ลุ้นรับเงินล้านและของรางวัลมากมายกับ "Spectacular Award" จากสปอนเซอร์ ดึงเสน่ห์ของผลงานคุณออกมาให้พวกเราได้ชม!!
สวัสดี! ผู้มาเยือน ยินดีต้อนรับสู่ Quaint School Community คอมมูโรงเรียนสำหรับผู้พิการ
แผนที่โรงเรียนและภาพบรรยากาศโรงเรียนใหม่มาแล้ว!! "คลิ๊กที่นี่" พร้อมเปิดจองห้องพักแล้ววันนี้เป็นต้นไป!!

Share
Go down
avatar
Quaint Foundation
Quaint Foundation
ClassLv.50
INFO.Narin
ผู้อำนวยการโรงเรียน
สามารถซื้อ LOTTO ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

Star Piece1012
CHIPS+89 M 451 K 798



PASSPORT
[ VISA ]:

[ Grade Exp. ]:
12285/68400  (12285/68400)
ดูข้อมูลส่วนตัว

Lesson 70 : Quaint Charity II

on Sat 16 Dec 2017, 00:41
Message reputation : 100% (1 vote)
สวัสดีครับ

ยินดีต้อนรับสู่ภารกิจสุดท้ายประจำปีนี้
หลังจากนี้เราจะมีการปิดเทอมหนึ่งเดือน
เพราะฉะนั้นมาทำกันให้เต็มที่เต็มฝีมือ
ก่อนจะไม่ได้ส่งภารกิจไปอีกสักพักกันเถอะ!!

เนื้อเรื่องภารกิจนี้สืบเนื่องมาจากภารกิจ
Lesson 60 : Quaint Charity
ครั้งที่แล้วเป็นเนื้อเรื่องเกี่ยวกับการประกาศ
เปิดโครงการ Quaint Charity ส่วนครั้งนี้
จะเป็นเนื้อเรื่องงานเลี้ยงฉลองปิดโครงการ
หลังจากที่โครงการประสบความสำเร็จเป็น
ที่เรียบร้อยแล้ว

ตามเนื้อเรื่องแล้วโครงการ Quaint Charity
ไม่มีความเกี่ยวข้องกับโครงการวาดอดอป
ที่เราทำในความเป็นจริง แต่ผมอยากให้
คิดซะว่าภารกิจครั้งนี้เป็นการฉลองความสำเร็จ
ของโครงการขายอดอปของเราเช่นกัน
เผื่อทุกคนจะเอ็นจอยและอินไปกับการวาด
มากขึ้น

ตามเนื้อเรื่องจะเป็นโครงการบริจาคที่สมาคม
ผู้ปกครองและนักเรียนภายในโรงเรียนทำร่วมกัน
โดยที่ไม่ได้ระบุประเภทและวิธีการบริจาค ให้ข้าม
รายละเอียดส่วนนั้นไปเลย


ระยะเวลาภารกิจ พิมพ์ว่า:SAT 16/12/17 ; 00.00 TH - SUN 31/12/17 ; 23.59 TH
รายละเอียดภารกิจ พิมพ์ว่า:
หลังจากที่โครงการ Quaint Charity ประสบความสำเร็จ
อย่างสวยงามแล้ว ทางโรงเรียนจึงได้จัดงานเลี้ยงฉลองขึ้น
ในวันที่ 23 ธันวาคม ณ. ลานประชุมภายในอาคาร
Convention Hall เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป
ทางโรงเรียนจะส่งบัตรเชิญเข้างานเลี้ยงให้ผู้ปกครอง
ทุกคน แต่จะเขียนให้ผู้ปกครองมาร่วมหรือไม่ก็ได้
แล้วแต่เนื้อเรื่องที่อยากจะเขียน ไม่จำเป็นต้องใช้
ผู้ปกครองคนเดียวกับภารกิจ Lesson 60 :
Quaint Charity เท่านั้น สามารถใช้คนเดิม
หรือเปลี่ยนคนได้

