Lesson 60 : Quaint Charity

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

Lesson 60 : Quaint Charity

ตั้งหัวข้อ  Nearmoki-2b on Fri 16 Jun 2017, 00:27

มีจดหมายฉบับหนึ่งถูกส่งไปยังบ้านผู้ปกครองของ
นักเรียนภายในโรงเรียนทุกคน ภายในจดหมายมี
เนื้อหาดังต่อไปนี้


เรียนเชิญเข้าร่วมโครงการเพื่อการกุศล
เรียน สมาคมศิษย์เก่า ครูและผู้ปกครอง โรงเรียนมัธยมเพื่อผู้พิการในนามของควิ้นท์

   ขอเรียนเชิญสมาชิกสมาคมสมาคมศิษย์เก่า ครูและผู้ปกครอง โรงเรียนมัธยมเพื่อผู้พิการในนามของควิ้นท์ ทุกท่านเข้าร่วมการประชุมโครงการ Quaint Charity ซึ่งเป็นโครงการเพื่อการกุศลครั้งใหญ่ประจำปีนี้ เช่นเดียวกับปีอื่นๆ โครงการของเราเป็นโครงการที่จัดตั้งขึ้นเพื่อรวบรวมกำลังทรัพย์เพื่อนำไปบริจาคต่อสถานสงเคราะห์เด็กพิการและทุพพลภาพ จุดประสงค์เพื่อช่วยเหลือเด็กพิการและทุพพลภาพที่ด้อยโอกาส เพื่อชีวิตความเป็นอยู่ ความรู้ และสุขภาพที่ดีของพวกเขา ท่านที่สนใจสามารถรับฟังรายละเอียดเพิ่มเติมทั้งหมดได้ในการประชุมโครงการในวันเสาร์ที่ 24 มิถุนายน 2560 ตั้งแต่เวลา 10.00 น. เป็นต้นไป ณ.หอประชุมภายในอาคาร Convention Hall

จึงเรียนมาเพื่อทราบ

Narin
ผู้อำนวยการโรงเรียน
Principal of Quaint School Community
Date of broadcast :
Fri 16 June 2017
รายละเอียดเพิ่มเติม

ตารางการประชุมโครงการ Quaint Charity
10.00 - 12.00 : ประชุมโครงการ
13.00 - 17.00 : งานเลี้ยงพบปะสมาคม

หัวหน้าโครงการ :
ผู้อำนวยการนรินทร์

ผู้สนับสนุนโครงการรายหลัก :
THE NOBLEMAN
(โดยมีเอลิทเป็นตัวแทนบริษัทในการร่วมประชุม)

พิธีกรนำเสนอโครงการ :
แม็กเวล ซอนเนอร์

งานเลี้ยงเริ่มต้นด้วยการรับประทานอาหารร่วมกัน
ภายในโรงอาหาร เมื่อทานเสร็จแล้วจึงกลับไปยัง
ลานประชุมภายในอาคาร Convention Hall
เพื่อร่วมงานเลี้ยง งานเลี้ยงครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อ
การพบปะพูดคุยกันระหว่างสมาคมศิษย์เก่า ครู
และผู้ปกครองที่อาจไม่ได้พบหน้ากันมานาน
หรือไม่เคยพบหน้ากันมาก่อน เพื่อพูดคุยสังสรรค์
ทำความรู้จัก หรือพูดคุยเกี่ยวกับโครงการ

ประชุมช่วงเช้าไม่อนุญาตให้นักเรียนที่กำลัง
ศึกษาอยู่ในปัจจุบันเข้าร่วม จะต้องเป็นศิษย์เก่า
ครู หรือผู้ปกครองเท่านั้น ยกเว้นกรณีที่ผู้ปกครอง
ไม่ว่างเข้าร่วมประชุม จึงอนุญาตให้นักเรียนเข้า
ร่วมประชุมแทนได้

งานเลี้ยงในช่วงบ่าย นักเรียนสามารถเข้าร่วมงาน
สังสรรค์ร่วมกับสมาคมศิษย์เก่าและผู้ปกครองได้
ตามอัธยาศัย


*รายละเอียดทั้งหมดเป็นเพียงเนื้อเรื่องภารกิจ
เท่านั้น ไม่มีประชุมจริงๆในวันดังกล่าว ผู้ปกครอง
ในความหมายของภารกิจคือผู้ปกครองตามเนื้อเรื่อง
ของตัวละคร ไม่เกี่ยวกับผู้เล่นแต่อย่างใด*


ระยะเวลาภารกิจ พิมพ์ว่า:FRI 16/06/17 ; 19.00 TH - FRI 30/06/17 ; 23.59 TH

รายละเอียดภารกิจ พิมพ์ว่า:
แต่งเรื่องวันประชุมโครงการ Quaint Charity
สามารถเลือกได้ว่าจะให้ผู้ปกครองมาร่วมประชุม
หรือไม่ ใครมาบ้าง ในกรณีที่เลือกแต่งให้ผู้ปกครอง
ไม่มาร่วมประชุม จะต้องให้เหตุผลประกอบในเนื้อหา
นักเรียนที่ไม่มีผู้ปกครอง ให้เข้าร่วมประชุมด้วยตนเอง

โดยเนื้อหาครั้งนี้จะต้องใช้ผู้ปกครองเป็น 'ตัวละครหลัก'
(ในกรณีที่มีผู้ปกครอง และผู้ปกครองมาร่วมประชุมได้)
จะเขียนด้วยมุมมองที่หนึ่งหรือมุมมองที่สามก็ได้ แต่
ผู้ปกครองของนักเรียนจะต้องเป็นตัวเด่นที่สุดในเนื้อหา

เลือกเขียนเนื้อหาช่วงไหนก็ได้ ทั้งประชุมและงานเลี้ยง
หรือจะทั้งคู่ก็ได้เช่นกัน ให้ผู้ปกครองเข้าร่วมประชุม
เพียงคนเดียว มากันทั้งบ้าน หรือให้พี่น้อง ลุงป้าน้าอา
เข้าร่วมประชุมแทนพ่อแม่ก็ได้ทั้งสิ้น

กรณีของครู เลือกได้ว่าจะเข้าร่วมประชุมในฐานะ
ศิษย์เก่า หรือพาผู้ปกครองเข้าร่วมประชุม ครูทุกคน
ต้องเข้าร่วมประชุมช่วงเช้าในฐานะของครู

เมื่อแต่งเนื้อหาเสร็จแล้ว ให้วาดภาพประกอบเนื้อหา
เป็นภาพ 'ผู้ปกครอง' ของคุณ ตามจำนวนผู้ปกครอง
ที่ปรากฏในเนื้อหา
เช่นเขียนถึงพ่อและแม่ ในรูปจะ
ต้องมีรูปของทั้งพ่อและแม่จึงจะครบโจทย์ภารกิจ

กรณีผู้ปกครองมาไม่ได้ ไม่มีผู้ปกครอง ให้วาดภาพ
ตนเองแทน

แปลว่าผู้เล่นสามารถกำหนดสเกลภารกิจของตนเอง
ได้ด้วยการจำกัดช่วงเนื้อเรื่องและจำนวนผู้ปกครอง
ที่เข้าร่วมประชุม จำนวนผู้ปกครองไม่มีผลต่อสแตมป์
เนื่องจากสแตมป์วัดจากสแตนด์ดาร์ดส่วนบุคคลใน
ภาพนั้นๆ

กฏการให้สแตมป์ พิมพ์ว่า:ภาพ 50% / เนื้อหา 50%

ภาพตรวจจากสแตนด์ดาร์ดส่วนบุคคล ภาพตรง
กับเงื่อนไขภารกิจหรือไม่ มีผู้ปกครองครบคน
ตามเนื้อเรื่องหรือเปล่า? เนื้อหาตรวจจาก
เงื่อนไขภารกิจ ความถูกต้องของภาษาโดยรวม
การจัดบรรทัด ความลื่นไหลของภาษา





รางวัลคุณภาพผลงาน

ผู้ที่ทำภารกิจได้เพอร์เฟ็คสูงกว่ามาตรฐานมาก (100%)

  S - CLASS STAMP
ตราประทับระดับสูงสุดในหมวดภารกิจทั่วไป มีลักษณะเป็นดาวสีนิลสุดแสนจะคลาสสิก มีมูลค่า +100 Grade Exp. จะได้รับเมื่อปฎิบัติภารกิจได้เพอร์เฟ็คเป็นที่น่าประทับใจแก่ผู้อำนวยการโรงเรียน
  +1,500,000 Spirit Point
ไอเทมเพิ่มแต้มสะสม Spirit Point ตามปริมาณที่กำหนด สามารถนำไปใช้ในการแลกเปลี่ยนเป็น CHIPS ได้ในภายหลัง

ผู้ที่ทำภารกิจได้ยอดเยี่ยมกว่ามาตรฐาน (80%+)

  A - CLASS STAMP
ตราประทับระดับสูงในหมวดภารกิจทั่วไป มีลักษณะเป็นดาวสีทับทิม สื่อถึงความหรูหรา มีมูลค่า +80 Grade Exp. จะได้รับเมื่อปฎิบัติภารกิจได้ยอดเยี่ยมเป็นที่น่าประทับใจแก่ผู้อำนวยการโรงเรียน
  +1,250,000 Spirit Point
ไอเทมเพิ่มแต้มสะสม Spirit Point ตามปริมาณที่กำหนด สามารถนำไปใช้ในการแลกเปลี่ยนเป็น CHIPS ได้ในภายหลัง

ผู้ที่ทำภารกิจได้โดดเด่นกว่ามาตรฐาน (75%+)

  B - CLASS STAMP
ตราประทับระดับสูงในหมวดภารกิจทั่วไป มีลักษณะเป็นดาวสีไพลิน สื่อถึงความลึกล้ำ มีมูลค่า +75 Grade Exp. จะได้รับเมื่อปฎิบัติภารกิจได้ดีมากเป็นที่น่าพึงพอใจแก่ผู้อำนวยการโรงเรียน
  +1,000,000 Spirit Point
ไอเทมเพิ่มแต้มสะสม Spirit Point ตามปริมาณที่กำหนด สามารถนำไปใช้ในการแลกเปลี่ยนเป็น CHIPS ได้ในภายหลัง

C. ผู้ที่ทำภารกิจได้ตามมาตรฐานทั่วไป (50%+)

  C - CLASS STAMP
ตราประทับระดับกลางในหมวดภารกิจทั่วไป มีลักษณะเป็นดาวสีมรกต สื่อถึงความมั่นคง มีมูลค่า +50 Grade Exp. จะได้รับเมื่อปฎิบัติภารกิจได้ปานกลางเป็นที่น่าพอใจแก่ผู้อำนวยการโรงเรียน
  +900,000 Spirit Point
ไอเทมเพิ่มแต้มสะสม Spirit Point ตามปริมาณที่กำหนด สามารถนำไปใช้ในการแลกเปลี่ยนเป็น CHIPS ได้ในภายหลัง

D. ผู้ที่ทำภารกิจได้ต่ำกว่ามาตรฐานควรแก่การพัฒนา (35%+)

  D - CLASS STAMP
ตราประทับระดับต่ำในหมวดภารกิจทั่วไป มีลักษณะเป็นดาวสีแอเมทิสต์ สื่อถึงความเรียบง่าย มีมูลค่า +35 Grade Exp. จะได้รับเมื่อปฎิบัติภารกิจผ่านเกณฑ์ตามที่ได้รับมอบหมายไว้
  +800,000 Spirit Point
ไอเทมเพิ่มแต้มสะสม Spirit Point ตามปริมาณที่กำหนด สามารถนำไปใช้ในการแลกเปลี่ยนเป็น CHIPS ได้ในภายหลัง




รางวัลแห่งความขยัน

.....รางวัลสำหรับแจกให้กับผู้ที่ส่งภารกิจเป็นคนแรกเท่านั้น เพื่อให้กำลังใจผู้ที่มี
ความขยันในการทำภารกิจส่งผู้อำนวยการโรงเรียน


  กล่องแห่งความขยัน
กล่องของขวัญที่ทางโรงเรียนมอบให้กับผู้ส่งภารกิจหลักเป็นคนแรก เมื่อเปิดกล่องแล้วสามารถเลือกรับสกิลบัฟจำนวน 1 สกิลได้ดังนี้...



หรือสามารถใช้แร่ QUAINT ORE จำนวน 20 ชิ้นแลกการใช้งานสกิลบัฟ 1 สกิลจาก...



อ่านข้อมูลสกิลบัฟได้ที่ "คลิ๊กที่นี่"




รางวัลเกียรติยศแห่งความสร้างสรรค์

.....ถ้วยรางวัลแต่ละชนิดจะถูกมอบให้กับ นักเรียน-อาจารย์ ที่มีผลงานสร้างสรรค์
เกินขอบเขตของจินตนาการ โดยระดับถ้วยเกียรติยศและจำนวนที่จะมอบให้นั้นขึ้น
อยู่กับผู้อำนวยการโรงเรียนเท่านั้น แม้ผลงานที่เพอร์เฟ็คแต่ถ้าขาดความสร้างสรรค์
ก็จะไม่ได้รับถ้วยรางวัลเกียรติยศก็เป็นได้ ในทางกลับกันหากผลงานไม่ได้สวยจน
น่าตะลึง แต่ถ้าหากมีความสร้างสรรค์ผู้อำนวยการก็สามารถมอบถ้วยเกียรติยศให้ได้...


  GOLDEN HONOR DEGREE TROPHY
ถ้วยเกียรติยศทองคำแท้ มอบให้แด่ผู้ที่สามารถปฎิบัติภารกิจหรือร่วมกิจกรรมต่างๆที่ทางโรงเรียนจัดขึ้นได้น่าประทับใจผู้อำนวยการเป็นอย่างมาก
  SILVER HONOR DEGREE TROPHY
ถ้วยเกียรติยศเงินแท้ มอบให้แด่ผู้ที่สามารถปฎิบัติภารกิจหรือร่วมกิจกรรมต่างๆที่ทางโรงเรียนจัดขึ้นได้น่าประทับใจผู้อำนวยการ
  BRONZE HONOR DEGREE TROPHY
ถ้วยเกียรติยศทองแดง มอบให้แด่ผู้ที่สามารถปฎิบัติภารกิจหรือร่วมกิจกรรมต่างๆที่ทางโรงเรียนจัดขึ้นได้น่าดึงดูดใจผู้อำนวยการ


Spectacular Award

.....รางวัล Spectacular จะถูกมอบให้สำหรับผู้ที่สร้างสรรค์ผลงานได้ประทับใจ
สปอนเซอร์จากบริษัท NOBLEMAN (EST.1990) เป็นอย่างมาก โดยผลงานนั้น
จะต้องมีเสน่ห์ในรูปแบบต่างๆที่ดึงดูดสายตาและจิตใจของสปอนเซอร์ ซึ่งไม่ได้ขึ้น
อยู่กับคุณภาพผลงานแต่อย่างใด แต่จะขึ้นอยู่กับความคิดสร้างสรรค์, จินตนาการ,
เสน่ห์ของผลงาน, ความกลมกล่อมของภาพรวม เป็นต้น ซึ่งผู้ที่ได้รับรางวัลนี้จะได้
รับการประกาศเกียรติคุณ ณ ความคิดเห็นที่ลงผลงาน และใต้ชื่อกระทู้ภารกิจในหน้า
กระดานภารกิจ พร้อมทั้งของรางวัลดังนี้...

** อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับรางวัลนี้ได้โดย "คลิ๊กที่นี่" **

  +1,000,000 CHIPS
เหรียญตราที่ใช้ในการชำระค่าใช้จ่ายทั้งหมดภายในโรงเรียนหรือการร่วมกิจกรรมพิเศษที่ทางบริษัท NOBLEMAN จัดขึ้น โดยสามารถใช้แต้มสะสมจาก Spirit Point ในการแลกได้
  +30 QUAINT ORE
แร่ธาตุพิเศษที่พบได้ในบริเวณรอบโรงเรียน สามารถนำไปใช้แลกเป็นไอเทมต่างๆที่โรงเรียนกำหนดเอาไว้ได้ แร่ธาตุชนิดนี้จะหาได้ยากเป็นพิเศษ ถ้าไม่ได้เดินรอบโรงเรียนบ่อยๆก็จะไม่มีทางที่จะเจอแร่ธาตุชนิดนี้ได้เลย


แก้ไขล่าสุดโดย Nearmoki-2b เมื่อ Sat 01 Jul 2017, 00:01, ทั้งหมด 1 ครั้ง

Signature ------------------------------------------------>
avatar
Nearmoki-2b
Quaint Foundation
Quaint Foundation

Class Lv.50
INFO. Narin
ผู้อำนวยการโรงเรียน
ชมรม : สภานักเรียน (ที่ปรึกษา)
สามารถซื้อ LOTTO ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

Ore Ore : 1,339
Spirit Point : 80681435
CHIPS +117 M 377 K 142



PASSPORT
[ VISA ]:

[ Grade Exp. ]:
12285/68400  (12285/68400)

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Lesson 60 : Quaint Charity

ตั้งหัวข้อ  EinZ on Tue 27 Jun 2017, 20:42

เสียงโทรศัพท์ที่นานๆ จะได้ยินปลุกให้ชายหญิงผมสีดอกเลาสองคนที่กำลังนั่งดูรายการแข่งขันร้องเพลงสวมหน้ากากหลุดจากภวังค์ คราแรกเป็นชายแก่กว่าที่สะกิดให้หญิงสูงวัยรู้ตัว แต่ก้พยักเพยิดให้กันอยู่นาน กว่าจะยอมลุกไปรับโทรศัพท์ได้เมื่อรายการเข้าสู่ช่วงโฆษณา

"สวัสดีค่ะ" น้ำเสียงแม้จะติดแหบแห้งเล็กน้อย แต่ด้วยความที่เป็นคนสุภาพอ่อนหวานมาตั้งแต่ยังสาวๆ บวกกับความเจ้าระเบียบเนื่องด้วยอาชีพเดิมเป็นข้าราชการครู ทำให้แม้จะเกษียณจากหน้าที่แล้ว ความที่อยู่กับมันมาค่อนชีวิตก้ยังคงปรากฏอยู่ ใบหน้าฉงบในตอนแรกปรากฏรอยยิ้มกว้างเมื่อทราบว่าปลายสายเป็นใคร

"ไอน์เหรอลูก ว่ายังไง วันนี้วันธรรมดานี่นา ว่างโทรมาเหรอ"
"พอดีผมอยากถามยายน่ะครับ ว่าได้รับจดหมายที่ผมส่งไปรึเปล่า?"
"จดหมายเหรอลูก เอ..."

หญิงผมสีดอกเลาสวมแว่นตาทำท่านึก ก่อนจะลดโทรศัพท์มือถือลงแล้วชะเง้อไปถามชายคู่ชีวิตที่นั่งมองอยู่ก่อนแล้ว

"พ่อ น้องไอน์ส่งอะไรมารึเปล่า"
"ส่งบัตรเชิญไปงานประชุมน่ะ"
"อ้อ อันนั้นเหรอ... ได้รับจ้ะๆ ยายอ่านแล้ว"
"แล้ว... ตากับยายสะดวกจะมามั้ยครับ"

ปลายสายเงียบไปเหมือนจะลุ้นอยู่ว่าคุณยายของเขาจะตอบรับหรือไม่ แม้กับเด็กนักเรียนจะดุเสียงดังแค่ไหน แต่กับคนที่เป็น 'หลานชายเพียงคนเดียว' คุณยายของอิสราก็มีอารมณ์เล่นมุกหยอกหลานเสมอ

"ไอน์คิดว่ายายไปมั้ยล่ะ"
"อืม.... คง...ไม่มั้งครับ"
"เอ้า! ไม่อยากให้ตากับยายไปเหรอ"
"ผม ผมไม่ได้หมายถึงอย่างนั้นครับ! คือเพชรบุรีมันไกล ตากับยายขับรถไม่ไหวแล้ว ก็..."
"ไปจ้ะ"
"ครับ?"

น้ำเสียงของชายหนุ่มปลายสายดูออกทันทีว่าตกใจระคนแปลกใจ

"ตากับยายตกลงกันแล้วว่าจะไป นี่ยายว่าจะขนแจ่วบองไปฝากครูที่โรงเรียนไอน์ด้วยน่ะ คุณผอ.เค้าทานเป็นรึเปล่า ยายอยากไปเล่นน้ำด้วย ตาน่ะนะ ทำท่าเหมือนไม่อยากไป แต่วันก่อนนะไอน์ ตาแกจัดกระเป๋าเองเลยล่ะ เห่อกว่ายายอีก!"
" ค ครับ! จะมา!?"
"ใช่!! เนี่ยว่าจะจ้างพี่กันต์ ญาติเราน่ะขับรถไปส่ง เขาเทียวไปเทียวมาทางนั้นบ่อย รู้ที่ทาง พอดีเขาว่างก็ว่าจะให้เขาแหละพาไป ถือโอกาสไปเที่ยวด้วย"
"อ่อ...ครับ ฮะๆ"

แค่เพียงหลานชายโทรมา คุณยายผู้แอคทีพตลอดเวลาก็เม้าท์มอยไฟแลบ จนชายหนุ่มที่อยู่ปลายสายทำได้แค่หัวเราะแกนๆ ก่อนจะล่ำลากันเพราะเป็นเวลาค่อนเที่ยงคืนแล้ว

"เตรียมของครบแล้วนะแม่"

ระหว่างที่กำลังจะเข้านอน ชายหญิงสูงวัยทั้งคู่ได้พูดคุยกันอีกครั้ง ถึงแผนการเดินทางที่จะไปเพชรบุรี เพื่อเข้าร่วมการประชุมศิษย์เก่าและผู้ปกครอง หลานไปอยู่ที่นั่นหลายปีแล้ว ยังไม่เคยไป จะบอกว่าไม่กังวลเลยก็คงจะไม่ใช่ เพราะทั้งกังวลทั้งตื่นเต้น

"ครบแล้วจ้ะพ่อ รีบนอนเถอะ พรุ่งนี้นัดเจ้ากันต์ไว้แต่เช้า จะได้ไปถึงที่นู้นไม่มืด"
"อืมๆ งั้นนอนเถอะ จะเที่ยงคืนแล้ว"
"จ้ะ"

เมื่อไฟในห้องดับลง เสียงลมหายใจทั้งคู่เป็นจัวหวะช้าๆ ระหว่างที่ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบของราตรี หญิงชราก็เอ่ยขึ้น

"คิดถึงหลานมันเนอะ ตอนนั้นมาก็มาแป๊บเดียว"
"อืม..."
"พ่อทำใจได้ยัง"
"...ก็นานแล้วล่ะ"
"คิดถึงมันมั้ย"
"..."

