให้ถึง ผมไม่ควรนั่งพะวงกับความมืดที่รายล้อมอยู่ เพราะตอนนี้หน้าที่ของผมคือค่อยๆ จุดแสงแห่งความดีของเด็กๆ แต่ละคนให้ส่องสว่าง ท่ามกลางโลกยุคโลกาภิวัฒน์ที่คนไม่น้อยมองเห็นความมืดมิด คือความถูกต้อง ทำแบบเดียวกับพ่อที่ได้จุดทั้งแสงสว่างความหวัง และแสงสว่างความดีที่เราทุกคนล้วนประจักษ์แก่สายตา

"ขอบคุณที่เหนื่อยยากเพื่อพวกเรามาตลอดนะครับ... พ่อ"

ผมเอ่ยกับท่านผู้อยู่บนสรวงสวรรค์ด้วยคำพูดของคนธรรมดาๆ คนหนึ่ง ตั้งจิตอธิษฐานของให้ท่านได้พบกับสิ่งดีๆที่อยู่บนฟากฟ้า แม้จะกลัวการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเพียงใด แต่ผมจะไม่หยุดเดินไปบนเส้นทางที่มีแสงแห่งความดีคอยชีนำและโอบอุ้มอยู่

ไม่ว่าอย่างไรท่านจะยังสถิตย์ ณ กลางใจเสมอ



ผู้ที่ทำภารกิจได้ยอดเยี่ยมกว่ามาตรฐาน (80%+)

  A - CLASS STAMP
ตราประทับระดับสูงในหมวดภารกิจทั่วไป มีลักษณะเป็นดาวสีทับทิม สื่อถึงความหรูหรา มีมูลค่า +80 Grade Exp. จะได้รับเมื่อปฎิบัติภารกิจได้ยอดเยี่ยมเป็นที่น่าประทับใจแก่ผู้อำนวยการโรงเรียน
  +1,250,000 Spirit Point
ไอเทมเพิ่มแต้มสะสม Spirit Point ตามปริมาณที่กำหนด สามารถนำไปใช้ในการแลกเปลี่ยนเป็น CHIPS ได้ในภายหลัง
  GOLDEN HONOR DEGREE TROPHY
ถ้วยเกียรติยศทองคำแท้ มอบให้แด่ผู้ที่สามารถปฎิบัติภารกิจหรือร่วมกิจกรรมต่างๆที่ทางโรงเรียนจัดขึ้นได้น่าประทับใจนักเรียนกับอาจารย์และบุคลากรของโรงเรียนจนได้รับการโหวตมากกว่า 6 คนขึ้นไป

Narin's Comment:
จำเป็นต้องลดสแตมป์ลงหนึ่งขั้นเนื่องจากส่งหลัง
เวลาเดทไลน์นะครับ แต่ตัวผลงานเป็นงานคุณภาพ
S อย่างไม่ต้องสงสัย คุณพูดว่ามันดูไม่เศร้าไม่ซึ้ง
เท่าไหร่ แต่ผมว่าภารกิจตัวนี้สามารถสื่ออารมณ์ได้
ไม่แพ้อันอื่นๆเลยนะครับ แค่ว่าอิสรามีวิธีการแสดง
ความรู้สึกในแบบของตัวเอง ซึ่งอาจจะไม่ชัดเจน
จากภายนอกนัก แต่พอเขียนจากมุมมองที่หนึ่ง
แบบนี้มันชัดเจนมาก ผมรู้สึกถึงความกดดันและ
บรรยากาศหน่วงๆจากเนื้อหา

ครั้งนี้ชอบรูปเป็นพิเศษครับ ชอบสิ่งขมุกขมัวรอบตัว
อิสรา รู้สึกว่ามันแสดงถึงอารมณ์ของอิสราได้ดีมาก
รวมถึงการแสงจากด้านบนที่ผมแปลว่าแสงของคุณ
คือส่วนหนึ่งของแสงของพ่อที่อยู่เบื้องบน

ถ้วยทองนี้สำหรับไอเดียการนำเสนอรูปครับ

Signature ------------------------------------------------>
Blind can't hide your Heart
--Can you hear my heart?---

เป็นปู่นี่มันหล่อจริงๆ ( ͡° ͜ʖ ͡°)



EinZ

INFO. Isara Pattanasak
ผช.ศ.ภาควิชาภาษาเบรลล์
ชมรม : สภานักเรียน (★)
-10% Grade Exp.

Ore Ore : 299
Spirit Point : 98451509
CHIPS +63 M 48 K 764

สามารถ สวมใส่-ถอด เข็มกลัดชิ้นนี้ได้ทันทีโดยไม่จำเป็นต้องใช้ไอเทม | ไม่เสียค่าใช้จ่ายของกรงในการเก็บมาสค็อตที่ติดประกาศนียบัตรนี้ลงคลังมาสค็อต

PASSPORT
[ VISA ]:

[ Grade Exp. ]:
436/1720  (436/1720)

ดูข้อมูลส่วนตัว http://dongseng23.deviantart.com

ขึ้นไปข้างบน Go down

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน

- Similar topics

Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ
QUAINT & NOBLEMAN (EST.1990) © Copyright 2015, All Rights Reserved.