ประเภทของงานเลี้ยงครั้งนี้คืองานเลี้ยงสังสรรค์
ยามเย็น เริ่มจากการทานดินเนอร์ร่วมกัน หลังจาก
นั้นจะมีทั้งกิจกรรมหน้าเวที งานจัดแสดงจากวง
ดนตรี Quaint brand ไฮไลท์ของงานครั้งนี้คือ
งานเต้นรำที่จะมีเพลงหลายๆประเภทให้เลือกเต้น
ในแนวที่ถนัด

เครื่องแต่งกาย : ชุดสุภาพ ชุดออกงานกลางคืน
หรือชุดนักเรียน/ชุดทำงาน(สำหรับคนที่ไม่รู้จะใส่อะไร)

---------------------------------------------

1.แต่งเนื้อเรื่องวันงานเลี้ยงฉลอง ช่วงไหนของงานก็ได้
แต่จะต้องมีเนื้อหาช่วงเต้นรำอยู่ด้วย โดยสามารถเลือกได้
่ว่าจะเขียนเพียงสั้นๆหรือโฟกัสกับจุดนี้เป็นพิเศษ ความยาว
ของเนื้อหาช่วงเต้นรำไม่มีผลต่อสแตมป์ ให้เขียนเพราะจะ
ต้องใช้โยงเรื่องกับภาพประกอบเพียงเท่านั้น

2.วาดภาพประกอบตัวละครของคุณระหว่างกำลัง 'เต้นรำ'
กับเพื่อนร่วมงานสักคน ไม่ว่าจะเป็นผู้ปกครองของคุณ
ผู้ปกครองคนอื่น เพื่อนร่วมชั้น ครู นักเรียน บุคลากร
ก็ได้ทั้งสิ้น จำนวน 1 รูป

หากอยากวาดรูปประกอบเนื้อหาฉากอื่นๆที่ไม่เกี่ยวกับ
ฉากเต้นก็วาดได้ตามสะดวก ถ้าภาพคุณภาพดีมากหรือ
เนื้อหาภาพน่าสนใจ จะทำการแถมถ้วยให้เป็นรางวัล


*กรณีคนที่หูหนวก ขยับร่างกายไม่ดวก ถ้าต้องการ
สามารถเปลี่ยนจากเต้นรำเป็นกิจกรรมอย่างอื่นได้
ตามสะดวก ทางด้านภาพนั้นอยากให้วาดภาพกิจกรรม
ภายในงานที่ทำร่วมกับผู้อื่น (รอบนี้ตั้งใจอยากให้ลอง
ฝึกวาดรีแอคชั่นระหว่างตัวละครสองตัวกันดู)*

กฏการให้สแตมป์ พิมพ์ว่า:ภาพ 50%/เขียน 50%

ภาพตรวจจากสแตนด์ดาร์ดส่วนบุคคล เขียนตรวจจาก
กสแตนด์ดาร์ดส่วนบุคคลด้านการเขียน เขียนไหลลื่น
หรือไม่ อ่านเข้าใจหรือเปล่า มีคำผิดเยอะเกินไปหรือไม่?

และเนื้อหาที่ส่งครบตามโจทย์หรือไม่?





รางวัลคุณภาพผลงาน

ผู้ที่ทำภารกิจได้เพอร์เฟ็คสูงกว่ามาตรฐานมาก (100%)

  S - CLASS STAMP
ตราประทับระดับสูงสุดในหมวดภารกิจทั่วไป มีลักษณะเป็นดาวสีนิลสุดแสนจะคลาสสิก มีมูลค่า +100 Grade Exp. จะได้รับเมื่อปฎิบัติภารกิจได้เพอร์เฟ็คเป็นที่น่าประทับใจแก่ผู้อำนวยการโรงเรียน

  +1,500,000 Spirit Point
ไอเทมเพิ่มแต้มสะสม Spirit Point ตามปริมาณที่กำหนด สามารถนำไปใช้ในการแลกเปลี่ยนเป็น CHIPS ได้ในภายหลัง



ผู้ที่ทำภารกิจได้ยอดเยี่ยมกว่ามาตรฐาน (80%+)