ผู้ที่ถูกถามไม่ได้ตอบ เพียงแต่เข้าสวมกอดคู่ชีวิตแล้วกระซิบเบาๆ "นอนเถอะ" แล้วหลับไปในไม่กี่นาที แต่คนที่อยู่ด้วยมาตลอด 40 ปี ทำไมจะไม่รู้ว่าคนแก่ปากแข็งคนนี้จะไม่คิดถึงหลานได้ไง นี่ถ้าบินไปได้ เจ้าตัวคงบินไปเพชรบุรี ไปดูหน้าเจ้าหลานชายคนเก่งนั้นแล้วล่ะ

****************************************

"ทำไมน้องไอน์มาทำงานไกลจังครับ คุณอาไม่คิดถึงน้องเหรอ"

เสียงทุ้มต่ำของชายหนุ่มวัยสามสิบสองปีผู้เป็นสารถีให้กับผู้ปกครองของอิสราดังขึ้นระหว่างที่กำลังเลี้ยวรถที่แยกสระบุรีเพื่อเข้าอยุธยา คุณยายของอิสราหลับไปแล้ว เหลือเพียงคุณตาเท่านั้นที่ยังคงนั่งเป็นเพื่อนคนขับรถ ชายสูงวัยกล่าวด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ ตามนิสัย

"คิดถึงก็คิดถึงนะ แต่หลานมันเลือกแล้ว แล้วก็ขยันโทรมาหา สมัยนี่ติดต่อกันง่าย ก็พอไหวอยู่"
"อ่อ น้องไม่ได้กลับบ้านนานแล้วใช่มั้ยครับ"
"อืม เดือนก่อนก็กลับมาหาอยู่นะ"
"อ้าว ผมไม่รู้เลย"
"หึๆ" ชายสูงวัยเพียงแต่หัวเราะในลำคอเล็กน้อย ในตอนนั้นที่เจ้าหลานตัวดีมาพร้อม 'สามี' ก็เล่นเอาช็อคไปสามวันแปดวัน แต่ตอนนี้ก็ทำใจได้แล้วล่ะ

ใช้เวลาราว 3-4 ชม. รถขนาด 5 ที่นั่งยี่ห้อดังก็เข้ามาถึงโรงเรียน คุณยายที่หลับมาตลอดทาง พอเห็นโรงเรียนถึงกับร้องว้าว เพราะครั้งก่อนที่เคยมาคือตอนที่อยู่ในกทม. โรงเรียนทีขนาดเล็กกว่าตอนนี้มากๆ แต่ตอนนี้โรงเรียนใหญ่ ดูทันสมัยแถมวิวทิวทัศน์ดีมาก

"มิน่าเจ้าไอน์มันชอบอยู่ที่นี่ น่าอยู่เนอะพ่อ"
"อืม"
"โทร.หาหลานยัง"
"โทรแล้ว นั่นไง มารอแล้ว"
"นั่นน้องไอน์เหรอครับ..."

เมื่อเลี้ยวรถไปจอดยังที่จอดรถที่โรงเรียนจัดไว้ให้แล้ว อิสราก้รีบปรีเข้าไปหาผู้ปกครองของตนเองทันที ชายหนุ่มเข้าสวมกอดคุณยายที่ตัวเล็กกว่าอย่างแนบแน่น ก่อนจะตรงเข้าไปกอดคุณตาที่ยืนอยู่ถัดไป ทั้งสามคนพูดคุยถามไถ่กันไม่หยุด โดยเฉพาะคุณยายที่พูดจนไม่มีช่องไฟให้อิสราแทรก อิสรานำทางทั้งสามคนไปยังห้องพักซึ่งเป็นห้องขนาดใหญ่พร้อมเตรียมเสริม ซึ่งสามารถนอนได้สามคนแบบสบายๆ ก่อนจะกล่าวกับตาและยายพร้อมผู้นำทาง

"ลำบากพี่กันต์เลยนะครับ ที่ต้องพาตากับยายมา"
"โอ้ย ไม่เป็นไรหรอก ถือว่าพี่มาพักผ่อนด้วย เรา...โตขึ้นมากเลยนะ"
"ฮ่าๆ ครับ ไม่ได้เจอกันนานมาก"
"ตอนนั้นไอน์ยังตัวเล็กๆ อยู่เลย พี่ก็ยังเรียนไม่จบ เจออีกทีเป็นคุณครูแล้ว"

คุณยายยืนยิ้มฟังหลานๆ พูดคุยกัน ก่อนจะถุกคุณตาสะกิดให้มาวางกระเป๋าจัดห้อง ที่จริงแกก็อยากจะร่วมวงหลานอยู่หรอกนะ แต่เพราะตานั่นแหละ จึงส่งค้อนขวับไปให้ 1 ครั้ง ก่อนจะเดินตามหลานไปรับประทานอาหารเย็นแล้วจะได้พักผ่อน เพราะนี่ก็ค่ำมากแล้ว อีกทั้งพรุ่งนี้มีกิจกรรมทั้งวัน แก่แล้วต้องรีบนอนเอาแรง

"ไอน์ คุณผอ.ไม่มาเหรอ"
"ผอ.ยุ่งกับเรื่องพรุ่งนี้น่ะครับ เดี๋ยวพรุ่งนี้คงจะมาไหว แกฝากมาขอโทษตายายที่วันนี้มาเจอไม่ได้"
"โอ้ยไม่เป็นไรๆ ยายก็เหนื่อยแล้ว อยากนอน"
"อยากนอนอะไรเล่าคุณแม่ นอนมาทั้งวัน" เสียงคุณตาดัังขัดคุณยายที่ตั้งแต่ตื่นก็พูดเป็นต่อยหอย
"เอ๊ะ! พ่อนิ"

อิสราและกันตพงษ์หัวเราะรวนกับคำเหน็บของชายสูงวัย ก่อนที่ทั้งสี่คนจะบอกลากัน โดยอิสราแยกออกไปนอนในห้องส่วนตัว แต่ก่อนไปก็ยังไม่ลืมกำชับว่าหากมีอะไรติดขัดให้โทรมาหาเขาได้ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง ซึ่งคุณตาคุณยายก้รับคำอย่างดี ก่อนจะผลัดกันไปอาบน้ำและนอนหลับพักผ่อนเพื่อวันพรุ่งนี้ ซึ่งเป็นเป้าหมายหลัก

**************************************************

ช่วงเช้าเป็นการประชุมผู้ปกครองและศิษย์เก่า คุณตาซึ่งเหนื่อยจากการเดินทางก็นั่งสัปหงก ในขณะที่กันตพงษ์ไม่ขอเข้าร่วมประชุม แต่จะขอออกไปเตร็ดเตร่ในตัวจังหวัดเพชรบุรีแทน เหลือเพียงคุณยายที่นอกจากจะเข้าประชุมเต็มเวลาแล้ว ยังได้รู้จักเพื่อนใหม่อีกหลายๆ คน ไม่ว่าจะเป็นคุณพ่อคุณแม่ของไทระ เด็กชายผู้พิการทางการได้ยิน ท่านทูตที่ดูภูมิฐาน คุณพ่อบังเกิดเกล้าของแม็กเวล เพื่อนสนิทของอิสรา ซึ่งดูเหมือนเจ้าตัวจะไม่ค่อยพูดอะไรเกี่ยวกับลูกชายเขานัก แต่คุณยายก็ยังสามารถต่อบทสนทนาได้ไม่ขาดสาย หรือจะป๊าม๊าของจินตุงที่ไอน์ชอบพูดถึง วันนี้ก็ได้คุยกันเยอะแยะ

ตกบ่ายเป็นงานสังสรรค์ งานนี้มีเด็กๆ ผู้พิการของโรงเรียนควิ้นท์เข้าร่วมด้วย บรรยากาศดุครึกครื้นกว่าเมื่อตอนเช้าเป็นอย่างมาก และตอนนี้กันตพงษ์ก็กลับเข้ามาในโรงเรียนพอดี

"ประชุมเสร็จแล้วเหรอครับคุณอา"
"จ้พ กันต์กินอะไรมายังลูก มากินเลี้ยงมั้ย"
"อ่อ ไม่เป็นไรครับ น้องล่ะ?"
"ไอน์ไปรับแขกน่ะ"
"อ่อ...แล้วนี่..."
"เอ่อ..."

กันตพงษ์มองเลยไปยังชายหนุ่มอีกคนที่ดูทรงแล้วน่าจะรุ่นราวคราวเดียวกันกับตน เขาสวมชุดสูทสุภาพ มือถือไม้เท้าขาว อีกข้างถือแก้วน้ำหวาน ดวงตาปิดสนิท แต้มยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย ท่าทีสุภาพแต่ก็ดูสนิทสนมกับคุณยายคุณตา คุณยายของอิสราเมื่อรู้ว่ากันตพงษ์ยังไม่เคยเห็นหน้าค่าตา 'แฟน' ของอิสรา ก็เกิดอาการลังเล มองไปยังตาของอิสราที่ยืนนิ่งอยู่ คุณตาจึงเป็นคนอธิบาย

"นี่คุณผอ.น่ะ"
"อ๋อ ผอ.ของควิ้นท์เหรอครับ ผมกันต์นะครับ"
"ยินดีที่ได้รู้จักครับ ตามสบายนะครับคุณกันต์ ผมขอตัวก่อนนะครับคุณตาคุณยาย"
"จ้ะ/ครับ"

คุณยายมองตามหลังชายหนุ่มไปจนเห็นว่าไปหยุดยืนอยู่ข้างๆ หลานชายตัวเองจึงค่อยๆ ถอนสายตากลับมาหาหลานอีกคน

"เป็นไงกันต์ เที่ยวสนุกมั้ย"
"ยังไปไหนไม่ได้ไกลเลยครับคุณอา แล้วคุณอาทั้งสองล่ะครับ"
"อืม ก็โอเคนะ เค้ามีโครงการบริจาคน่ะ อาก็ช่วยเท่าที่ช่วยได้ แล้วก็ได้รู้จักพ่อๆ แม่ๆ ของเด็กๆ โรงเรียนนี่ด้วย"
"ได้เพื่อนคุยเยอะเลยสินะครับคุณอา"
"แหม... ตากันต์ก็ อาก็เป็นอย่างนี้แหละ" คุณยายของอิสราป้องปากหัวเราะ

บรรยากาศของโรงเรียนวันนั้นอยู่ยาวจนค่ำ แต่อิสราไม่ต้องการให้คุณตาและคุณยายของเขาต้องใช้พลังงานมาก จึงปลีกตัวจากการอยู่กับเพื่อนๆ มาเกาะตากับยายแทน

"ยายครับ ดึกละนะ"
"ดึกอะไร ทุ่มเดียวเอง คนอื่นเค้ายังอยู่อยู่เลยลูก"
"โถ่ แต่ผมอยากให้พักนี่นา"
"ยายไหวลูก ไม่ได้แก่ขนาดนั้น"
"ไม่แก่อะไรครับ 62 แล้วนะ"

เถียงกันไปกันมา คุณยายก็โดนทั้งตาและอิสราแลกขึ้นห้อง เพราะดูเหมือนคนเป็นสามีจะอยากกลับไปชมฟุตบอลที่จะมีแข่งขัน เมื่อนั้นอิสราจึงรีบนำทางคุณตาคุณยายไปพักผ่อนที่ห้อง

"หืมมม กังวลเกินไปแล้วนะตาไอน์"
"ก็ผมเป็นห่วงยายนี่นา พรุ่งนี้อยากไปไหนมั้ยครับ"
"ไปทะเลหลังโรงเรียนนี่แหละ เราเป็นเจ้าบ้าน พายายไปหน่อยนะ"
"ได้เลยครับ แต่วันนี้ต้องพอแล้วนะครับ"
"จ้ะๆ เรานี่เถียงเป็นตั้งแต่เมื่อไหร่หึ"
"เอ่อ..."

คุณยายทอดสายตาเอ็นดูไปยังหลานชายที่ตอนนี้สูงจนต้องเงยหน้ามอง ค่อยๆ ดึงไหล่ให้หลานชายเข้ามาใกล้ก่อนจะสวมกอด ไม่รู้ว่าหลานที่เลี้ยงดูอุ้มชูโตจนต้องมาตามดูแลตัวเองได้ตั้งแต่เมื่อไหร่ หล่อนไม่รู้สึกเลยว่าหลานคือคนพิการที่ดวงตามองไม่เห็น แต่เหมือนผู้ใหญ่วัยทำงานคนหนึ่งที่มีความรับผิดชอบ เป็นผู้ใหญ่ที่พร้อมจะมีชีวิตของตัวเองแล้วจริงๆ พอพินิจดูดีๆ แล้ว การได้มาร่วมประชุมครั้งนี้ก็ได้เห็นหลายๆ ด้านของหลาน ทั้งการเดินไปเดินมาเพื่อทำหน้าที่ต้อนรับแขก หรือแม้แต่การพูดคุยหัวเราะกับเพื่อนฝูง ที่ถ้าเป็นเมื่อตอนเด็กๆ  อิสราไม่มีทางเป็นอย่างนี้แน่ๆ

"โตแล้วสินะเรา"
"ครับ? ผมก็ 24 แล้ว"
"จ้ะ ยายรู้ อย่าลืมอาบน้ำก่อนนอนนะ พรุ่งนี้เจอกันนะ"
"ครับยาย ราตรีสวัสดิ์ครับ มีอะรไโทรมานะครับ"
"จ้ะๆ"

***จบ****




D. ผู้ที่ทำภารกิจได้ต่ำกว่ามาตรฐานควรแก่การพัฒนา (35%+)

  D - CLASS STAMP
ตราประทับระดับต่ำในหมวดภารกิจทั่วไป มีลักษณะเป็นดาวสีแอเมทิสต์ สื่อถึงความเรียบง่าย มีมูลค่า +35 Grade Exp. จะได้รับเมื่อปฎิบัติภารกิจผ่านเกณฑ์ตามที่ได้รับมอบหมายไว้
  +800,000 Spirit Point
ไอเทมเพิ่มแต้มสะสม Spirit Point ตามปริมาณที่กำหนด สามารถนำไปใช้ในการแลกเปลี่ยนเป็น CHIPS ได้ในภายหลัง

Narin's Comment:
ไม่ได้ส่งรูปเลยให้สแตมป์สูงสุดได้ที่ C นะครับ
รู้สึกว่าเหมือนเรื่องพึ่งเริ่มตอนที่มันจบ ถ้าแต่ง
ต่ออีกสักหน่อยก็คิดว่าน่าจะออกมาดีมากๆ
เลยครับ เพราะว่าช่วงต้นๆปูมาอย่างละเอียด
พอตอนท้ายมาแบบคร่าวๆ เลยดูเหมือนมีอะไร
ขาดหายไป

แต่ยังไงก็ขอบคุณที่ส่งภารกิจนะครับ รอดูใหม่
ในภารกิจหน้านะ!!

Signature ------------------------------------------------>
Blind can't hide your Heart
--Can you hear my heart?---

avatar
EinZ

INFO. Isara Pattanasak
ร.ศ. ภาควิชาภาษาเบรลล์
ชมรม : การกีฬา (ที่ปรึกษา)
-10% Grade Exp.

Ore Ore : 555
Spirit Point : 85350310
CHIPS +82 M 453 K 707

เพิ่มอัตราดอกเบี้ยสินทรัพย์ประเภท CHIPS +3.0%/เดือน

PASSPORT
[ VISA ]:

[ Grade Exp. ]:
1206/1700  (1206/1700)

ดูข้อมูลส่วนตัว http://dongseng23.deviantart.com

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Lesson 60 : Quaint Charity

ตั้งหัวข้อ  pangkawjoa on Fri 30 Jun 2017, 00:46

มาส่งภารกิจแบบเผาๆ ครับ  

ชายผู้มากับรอยยิ้ม:

    "ควิ้นท์ชาริตี้คือโครงการสมทบทุนเพื่อนำเงินบริจาคให้กับสถานสงเคราะห์เด็กพิการ...” น้ำเสียงนุ่มนวลของแม็กเวลดังก้องทั่วหอประชุม

    วันเสาร์นี้คือวันประชุมครู ผู้ปกครอง และศิษย์เก่าของโรงเรียนมัธยมเพื่อผู้พิการในนามของควิ้นท์ หัวข้อหลักในการประชุมคือ ‘การบริจาคเพื่อการกุศล’ และพิธีกรที่ดำเนินการประชุมคือ ‘แม็กเวล’ นักการฑูตประจำโรงเรียน บุคคลซึ่งเกือบทุกคนคุ้นหน้าคุ้นตากันดี

    ที่บอกว่าเกือบเพราะมีใครบางคนเพิ่งเคยเจอแม็กเวลแบบ ‘ตัวเป็นๆ’ ครัังแรก ชายวัยสี่สิบเจ็ดปีที่นั่งอยู่ริมซ้ายเกือบหลังสุดกำลังแอบยกมือถือขึ้นมา แล้วจับภาพซูมไปยังคุณฑูตเพื่อให้เห็นใบหน้าของเขาอย่างชัดเจน

    “หืมมม~ ขนาดไม่ได้ใช้แอป ยังดูหล่อสุดๆ เลยแฮะ” เสียงพึมพำดังออกมาจากริมฝีปากของชายผู้กำลังซูมหน้าแม็กเวล  เขามีชื่อเสียงเรียงนามว่า ‘ไทร’ ( คำอ่าน : ไซ ) ชายวัยสี่สิบเจ็ดปีที่ใบหน้าแอบโกงอายุราวกับเพิ่งสามสิบตอนต้น เขาเสยเรือนผมสีดำขลับของตัวเองลวกๆ พร้อมกับริมฝีปากได้รูปที่ขยับอีกครั้งจนเผยให้เห็นฟันเขี้ยวซี่บนทางซ้ายและขวา

    “เคยเห็นแต่รูปที่ไทระส่งมาให้ดู ว่าหล่อแล้วนะ ตัวจริงหล่อกว่าอีก นี่สินะป๊าแม็กของเจ้าลูกชาย”

    ใช่แล้ว...ไทรคือพ่อบังเกิดเกล้าของ ‘ไทระ’ นักเรียนโรงเรียนควิ้นท์ที่ควบตำแหน่งประธานนักเรียนรุ่นที่สามด้วย

    วันนี้ไทรมาแทนภรรยาที่ติดปั่นต้นฉบับนิยายส่งสำนักพิมพ์ ปกติภรรยาของเขาจะเป็นตัวแทนมาประชุมทุกปี ส่วนไทรที่ไม่ถนัดเรื่องทางการนักมักจะอยู่เฝ้าร้านอินเตอร์เน็ตของตนเสียมากกว่า

    ก่อนหน้านี้ไทระเคยเล่าเรื่อง 'คุณฑูตแม็กเวล' กับ 'ครูจิณณ์' ให้ฟังบ่อยๆ ลูกชายเล่าว่านับถือสองคนนี้เหมือนพ่อกับแม่คนที่สอง เลยเรียกคุณฑูตว่าป๊าแม็กและเรียกคุณครูว่าม๊าจิณณ์ ไทรเลยถามไปว่า...

    ‘เห~ เขาเป็นแฟนกันเหรอลูก’

    จากนั้นบทสนทนาผ่านไลน์ของพ่อลูกก็เริ่มขึ้น...