  A - CLASS STAMP
ตราประทับระดับสูงในหมวดภารกิจทั่วไป มีลักษณะเป็นดาวสีทับทิม สื่อถึงความหรูหรา มีมูลค่า +80 Grade Exp. จะได้รับเมื่อปฎิบัติภารกิจได้ยอดเยี่ยมเป็นที่น่าประทับใจแก่ผู้อำนวยการโรงเรียน

  +1,250,000 Spirit Point
ไอเทมเพิ่มแต้มสะสม Spirit Point ตามปริมาณที่กำหนด สามารถนำไปใช้ในการแลกเปลี่ยนเป็น CHIPS ได้ในภายหลัง



ผู้ที่ทำภารกิจได้โดดเด่นกว่ามาตรฐาน (75%+)

  B - CLASS STAMP
ตราประทับระดับสูงในหมวดภารกิจทั่วไป มีลักษณะเป็นดาวสีไพลิน สื่อถึงความลึกล้ำ มีมูลค่า +75 Grade Exp. จะได้รับเมื่อปฎิบัติภารกิจได้ดีมากเป็นที่น่าพึงพอใจแก่ผู้อำนวยการโรงเรียน

  +1,000,000 Spirit Point
ไอเทมเพิ่มแต้มสะสม Spirit Point ตามปริมาณที่กำหนด สามารถนำไปใช้ในการแลกเปลี่ยนเป็น CHIPS ได้ในภายหลัง



C. ผู้ที่ทำภารกิจได้ตามมาตรฐานทั่วไป (50%+)

  C - CLASS STAMP
ตราประทับระดับกลางในหมวดภารกิจทั่วไป มีลักษณะเป็นดาวสีมรกต สื่อถึงความมั่นคง มีมูลค่า +50 Grade Exp. จะได้รับเมื่อปฎิบัติภารกิจได้ปานกลางเป็นที่น่าพอใจแก่ผู้อำนวยการโรงเรียน

  +900,000 Spirit Point
ไอเทมเพิ่มแต้มสะสม Spirit Point ตามปริมาณที่กำหนด สามารถนำไปใช้ในการแลกเปลี่ยนเป็น CHIPS ได้ในภายหลัง



D. ผู้ที่ทำภารกิจได้ต่ำกว่ามาตรฐานควรแก่การพัฒนา (35%+)

  D - CLASS STAMP
ตราประทับระดับต่ำในหมวดภารกิจทั่วไป มีลักษณะเป็นดาวสีแอเมทิสต์ สื่อถึงความเรียบง่าย มีมูลค่า +35 Grade Exp. จะได้รับเมื่อปฎิบัติภารกิจผ่านเกณฑ์ตามที่ได้รับมอบหมายไว้

  +800,000 Spirit Point
ไอเทมเพิ่มแต้มสะสม Spirit Point ตามปริมาณที่กำหนด สามารถนำไปใช้ในการแลกเปลี่ยนเป็น CHIPS ได้ในภายหลัง






รางวัลแห่งความขยัน

.....รางวัลสำหรับแจกให้กับผู้ที่ส่งภารกิจเป็นคนแรกเท่านั้น เพื่อให้กำลังใจผู้ที่มี
ความขยันในการทำภารกิจส่งผู้อำนวยการโรงเรียน


  กล่องแห่งความขยัน
กล่องของขวัญที่ทางโรงเรียนมอบให้กับผู้ส่งภารกิจหลักเป็นคนแรก เมื่อเปิดกล่องแล้วสามารถเลือกรับสกิลบัฟจำนวน 1 สกิลได้ดังนี้...



หรือสามารถใช้แร่ QUAINT ORE จำนวน 20 ชิ้นแลกการใช้งานสกิลบัฟ 1 สกิลจาก...