    ‘ไม่แน่ใจเหมือนกันฮะป๊ะป๋า’
    ‘อ้าว แล้วเราไปเรียกเขาป๊าม๊าได้ไงนั่น’
    ‘ก็อยากเรียกนี่นา แถมป๊าแม็กยังเป็นคนบอกให้เรียกด้วยนะฮะ’
    ‘เอ๊ะ? หรือว่าป๊าแม็กของเราน่ะ จะชอบม๊าจิณณ์?’
    ‘เป็นไปได้นะฮะ’
    ‘อย่างงี้ป๊าเขาก็แอบรักอยู่นะสิ แสดงว่าม๊าจิณณ์ต้องสวยมากแน่เลย’


    ตอนนั้นไทรยังไม่รู้เพศของป๊าและม๊าที่ไทระพูดถึง ทว่าเพียงไม่กี่นาทีต่อมาเขาก็ได้ถึงบางอ้อว่าป๊าแม็กและม๊าจิณณ์ต่างเป็นชายหนุ่มทั้งคู่

    ‘ผมว่าสวยอยู่นะ ม๊าเขาเป็นผู้ชายตี๋หน่อยๆ ขาวๆ โครงหน้าสวยมากฮะ’
    ‘สติ๊กเกอร์ตกใจ’
    ‘เป็นหนุ่มสวยจริงๆ ฮะ’
    ‘ม๊าจิณณ์เป็นผู้ชาย?’
    ‘ใช่ฮะ ป๊ะป๋าคิดว่าม๊าจิณณ์เป็นผู้หญิงเหรอ?’
    ‘ก็...นั่นสินะ...เอาเป็นว่าไทระเอาใจช่วยป๊าแม็กของลูกด้วยนะ ป๊ะป๋าก็จะเอาใจช่วยด้วย หวังว่าเขาคงได้สมหวังเร็วๆ นะ’
    ‘ครับผม~’


    ไทรนึกถึงตอนที่คุยไลน์กับไทระแล้วก็พลันคิดได้ว่าถึงแม็กเวลจะหล่อเพียงใด แต่คงยังไม่มีแฟนสาวแน่ๆ ก็ในใจของแม็กเวลน่ะมี…

    ไทรเลื่อนมือถือไปทิศทางที่เหล่าคุณครูนั่งอยู่ จอมือถือจับภาพของครูหนุ่มผู้มีเรือนผมสีดำยาว ใบหน้าสวยอย่างนี้จะเป็นใครได้เล่านอกจาก ‘จิณณ์’ ว่าแล้วไทรก็ลองซูมหน้าของครูจิณณ์บ้าง

    “โอ้ คนนี้ตัวจริงก็หล่อกว่าในรูปแฮะ อืม...จะว่าหน้าหวานก็หวาน จะว่าเท่ก็เท่…” ไทรอยากเห็นใบหน้าของฝ่ายตรงหน้าชัดเจนขึ้นอีกหน่อย เลยกะจะกดซูม แต่ทว่า…

    แช๊ะ!!!
    ...ทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบห้าวินาที...

    เอิ่ม...คือ...ซวยแล้ว! เขาดันเผลอไปกดถ่ายรูปแทนน่ะสิ!

    เสียงชัตเตอร์ดังขึ้นโดยไม่มีใครตั้งตัว ถ้าหากอยู่ในสถานการณ์ปกติไทรคงไม่ว้าวุ่นใจเท่าไหร่นัก ทว่าตอนนี้ดันอยู่ในหอประชุมที่ค่อนข้างเงียบ...ทุกคนเงียบเพราะตั้งใจฟังการประชุม...และตอนนี้ยิ่งเงียบเพราะกำลังสตั้นกับเสียงชัตเตอร์ แถมทุกสายตายังหันมามองทางนี้อีก!

    ไทรกะพริบตาปริบสองสามทีก่อนจะลุกพรวดแล้วหันหน้ามองตรงไปยังทางด้านหน้าหอประชุม ทางด้านแม็กเวลที่กำลังคิดหาทางแก้ไขสถานการณ์อยู่กลับต้องอึ้งอีกรอบเมื่อไทรตะโกนออกมาเสียงดังฟังชัดว่า…

    “ขอโทษที่ทำเสียงรบกวนครับ!”

    ไทรก้มโค้งขอโทษทุกคนอีกครั้งก่อนจะนั่งลงที่เดิม เขาไม่ลืมที่จะเก็บมือถือลงกระเป๋า แล้วกลับมาตั้งใจฟังประชุม แถมยังทำสายตาปิ๊งปั๊งราวกับรอประชุมอย่างใจจดใจจ่อ ส่วนคนอื่นก็ค่อยๆ หันไปสนใจพิธีกรเพื่อฟังต่อ

    ทว่าตัวพิธีกรแม็กเวลเองดันมีเรื่องที่ติดใจอยู่เนี่ยสิ…


+++++++++++++++++++++++++++++


    หลังจบการประชุม

    บรรดาอาจารย์ ผู้ปกครอง และนักเรียนที่เข้าประชุมแทนคนในครอบครัวต่างทยอยออกจากหอประชุม ไทรกะเดินออกท้ายๆ หน่อยเพราะไม่อยากเบียดเสียด ระหว่างที่นั่งชิวๆ อยู่ก็มีหนุ่มฝรั่งหน้าตาดีคนหนึ่งเดินตรงมาทางนี้ เขาไม่ใช่คนแปลกหน้าที่ไหนแต่เป็น…

    “คุณแม็กเวล” ไทรเอ่ยชื่อคนที่เดินมาหยุดยืนตรงหน้า ตอนที่ซูมกล้องว่าหล่อแล้ว ยิ่งได้เห็นใกล้ๆ ยิ่งหล่อขึ้นอีก

    ไทรอยากจะชื่นชมใบหน้าอันงดงามของคุณฑูตอีกหน่อย แต่เสียงของแม็กเวลทำให้ต้องหยุดดื่มด่ำความหล่อเหลาชั่วคราว

    นักการฑูตยืนนิ่งอยู่เสี้ยววินาทีแล้วจึงเอ่ยต่อ “ครับ ผมแม็กเวล เอ่อ...ไม่ทราบว่ามีเวลาคุยกับผมสักครู่ไหมครับ”

    ไทรเลิกคิ้วฉงนเล็กน้อยแล้วจึงตอบกลับพร้อมรอยยิ้ม “ได้ครับ คุณแม็กเวล...ไม่สิ ป๊าแม็กอยากคุยอะไรกับผมรึครับ?”

    “เมื่อกี้คุณเรียกผมว่าป๊าแม็ก?” แม็กเวลถึงกับทำสีหน้าประหลาดใจ

    “ครับ เรียกตามลูกชายน่ะครับ”

    แม็กเวลเบิกตากว้างเล็กน้อยก่อนจะยกกำปั้นขึ้นทุบลงบนฝ่ามือตัวเอง “อ๊ะ! หรือว่าคุณเป็นคุณพ่อของไทระจริงๆ?”

    “ปิ๊งป่อง~” ไทรทำมือชี้นิ้วถูกต้องให้แม็กเวล “ไทระชอบเล่าเรื่องคุณแม็กกับครูจิณณ์ให้ฟังบ่อยๆ ผมเลยจำได้ครับ”

    “เป็นคุณพ่อจริงๆ สินะครับ ที่จริงผมก็สงสัยตั้งแต่ตอนประชุมแล้วว่าใช่ไหม พ่อลูกหน้าถอดแบบกันมาเลย”

    นี่เป็นหนึ่งในสองเรื่องที่แม็กเวลคาใจ คือเรื่องที่ว่าผู้ชายตรงหน้าคนนี้คือพ่อแท้ๆ ของไทระหรือเปล่า ถ้าใช่...แม็กเวลก็อยากจะมาทักทายสักครั้ง

    “สวัสดีอีกครั้งนะครับคุณพ่อ ยินดีที่ได้รู้จักครับ”

    “เช่นกันครับ”

    แม็กเวลยื่นมือออกไปเพื่อทักทายกับไทรก่อนที่คุณฑูตจะเริ่มอึกอักเพราะอยากถามอีกเรื่องหนึ่งที่คาใจอยู่ แล้วเรื่องที่ว่าก็คือ…

    “เอ่อ คุณพ่อครับ…”

    “เมื่อกี้ขอโทษด้วยนะครับ” ทว่าแม็กเวลยังไม่ทันพูดจบประโยค ไทรก็แทรกขึ้นมาเสียก่อน “ที่ผมทำเสียงดัง ต้องขอโทษจริงๆ ครับ”

    “...”

    “ผมผิดจริงๆ แหละ”

    “อ๊ะ! ไม่เป็นไรๆ ครับ” แม็กเวลไม่ได้ถือโทษสักนิด คุณฑูตพยายามไม่พูดถึงเรื่องนี้เพราะเขายังมีเรื่องที่อยากถามอยู่ “ว่าแต่เมื่อกี้คุณพ่อถ่ายรูป…”

    “เฮ้อ~ ทำเสียงดังแถมยังเผลอไปกดถ่าย…” ไทรหยิบมือถือขึ้นมาแล้วเปิดรูปแอบถ่าย ( ? ) ให้แม็กเวลเห็น “ดันถ่ายติดครูจิณณ์อีกต่างหาก”

    “...”

    “ถ้าครูจิณณ์รู้คงรู้สึกไม่ดีแน่เลยครับ ผมว่าผมลบรูป…”

    “อย่าเพิ่งลบครับ!” แม็กเวลตะโกนออกไปอย่างลืมตัว เสียงของเขาดังพอดึงดูดให้คนบางส่วนที่กำลังเดินออกจากหอประชุมหันมามองได้แวบหนึ่ง นักการฑูตรีบใช้มือทั้งสองข้างปิดปากตัวเอง ทิ้งช่วงไปครู่หนึ่งแม็กเวลจึงรียพูดต่อ “ผมว่าอย่าลบเลยครับ จิณณ์คงไม่ว่าอะไรหรอก”

    “เอ๋?”

    “กะ...ก็เผื่อไทระอยากได้รูปม๊าจิณณ์ของเขาไงครับ!”

    แถมาก...แถจนสีข้างถลอก นี่เป็นความรู้สึกแรกของแม็กเวล หลังจากที่ตัวเองพูดออกไปแบบนั้น สารภาพตามตรงว่าอีกเรื่องที่แม็กเวลคาใจอยู่คือเรื่องที่ว่าไทรถ่ายรูปจิณณ์ติดไปด้วยหรือเปล่า เพราะเมื่อกี้ตอนที่ได้ยินเสียงไทรกดชัตเตอร์บวกกับทิศทางของกล้องที่หันไปแล้ว มีเปอร์เซ็นต์สูงว่าจะถ่ายติด และจิณณ์ก็ติดอยู่ในเฟรมจริงๆ ด้วย

    คือ...แม็กเวลอยากได้รูปจิณณ์แต่ไม่รู้จะพูดยังไง เขาเลยขอเอาไทระมาอ้างนิดหนึ่งแล้วกัน

    “อืมมม~” ไทรครางในลำคอก่อนจะเอียงคอมองแม็กเวล แถมไทรยังยิ้มหวานด้วย “ผมว่าลบดีกว่าครับ ถ้าไทระอยากได้รูป เขาคงไปขอกับครูจิณณ์เอง”

    “แต่!”

    “หืม?”

    “เอ่อ…”

    “ลบดีกว่าเนอะ”

    “ไม่ดีครับ!”

    “เอ๋~?”

    “ก็ไทระ…”

    “ครับ? ไทระ?”

    “ไทระ...เอ่อ...เขาคงอยากได้…” แม็กเวลพยายามจะอ้างเหตุผลเดิม ทว่าวินาทีนี้ที่มองรอยยิ้มของไทรอีกครั้งทำให้นักการฑูตรู้สึกเหมือนว่าอีกฝ่ายรู้อยู่แล้วว่าเขาต้องการอะไร แต่ก็แกล้งทำเป็นไม่รู้

    แล้วทั้งคู่ก็เงียบไปชั่วครู่ จนกระทั่งไทรเป็นฝ่ายเริ่มเปล่งเสียงออกมา

    “คุณแม็กครับ ผมว่าไทระคงไม่มาขอรูปครูจิณณ์จากผมหรอก”

    “...”

    “เวลาไทระอยากได้อะไรก็มักพูดตรงๆ เพราะงั้นแล้ว…” ไทรเว้นช่วงพร้อมกับเปลี่ยนรอยยิ้มขี้แกล้งเป็นรอยยิ้มละมุนส่งไปให้แม็กเวล “คุณแม็กคิดว่าถ้าไทระมายืนอยู่ตรงนี้ เขาจะพูดว่ายังไงเหรอครับ”

    “...”

    “หืม?” รอยยิ้มละมุนยังคงปรากฎอยู่บนใบหน้าของไทร

    แม็กเวลเม้มปากเล็กน้อยก่อนจะตัดสินใจพูดออกมา “ผมขอรูปจิณณ์ได้ไหมครับ ผมอยากได้”

    สิ้นเสียงคำขอของแม็กเวล ไทรก็ยิ้มย่องทันที เขาขอไลน์แม็กเวลเพื่อส่งรูปไปให้ เมื่อทำการแลกเปลี่ยนเรียบร้อยแล้ว ไทรเลยขอกล่าวทิ้งท้ายเอาไว้เสียหน่อย

    “ขอให้คุณแม็กได้บอกสิ่งที่อยู่ในใจกับครูจิณณ์เร็วๆ นะครับ”

    “...”

    “บอกอย่างที่กล้าบอกผม พยายามเข้านะครับ”

    ไทรส่งรอยยิ้มระยิบระยับไปให้คนตรงหน้าอีกครั้งแล้วเดินออกมาจากหอประชุม ปล่อยให้แม็กเวลได้แต่ยืนอึ้ง ตอนนี้ในหัวนักการฑูต ( ที่ไม่ค่อยมีอะไรมากนัก ) กำลังยุ่งเหยิงไปหมด ตกลงว่าที่ไทรเผลอกดชัตเตอร์นั่น…

    ...ตั้งใจหรือไม่ตั้งใจกันแน่...ทำไมถึงดูเหมือนวางแผนเพียงเพื่อแค่จะบอกกับแม็กเวลว่า ‘พยายามเข้านะ’ เลยล่ะ

    อืม...คงไม่ใช่หรอกมั้ง?

    ...แม็กเวลได้แต่สงสัยอยู่ภายในใจ…




+++++++++++++++++++++++++++++




    และแล้วก็ถึงเวลางานเลี้ยง

    ทางโรงเรียนควิ้นท์ได้จัดงานเลี้ยงหลังจากการประชุมเพื่อให้บรรดาผู้ปกครอง นักเรียน ครู และศิษย์เก่าได้มาพบปะสังสรรกัน ตอนแรกไทรกะจะรอเข้างานพร้อมไทระ แต่เห็นลูกชายบอกว่าเมื่อเช้าไปทำกิจกรรมชมรมมา เลยอยากลับไปเปลี่ยนชุดก่อน

    พูดถึงเรื่องชุดแล้วไทรค่อนข้างตื่นเต้น เขารู้ว่าส่วนใหญ่ไทระมีแต่เสื้อยืดไม่ก็เสื้อฮู้ด ไทรเลยรีบซื้อชุดใหม่ไว้ให้ลูกชายใส่มางานนี้

    คือ...ก็ไม่ได้หลงลูกชายอะไรมากหรอกนะ แค่อยากซื้อชุดที่เข้าคู่กับเขาเท่านั้นเอง~

    ขวับ~!
    ไทรจัดเสื้อผ้าของตัวเองให้เข้าที่เข้าทางอีกครั้ง ระหว่างที่จัดอยู่นั้นเขาก็เหลือบไปเห็นเด็กน้อยผมจุกคนหนึ่งกำลังยืนจ้องชั้นวางขนมหวาน ผมจุกของเธอขยับไหวเล็กน้อย ไทรพยายามเพ่งมองแล้วก็ยังเห็นว่า…

    ผมจุกมันขยับจริงๆ นะ!

    ด้วยความอยากรู้อยากลอง ไทรจึงเดินเข้าไปแล้วย่อตัวให้ใบหน้าอยู่ระดับเดียวกับเด็กน้อย “หนูอยากได้ขนมเหรอครับ”

    เด็กผมจุกหันขวับมาทางเขาแต่เธอกลับไม่พูดอะไร สิ่งที่เธอทำคือการยื่นมือออกมาแล้วลูบคลำใบหน้าของเขาอย่างแผ่วเบา พอลูบจนพอใจแล้วเธอจึงเผยรอยยิ้มให้เห็น “พี่ไท ษรอยากได้ขนมแต่หยิบไม่ถึงน่ะค่ะ”

    พี่ไท? หรือจะหมายถึง...ไทระ?

    หรือว่าเด็กคนนี้จะมองไม่เห็นหรือไม่ก็มองไม่ชัด? ( สังเกตจากการที่ลูบคลำเมื่อกี้ ) เลยเข้าใจว่าเขาเป็นเจ้าลูกชาย ก็ไทรกับไทระหน้าคล้ายกันมากแถมน้ำเสียงยังใกล้เคียงกันสุดๆ อีกต่างหาก

    อืม...เธอน่าจะชื่อษรสินะ

    “แล้วษรอยากได้ชิ้นไหนครับ”

    “เหมือนษรเห็นขนมสีชมพูแดงๆ น่าทานมากเลยค่ะ”

    ไทรหันมองชั้นวางขนมแล้วหยิบชิ้นที่คิดว่าสีแดงชมพูที่สุดมาให้ษร “นี่ครับ ใช่ชิ้นนี้ไหม”

    ษรรับขนมไปถือแป๊บหนึ่งก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาส่งยิ้มให้ “ใช่ค่ะ ขอบคุณนะคะพี่ไท”

    “ขอเปลี่ยนจากคำขอบคุณเป็นอย่างอื่นได้ไหมครับ”

    “เอ๋? พี่ไทอยากได้อะไรเหรอคะ”

    “ขอจับผมจุกษรได้ไหมครับ”








    !?
    อักษรแอบสตั้นไปเหมือนกันแต่ก็ไม่ตกใจมากเท่าไหร่ เพราะเธอคิดว่าคนตรงหน้าคือไทระ และไทระก็เคยจับผมจุกของเธอมาแล้ว เพราะเขาคิดว่ามันมีชีวิต!

    “ถ้าพี่ไทอยากจับ งั้น...ก็ได้ค่ะ” ษรพยายามเขย่งเท้าเพื่อยื่นผมจุกมาให้ ท่าทางใสซื่อของเด็กน้อยมันชวนให้น่าแกล้งชะมัด ไม่สิ! เขาต้องจับผมจุกก่อน อย่าเพิ่งไปแกล้งเด็กตอนนี้

    ไทรยื่นมืออกไปเตรียมจะจับผมจุกของอักษร ทว่าเสี้ยววินาทีก่อนที่ปลายนิ้วจะได้สัมผัสกับเรือนผมก็มีมือของใครคนหนึ่งมาคว้ามือของเขาไว้ก่อน พอเงยหน้ามองก็รู้ว่าเป็นคนที่ไทรอยากเจอที่สุด

    “อ้าว ไทระ มาแล้วเหรอ”

    “มาแล้วฮะ” ไทระตอบพลางทำหน้าสงสัย “ว่าแต่ป๊ะป๋ากำลังจะทำอะไรษรฮะนี่”

    “เปล่าน้า~ ป๊ะป๋าแค่อยากลองจับผมจุกของษรเท่านั้นเอง”

    พอรู้จุดประสงค์ของพ่อตัวเองแล้ว ไทระก็เลิกคิ้วฉงนพลางมองผมจุกของษรที่กำลังดุ๊กดิ๊กไปมา ไทระเข้าใจความรู้สึกเลยล่ะเพราะเขาเองก็ยังเคยลองจับเหมือนกัน

    “เอ๊ะ? พี่ไทคุยกับ...พี่ไท?” เสียงของอักษรเรียกความสนใจของชายทั้งสองคน ไทระหันไปมองรุ่นน้องของตนก่อนจะหัวเราะเบาๆ แล้วรีบบอกว่าผู้ชายอีกคนคือพ่อของตน

    เมื่อรู้เช่นนั้น อักษรน้อยเลยรีบสวัสดีและทักทายทันทีเพื่อไม่ให้เสียมารยาท แล้วเด็กสาวผมจุกก็ขอตัวไปพบผู้ปกครองของตนเองบ้าง

    อา...ไม่ต้องเดาให้เสียเวลาก็รู้ว่าอักษรแอบเขินเหมือนกันที่ได้เจอคุณพ่อของรุ่นพี่อย่างไม่ทันตั้งตัว

    พออักษรผละออกไปแล้วไทรกับไทระก็คุยกันตามประสาพ่อลูก ไม่สิ...จะบอกว่าตามประสาพ่อลูกคงผิดไปหน่อย เพราะข้างๆ ของไทระมีสาวน้อยผิวเข้มคนหนึ่งยืนอยู่

    ไทรเอียงคอมมองสาวน้อยคนนั้นก่อนจะหันไปกระซิบถามลูกชาย “นั่นเพื่อนเหรอ”

    ไทระมองไปทางสาวผิวเข้มที่ยืนอยู่ข้างๆ ก่อนจะหันกลับมาตอบคำถาม “เพื่อนร่วมชั้นฮะ”

    “หืมมม~ ป๊ะป๋าแค่ถามเองทำไมต้องหน้าแดงด้วย?”

    ไทระถึงกับตอบไม่ถูกบอกไม่ออก ก่อนจะรีบบอกอย่างร้อนตัวสุดๆ “นะ...หน้าแดงอะไรกันฮะ! ไม่แดงสักหน่อย!”

    “อืมมม~”

    “โธ่! ป๊ะป๋าอ่ะ!”

    “อะไรเหรอ? ป๊ะป๋ายังไม่ได้ทำอะไรเลยนะ”

    นานๆ จะได้เห็นลูกชายเขินแก้มแดงสักที ดูจากปฏิกิริยาของไทระแล้ว สาวน้อยคนนี้ต้องมีอิทธิพลต่อเจ้าลูกชายของเขาพอสมควรเลยล่ะ

    ดีล่ะ! งั้นเขาช่วยลูกสักหน่อยดีกว่า!

    “อ๊ะ ไทระใส่ชุดที่ป๊ะป๋าซื้อให้ด้วย” ไทรเริ่มแผนการทันที “ไหนๆ ก็ใส่ชุดเหมือนกันแล้ว งั้นมาทำผมเหมือนกันด้วยดีกว่า”

    “เอ๋?”

    พรึ่บๆๆ
    ไทระร้องได้แค่นั้นก็โดนไทรเสยผมให้ ( ซึ่งไม่รู้ว่าไทรแอบหยิบเจลออกมาจากกระเป๋าตอนไหน ) ไทรปัดผมให้ลูกชายไปมา แล้วในที่สุดก็ได้ทรงที่คล้ายกับของเขา

    “อาาา ป๊ะป๋าทำทรงอะไรให้ผมฮะ!”

    “ทรงเสยแบบหล่อๆ”

    “หา? แต่ผมไม่ชอบเสยผมนี่นา มันดูผู้ใหญ่อ่ะ”

    “ป๊ะป๋าว่าทรงเสยเท่ดีออก”

    “แต่…” ไทระกำลังจะถกเถียงกับพ่ออีกรอบ แต่เขารู้สึกเหมือนโดนดึงชายเสื้อเบาๆ ก็เลยหันไปมอง แล้วก็เห็นว่าสาวน้อยผิวเข้มทำหน้าลำบากใจอยู่ สงสัยเมื่อกี้เธอคงเป็นคนดึงชายเสื้อเขาแน่ๆ

    สาวน้อยคนนี้คือ ‘ฌิศุธา’ หรือ ‘ฌิ’ แต่ไทระชอบเรียกว่า ‘ชิสุ’ เพราะบรรยากาศเธอเหมือนน้องหมาน้อยชิสุตัวเล็กๆ ที่น่าแกล้งดี ฌิศุธาเดินเข้ามาหาไทระอย่างกล้าๆ กลัวๆ ก่อนจะกล่าวทักทายไทรตามมารยาท

    “สะ...สวัสดีค่ะ” แล้วเธอก็หันไปหาไทระอีกครั้ง “ไทคุง เดี๋ยวเราขอไปหาคุณพ่อคุณแม่ก่อนนะ”

    “อือๆ ได้สิ”

    ฌิศุธาขยับยิ้มส่งให้ไทระก่อนจะหันไปโค้งให้ไทรเล็กน้อย เธอหันหลังเตรียมจะเดินไปแต่เดินไปได้แค่ก้าวเดียวก็หันกลับมาพร้อมกับรอยยิ้มใสซื่อ

    “อ๊ะ จริงสิ ไทคุงจ๊ะ”

    “หือ?”

    “ทำผมเสยแบบนี้เท่มากเลยจ้ะ” พูดจบฌิศุธาก็รับเดินไปหาผู้ปกครองของตัวเองโดยที่ไม่รู้เลยว่าคนที่ถูกเธอชมกำลังทำสีหน้ายังไงอยู่

    ไทรมองฌิศุธาที่เดินออกไปก่อนจะหันมาเหลือบมองลูกชาย ไทรลอบยิ้มกับตัวเองพร้อมกับตบไหล่ของไทระ

    ถือว่าวันนี้เขาได้ช่วยลูกชายเพิ่มคะแนนบ้างแล้วสิ อืม...ที่จริงอาจต้องบอกว่านอกจากช่วยเพิ่มคะแนนให้ลูกชายแล้ว ยังถือว่าได้แกล้งลูกชายด้วย แกล้งให้ลูกชายทำหน้าแดงแปร๊ดแบบนี้

    นานๆ ทีจะได้เห็นนะเนี่ย การมาประชุมครั้งนี้ก็ไม่เลวเหมือนกันแฮะ หึๆ


Special Thanks:
Special Thanks
- น้องชิสุ ตัวออริของคุณอ้วน(ผอ.) ที่อนุญาตให้ไทระนำน้องชิสุมาเล่นนะฮะ ใกล้ๆ นี้จะได้เจอกับเธอนะ!




ผู้ที่ทำภารกิจได้โดดเด่นกว่ามาตรฐาน (75%+)

  B - CLASS STAMP
ตราประทับระดับสูงในหมวดภารกิจทั่วไป มีลักษณะเป็นดาวสีไพลิน สื่อถึงความลึกล้ำ มีมูลค่า +75 Grade Exp. จะได้รับเมื่อปฎิบัติภารกิจได้ดีมากเป็นที่น่าพึงพอใจแก่ผู้อำนวยการโรงเรียน
  +1,000,000 Spirit Point
ไอเทมเพิ่มแต้มสะสม Spirit Point ตามปริมาณที่กำหนด สามารถนำไปใช้ในการแลกเปลี่ยนเป็น CHIPS ได้ในภายหลัง
  กล่องแห่งความขยัน
กล่องของขวัญที่ทางโรงเรียนมอบให้กับผู้ส่งภารกิจหลักเป็นคนแรก เมื่อเปิดกล่องแล้วสามารถเลือกรับสกิลบัฟจำนวน 1 สกิลได้ดังนี้...



หรือสามารถใช้แร่ QUAINT ORE จำนวน 20 ชิ้นแลกการใช้งานสกิลบัฟ 1 สกิลจาก...



อ่านข้อมูลสกิลบัฟได้ที่ "คลิ๊กที่นี่"
Narin's Comment:
เนื้อเรื่องรอบนี้ตั้งใจจะสื่อถึงคาแรคเตอร์ขี้แกล้ง
ของคุณพ่อเป็นหลักใช่รึเปล่าครับ? อ่านแล้ว
ไม่แน่ใจเท่าไหร่ว่าอยากให้โฟกัสจุดไหน

ดูมีหลายๆฉากที่น่าจะไปต่อได้ แต่ก็เปลี่ยนไปฉาก
อื่นซะก่อน จนเหมือนเป็นการเอาหลายๆฉาก
ที่ไม่เกี่ยวข้องมาวางข้างๆกันมากกว่าเป็นเรื่องยาว

ผมเข้าใจอารมณ์เวลามีหลายๆฉากที่อยากเล่นนะ
อยากเขียนให้ครบทุกฉาก เพราะคิดว่าสนุกทุกอัน
แต่บางทีเราก็ควรเลือกตัดฉากเล็กๆน้อยๆบ้างเพื่อ
ให้เนื้อเรื่องเดินไปข้างหน้าได้

ถ้าอยากลองปรับปรุงดู สามารถลองคิดดูก่อนที่
จะวาดหรือเขียน ว่าอะไรคือสิ่งที่เราต้องการจะสื่อ?
จะต้องทำยังไงถึงจะสื่อออกมาได้? สิ่งที่ใส่ลงไปนั้น
ทำให้สิ่งที่สื่อชัดเจนขึ้นหรือน้อยลง?


แก้ไขล่าสุดโดย pangkawjoa เมื่อ Fri 30 Jun 2017, 23:27, ทั้งหมด 1 ครั้ง

Signature ------------------------------------------------>
初めまして、僕はたいらです。 どうぞよろしくお願いします
avatar
pangkawjoa
ประธานนักเรียน
ประธานนักเรียน

INFO. Taira Payakaroon
นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 6
ชมรม : สภานักเรียน (ประธานชมรม)
-4% Grade Exp. | สามารถจัดกิจกรรมเสริมได้อย่างอิสระ 1 ครั้ง/เดือน

Ore Ore : 86
Spirit Point : 40164097
CHIPS +8 M 271 K 559



PASSPORT
[ VISA ]:

[ Grade Exp. ]:
2130/2910  (2130/2910)

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Lesson 60 : Quaint Charity

ตั้งหัวข้อ  Blue' Bear on Fri 30 Jun 2017, 20:48

Spoiler:
@วันศุกร์


[นั่นสุภะใช่หรือเปล่าครับ]
“เอ๊ะ?…”


จู่ๆ เสียงโทรศัพท์ (ของห้องพัก) ก็ดังขึ้นในเวลาสองทุ่มกว่า เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นจากหนังสือที่อ่านแล้วชำเลืองมองห้องน้ำที่รูมเมทของเขากำลังใช้อยู่ ใครโทรมาป่านนี้กันนะ...เด็กหนุ่มคิดพลางลุกขึ้นจากเตียง ทันทีที่เขายกหูโทรศัพท์ขึ้นมาเสียงจากปลายสายก็ดังขึ้น เขาขมวดคิ้วมุ่นหน่อยๆ ก่อนจะกรอกเสียงลงไป

“นั่นใครครับ”
[ผมชื่อ ไท ครับ รบกวนขอสายสุภะหน่อยครับ]
“ผมเองครับ” ทันทีที่ได้ยินชื่อจากปลายสาย เขาก็แทบจะร้องอ๋อทันที



ก่อนที่สุภะจะเข้ามาเรียนที่โรงเรียนควิ้นท์เขาเคยอยู่ที่ชลบุรี และได้เช่าห้องพักที่ตึกแถวแห่งหนึ่งในเมือง ที่นั่นมีคุณลุงตาบอดแต่ใจดีชื่อ ไท และภรรยาของเขา อันซุ เป็นเจ้าของ เขาค่อนข้างสนิทกับทั้งสองคนเพราะพวกเขาคอยช่วยเหลือเรื่องการเงิน การกิน การเรียนมาตลอดแถมยังคิดค่าเช่าห้องในราคาที่ถูกกว่าคนอื่นซะอีก สุภะก็ไม่เข้าใจว่าทำไมแต่ทั้งสองคนเปรียบเสมือนครอบครัวที่สองของเขาไปแล้ว


ว่าแต่...ทำไมคุณไทถึงรู้เบอร์โทรได้ล่ะ…
เด็กหนุ่มจำได้ว่าตั้งแต่ที่ย้ายเข้ามาโรงเรียนนี้เขาก็ไม่ได้กลับไปหาคุณไทกับคุณอันซุเลย ไม่เคยบอกเรื่องเบอร์โทรหรือหมายเลขห้องพักให้รู้ด้วย เขาตั้งใจที่ถามออกไปแต่ทว่าเสียงปลายสายก็ดังแทรกขึ้นซะก่อน…

[สุภะจริงๆ ด้วย! อะ..คือว่าเมื่อเช้ามีจดหมายมาส่งที่ห้องเรา เห็นว่าเป็นบัตรเชิญให้ผู้ปกครองไปร่วมประชุมอะไรสักอย่างเนี่ยแหละ จะว่าอะไรไหมถ้าฉัน...]
จู่ๆ ปลายสายก็เงียบไปคล้ายกำลังเรียบเรียงคำพูดอยู่ ซึ่งเด็กหนุ่มก็รอฟังว่าอีกฝ่ายจะพูดอะไร



[จะว่าอะไรไหมถ้าฉันกับอันน์ขอเป็นผู้ปกครองไปร่วมประชุมให้เราน่ะ]


สุภะนิ่งเงียบไป ทุกปีมักจะเป็นเขาเองเสมอที่ต้องไปประชุม ซึ่งเขาไม่เคยคิดมากเลยที่ไม่มีพ่อแม่หรือใครไปประชุมให้เหมือนคนอื่นๆ จะยกเว้นก็ปีนี้ที่จู่ๆ คุณลุงและคุณป้าที่ไม่ใช่ญาติกันแถมไม่ได้เจอกันนานสวมบทเป็นผู้ปกครองไปประชุมแทนเขา!?


นี่มันแปลกสุดๆ!?

[คือฉันกับอันน์อยากเจอเรามากเลยนะ อยากไปชมโรงเรียนด้วย น่านะๆ]
“ก...ก็ได้ครับ” เด็กหนุ่มตอบอึกอัก


จริงๆ เขาไม่อยากให้คุณไทมาเลย เพราะอีกฝ่ายยิ่งตาบอดอยู่แถมยังไม่เคยมาโรงเรียนสักครั้ง กลัวว่าจะเดินเถลไถลไปตกหลุมตกท่อที่ไหนเข้า
และก็ไม่อยากเป็นภาระให้ทั้งสองคนด้วย เห็นว่าคุณอันซุก็ทำงานด้วยนี่นา…


“แต่ว่าทำไมคุณรู้เบอร์…”
[อ๋อ...ความลับน่ะครับ]

“.......” พอเจออีกฝ่ายกวนใส่เด็กหนุ่มก็ตัดสินใจเงียบ คุณไทไม่เปลี่ยนไปเลย

[ถ้างั้นเจอกันพรุ่งนี้นะ เราไปรอที่หน้าห้องประชุมได้เลยนะ]

“เอ่อ…”

ยังไม่ทันพูดจบปลายสายก็ถูกตัดไปซะแล้ว เด็กหนุ่มวางหูโทรศัพท์ลงที่เดิมในขณะที่แม็ซก็เดินออกมาจากห้องน้ำพอดี
คนตัวสูงกว่าสบตาอยู่สักพักก่อนจะหยิบโน๊ตขึ้นมาเขียน ‘ใครโทรมาเหรอฮะ’


“เปล่าครับ”
เด็กหนุ่มส่ายหัว ก่อนจะทิ้งตัวลงบนเตียงนอนแล้วคว้าหนังสือมาอ่านอีกครั้ง ทำราวกับเหตุการณ์เมื่อครู่นี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้น แม็ซมองตามอีกฝ่ายด้วยความสงสัย แต่เขาก็ไม่ได้อยากเซ้าซี้อะไรมากนักจึงเชื่อคำของเด็กหนุ่ม



สุภะเลื่อนหนังสือลงนิดหน่อย แอบชำเลืองแม็ซที่นั่งหันหลังให้แล้วก็ถอนหายใจเบาๆ

เฮ้อ...แล้วเขาจะทำอย่างไรกับวันพรุ่งนี้ดีล่ะเนี่ย

















@วันเสาร์

พวกเรากำลังจะเดินทางไปเพชรบุรีเพื่อประชุมผู้ปกครองที่โรงเรียนคนพิการแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นโรงเรียนที่เด็กชายที่ฉัน
รู้จักกำลังเรียนอยู่ วันนี้พวกเราเลยต้องตื่นเช้าเป็นพิเศษ


ฉันก้มมองนาฬิกาข้อมือที่ตอนนี้บอกเวลาเก้าโมงสี่สิบห้า ความจริงเราควรจะออกเดินทางกันได้แล้วแต่สามีของฉันน่ะสิยังหมกมุ่นอยู่กับการจัดเสื้อสูทของเขาอยู่เลย



“เร็วๆ สิคะไทซัง เราไม่มีเวลาแล้วนะ!”
“โธ่! ก็ผมบอกแล้วไงว่าไม่เอาเสื้อสูทนี่น่ะ”
ชายหนุ่มร่างสูงเดินเข้ามาหาฉัน ก่อนที่เขาจะกระชับเสื้อสูทตัวเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนฉันเริ่มทนไม่ไหว ถึงเขาจะเคยบอก
ก็เถอะว่าไม่ชอบใส่สูทแต่มันจำเป็นนี่นา

“คุณก็รู้ว่าที่นั่นมีผู้ใหญ่แบบเราอีกมากมาย คุณคงไม่อยากถูกมองว่าแปลกหรอกใช่ไหม” ฉันว่าพลางจัดสูทตัวเก๋ให้
ซึ่งอีกฝ่ายก็ทำเพียงแค่ยืนนิ่ง ฉันแอบเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าที่เหี่ยวย่นตามวัยของเขา รอดูว่าเขาจะทำอย่างไรต่อไป…


ไทซังถอนหายใจยาว ก่อนจะยกมือเกาหัวแกรกๆ “ก็ได้ ผมยอมใส่แค่วันนี้วันเดียวนะ”
“ค่ะ!”

ทันทีที่ได้ฟังฉันก็ยิ้มบางออกมา หลังจากสำรวจจนแน่ใจในที่สุดพวกเราก็ออกเดินทางกัน วันนี้ฉันพาลูกสาวชื่อ อายะ ไปด้วยเพราะวันนี้เธอหยุดเรียนพอดี โชคดีที่เราได้ ริว ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของไทซังและเป้นลุกค้าที่เช่าห้องพักของเราอาสาเป็นสารถีมาส่งที่โรงเรียนควิ้นท์



ในระหว่างทางริวดูหัวเสียนิดหน่อย เพราะทันทีที่รถเคลื่อนตัวเข้าถนนใหญ่รถก็ติดเป็นแถวยาว ในระหว่างรอฉันก็เลยชวนเขาคุยเรื่องการประชุมวันนี้เพื่อไม่ให้เขาเผลอระเบิดอารมณ์ออกมา (เวลาเขาโมโหน่ากลัวมากเลยล่ะ) ริวบอกว่าเขาเองก็อยากไปชมโรงเรียนด้วยเหมือนกัน แต่เขาต้องไปเยี่ยมคุณยายที่ป่วย


พอรู้สึกตัวอีกทีเราก็เดินทางมาถึงโรงเรียนควิ้นท์แล้ว…


“หวา!” ทันทีที่ก้มลงมองนาฬิกาข้อมือ ฉันก็เผลออุทานเสียงดังจนริวหันมามอง
“มีอะไรเหรอ อันซุ”
“สิบโมงครึ่งแล้วอ่ะ พวกฉันต้องไปสายแน่ๆ เลย!”

“ยังไงก็ขอบคุณที่มาส่งนะ ไทซังคะ! เรารีบไปกันเถอะ”
“อ...อันน์จูงมือผมด้วย”


ทันทีที่ก้มหัวขอบคุณให้ริว ฉันก็รีบคว้าข้อมือของไทซังและอายะตรงไปหอประชุมทันที ที่จริงฉันก็ไม่รู้หรอกว่าหอประชุมอยู่ตรงไหนเพราะฉันก็เพิ่งมาครั้งแรก แต่เห็นคนมากมายกำลังเดินเข้าไปในอาคารแห่งหนึ่ง ฉันคิดว่าอาจเป็นที่นั่นเลยรีบวิ่งตามไป


หลังจากที่เข้ามาก็เห็นแถวต่อคิวเรียงยาวเป็นหางว่าวอยู่หน้าหอประชุมเลย ฉันรู้ทันทีว่าเรายังมาทัน เฮ้อ...ฉันแอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก นึกว่าจะมาสายซะแล้ว

“เรามาทันใช่ไหมอันน์” ไทซังที่ยืนอยู่ข้างหลังสะกิดเรียกฉัน พอหันไปก็เห็นว่าตอนนี้ใบหน้าของเขาชุ่มไปด้วยเหงื่อ
“ค่ะ ตอนนี้พวกเรากำลังต่อแถวเข้าไปข้างในกันอยู่” ฉันตอบ

ไทพยักหน้ารับ ก่อนที่เขาจะทำหน้าเหมือนนึกอะไรออก “อ้อ! ผมบอกให้สุภะรออยู่หน้าหอประชุม อันน์เห็นเขาไหม”
“หน้าหอประชุมเหรอคะ…” ฉันลองกวาดสายตามองจนทั่ว แล้วก็เห็นว่าเจอคนคลับคล้ายคลับคลาเหมือนจะใช่ยืนอยู่ห่างไปไม่ไกล ฉันยกยิ้มทันที “เขาอยู่จริงๆ ด้วย!”


พวกเรารีบเข้าไปหาเด็กหนุ่มทันที ฉับพลันที่เห็นฉันคิดว่าเขาโตขึ้นมากจนแทบจำไม่ได้เลย จำได้ว่าเมื่อก่อนเขายังเป็นเด็กตัวกระเปี๊ยกที่ยังสูงไม่ถึงไหล่ฉันอยู่เลย แต่ว่าตอนนี้สิ...เลยหัวไหล่ฉันไปหลายเซนซะแล้ว

ไทซังเองก็ดีใจมากที่ได้เจอสุภะ เขาตรงเข้าไปจับมือเด็กหนุ่มเอาไว้แล้วยิ้มกว้างออกมา น่าเสียดายที่เขาตาบอดเลยไม่เห็นว่าคนตรงหน้าเปลี่ยนไปมากขนาดไหน ครั้งสุดท้ายที่เราเห็นก็คือตอนที่เขาสะพายกระเป๋าสัมภาระแล้วเดินออกจากบ้านไปเมื่อ 5 ปีก่อน



“ตอนนี้ได้เวลาเข้าหอประชุมแล้วนะครับ! ขอให้นักเรียนที่มีผู้ปกครองมาประชุมกรุณาออกจากที่นี้ด้วยนะครับ”
“อ้าว...ฉันนึกว่าเราจะเข้าไปด้วยซะอีก””

ทันใดนั้นเสียงของชายคนหนึ่งก็ดังขึ้นจากหน้าทางเข้า พร้อมกับสายตามากมายที่หันไปจ้องมอง ไทซังแอบบ่นอุบ แต่ก็ยอมปล่อยให้เด็กชายเดินแยกออกมาจากแถวพร้อมกับคนมากมายกำลังเริ่มขยับเดิน ฉันมองสุภะที่เดินจากไปอย่างเงียบๆ เป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่จะต้องเดินเข้าหอประชุม…




สวยจัง…

ภาพแรกที่ปรากฎในสายตาของฉันคือห้องโถงขนาดใหญ่ที่คล้ายกับโรงหนังก็มิปาน มีเก้าอี้ตั้งเรียงรายเป็นแถวมากมาย ผนังห้องเป็นกระจกใสเผยให้เห็นภาพทิวทัศน์ด้านนอก ฉันมองทุกสิ่งทุกอย่างในห้องด้วยความตื่นเต้น พราะไม่เคยเห็นห้องใหญ่ขนาดนี้มาก่อน คิดไม่ผิดจริงๆ ที่มาที่นี่ อิจฉาสุภะจังคงจะได้มาที่นี่บ่อยแน่ๆ


พวกเราเลือกที่นั่งหลังสุด อายะขึ้นมานั่งบนตักของฉันก่อนจะชวนฉันดูผู้คนมากมายที่เริ่มทยอยเข้ามา มีทั้งพ่อแม่
ลุงป้าน้าอาตายายที่มาร่วมประชุม เห็นยกทั้งบ้านมาเลยหรือเป็นคู่รักก็มี




พอหันไปมองคนข้างกายอีกทีก็เห็นไทซังหลับปุ๋ยซะแล้ว ทันใดนั้นฉันก็ได้ยินเสียงทุ่มนุ้มของใครบางคนดังมาจากด้านหน้า ตั้งแต่เมื่อไรกันที่ชายหนุ่มเรือนผมสั้นสีทองยืนอยู่หน้าห้อง เขาลองเทสเสียงไมค์อยู่สักพัก ก่อนที่จะเริ่มพูดเข้าประเด็น…

“ขอขอบคุณทุกท่านที่มาร่วมประชุมในวันนี้นะครับ ผมแม็กเวล ซอนเนอร์เป็นนักการฆูตประจำโรงเรียนควิ้นท์แห่งนี้เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา ผมจะขอเข้าเรื่องเลยล่ะกันนะครับ เรื่องที่เราจะประชุมกันในวันนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับโครงการ…”




จึกๆ
ในขณะที่ฉันกำลังตั้งใจฟังอยู่นั้น จู่ๆ ก็มีแรงสะกิดที่ต้นแขน ฉันจึงละสายตาจากชายหนุ่มผมทองแล้วหันไปมองด้านข้างซึ่งเป็นผู้หญิงแปลกหน้าคนหนึ่ง...


ทันทีที่ฉันหันไป ใบหน้าที่อ่อนเยาว์กว่าเล็กน้อยก็ประดับด้วยรอยยิ้มหวานก่อนที่เธอจะมองฉันตาวาว
“หน้าตาคุณไม่เหมือนคนไทยเลย คุณเป็นคนประเทศไหนเหรอคะ”

คำถามอันพิลึกของหญิงสาวทำให้ฉันนิ่งเงียบไปชั่วครู่....ผู้หญิงคนนี้กำลังคุยกับฉันเหรอ เธอรู้จักฉันงั้นเหรอ?
คุณแม่ฉันเคยสอนไว้ว่าห้ามคุยกับคนแปลกหน้านอกจากจะเป็นคนในที่ทำงานหรือคนในถิ่นเดียวกัน ฉันทำตามคำสอนท่านมาตลอดเลยไม่ค่อยชินเท่าไรกับการที่มีคนไม่รู้จักเข้ามาทัก


“เอ...เอ่อ ฉันเป็นคนญี่ปุ่นค่ะ”
“เห จริงเหรอคะ!? ฉันนึกว่าคุณเป็นคนเกาหลีซะอีก”

ฉันได้ฟังก็ทำเพียงแค่หัวเราะแห้งๆ กลับไป รู้สึกประหม่ายังไงก็ไม่รู้...


“แล้วนี่คุณมาประชุมให้ลูกใช่ไหมคะ” หญิงสาวยังคงถามต่อ
“ป...เปล่าค่ะ ฉันเป็นผู้ปกครองเด็กเฉยๆ พอดีเป็นคนรู้จักน่ะค่ะเห็นเขาไม่มีพ่อแม่ก็เลยอาสามาประชุมให้”
“อ๋อ...” หญิงสาวพยักหน้า “ฉันเองก็มาประชุมให้เจ้าลูกชายค่ะ ตอนแรกนึกว่าลูกชายฉันไปทำอะไรร้ายแรงมาซะอีกถึงได้มีประชุมผู้ปกครอง แต่ที่แท้ก็ประชุมเรื่องโครงการนี่เอง ฉันนี่ตกอกตกใจหมดเลยล่ะค่ะ”
“งั้นเหรอคะ..”



หลังจากนั้นผู้หญิงคนนั้นก็คอยถามไถ่ฉันสารพัดจนเราเริ่มรู้จักกันมากขึ้น เสียงของชายหนุ่มผมทองก็ไม่เคยเข้าหูฉันอีกเลย การประชุมเองก็ดำเนินการต่อไปเรื่อยๆ จนเวลาล่วงเลยไปเกือบชั่วโมง




“...อันน์ ผมไปเข้าห้องน้ำนะ”

ฉันรู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่ไทซังตื่น ฉันแอบสะดุ้งนิดหน่อยก่อนจะเหลือบมองนาฬิกาข้อมือที่ตอนนี้บอกเวลาสิบเอ็ดโมงห้าสิบ ก่อนตอบ “ให้ฉันไปด้วย…”
“ไม่เป็นไรครับ” เขารีบยกมือห้ามฉันเอาไว้ “อันน์ประชุมให้จบเถอะ เดี๋ยวผมกลับมา”
“แต่ว่า…”

ฉันมองหน้าไทซังที่ติดจะมั่นใจหน่อยๆ ราวกับเด็กน้อยที่หาทางไปห้องน้ำเองได้โดยไม่ต้องพึ่งพ่อแม่ ว่าแล้วก็อดเป็นห่วงไม่ได้เพราะเขาเพิ่งเคยมาที่นี่ครั้งแรก ไม่รู้ว่าเขาจะเถลไถลไปไหนไกลหรือเปล่า


แต่สุดท้ายฉันก็ปล่อยให้ไทเซังดินออกจากห้องไป สีหน้าของฉันเริ่มเปลี่ยนเป็นการขมวดคิ้วด้วยความกังวล หญิงสาวที่นั่งอยู่ข้างๆ จึงเอ่ยทัก



“คุณดูเครียดนะคะ เป็นห่วงสามีขนาดนั้นเลย?”
“เขาตาบอดน่ะค่ะแถมที่นี่ก็ไม่ใช่บ้านเขาด้วย ฉันกลัวว่าเขาจะหลงทางหรือเดินไปไหนไกล”


หญิงสาวได้ฟังก็หัวเราะ แต่กลับไม่ได้ช่วยให้ฉันผ่อนคลายลงเลยแม้แต่น้อย…

“ฉันว่าอย่าคิดมากเลยนะคะ เขาคงจะไปถามประชาสัมพันธ์แถวนั้นเองล่ะค่ะ เดี๋ยวก็คงกลับมา”
ฉันชำเลืองมองประตูที่ชายหนุ่มเพิ่งเดินออกไป คำพูดในแง่บวกของคนข้างกายทำให้ฉันเริ่มคลายกังวลได้บ้าง


“ก็หวังว่าอย่างนั้นค่ะ…”

















แย่จังแฮะ เราน่าจะให้อันน์พามา…

ผมแทบจะรุมทึ้งหัวตัวเองที่ตอนแรกดันไปบอกให้อันซุประชุมต่อแล้วก็เดินมาคนเดียว จริงๆ ที่พูดออกไปแบบนั้นเพราะผมไม่อยากรบกวนเธอ ผมอยากให้เธอฟังจนจบจะได้เอามาเล่าให้ผมและสุภะฟังได้ เธอเป็นคนที่ความจำดีต่างกับผมที่สมองปลาทองเอามากๆ



“กำลังหาอะไรอยู่เหรอคะ มีอะไรสอบถามดิฉันได้นะคะ”
“เอ๋?...หมายถึงผมเหรอครับ?”

จู่ๆ ก็มีน้ำเสียงนุ่มนวลปนหวานของผู้หญิงดังขึ้นใกล้ๆ ผมชี้หน้าตัวเองด้วยความสงสัย คงเป็นเพราะผมมัวแต่เดินวกไปวนมาอยู่ที่เดิมสิบกว่ารอบแล้ว ฟังจากคำพูดเมื่อครู่เธอคงเป็นคนที่อยู่ที่นี่มานานมากแน่ๆ

“ผมกำลังหาห้องน้ำน่ะครับ”
“ถ้าห้องน้ำล่ะก็ อยู่ทางด้านซา้ยมือนะคะเดินเลี้ยวไปตรงนั้นอีกสี่ห้าก้าวก็ถึงค่ะ”

อ...เอ่อ…

ผมถึงกับนิ่งเงียบเพราะไม่รู้ทาง จะบอกผู้หญิงคนนั้นดีหรือเปล่านะว่าผมมองไม่เห็น แต่สุดท้ายผมก็ทำเพียงแค่โค้งหัวให้เธอเล็กน้อยแล้วเดินแยกออกมา รู้อย่างนี้น่าจะพาอายะมาด้วยแต่จะให้กลับไปห้องประชุมอีกรอบผมมั่นใจเลยว่ายังไงผมก็กลับไม่ถูก



ใช้เวลาไปเนิ่นนานในที่สุดผมก็เจอคนใจดีพาไปเข้าห้องน้ำสักที อ่าาา...ผมนึกว่าตัวเองจะหลงอยู่ที่ไหนสักที่แล้วซะอีก โรงเรียนนี่คงจะใหญ่น่าดู ถ้าให้ผมเดินทัวร์ที่นี่ทั้งวันก็คงไม่หมดแน่ๆ


ผมกลับมาที่หอประชุมอีกครั้งด้วยชายผู้ใจดีเป็นคนพามาส่ง ถึงแม้เราจะไม่รู้จักกันก็ตามแต่เขาก็ใจดีมาก

“ขอบคุณที่พามานะครับ รบกวนคุณแย่เลย” ผมว่าพลางโค้งหัวเล็กน้อย ก่อนจะเกาท้ายทอยแก้อายที่ตัวเองเป็นภาระให้คนอื่นลำบากอยู่เรื่อย
“ไม่เป็นไรครับ ว่าแต่คุณจะเข้าไปในนี้ทั้งที่ไม่มีใครอยู่แล้วเหรอครับ?”
“เอ๋? งั้นประชุมก็เสร็จแล้วเหรอครับ!?” ผมอุทานเสียงดัง จะว่าไปก็ไม่ได้ยินเสียงคนแถวนี้เลยแฮะ
“ผมก็ไม่รู้แฮะ ถ้าประชุมเสร็จจริงๆ พวกเขาก็คงไปโรงอาหารต่อล่ะมั้งครับ...”
“งั้นผมขอรบ…”




“คุณไท!”

ผมกลืนคำพูดที่เหลือลงคอทันที เมื่อจู่ๆ ก็มีเสียงของผู้มาเยือนใหม่ดังขึ้น เป็นน้ำเสียงที่ผมคุ้นเคยอย่างประหลาดแม้จะไม่ค่อยได้ยินบ่อย ไม่ใช่เสียงของอันซุและไม่ใช่เสียงของอายะ ถ้าริวนี่ยิ่งไม่ใช่…

“อ๊ะ นั่นไง! ลูกชายของคุณมาหาแหนะ”


...ลูกชาย?

ผมเงียบไปจนได้ยินเสียงฝีเท้าพร้อมกับเสียงของอะไรสักอย่างกระทบกับพื้นดังต้อกแต้กๆ ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ

“คุณไท คนนี้ใครเหรอครับ”
“ฉันแค่เห็นว่าคุณพ่อของหนูหลงทางน่ะก็เลยพามาส่ง ยังไงก็ดูแลคุณพ่อดีๆ ด้วยล่ะ”

สักพักผมก็ได้ยินเสียงฝีเท้าอีกคู่เดินห่างออกไปไกลจนไม่ได้ยินอีกเลย ความเงียบเข้าปกคลุมผมและผู้มาเยือนใหม่อีกคนที่ยืนอยู่ใกล้กัน ไม่มีใครพูดอะไรอีกเลยแม้กระทั่งตัวผมเอง ผมก็ไม่คิดว่าตัวเองจะเงียบได้นานขนาดนี้ทั้งที่เป็นคนชอบพูดชอบจาแท้ๆ


แต่ตอนนี้สิ่งที่ผมกำลังเคลือบแคลงใจคือคำพูดของชายใจดีคนนั้น...


“นั่นสุภะเหรอ...”

“ครับ”


ทำไมผู้ชายคนนั้นถึง...รู้? เอ๊ะ ไม่สิๆ ไม่ใช่อย่างนั้น ผมรีบส่ายหน้าให้กับความคิดของตัวเอง ก่อนจะแกล้งกระแอมไอนิดหน่อยเป็นการเรียกสติตัวเอง ไม่รู้ว่ากระแอมดังไปหรือเปล่านะอีกฝ่ายชักสีหน้างุนงง

“เป็นอะไรเหรอครับ..”
“อ...เอ๋ เปล่าน่ะ แค่รู้สึกอึดอัดนิดหน่อยเสื้อสูทนี่มันร้อนจังเลยเนอะ ว่าแต่เราเถอะเขาให้มาแล้วเหรอ”

เสียงของเด็กหนุ่มเงียบหายไปสักพัก “ผมจะพาคุณไปโรงอาหาร”
“อันน์กับอายะอยู่ที่นั่นใช่ไหม”
“ครับ”


ผมได้ฟังก็ยิ้มกว้างทันที “งั้นรีบไปกันเถอะ พูดถึงโรงอาหารแล้วก็ชักหิวเลยล่ะ!”

ผมคิดเองไปหรือเปล่านะเหมือนจะได้ยินเสียงคนหัวเราะเบาๆ ด้วย แต่ช่างเถอะ ตอนนี้ผมหิวมากเลยและก็อยากเจอภรรยากับลูกสาวจะตายอยู่แล้ว พอผมบอกแบบนั้นสุภะก็เลยดึงมือผมให้เดินไปด้วยกัน






“ไทซัง! ฉันเป็นห่วงคุณมากเลยรู้ไหมคะ!”
ทันทีที่มาถึงผมก็สัมผัสได้ถึงแรงกอดที่ถาโถมเข้ามา และก็มีเสียงอายะกำลังร้องไห้ ผมทำได้เพียงหัวเราะแห้งๆ ปล่อยให้อันซุกอดจนพอใจ ก่อนที่เธอจะเชิญชวนผมกับสุภะให้นั่งทานอาหารด้วยกัน ก่อนที่เราจะต้องไปร่วมตัวกันที่ลานประชุมเพื่อเริ่มกิจกรรมต่อไป







@17.20 น.

เปรี้ยง!
ซ่า!



“หวา! ฝนดันตกก่อนซะได้”

อันซุบ่นอุบอิบในขณะที่พวกเรากำลังยืนรอให้ฝนหยุดตก อันซุโทรไปบอกริวแล้วว่าพวกเรากำลังจะกลับซึ่งก็ริวก็บอก มาว่าอาจจะมารับช้าเพราะเพิ่งเสร็จจากไปเยี่ยมคุณยายของเขา พวกผมก็เลยติดแหง็กอยู่แบบนี้ นี่มันก็ยี่สิบนาทีแล้วนะ ผมยืนรอจนเมื่อยเนื้อเมื่อยตัวหมดแล้ว


ในระหว่างที่ผมกำลังคิดไปเรื่อยเปื่อยนั่นเอง ทันใดนั้นก็มีเสียงแตรรถดังแทรกท่ามกลางเสียงฝน ผมสะดุ้งนิดหน่อย
ก่อนจะได้ยินเสียงของเพื่อนตัวดีที่ดังตามมา

“ไท! อันซุ! รีบมาเร็วก่อนที่ฝนจะตกแรงกว่านี้”
“ไทซังเรารีบไปกันเถอะค่ะ” พอได้ยินแบบนั้นอันซุก็หันมาเอ่ยกับผมด้วยน้ำเสียงที่ติดจะเร่งรีบหน่อยๆ เธอคว้ามือของผมเดังหมับ แต่ทว่าผมก็รั้งตัวเองไว้เมื่อนึกอะไรออก…


“รอแป๊ปนะอันน์” โดยไม่รอให้อีกฝ่ายตอบอะไรผมก็สะบัดแขนตัวเองออกเบาๆ ก่อนจะหันกลับไปด้านหลังเดินเข้าไปหาคนที่คิดว่าน่าจะยังยืนอยู่ที่นี่ ผมถอดเสื้อสูทตัวนอกออกแล้ววางไว้บนหัวคนตัวเตี้ยกว่าโดยไม่สนว่ามันจะเป็นสูทที่ผมอุตส่าห์เช่ามาราคาเกือบหมื่น “รีบกลับเข้าไปในอาคารเถอะเดี๋ยวไม่สบายนะ ตอนนี้ฉันไม่เป็นไรแล้วล่ะและก็ขอบคุณที่พามาส่งนะ”


ผมคิดว่าเขาต้องกำลังอึ้งแน่ๆ แล้วก็เป็นอย่างนั้นจริงเพราะเขาเงียบไปสักพัก...


“..ขอบคุณครับ”

“อื้ม!”




ตอนนี้ฝนเริ่มตกแรงขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับลมที่พัดแรงจนแทบจะพัดพาทุกสิ่งให้ล่องลอยไปกับมันได้ อันซุเห็นท่าไม่ดีเลยรีบพาผมกับอายะเข้าไปในรถ ก่อนที่เธอจะหยิบผ้าเช็ดหนูที่เก็บไว้ในรถมาเช็ดหัวให้ผม ซึ่งผมก็นั่งนิ่งในขณะเดียวกันก็ได้ยินเสียงสตาร์ทเครื่องยนต์ด้วย


“วันนี้คุณสนุกไหมคะ”
“ก็ต้องอยู่แล้วสิ ถึงผมจะหลงทางไปรอบหนึ่งก็เถอะ”
อันซุได้ฟังก็หัวเราะน้อยๆ “ฉันได้ฟังจากสุภะแล้วค่ะ ว่าแต่ถ้ามีประชุมปีหน้าอีกเขาจะให้ฉันไปอีกไหมน้า”
“คงไม่แล้วล่ะ ก็คุณเล่นลางานมาแบบนี้ หัวหน้าคุณก็ด่ากันพอดี”


“ก็ฉันอยากมาเจอ ลูก นี่คะ ถึงเขาจะมองฉันเป็นป้าก็เถอะ”
“ฮะๆ นั่นสินะ”


...ถ้าปีหน้าได้ไปอีกก็คงจะดีนะ

NEW CHARACTERS:
• อันซุ (ANZU)


ชื่อเล่น : อันซุ (เวอร์ชั่นญี่ปุ่น), อันน์ (เวอร์ชั่นไทมักใช้เรียกบ่อยๆ)
อายุ : 34 ปี
ส่วนสูง / น้ำหนัก : 165 / 59
สัญชาติ : ญี่ปุ่น
นิสัย : เป็นคนเจ้าระเบียบ รักความสะอาด มีเหตุผลและรอบคอบ


อันซุเกิดและโตที่ประเทศญี่ปุ่น แต่ย้ายมาอยู่ไทยเมื่อ 8 ปีก่อนและฝึกพูดภาษาไทยจนคล่อง เธออาศัยอยู่กับไทที่ชลบุรีเป็นตึกแถวที่เปิดบริการให้ผู้คนเช่า (สุภะก็เป็นหนึ่งในลูกค้า) ปัจจุบันทำงานเป็นพนักงานออฟฟิศ เธอมักไปไหนมาไหนด้วยการนั่งบีทีเอสหรือถ้าเร่งด่วนจริงๆ ก็จะนั่งแท็กซี่

อันซุชื่นชอบการแต่งตัวตามเทรนด์วัยรุ่นมาก แต่จะไม่ค่อยชอบใส่เครื่องประดับ พ่อของเธอเคยเป็นยากูซ่าเลยมีบ้างที่เวลาโมโหเธอจะโหดและทำอะไรเกินตัวโดยไม่สนว่าการกระทำนั้นมีความกุลสตรีหรือไม่
-----------------------------------------------------------------------------------------------


• ไท (THAI)


ชื่อเล่น : ไท
อายุ : 40 ปี
ส่วนสูง / น้ำหนัก : 180 / 74
สัญชาติ : ไทย
นิสัย : เป็นคนยิ้มง่าย ใจดี ใจกว้าง สุภาพ ไม่ค่อยถือสาอะไรมากนัก


ในระหว่างที่ไปงานสัมมนาที่ญี่ปุ่นก็ได้พบรักกับอันซุ หลังจากแต่งงานก็ย้ายมาอยู่ในตึกแถวซึ่งเป็นมรดกตกทอดจากปู่ไทประสบอุบัติเหตุรถชนเมื่อ 6 ปีก่อนจนตาบอดและถูกไล่ออกจากงาน เลยผันตัวมาเป็นพ่อบ้านคอยดูแลกิจการและเลี้ยงลูกสาว

ด้วยความตาบอดทำให้เขามักทำอะไรผิดพลาดบ่อยๆ เช่น ใส่รองเท้าสลับข้าง ใช้ทัพพีกินข้าว ไทไม่ค่อยชอบใส่ชุดที่เป็นทางการเพราะร้อนและอึดอัด และมีความลับอย่างหนึ่งที่เขาไม่เคยบอกใครเลยแม้แต่คนในครอบครัว
------------------------------------------------------------------------------------------------


• อายะ (AYA)


ชื่อเล่น : อายะ, ไอย์
อายุ : 4 ปี
ส่วนสูง / น้ำหนัก : 92 / 15
สัญชาติ : ไทย-ญี่ปุ่น
นิสัย : เป็นคนยิ้มยาก พูดน้อย แต่ถ้าได้พูดทีจะยานคาง ติดพ่อแม่และขี้กลัว


อายะเป็นลูกเพียงคนเดียวของไทและอันซุ ด้วยการพูดจาลากเสียงของเธอ (เป็นแต่กำเนิด) ทำให้ไม่มีเพื่อนที่โรงเรียนและถูกล้อบ่อยๆ เธอพูดได้สองภาษาตั้งแต่ยังเล็กแต่ส่วนใหญ่จะพูดไทย ไทเปรียบเสมือนเพื่อนเล่นเพียงคนเดียวของเธอเพราะอันซุไม่ค่อยอยู่บ้าน แต่เธอไม่รู้ว่าไทตาบอด

เธอเป็นคนติดหมอนข้างมากเลยมักเอาหมอนข้างไปโรงเรียนด้วย(?) อายะจะชอบทำหน้าเหมือนมีทุกข์ตลอดเวลาและกลัวคนแปลกหน้า



ผู้ที่ทำภารกิจได้เพอร์เฟ็คสูงกว่ามาตรฐานมาก (100%)

  S - CLASS STAMP
ตราประทับระดับสูงสุดในหมวดภารกิจทั่วไป มีลักษณะเป็นดาวสีนิลสุดแสนจะคลาสสิก มีมูลค่า +100 Grade Exp. จะได้รับเมื่อปฎิบัติภารกิจได้เพอร์เฟ็คเป็นที่น่าประทับใจแก่ผู้อำนวยการโรงเรียน
  +1,500,000 Spirit Point
ไอเทมเพิ่มแต้มสะสม Spirit Point ตามปริมาณที่กำหนด สามารถนำไปใช้ในการแลกเปลี่ยนเป็น CHIPS ได้ในภายหลัง
  GOLDEN HONOR DEGREE TROPHY
ถ้วยเกียรติยศทองคำแท้ มอบให้แด่ผู้ที่สามารถปฎิบัติภารกิจหรือร่วมกิจกรรมต่างๆที่ทางโรงเรียนจัดขึ้นได้น่าประทับใจผู้อำนวยการเป็นอย่างมาก
Narin's Comment:
อบอุ่นน่ารักมากกก รู้สึกว่าครั้งนี้ภาษาดีเป็นพิเศษ
เลยครับ คุณคงพูดไม่ได้แล้วล่ะว่าไม่ถนัดงานเขียน
เพราะตอนนี้พัฒนามาจนฝีมือลงตัว เหมือนหา
ภาษาที่ตัวเองถนัดเจอ อ่านได้ลื่นไหล แบ่งบรรทัด
อ่านง่าย น่าอ่านมากๆเลยครับ

ผมรู้สึกอินและให้กำลังใจร่วมไปกับครอบครัวของ
สุภะแม้พวกเขาจะไม่ได้ร่วมสายเลือดกับสุภะ
แถมนี่ยังเป็นครั้งแรกที่มีบท แต่กลับรู้สึกผูกพันธ์
ด้วยเป็นอย่างมาก ทั้งเอ็นดูทั้งเอาใจช่วยครอบ-
ครัวที่แสนอบอุ่นครอบครัวนี้

ทั้งหมดนี่เกิดขึ้นจากวิธีการเขียนของสุภะ คุณได้
ทำสิ่งที่ยากที่สุดสำหรับการเขียนนิยาย นั่นก็คือ
การทำให้ผู้อ่านอินและลุ้นร่วมไปกับตัวละคร
ไม่รู้จะชมยังไงดี ประทับใจมากจริงๆครับ

ปล.ชอบแนะนำตัวละครที่แถมมาจัง ผมก็คิดจะทำ
แบบนี้เหมือนกัน (แต่ส่งไม่ทัน T_T) ถ้วยทองนี้
ได้มาจากการแนะนำตัวละครนี้เลย

ปปล.ชอบคุณไทเป็นพิเศษ ให้บรรยากาศเหมือน
ผอ.อย่างบอกไม่ถูก


แก้ไขล่าสุดโดย Blue' Bear เมื่อ Fri 30 Jun 2017, 23:32, ทั้งหมด 1 ครั้ง
avatar
Blue' Bear

INFO. Supha
นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 5
-2% Grade Exp.

Ore Ore : 325
Spirit Point : 40560237
CHIPS +7 M 829 K 243

+0.1% อัตราดอกเบี้ย CHIPS

PASSPORT
[ VISA ]:

[ Grade Exp. ]:
2105/2425  (2105/2425)

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Lesson 60 : Quaint Charity

ตั้งหัวข้อ  MJ_mini on Fri 30 Jun 2017, 23:15

วันหนึ่งของคุณแม่:
วันนี้ วันเสาร์ที่ 24 มิถุนายน...

ระหว่างที่ฉันกำลังขับรถอยู่บนถนน...

ร้อนค่ะ
ฉันรู้สึกร้อนเอามากๆ  แล้วก็หงุดหงิดมากๆ
นี่ขนาดเปิดแอร์แรงๆ
จนรู้สึกเหมือนตัวเองอยู่ในโฆษณายาสระผมแล้ว
ความร้อนก็ไม่หมดไปค่ะ เป็นคนขี้ร้อนนี่ลำบากจริงๆ

ให้ตายสิ แล้วนี่ฉันโมโหมากๆเลยนะ ก็พ่อหมีของฉันน่ะไม่ยอมมา
ทั้งๆที่วันนี้ต้องไปประชุมแท้ๆ หึ้ย จะกลับไปสมน้ำหน้าให้
อดเจอน้องษรพลาดแล้วล่ะตาหมีแก่!

โอ๊ย! แล้วรถข้างหน้านี่จะแซงก็แซงไปสิฉันจะได้ไปบ้าง!!
อย่าให้ฉันโมโหนะ!! @(&^$+_(*+_)|@+_|($
.
.
.
.
.
.
(ขอโทษค่ะ...จริงๆฉันไม่ใช่คนขี้โมโหหรอก)
.
.
.
.
.
.
.
.
.

กึก


Spoiler:

เฮ้อ..ถึงสะที คงไม่ช้าไปสินะ

ให้ตายเถอะ เพราะตาหมีนั่นแหละ อุตส่าห์เสียเวลาเซ้าซี้ถามแถมดึงให้มาก็ไม่ยอมมา
เชอะ..

อ๊ะ พ่อๆแม่ๆบางคนก็กำลังเดินไปกันนี่นา ใช่แล้ว ต้องตามไปล่ะ!

"อ๊า ตอนนี้ 09.45 น้องษรจะกำลังเรียนอยู่รึเปล่านะอยากแวะไปหาก่อนจัง"
"แต่รีบไปรอดีกว่า จะได้นั่งด้านหน้าๆ..."

.

10.10 แค่จะบอกว่าฉันได้ที่นั่งหน้าๆจริงๆนะ หน้าแบบหน้าสุดเลย
ไม่! แต่ทำไมถึงต้องเว้นที่นั่งซ้ายขวาของฉันให้ว่างด้วยล่ะ...
ฉันมาคนเดียวนะ ฉันเหงา!!

อ๊ะ ไม่สิ คิดอะไรเนี่ย ตั้งใจฟังสิอษิรา...

.

11.30 ฉันนั่งมาได้สักพักแล้วล่ะ คิดว่าเดี๋ยวอีกสักพักก็คงจะจบเหมือนกัน

ฉันชอบที่ได้มีการประชุมแบบนี้นะ เห็นแล้วอยากเอาอะไรดีๆแบบนี้
ไปเสนอที่โรงเรียนบ้างจัง
ใช่ว่าโรงเรียนฉันจะไม่ทำ แต่ก็สามสี่ปีนู่นทำทีนึง....

ช่างดีกว่า เอาเป็นว่าประชุมครั้งนี้ก็ผ่านไปด้วยดีนะ ถึงจะไม่ได้มีมากมาย
แต่ฉันก็จะบริจาคเท่าที่ทำได้ ดีจะตายไปการกุศลแบบนี้
อยากให้ใครอีกๆหลายๆคนได้มาร่วมด้วยช่วยกันบริจาคจัง..

ขอให้เด็กๆและคนอื่นๆอีกมากมายได้มีชีวิตที่ดียิ่งขึ้นไปอีกนะ..

.

12.10 หุหุ ฉันจะบอกว่าได้รู้จักผู้ปกครองเพิ่มอีกแล้วล่ะค่ะ
นั่นก็สำคัญนะการได้ผูกมิตรน่ะ! จะได้ฝากดูแลน้องษรได้

บรรดาแม่ๆที่มารวมกัน พอได้คุยแล้วรู้สึกสนุกไม่เบา
เอ๊ะ....หรือนี่เป็นทางของฉันกันนะ สมาคมแม่บ้าน?

"คุณอษิราคะ"
"คุณษิไปกันเถอะค่ะ"

"อ...โอเคค่า ไปกัน ว่าแต่วันนี้เราจะ..."
.
.
.
.
.
.
13.50 หึ...

นี่เป็นเวลาที่ฉันรอคอยมานานที่สุดค่ะ...
งานเลี้ยงพบปะสมาคม...
เวลานี้...

ที่ฉันจะได้เจอน้องษร!!!!
.
.
.
ว่าแต่ เมื่อไหร่จะมานะ?
กำลังเดินอยู่ในนี้ล่ะมั้ง..

อ๊ะ...นั่น นั่นน้องษรนี่นา
อ๊าาาาาา น่ารักอะไรแบบนี้ ใส่ชุดที่เคยให้ไปด้วยล่ะ!!



ต้องรีบไปจ๊ะเอ๋สะแล้ว!

เอ๊ะ แต่เดี๋ยวสิ นั่นใครกัน
ผู้ชายร่างสูงคนนั้นเป็นใครน่ะ...



กรี๊ด-- จะมาจับผมน้องษรหรอ นั่นจุกของฉันนะ!!

อ๊ะ มีคนมาช่วยแล้ว โล่งอกไปที...

หรือนั่นคงจะเป็นเพื่อนน้องษร? ส่วนนั่นก็คงเป็นพ่อของพ่อหนุ่มคนนั้น?
แต่ทำดีมากพ่อหนุ่ม!

คอยๆยืนมองอยู่ก่อนก็แล้วกัน เพื่อนเยอะเลยแหะน้องษรเนี่ย
รออยู่คนเดียวเเล้วไปหาดีกว่า อิอิ เซอร์ไพรส์~

.

14.10 อ๊า น้องษรระวังสิ จะเดินชนเขาอยู่แล้ว

.

14.30 เดี๋ยวก็หกหรอกให้ตายสิน้องษร

.

14.35 ม๊ายยยยยยยยย อย่าทำแบบนั้นนน

โอ๊ยให้ตาย ฉันทนจะทนไม่ไหวแล้วนะ อยากไปหาจะแย่แล้ว

อ....ว่างนี่ ตอนนี้ว่างนี่!!
.
.
.
.
.
.
ตึก ตึก ตึกๆ
.
.
.
.
หมับ!

"อ...ค...ใครคะ?"

"หืมม หืมมม? ทายสิ๊ใครเอ่ยยยยย"

"....."
"คุณแม่!"


"โอ๊ยย ทายถูกเร็วเกิน จะให้อะไรดีล่ะเนี่ย ไหนมาหอมแก้มหน่อย นี่แน่ะๆๆๆ"

"555555 คุณแม่! ษรคิดถึงจังเลย ทำไมมาช้าจังคะ"

"ก็รอให้หนูอยู่คนเดียวนี่ไง จะได้มาเซอร์ไพร์ส"

"โถ่....แล้วคุณพ่อล่ะคะ คุณพ่อก็มาใช่มั้ย!"

"เหอะะ อย่าไปพูดถึงพ่อหมีเลย ไม่ยอมมาหาน้องษรแบบนี้เนี่ย เอาแต่บอกจะทำงานๆ"

"หรอคะ....."
"คุณพ่อคงจะยุ่ง แต่ไม่เป็นไร ษรกอดคุณแม่ก็ได้ นี่แน่ะ!"

.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
เสียงหัวเราะและรอยยิ้มยังคงเกิดขึ้นกับแม่ลูกทั้งสอง เป็นอีกหนึ่งครอบครัวที่ดูรักกันมากเลยล่ะ

อษิราดีใจไม่น้อยเลยทีได้เจอลูกสาวสุดที่รัก ดูเหมือนอักษรเองก็ดีใจมากๆเช่นกัน
ทั้งสองคนต่างก็พากันไปนู่นนี่ด้วยกัน หาของทานเล่น
เดินไปนั่นทีโน่นทีแนะนำเพื่อนใหม่ๆบางคน
หาอะไรทำสร้างรอยยิ้มและความสุข
.
.
.
.
.
แต่บางคน...



ช่วยไม่ได้ล่ะนะ ก็นายเลือกที่จะไม่ไปเองนี่ทักษกรณ์...





ผู้ที่ทำภารกิจได้ยอดเยี่ยมกว่ามาตรฐาน (80%+)

  A - CLASS STAMP
ตราประทับระดับสูงในหมวดภารกิจทั่วไป มีลักษณะเป็นดาวสีทับทิม สื่อถึงความหรูหรา มีมูลค่า +80 Grade Exp. จะได้รับเมื่อปฎิบัติภารกิจได้ยอดเยี่ยมเป็นที่น่าประทับใจแก่ผู้อำนวยการโรงเรียน
  +1,250,000 Spirit Point
ไอเทมเพิ่มแต้มสะสม Spirit Point ตามปริมาณที่กำหนด สามารถนำไปใช้ในการแลกเปลี่ยนเป็น CHIPS ได้ในภายหลัง

Narin's Comment:

มาสั้นๆแต่อธิบายคาแรคเตอร์ของคุณแม่ได้ชัดเจนมาก
เลยครับ งานเขียนสมบูรณ์แบบระดับ S เลยนะเนี่ย
ถ้าลงสีรูปเพิ่มด้วยก็ S ไปแล้วครับ ชอบการเฝ้ามอง
ของคุณแม่ คาแรคเตอร์ของเธอดูเป็นคนทั่วไปที่จับต้องได้
ดูเรียลดีครับ มีเวลาที่โมโห มีเวลาที่ดีใจ การที่เขียนเวลา
กำกับไว้เรื่อยๆ ผมแปลว่าเธอเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับ
เรื่องเวลา อาจจะเป็นคนตรงต่อเวลามากๆ (ไม่รู้คิดไปเอง
หรือเปล่า)

ครั้งนี้ษรนำเสนอตัวละคร(คุณแม่)ผ่านนิยายสั้นที่จริงๆ
แล้วค่อนข้างสั้นสำหรับการที่จะอินไปกับมัน แต่ษรก็ทำ
ออกมาได้อย่างชัดเจนและสดใสตามสไตล์ษรเลยครับ!!
avatar
MJ_mini

INFO. Aksorn Pasin
นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 5
ชมรม : สภานักเรียน
-2% Grade Exp.

Ore Ore : 268
Spirit Point : 11554791
CHIPS +6 M 47 K 250

สวมใส่หรือเปลี่ยนเครื่องประดับมาสคอตได้โดยไม่ต้องใช้ไอเทม

PASSPORT
[ VISA ]:

[ Grade Exp. ]:
175/1250  (175/1250)

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Lesson 60 : Quaint Charity

ตั้งหัวข้อ  dedog on Fri 30 Jun 2017, 23:53

Spoiler:


วันนี้ที่โรงเรียนของลูกชายผมมีประชุมผู้ปกครอง
ถึงผมจะไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่ว่าจะโรงเรียนจะเอาผู้ปกครองของครูไปประชุมทำไม แต่ผมก็ไปเข้าร่วมทุกปีอยู่ดี

ตอนนี้ผมเพิ่งอาบน้ำเสร็จและกำลังค้นตู้เสื้อผ้าเพื่อหาชุดจะใส่ไปประชุม
ค้นจนแทบจะฝังตัวเข้าไปในตู้ มุดจนแทบเข้าไปอยู่กับมอดแมลงและไรฝุ่น เพื่อพบว่า…
…ผมไม่มีเสื้อเชิ้ตดีๆอยู่ในตู้สักตัวเดียว…

และความหวังสุดท้ายของผมก็อยู่ที่...
“เมียครับบบบ” ผมตะโกนเรียกภรรยาสุดที่รักเพื่อถาม
“ เสื้อเชิ้ตของปันอยู่ไหนนนนนน”:



ผมชื่อเล่นว่าปัน มาจากคำว่าแบ่งปัน ความหมายดีเนอะ 55555
ผมเป็นป่ะป๊าของเจ้าตาล หรือที่ทุกคนรู้จักกันในชื่อ ครูจิณณ์ นั่นแหละ

หลังจากเรียกไม่นานภรรยาของผมก็เดินงัวเงียออกมาจากห้องนอน
เพราะตอนนี้ยังเช้ามาก ถ้าไม่ใช่มีประชุมผมก็คงยังนอนอยู่ข้างเธอนั่นแหละ

“ป๊าจะเอาอะไร” ภรรยาสุดที่รักของผมถาม

เธอชอบเรียกผมว่า ป๊า ป๊าปัน ไม่ก็ป่ะป๊า แบบเดียวกับที่ลูกๆเรียก เธอว่าจะได้เป็นตัวอย่างให้ลูกๆเรียกตาม
อืม.. ผมเรียกภรรยาว่าเมีย ก็ยังไม่เห็นลูกคนไหนเรียกตามนะ

ท่าทางขยี้หูขยี้ตาตามประสาคนยังตื่นไม่เต็มตาของเธอทำผมเอ็นดู
ภรรยาใครเนี่ย น่ารักเกินไปแล้ววว~ ♡
ผมดึงแก้มเธอเบาๆด้วยความหมั่นเขี้ยว


เธอตีมือผมแล้วมองค้อนทีหนึ่ง ก่อนจะส่งสายตาเชิงถามซ้ำ
“เสื้อเชิ้ตครับ” ผมตอบ ปล่อยมือจากแก้มภรรยาก่อนที่จะโดนมากกว่าการตีมือ

“ก็ป๊าบอกไม่ได้ใช้ เลยเอาไปบริจาคหมดแล้ว”
(‘_’;)
“หลายเดือนแล้วนะ”
(‘_’;;;)

เนื่องจากบ้านเปิดกิจการรีสอร์ตและร้านอาหาร ผมก็เลยทำงานอยู่ที่บ้านซะเป็นส่วนใหญ่ ไม่ได้แต่งหล่อออกไปไหน นึกไม่ถึงว่าจะไม่ได้แต่งมานานจนชุดหล่อหายหมดโดยไม่รู้ตัวขนาดนี้…

ระหว่างที่กำลังอึ้งอยู่ ภรรยาก็เดินหายกลับไปทางห้องนอน ไม่นานก็เดินกลับมาพร้อมกับเสื้อยืดสีสันสดใสตัวหนึ่ง…
…มันก็ต้องตัวนี้แล้วแหละ :

.
.
.

ผมขับรถมาถึงโรงเรียนแล้วตอนเก้าโมงกว่าในสภาพเสื้อยืดสีสดใสกับกางเกงยีนส์ที่ขาดนิดหน่อยตามสภาพการใช้งาน
คุณรปภ.มองผมแปลกๆ แต่ด้วยความที่คุ้นหน้ากันดีพอประมาณ คุณรปภ.จึงปล่อยให้เข้ามาโดยสวัสดิภาพ (ผมมาประชุมทุกปี แถมแวะมาหาเจ้าตาลอีกปีละหลายๆหน ก็ต้องคุ้นๆกันบ้างแหละ…มั้ง)


แค่เดินมาถึงหอประชุมก็พลันนึกถึงคำเตือนของเจ้าลูกชาย…
‘ป๊าอย่าลืมเสื้อกันหนาวนะ’

…นี่หอประชุมหรือขั้วโลกใต้….

ผมฝ่าอากาศหนาวเย็นไปเซ็นชื่อเข้างานและรับเอกสารการประชุม
จากนั้นก็เดินตัวแข็งมาหลบมุม กดมือถือหาเจ้าลูกชายเพื่อแจ้งให้ทราบว่าป๊ะป๋ามาถึงแล้ว ไม่ได้โดดประชุมหายไปไหน และป๊ะป๋ากำลังจะแข็งตายแล้วในเร็วๆนี้..

แค่หยิบมือถือขึ้นมาก็รู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่างมายืนซ้อนอยู่ด้านหลัง ผมสะดุ้งกลับไปมองตอนที่ฝ่ายนั้นกำลังจะสัมผัสตัว
เป็นเจ้าลูกชายที่เอาเสื้อคลุมของเขามาคลุมให้ผม:


เขาบ่นงึมงำ จับใจความได้ประมาณว่า บอกแล้วว่ามันหนาว อย่าลืมเสื้อกันหนาว เตือนตั้งหลายทีแล้วทำไมไม่จำ ….
อืมม์ จริงๆแล้วลูกชายผมใช้คำสุภาพกว่านี้เยอะ แต่รวมๆก็ประมาณนี้แหละ

ท่าทางเหมือนเขากำลังยุ่งๆอยู่ เพราะเอาเสื้อมาคลุมและบ่นเสร็จ เจ้าลูกชายก็ยกมือไหว้ทักทายแล้วขอตัวไปทำงานต่อ
ผมรั้งแขนลูกชายไว้ เจ้าตาลทำหน้างงนิดหน่อย ผมเก็บมือถือแล้วส่งสายตาไปที่ข้อมือของเขา

วันนี้ลูกชายใส่เสื้อเชิ้ตสีม่วงซึ่งเป็นสีประจำโรงเรียน คู่กับกางเกงยีนส์สีเข้ม ดูรวมๆแล้วก็เหมือนจะเรียบร้อยดี แต่ชายเสื้อไม่ได้ยัดในกางเกง กระดุมเสื้อตรงข้อมือก็ไม่ได้ติด เดาว่าคงจะติดไม่ถนัด และเพราะสวมเสื้อคลุมมาแล้ว เขาเลยไม่ได้สนใจติดกระดุมให้เรียบร้อย

เจ้าลูกชายพูดขอบคุณเบาๆตอนที่ผมติดกระดุมตรงข้อมือให้ จากนั้นเขาก็รีบขอตัวไปทำงานต่อ ท่าทางยุ่งมากทีเดียว


พอได้เสื้อจากลูกชาย อากาศหนาวเย็นก็ทำอะไรผมไม่ได้อีกต่อไป
และเมื่อเดินเข้าไปในพื้นที่ประชุมก็พบว่าที่นั่งส่วนใหญ่ถูกจับจองไปหมดแล้ว ยิ่งแถวหลังที่ผมเล็งไว้ที่นั่งเต็มเกือบหมด

เห็นเก้าอี้ว่างอยู่ตัวหนึ่งในโซนหลังๆ ผมเดินเข้าไปนั่งตรงนั้น และค้นพบความจริงเกี่ยวกับที่นั่งว่างตรงนี้
   1. คนข้างๆเป็นชาวต่างชาติ
   2. คนข้างๆใส่สูทหรูมั่กๆ
   3. คนข้างๆแผ่รังสีผู้ดีแรงมาก
   4. คนข้างๆน่ากลัวมาก
   5. คนข้างๆในสี่ข้อข้างต้นเป็นคนเดียวกัน

ย้ายที่ทันมั้ยเนี่ย..

.
.
.

ถึงคนข้างๆจะดูไม่น่าเข้าใกล้ไปหน่อย แต่สุดท้ายผมก็ยังนั่งอยู่ตรงนั้น

การประชุมวันนี้พูดถึงกิจกรรมการกุศลอะไรซักอย่างที่ผมฟังบ้างไม่ได้ฟังบ้าง
เห็นเจ้าลิงแม็กเวล เพื่อนสนิทของเจ้าลูกชายเป็นพิธีกร เสียงพูดของเขารื่นไหล ชัดถ้อยชัดคำ แม้เป็นการประชุมแต่ก็มีมุกตลกแทรกไม่ให้บรรยากาศตึงจนเกินไป

เห็นมาดเป็นผู้เป็นคนแบบนี้ในโหมดทำงานของเขาแล้วนึกอยากชวนเขามาเป็นนายแบบโฆษณารีสอร์ตอยู่เหมือนกัน แต่เมื่อนึกถึงโหมดลิงอันเป็นมาดปกติของเขาเวลาอยู่กับเจ้าตาล… ขอคิดหนักๆอีกทีแล้วกันนะ

เป็นการประชุมที่สบายหูสบายตาดี
ถ้าไม่นับคนข้างๆที่แผ่บรรยากาศอึมครึมแปลกๆตลอดเวลาอ่ะนะ…


ฝรั่งยังคงหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่กับเอกสารในมือที่ต้องส่งคืนทางโรงเรียนในตอนจบการประชุม มองเหมือนเขาจะไม่ค่อยเข้าใจเนื้อหาบางส่วนในนั้น
ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลก พวกคำสวยๆในเอกสาร อย่างพวก ‘ค่าสนับสนุนการศึกษา’ หรือ ‘ค่าทำนุบำรุงบุคลากร’ แรกๆผมก็ไม่รู้หรอกว่ามันคืออะไร

“ยู ชู้ด ติ๊ก ดิส” ผมชี้ไปตรงส่วนที่เขาข้าม บอกด้วยภาษาอังกฤษสเนคๆฟิชๆ “อิท แฮฟ เบเนฟิท ฟอ ยัว เบบี้”
คือผมหมายถึง ‘คุณควรติ๊กตรงนี้นะ มันมีประโยชน์กับลูกคุณ’

ฝรั่งหันมามองผม เห็นสีหน้าเวิ้งว้างของเขา ผมก็ชี้นิ้วลงไปแล้วพูดซ้ำ
“ติ๊ก”:

“ผมพูดไทยได้ครับ” อีกฝ่ายตอบกลับมาอย่างชัดถ้อยชัดคำหลังติ๊กลงไปในช่องที่ผมชี้ ผมยิ้มเขินๆให้เขาตอนที่เขาบอกขอบคุณ

“เพิ่งมาประชุมครั้งแรกเหรอครับ” ผมถาม หาเรื่องชวนคุยแก้เขินกับความเด๋อของตัวเอง
ก็แหม หน้าฝรั่งจ๋าขนาดนี้ใครจะคิดว่าจะพูดไทยชัดแจ๋ว

“ใช่ครับ” อีกฝ่ายยิ้ม รอยยิ้มทำให้หน้าดุๆดูอ่อนลง “ผมโจชัว สก๊อต”
“คุณเป็นญาติกับ หลุยส์ สก็อต เหรอ” ผมหลุดปากถามทันทีที่ได้ยินนามสกุล งับคำถามกลับมาไม่ทันแล้วตอนเห็นอีกฝ่ายหน้านิ่งไป ไม่แน่ใจว่าไม่รู้จักหรือไม่ถูกกัน
Spoiler:

หลุยส์ สก็อต -ดารานักแสดง

“ผมปราชญ์ วาทินผล” เห็นเขาแนะนำตัวด้วยชื่อจริง ผมก็ใช้ชื่อจริงบ้าง ตัดสินใจจบเรื่องการเป็นญาติกับดาราของอีกคนเอาไว้ดื้อๆตรงนั้น “ผมทำรีสอร์ตอยู่แถวอัมพวา ชื่อมะพร้าวยิ้ม บรรยากาศดี มีหิ่งห้อยให้ดู มีอาหารอร่อยๆด้วย ว่างๆก็แวะมา..”
ผมโฆษณารีสอร์ตตัวเองด้วยความเคยชิน ในจังหวะที่จะหยิบนามบัตรจากกระเป๋าสตางค์ส่งให้ถึงนึกขึ้นได้

เราไม่ได้อยู่ในงานขายทัวร์
ไม่ได้อยู่ในสถานะพ่อค้ากับลูกค้า

ผมอยู่ในงานประชุมผู้ปกครอง
คนข้างผมคือผู้ปกครอง ผมเองก็เป็นผู้ปกครอง
ลูกหรือหลานของเขาอาจจะเป็นลูกศิษย์ของลูกผม หรืออาจจะเป็นเพื่อน เป็นรุ่นพี่ รุ่นน้อง
มันไม่ใช่ที่ที่ผมควรขายของ

ผมละมือจากกระเป๋าสตางค์ ปากยังคงชวนคุยต่อไป “คุณโจอยู่ไทยมากี่ปีแล้วฮะ พูดไทยชัดแจ๋วเลย”
“ก็นานแล้วครับ” อีกฝ่ายตอบ “งานของผมต้องคุยกับคนเยอะ ก็เรียนรู้มาเรื่อยๆ”

เราคุยกันเรื่อยเปื่อยสลับกับฟังการประชุม คุณโจชัวดูค่อนข้างตั้งใจฟัง ผมก็ไม่ค่อยอยากกวนเขา
นานๆทีผมก็เห็นเจ้าตาลเดินแวบไปแวบมาอยู่ตามขอบๆห้อง ท่าทางยุ่งๆ เหมือนเขาต้องคอยช่วยประสานงานอะไรสักอย่าง

หันไปสนใจลูกชายแวบเดียว หันกลับมาก็เห็นคนข้างๆคร่ำเคร่งกับเอกสารอีกแล้ว
“ไม่เข้าใจตรงไหนถามผมได้นะ” ผมบอก
เขาชี้ถาม ผมก็อธิบายเท่าที่รู้ ตรงไหนไม่รู้ก็หันไปถามคนข้างๆอีกที

ผมได้เพื่อนใหม่ด้วยประการฉะนี้เอง

.
.
.

ตอนประชุมจบ ฝรั่งก็ยังอยู่กับผม
คุยกันจนรู้ว่าเขาทำงานราชการ (ชุดหรูขนาดนี้ ตำแหน่งสูงแน่ๆ) และอายุมากกว่าผม
ในตอนไหนรู้ของบทสนทนาที่ผมเรียกเขาว่าพี่โจ และเขาก็ไม่ได้คัดค้านอะไร



จนถึงตอนงานเลี้ยงในช่วงบ่าย พี่โจก็ยังอยู่กับผม

“ป๋าปันนนนนนน” เสียงแม็กเวลดังมาแต่ไกล “คิดถึงจังไม่ได้เจอตั้งนานนนนน”
“เมื่อเช้าก็เจอเหอะ” ผมดันหัวเจ้าลิงที่ทำท่าจะพุ่งเข้ามากอด ผมค่อนข้างสนิทกับเขาเพราะเขาไปที่บ้านบ่อย เป็นแหล่งข่าวสารชั้นดีเกี่ยวกับลูกชายผม ถามอะไรลิงตอบได้หมด บางทีผมก็รู้สึกว่าคุยกับเขาบ่อยกว่าคุยกับลูกชายตัวเองซะอีก

“เมื่อเช้ายังไม่ได้ทักทายง่ะฮะ” เจ้าลิงทำปากยื่น “ผมคิดถึงป๋านะ”

“นี่ป๊าฉัน อย่ามาแย่งน่า” เจ้าตาลดึงคอเสื้อเพื่อนจากด้านหลัง “ท่านพ่อของนายก็มาไม่ใช่เหรอ อยู่ไหนอ่ะ”
เจ้าแม็กกวาดตาหาอยู่ชั่วขณะ ผมกับเจ้าตาลก็พลอยมองตามไปด้วย อยากรู้นักว่าพ่อของลิงจะหน้าตาเป็นยังไง

เจ้าแม็กนิ่งไปและยกมือไหว้ฝรั่งที่นั่งข้างผมอย่างเรียบร้อยประหนึ่งลิงประทับทรงคุณชาย “สวัสดีครับ ท่านพ่อ”

ผมถึงกับหมุนคอไปถามคนข้างตัว “อ้าว นี่ลูกพี่โจเหรอ”
“ครับ” อีกฝ่ายยิ้มรับ
เจ้าตาลก็พลอยยกมือไหว้ฝรั่งข้างผมแบบงงๆไปด้วยว่าพ่อไปตีสนิทพ่อเพื่อนตั้งแต่ตอนไหน

ผมก็ไม่รู้นี่หว่าว่านี่พ่อเพื่อนลูก จริงๆก็ตงิดๆอยู่จากสีผมสีตาที่ไปในโทนเดียวกัน แต่เห็นออร่าผู้ดีของพี่โจเทียบกับความลิงของเจ้าแม็กแล้ว ก็มีความเชื่อว่าไม่น่าจะใช่พ่อลูกกันหรอก...

ลืมไปว่าเจ้าแม็กก็มีโหมดคุณชายซ่อนอยู่ในความลิง..

ปล่อยพ่อลูกเค้าอยู่ด้วยกันไป นานๆทีจะเห็นลิงในโหมดอื่นๆนอกจากโหมดลิงก็ดูแปลกตาดีเหมือนกัน

ช่วงบ่ายนี้เหมือนเจ้าลูกชายไม่มีงานอะไร เขาอยู่กับผมจนจบงาน
จริงๆพี่โจกับเจ้าแม็กก็อยู่

ไม่รู้คิดไปเองรึเปล่าว่าทั้งแม็กทั้งพี่โจดูค่อนข้างเกร็งในช่วงแรกๆ เหมือนพวกเขาไม่ค่อยได้อยู่ด้วยกัน ตอนหลังๆพอมีผมกับเจ้าตาลอยูในวงสนทนา คอยชวนคุย คอยยิงมุก เหมือนพวกเขาจะเกร็งน้อยลง ผ่อนคลายมากขึ้น พูดเล่นกันได้มากขึ้น ดูเป็นตัวของตัวเองมากขึ้นด้วย

จนถึงตอนจบงาน เจ้าตาลกับเจ้าแม็กมาส่งผมกับพี่โจที่ลานจอดรถ รถพี่โจจอดไกลจากผมไปไม่เท่าไหร่ สุดท้ายผมก็นามบัตรรีสอร์ตบ้านมะพร้าวยิ้มของผมกับเขาไปอยู่ดี พี่โจสัญญาเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะไปพักให้ได้ในสักวันหนึ่ง

.
.
.

พี่โจกลับไปแล้ว เจ้าแม็กก็ปล่อยให้ผมกับเจ้าตาลอยู่ด้วยกัน

ผมคุยกับเจ้าลูกชาย เขาแซวเรื่องสีเสื้อผมนิดหน่อย บอกเห็นสะดุดตาตั้งแต่เช้าแต่วุ่นๆเลยลืม ผมก็บ่นเรื่องโดนคุณแม่สุดที่รักของเขาเอาเสื้อเชิ้ตไปบริจาค เขาหัวเราะ
เราเฟซไทม์คุยกับคนที่บ้าน ทั้งภรรยาและเจ้าแฝด ลูกสาวอีกสองคนของผมที่ไม่ได้ตามมาด้วยในวันนี้เนื่องจากติดเรียน พิเศษ บอกเล่าเรื่องราวในวันนี้ บอกความห่วงใย ความคิดถึงส่งผ่านหน้าจอมือถือ

สิบกว่านาทีเราถึงบอกลากัน เทคโนโลยีที่ก้าวไกลก็มีข้อดีในแบบของมัน

ผมบอกถึงเวลาที่ต้องกลับแล้ว
เจ้าลูกชายยกมือไหว้และบอกจะกลับบ้านในช่วงสุดสัปดาห์หน้า

พระอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำเกือบจะตกดินแล้ว
ผมยังมองเห็นเขาผ่านกระจกมองหลังในตอนที่ขับรถออกมา






ผู้ที่ทำภารกิจได้โดดเด่นกว่ามาตรฐาน (75%+)

  B - CLASS STAMP
ตราประทับระดับสูงในหมวดภารกิจทั่วไป มีลักษณะเป็นดาวสีไพลิน สื่อถึงความลึกล้ำ มีมูลค่า +75 Grade Exp. จะได้รับเมื่อปฎิบัติภารกิจได้ดีมากเป็นที่น่าพึงพอใจแก่ผู้อำนวยการโรงเรียน
  +1,000,000 Spirit Point
ไอเทมเพิ่มแต้มสะสม Spirit Point ตามปริมาณที่กำหนด สามารถนำไปใช้ในการแลกเปลี่ยนเป็น CHIPS ได้ในภายหลัง
Narin's Comment:
ดูเป็นคุณพ่อที่มุ้งมิ้งน่ารักจังเลยครับ ชอบฉากกุ๊กกิ๊กๆ
กับคุณแม่ สะท้อนให้เห็นครอบครัวอบอุ่นของจิณณ์เลย
รู้สึกว่าจิณณ์ได้เชื้อพ่อมาเยอะเลยครับ ตั้งแต่หน้าตา
รวมไปถึงนิสัย ดูเป็นคนชิลๆและมีมุกตลกที่มักจะแฝง
อยู่ในคำพูดโดยที่เจ้าตัวอาจไม่ได้คิดว่ามันคือมุก

วันนี้รู้สึกว่าครอบครัวที่ใหญ่อยู่แล้วของจิณณ์จะดู
ใหญ่ยิ่งขึ้น เพราะมีครอบครัวแม็กมาร่วมวงด้วย
ถ้าขาดความชิลและเฟรนด์ลี่ของคุณพ่อไป การ
พบกันครั้งนี้คงไม่เกิดขึ้น ดูเป็นการปูเนื้อเรื่องที่
สามารถนำไปสานต่อได้ในอนาคตครับ

ปล.ทุกอย่างดีหมดแล้ว ติดที่ความเดือดอย่างเดียวนะครับ

*รื่นไหล = ลื่นไหล
avatar
dedog

Class Lv.6
INFO. Jinn
ศาสตราจารย์ภาควิชาศิลปะ
ชมรม : โสตทัศนศึกษา (ที่ปรึกษา)
-7% Grade Exp.

Ore Ore : 866
Spirit Point : 98390147
CHIPS +42 M 143 K 551



PASSPORT
[ VISA ]:

[ Grade Exp. ]:
6/343  (6/343)

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Lesson 60 : Quaint Charity

ตั้งหัวข้อ  Jibjab29210 on Fri 30 Jun 2017, 23:56

วิ่งมาแบบรีบ ๆ #...

บันทึก 30 วินาที ตอนที่ 4:


-----------------------------------------------

“At least once a day, I feel like the worst mom in the world, and I cry in my car. Then I shuttle the kids to piano lessons and soccer games and dance classes and doctors’ appointments, before my daily trip to the grocery store.”
(ฉันรู้สึกว่าตัวเองเป็นแม่ที่แย่ที่สุดในโลกไม่ต่ำกว่าวันล่ะครั้ง ฉันร้องไห้ในรถ ก่อนจะพาเด็ก ๆ ไปเรียนเปียโน และเล่นฟุตบอล และเรียนเต้น และไปหาหมอ  จากนั้นก็เริ่มทัวร์ซื้อของใช้ประจำวัน)

- Bad moms (2016)

.
.
.
.
.
 
ฉันมีลูกสามคน.

ลอว์ร่า ลูกสาวคนโตของฉัน เป็นคนค่อนข้างเงียบ และขี้อาย แต่เธอก็จริงจัง และเต็มที่กับทุกสิ่งเสมอ เธอระมัดและรอบคอบ เตรียมพร้อมและวางแผนอนาคตเป็นอย่างดี เธอสนใจในวิทยาศาสตร์ และในที่สุดก็สามารถสอบเข้ามหาลัยมีชื่อแห่งหนึ่งได้สำเร็จ

จอห์น-ลุค ลูกชายคนเล็ก และคนเดียวของฉัน ชอบก่อปัญหาไม่เว้นแต่ล่ะวัน ต่างกับลอว์ร่าราวกับฟ้ากับเหว เป็นเจ้าตัวแสบที่ทั้งขี้เกียจ เอาแต่เที่ยวเล่น ติดเพื่อน และชอบเก๊กทำในสิ่งที่คิดว่าดูเจ๋งเหมือนเด็ก ๆ รุ่นราวคราวเดียวคนอื่น ๆ แต่เขาก็เป็นเด็กดีไม่น้อยล่ะนะ อย่างน้อยเขาก็เชื่อฟังมากพอ และไม่เคยหายตัวไปซ่องสุ่มโดยไม่บอกกล่าว

และ..

แอนนาเบลล์ ลูกสาวคนรอง.. เธอเคยเป็น ใช่ เคยเป็น.. เด็กที่สดใสร่าเริง ไม่แพ้จอห์นเลย.. ชอบเข้าสังคม กระตือรือร้น และมักจะห้อมล้อมไปด้วยเพื่อน ๆ แต่ก็ซุ่มซ่ามไม่น้อยเลย ฉันยังจำวันที่แกแต่งตัวผิดไปโรงเรียน หรือสะดุดล้มกลางเวทีได้ จำได้ว่าจอห์น กับลอว์ร่าผู้แสนจะรักพี่รักน้องถึงกับระเบิดหัวเราะจนกลบเสียงปรบมือหมดเชียว
แกเป็นคนที่เข้ากิจกรรม ร่วมงานโรงเรียนมากกว่าพี่น้องคนไหน ๆ ไม่ว่าจะทีมกีฬาเน็ตบอล ขี่ม้า วงดุริยางค์ มีกิจกรรมอะไรที่ทำได้หรือยอากทำจะร่วมหมดทุกอย่าง แม้แต่ลอว์ร่ายังอิจฉาหน่อย ๆ เลยนะ เคยบ่น ๆ ว่าถ้าเขาร่วมกิจกรรมเยอะ ๆ แบบแอนน์คงจะมีอะไรไปเขียนลงใบสมัครเยอะกว่านี้..

ใช่ แกเป็นเด็กน่ารัก เป็นลูกที่น่าภูมิใจคนหนึ่ง..
และพวกเราอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข

ก่อนที่ความพิการจะพรากทุกอย่างไปจากเรา
.
.
.


ร่างสูงโปร่งเดินปะปนไปกับผู้ปกครองที่มาร่วมงานประชุม แลดูงุนงงไม่น้อยว่าต้องทำอย่างไรต่อไป เธอไม่แน่ใจว่าจะเหมือนกับงานประชุมที่เคยเข้าร่วมมาหรือไม่ จึงหยิบกระดาษขึ้นมาอ่านทบทวนตารางเวลา และกำหนดการอีกครั้ง ก่อนจะเดินตามผู้ปกครองท่านอื่น ๆ ตรงไปยังหอประชุมใหญ่

หากนับอย่างเป็นทางการนี้ก็เป็นครั้งที่สองแล้วที่เธอได้มายังโรงเรียนผู้พิการแห่งนี้ ถึงกระนั้นก็เป็นสถานที่ที่ชวนรู้สึกให้ตกใจ หากแต่ขณะเดียวกันก็น่าประทับใจในเวลาเดียวกันเสมอ
โรงเรียนควิ้นท์เป็นโรงเรียนที่มีขนาดใหญ่ อีกทั้งครบครันไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก และตึกสถานที่ต่าง ๆ ไม่ว่าจะโรงพยาบาล ธนาคาร หรือศูนย์การค้า เรียกว่าเพียบพร้อมจนเธอแอบตกใจไม่น้อยเมื่อญาติเปิดเว็บไซต์ของโรงเรียนให้ดู และความเพียบพร้อมนี้เองที่ทำให้เธอเบาใจ
การประชุมดำเนินไปได้ครู่หนึ่ง หญิงสาวก็สังเกตเห็นบางสิ่งผิดปกติ..
เมื่อเห็นร่างของชายหนุ่มเรือนผมสีทอง กับนัยน์ตาสีท้องฟ้าที่ยืนข้าง ๆ ผู้อำนวยการ
..
 
.. ทำไมถึงมีเด็กมาร่วมประชุมด้วยล่ะ
หรือว่าจะเป็นลูกชายผู้อำนวยการ..?

ขณะที่กำลังสงสัยอยู่นั้นเสียงชัตเตอร์ก็ดังขึ้น เธอรีบหันขวับไปทางต้นเสียงอย่างประหลาดใจพร้อมกับที่สายตาคู่อื่น ๆ ของผู้ปกครองในห้อง
ชายหนุ่มเรือนผมสีดำเข้มดูอายุราวสามสิบต้น ๆ กระพริบตาเหมือนกำลังจูนสมองก่อนจะเอ่ยเสียงดัง
 
“ขอโทษที่ทำเสียงรบกวนครับ!” พูดจบชายหนุ่มก็โค้งตัวก่อนจะรีบทิ้งตัวลงนั่ง ทำตาปิ๊ง ๆ ท่าทางตั้งใจฟังเต็มที่ใส่พิธีกร
 
วิคตอเรียหลุดขำเบา ๆ ก่อนจะเริ่มสนใจฟังคำบรรยายของพิธีกรหนุ่มต่อ แต่ในใจอดสงสัยไม่ได้ว่า ลูกของผู้ปกครองคนนั้นจะเป็นคนแบบไหนกันนะ และบางทีด็กคนนั้นอาจจะเป็นเพื่อนกับลูกเธอก็เป็นได้


เมื่อการประชุมเสร็จสิ้นก็เข้าสู่งานเลี้ยงช่วงบ่าย ผู้ปกครองหลายท่านเริ่มจับกลุ่มคุยทักทายกัน บ้างก็เป็นศิษย์เก่า บ้างก็เป็นผู้ปกครองของเพื่อนลูก หากแต่วิคตอเรียกลับเลือกที่จะปลีกตัวออกมา ใบหน้าแลดูกระวนกระวายชัดเจน
 
เมื่อคืนเธอคุยกับแอนน์ว่าวันนี้จะมาหาที่โรงเรียนเพราะมีการประชุมผู้ปกครอง พร้อมทั้งบอกเจ้าตัวให้จดใส่สมุดเอาไว้ หากแต่กระนั้นก็ยังกังวลอยู่ดีว่าแอนน์อาจจะลืม หรือหลงทาง
 
ไม่ใช่แค่เพียงเรื่องเหล่านั้น เธอกังวลทุกอย่างเกี่ยวกับลูก กังวลมาตลอด และไม่เคยลดลงเลย
  
ในช่วงแรกเธอนึกกังวลทั้งชีวิตใหม่ และสถานที่ใหม่จะเป็นอย่างไร สำหรับเธอที่เคยใช้ชีวิตในประเทศไทยอยู่ระยะเวลาหนึ่งในสมัยแรกรุ่นนั้น ยังพอที่จะปรับตัว และเตรียมพร้อมกับทุก ๆ สิ่งได้ หากแต่ลูกสาวของเธอล่ะ? ต้องมาอยู่ในที่ ๆ ไม่คุ้นเคยตั้งแต่ยังเล็กเช่นนี้จะรู้สึกอย่างไร
 
ใช่ เธอเคยมีช่วงเวลาต้องไปใช้ชีวิตคนเดียวในต่างแดนเช่นกัน ด้วยหลักสูตรที่เธอเรียนสมัยมหาวิทยาลัยนั้นเอง เธอจำได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบาก เจ็บปวด และเครียดมากที่สุดในชีวิต หากแต่ในตอนนั้นเธอก็โตพอที่รับมือกับปัญหาต่าง ๆ ได้ อีกทั้งยังได้รับความช่วยเหลือจากเพื่อน ๆ และอาจารย์ทำให้ผ่านช่วงเวลาเหล่านั้นไปได้อย่างดี

แต่แอนน์นั้นแตกต่างออกไป... นอกจากปัญหาด้านความพิการแล้ว ยังต้องปรับตัวให้เข้ากับทุกสิ่งไม่ว่าจะความแตกต่างของวัฒนธรรม ภาษา อาหารการกิน สภาพอากาศ ตลอดจนการใช้ชีวิต จะรู้สึกกดดันมากกว่ากี่เท่า

‘ฉันล้มเหลวในฐานะแม่แล้วล่ะ’

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอรู้สึกแบบนี้ และแน่นอนว่าไม่ใช่ครั้งเดียว หรือถ้าจะให้ยอมรับตามตรงเธอไม่ได้เริ่มรู้สึกแบบนี้ตั้งแต่ที่แอนน์เป็น Anterograde Amnesia ด้วยซ้ำ พูดตามตรงเธอรู้สึกแบบนี้ตั้งแต่วันแรกที่เปลี่ยนผ้าอ้อม และพยายามทำให้ลอว์ร่าเรอออกมาหลังดื่มนม จำได้ว่าเธอแทบจะร้องไห้ ฟังดูน่าขำนะ แต่ตอนนั้นเธอกังวลแทบตายเชียวล่ะ กลัวว่าลูกเธอจะหายใจไม่ออก ถ้าไม่เรอออกมา กังวลไปสารพัดเชียว ..นั้นแหละประสบการณ์แรก ๆ ของการเป็นแม่คนที่เธอพบก่อนที่จะเริ่มเดินเส้นทางนี้มาเรื่อย ๆ

ในวันที่เธอพาแอนน์มาถึงประเทศไทย เธออุทานกับตัวเอง โอ้พระเจ้า ฉันทำอะไรลงไป ฉันทำบ้าอะไรลงไป แอนน์ไม่ควรมาที่นี้ เธอไม่ควรพาแอนน์มา เธอควรให้ลูกอยู่ในความดูแลของหมอ

และนับแต่วันที่พาแอนน์เดินดูโรงเรียน จนถึงวันแรกที่พามาส่งเธอตื่นเต้นแทบบ้า แทบนอนไม่หลับ คิดแล้วคิดอีกว่าเธอตัดสินใจพลาดหรือเปล่า แต่ก็ต้องยิ้มเข้าไว้ เพราะการแสดงท่าทีกระวนกระวายออกมาคงมีแต่จะทำให้แอนน์หวาดกลัวกว่าเดิม

พอแอนน์เดินเข้าโรงเรียน โบกมือลาลูกจนลับตาไป คราวนี้หนักกว่าเก่าเลยล่ะ พอกลับถึงบ้านเธอแทบนั่งไม่ติดเก้าอี้ เริ่มกลัวว่าลูกสาวจะปรับตัวไม่ได้ หาเพื่อนไม่ได้ หรือเลวร้ายที่สุดคือถูกรังแก! เธอกระวนกระวายมากเสียจนแทบจะขับรถกลับไปรับแอนน์กลับมา จนพวกญาติ ๆ ต้องรีบเข้ามาพูดปลอบให้ใจเย็นลง ในช่วงแรกนั้นเธอโทรไปคุยกับแอนน์เกือบทุกวัน เพื่อเช็คดูว่าลูกของเธอยังสบายดีหรือเปล่า

แม้จะรู้ว่าไม่มีประโยชน์..


ใช่ ไม่มีประโยชน์

เธอรู้ และรู้ดีกว่าใครว่าแอนน์ไม่สามารถจดจำอะไรได้ ชีวิตของเด็กสาวมีเพียงปัจจุบัน ณ เวลานั้นเท่านั้น
และ นับแต่ที่รู้ถึงความจริงข้อนั้น

คำถามง่าย ๆ อย่าง “ชีวิตในโรงเรียนเป็นอย่างไรบ้าง” ได้กลายเป็นคำพูดต้องห้ามไปในทันที

‘ฉันล้มเหลวในฐานะแม่แล้วล่ะ’ วันนี้ก็เป็นครั้งที่สามแล้วหรือเปล่านะที่เธอคิดเช่นนั้น?

“คุณแม่”

หญิงสาวหันขวับไปตามเสียงเล็ก ๆ นุ่มนวล เสียงที่จำได้เป็นอย่างดี และได้ยินเสมอแม้ว่าจะแผ่วเบาสักเท่าไหร่..

“แอนน์”

ภาพแรกที่เห็นคือใบหน้าของลูกสาวที่ดูสดใสขึ้นมาจากครั้งล่าสุดที่เจอกัน เธอยิ้ม และโบกมือทักรัว ๆ
ขณะที่มืออีกข้างหนึ่งจับมือของสาวน้อยผมจุกเอาไว้ ข้าง ๆ มีชายหญิงที่ดูน่าจะเป็นผู้ปกครองของเด็กสาวเดินตามมา



วิคตอเรียรวบตัวบุตรสาวมากอดก่อนจะหอมแก้มเบา ๆ แล้วจึงหันมายิ้มให้สาวน้อยผมจุกข้าง ๆ ใบหน้าเปี่ยมริ้วรอยยิ้มให้อย่างเป็นมิตร ก่อนจะเอ่ยทักทายด้วยภาษาไทยช้า ๆ “สวัสดีจ้ะ เป็นเพื่อนของแอนน์หรือ?”

คนตัวเล็กพยักหน้า ตากลมโตเปล่งประกายเหมือนแปลกใจน้อย ๆ เพราะตอนแรกคิดว่าอีกฝ่ายจะพูดภาษาอังกฤษ “หนูชื่ออักษร พาสินค่ะ เป็นเพื่อนของแอน” ว่าแล้วก็ยิ้มแฉ่ง

“ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ อักษร น้าชื่อวิคตอเรีย เป็นคุณแม่ของแอนน์ ขอบคุณที่ช่วยดูแลแอนน์นะจ้ะ” หญิงสาวยิ้มหวานให้ก่อนจะหันไปทักทาย ผู้ปกครองของเด็กหญิงที่ยืนข้าง ๆ กัน “ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ วิคตอเรีย บัลลาร์ตค่ะ เป็นแม่ของน้องแอนน์”

พ่อแม่ของอักษรนั้นยิ้มกลับก่อนจะเริ่มแนะนำตัว และชวยคุยเรื่องสัพเพเหระ ไม่นานนักมีเด็กหนุ่มท่าทางสดใสคนหนึ่งเดินเข้ามากล่าวแนะนำตัวว่าเป็นประธานนักเรียน และเป็นรุ่นพี่ของแอนน์ พร้อม ๆ กับบุรุษเสียงชัตเตอร์ที่พบเมื่อตอนประชุมเดินตามมา วิคตอเรียนั้นแอบยิ้มน้อย ๆ เมื่อเห็นเช่นนั้น เห็นไหมล่ะ ทายผิดเสียเมื่อไหร่ ลูกชายเหมือนคุณพ่อไม่มีผิด

เมื่อบทสนทนาดำเนินต่อไปสักพักคราวนี้ เด็กชายคนหนึ่งดูน่าจะรุ่นราวคราวเดียวกับลูกก็เดินเตาะแตะแถ่ด ๆ เข้ามาหา พร้อมกับบิดามารดาที่กึ่งเดินกึ่งวิ่งตามมาด้วยท่าทีเลิ่กลั่ก ชุลมุนกันอยู่พักหนึ่งก่อนจะจับใจความได้ว่าน้องยูที่เป็นลูกชายของทั้งสองนั้นเป็นเพื่อนกับแอนน์ และอักษรเช่นกัน และดูเหมือนเสียงชุลมุนนั้นจะเรียกให้ชายหนุ่มพิธีกรมาร่วมวง พร้อมกับบุรุษอีกคนหนึ่งที่เธอจำได้ว่าเมื่อตอนเริ่มงานประชุมได้มีโอกาสคุยกันว่าวันนี้เขามาหาลูกชายคนที่ทำหน้าที่เป็นพิธีกรวันนี้ พร้อมกับชี้เนคไทสีแดงซึ่งสวมมาเอาใจลูกด้วยท่าทางร่าเริง หากแต่ตอนนี้กลับดูหงอยไปถนัดตา เป็นอะไรหรือเปล่านะ?

จากที่ตั้งใจจะปลีกตัวมาคุยกับลูกเงียบ ๆ ดูเหมือนจะกลับกลายเป็นว่าเธอมาอยู่กลุ่มสนทนาที่ใหญ่ และรื่นเริงไม่แพ้ใครไปเสียแล้วสิ วิคตอเรียอดยิ้มไม่ได้เมื่อคิดเช่นนั้น อีกทั้งยังรู้สึกทั้งปลื้มระคนโล่งใจที่ลูกสาวของเธอดูเข้ากันได้ดีกับเพื่อน ๆ

คิดมาถึงตรงนี้หญิงสาวก็พึ่งสังเกตว่าบุตรของตนดูเงียบไปถนัดตาจึงหันมามองด้วยความเป็นห่วง ก่อนจะต้องชะงัก..

จู่ ๆ เธอก็รู้สึกเหมือนมีบางอย่างมาจุกที่ลำคอ เมื่อมองตามสายตาของแอนน์ไป

คุณพ่อที่กำลังลูบหัวอักษร
คุณพ่อที่กำลังหัสเราะหยอกล้อไทระ
คุณพ่อที่กำลังคุยกับยู
คุณพ่อที่กำลังมองแม็กเวลล์ลูกชายตัวดีอย่างงอน ๆ

.. คือภาพที่สะท้อนอยู่ในดวงตาสีครามของเด็กสาว

‘..ฉันล้มเหลวในฐานะแม่แล้วจริง ๆ’ หญิงสาววัยกลางคนที่รู้สึกราวกับว่าตนแทบจะร้องไห้
หากแต่ทำได้เพียงยิ้ม ยิ้มให้กับผู้ปกครองทุกคนที่คุยอย่างสนุกสนาน และลูบหัวลูกสาวอย่างแผ่วเบา

พร่ำขอโทษไม่รู้กี่พันกี่หมื่นครั้งในใจที่ไม่สามารถทำให้.. ลูกสาวได้มีช่วงเวลาเช่นนั้นอีกต่อไป


“แล้วน้องแอนน์เป็นอย่างไรบ้าง ที่โรงเรียนสนุกไหม” เสียงนุ่มนวลของผู้ปกครองคนหนึ่งถามแอนน์อย่างเอ็นดู

ไม่นะ..
อย่าถามแบบนั้น

ราวกับว่ามีสายฟ้าฟาดลงมาโครมใหญ่ ร่างสูงโปร่งถึงกับชะงักตัวแข็งทื่อเมื่อได้ยินคำถามดังกล่าวอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว ดวงตาสีอะความารีนรีบหันมาขวับไปมองบุตรสาว

.. โอ้ พระเจ้าได้โปรด
ฉันไม่อยากเห็นใบหน้าแบบนั้นอีกแล้ว

ใบหน้าเจ็บปวด..
ที่เหมือนกับจะฉีกกระชากใจคนเป็นแม่แบบเธอลง.
.

“สนุกมากเลยค่ะ!” หากแต่ความกลัวนั้นก็พลันทลายลง เมื่อเสียงสดใสของอักษรดังขึ้นมา


“พวกเราได้ทำอะไรตั้งหลายอย่างเลยเนอะ แอนน์ เนอะ” อักษรเอ่ยเสียงใส “เราเล่นน้ำวันสงกรานต์ ไปเข้าค่าย แล้วก็อืม อะไรอีกนะ ใช่แล้ว ตอนที่พี่ไทระได้เป็นประธานเราช่วยกันทำของขวัญด้วยนี่นา!”

“แอนน์ตั้งชมรมด้วยนี้ใช่ไหมฮะ” ไทระเอ่ยอย่างร่าเริง ก่อนจะชูนิ้วโป้งยิ้มยิงฟัน “ Quaint Brand! ชื่อเท่สุด ๆ เลย แถมแอนน์ยังเป็นประธานชมรมด้วยน้า”

“วิ่งไล่จับ” ยูเอ่ยขึ้น “ที่ค่าย” เขาจำได้ว่าอยู่ ๆ ทุกคนก็วิ่งไล่จับกันตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ รู้แต่ว่าสนุกดี “ยูอยากกินน้ำเขียว”

“อ๋อ ๆ ใช่แล้ว ตอนนั้นแอนน์กับหนูช่วยกันอัดวีดีโอสัมภาษณ์เป็นที่ระลึกการเข้าค่ายกันด้วยล่ะค่ะ!”​ เด็กสาวยิ้มก่อนจะหันไปมองยูทำปากยื่นเล็ก ๆ “แต่ว่ายูน่ะ วิ่งหนีตลอดเลย! ต้องไล่จับกันตั้งนานแน่ะ”

“พูดถึงสัมภาษณ์ ตอนนั้นผมกับแอนน์กับษร ถ่ายเซลฟี่กันด้วยล่ะ!” ว่าแล้วเจ้าหนุ่มก็รีบค้นหยิบเอาโทรศัพท์ขึ้นมาเลื่อนหารูป แล้วโชว์ทันที “นี่ง่ะ น่ารักใช่ม้า!!”


..​ ฉันเคยหวาดกลัวมาตลอด
และกังวลเสมอมา

ว่าจะดูแลเด็กคนนี้อย่างไร จะทำหน้าที่ในฐานะแม่ที่ดีได้อย่างไร

ฉันปรารถนาที่จะเติมเต็มความสุขให้เด็กคนนี้
แต่มันยาก
ยากมาก..

เด็กคนนี้สูญเสียความทรงจำไปพร้อม ๆ กับสูญเสียสถานที่ที่ตัวเองอยู่
เธอสูญเสียทุกอย่างไปพร้อมกับรอยยิ้ม

ฉันเคยคิดว่าตัวเองทำผิดพลาด
เพราะว่าเป็นความพิการถาวรที่ไม่มีทางหาย
จึงเคยคิดว่าไม่มีประโยชน์ที่จะพยายามสร้างความทรงจำอะไรให้เธอ
เคยคิดว่าเด็กคนนี้ควรจะอยู่ในความดูแลของหมอ และไม่ควรมาที่นี่

แต่ว่า.. ในวันนี้ฉันรู้แล้ว
..​ ว่าฉันคิดผิดจริง ๆ

แม้ว่าสูญเสียความทรงจำไป
แม้ว่าจะไม่สามารถกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้อีก
และ แม้ว่าจะสูญเสียที่ที่เคยอยู่ไป
แต่เธอก็ได้พบกับสถานที่ที่สามารถอยู่ได้อีกครั้ง
ที่ ๆ เธอจะสามารถหัวเราะ และมีความสุขได้อีกครั้งในทุก ๆ วัน
ที่ ๆ เธอได้พบกับเพื่อนที่สามารถวางใจ และพร้อมที่จะช่วยจดจำสิ่งต่าง ๆ ให้กับเธอ

.. ที่โรงเรียนควิ้นท์แห่งนี้



‘ฉันล้มเหลวในฐานะแม่แล้วล่ะ’

แม้ว่าจะรู้สึกเช่นนั้นสักกี่พันครั้ง และต้องรู้สึกต่อไปอีกสักกี่ครั้ง
หากแต่ไม่มีครั้งใดที่จะทำให้ความรู้สึกโชคดีที่ได้เป็นแม่คน
และ ความรู้สึกความสุขยามที่มองรอยยิ้มของลูก ๆ นั้นลดลงไปแม้เพียงสักครั้ง..

แอนนาเบลล์ ลูกสาวของฉันเป็นเด็กที่น่ารักสดใส และเป็นลูกที่น่าภูมิใจคนหนึ่ง..
แม้กระทั้งตอนนี้ จนถึงเวลานี้
แม้ว่าความพิการจะเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง
.
.
.

แต่มีเพียงเรื่องที่แกเป็นลูกสาวที่รัก และน่าภูมิใจคนหนึ่งยังเหมือนเดิม
.. ไม่มีวันเปลี่ยนไป


----------------------------------------------------





ผู้ที่ทำภารกิจได้ยอดเยี่ยมกว่ามาตรฐาน (80%+)

  A - CLASS STAMP
ตราประทับระดับสูงในหมวดภารกิจทั่วไป มีลักษณะเป็นดาวสีทับทิม สื่อถึงความหรูหรา มีมูลค่า +80 Grade Exp. จะได้รับเมื่อปฎิบัติภารกิจได้ยอดเยี่ยมเป็นที่น่าประทับใจแก่ผู้อำนวยการโรงเรียน
  +1,250,000 Spirit Point
ไอเทมเพิ่มแต้มสะสม Spirit Point ตามปริมาณที่กำหนด สามารถนำไปใช้ในการแลกเปลี่ยนเป็น CHIPS ได้ในภายหลัง
Narin's Comment:
อ่านงานแอนทีไรขนลุกทุกทีเลยครับ ครั้งนี้ก็เช่นกัน
ชอบการที่ในทุกๆภารกิจนั้นจะมีพัฒนาการของแอน
แฝงอยู่ ชื่นใจมากๆที่ได้เห็นเธอมีความสุขขึ้นเรื่อยๆ
ภายในโรงเรียนของเรา

แอนเป็นคนถ่ายทอดอารมณ์ผ่านตัวหนังสือได้เก่งมาก
ภายใต้ความเผายังคงมีอารมณ์ความรู้สึกของคุณแม่
อยู่เต็มเปี่ยม

ชอบรายละเอียดความรู้สึกของคุณแม่ ทำการบ้านมา
ละเอียดมากครับ สั้นๆแต่สื่อออกมาได้ลึกซึ้งกินใจ
มีการเขียนถึงจุดที่ทำให้คุณแม่เห็นสังคมปัจจุบัน
ของแอน รายละเอียดเล็กๆจุดนี้คือสิ่งที่สำคัญมาก
สำหรับเนื้อเรื่องในครั้งนี้ ซึ่งแอนก็เข้าใจและใส่ใจ
กับมันอย่างละเอียด มีคติสอนใจ อ่านแล้วรู้สึกได้
อะไรกลับไปทบทวน ขอบคุณในครั้งนี้เช่นกันสำหรับ
แง่คิดและความรู้สึกดีๆที่ได้จากภารกิจครับ

Signature ------------------------------------------------>
"In a perfect storybook, the world is brave and good
A hero takes your hand, a sweet love will follow
But life’s a different game, the sorrow and the pain
Only you can change your world tomorrow"



❥ Strong - Sonna Rele >> https://www.youtube.com/watch?v=PeLlUJ6SP1w
avatar
Jibjab29210
Suspended Identity
Suspended Identity

INFO. Annabelle Ballard
นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 2
ชมรม : Quaint Band (หัวหน้าชมรม)
Ore Ore : 115
Spirit Point : 24070301
CHIPS +1 M 325 K 4



PASSPORT
[ VISA ]:

[ Grade Exp. ]:
410/1155  (410/1155)

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน


Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ
2015 © QUAINT and THE NOBLEMAN All Rights Reserved.