อ่านข้อมูลสกิลบัฟได้ที่ "คลิ๊กที่นี่"





รางวัลเกียรติยศแห่งความสร้างสรรค์

.....ถ้วยรางวัลแต่ละชนิดจะถูกมอบให้กับ นักเรียน-อาจารย์ ที่มีผลงานสร้างสรรค์
เกินขอบเขตของจินตนาการ โดยระดับถ้วยเกียรติยศและจำนวนที่จะมอบให้นั้นขึ้น
อยู่กับผู้อำนวยการโรงเรียนเท่านั้น แม้ผลงานที่เพอร์เฟ็คแต่ถ้าขาดความสร้างสรรค์
ก็จะไม่ได้รับถ้วยรางวัลเกียรติยศก็เป็นได้ ในทางกลับกันหากผลงานไม่ได้สวยจน
น่าตะลึง แต่ถ้าหากมีความสร้างสรรค์ผู้อำนวยการก็สามารถมอบถ้วยเกียรติยศให้ได้...


  GOLDEN HONOR DEGREE TROPHY
ถ้วยเกียรติยศทองคำแท้ มอบให้แด่ผู้ที่สามารถปฎิบัติภารกิจหรือร่วมกิจกรรมต่างๆที่ทางโรงเรียนจัดขึ้นได้น่าประทับใจผู้อำนวยการเป็นอย่างมาก

  SILVER HONOR DEGREE TROPHY
ถ้วยเกียรติยศเงินแท้ มอบให้แด่ผู้ที่สามารถปฎิบัติภารกิจหรือร่วมกิจกรรมต่างๆที่ทางโรงเรียนจัดขึ้นได้น่าประทับใจผู้อำนวยการ

  BRONZE HONOR DEGREE TROPHY
ถ้วยเกียรติยศทองแดง มอบให้แด่ผู้ที่สามารถปฎิบัติภารกิจหรือร่วมกิจกรรมต่างๆที่ทางโรงเรียนจัดขึ้นได้น่าดึงดูดใจผู้อำนวยการ





Spectacular Award

.....รางวัล Spectacular จะถูกมอบให้สำหรับผู้ที่สร้างสรรค์ผลงานได้ประทับใจ
สปอนเซอร์จากบริษัท NOBLEMAN (EST.1990) เป็นอย่างมาก โดยผลงานนั้น
จะต้องมีเสน่ห์ในรูปแบบต่างๆที่ดึงดูดสายตาและจิตใจของสปอนเซอร์ ซึ่งไม่ได้ขึ้น
อยู่กับคุณภาพผลงานแต่อย่างใด แต่จะขึ้นอยู่กับความคิดสร้างสรรค์, จินตนาการ,
เสน่ห์ของผลงาน, ความกลมกล่อมของภาพรวม เป็นต้น ซึ่งผู้ที่ได้รับรางวัลนี้จะได้
รับการประกาศเกียรติคุณ ณ ความคิดเห็นที่ลงผลงาน และใต้ชื่อกระทู้ภารกิจในหน้า
กระดานภารกิจ พร้อมทั้งของรางวัลดังนี้...

** อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับรางวัลนี้ได้โดย "คลิ๊กที่นี่" **

  +1,000,000 CHIPS
เหรียญตราที่ใช้ในการชำระค่าใช้จ่ายทั้งหมดภายในโรงเรียนหรือการร่วมกิจกรรมพิเศษที่ทางบริษัท NOBLEMAN จัดขึ้น โดยสามารถใช้แต้มสะสมจาก Spirit Point ในการแลกได้


Signature ------------------------------------------------>
avatar
INFO.Isara Pattanasak
ศ.ภาควิชาภาษาเบรลล์
-10% Grade Exp.

Star Piece596
CHIPS+80 M 225 K 269

เพิ่มอัตราดอกเบี้ยสินทรัพย์ประเภท CHIPS +3.0%/เดือน

PASSPORT
[ VISA ]:

[ Grade Exp. ]:
31/44  (31/44)
ดูข้อมูลส่วนตัวhttp://dongseng23.deviantart.com

Re: Lesson 70 : Quaint Charity II

on Sun 31 Dec 2017, 13:17
Spoiler:


ผมรู้สึกเหมือนตัวเองไม่ได้เข้าร่วมกิจกรรมอะไรมานานมากแล้ว นับตั้งแต่ที่ได้เป็นคุณครูที่นี่ อันที่จริงช่วงที่เรียนมหาลัยผมก็ค่อนข้างจะหนักกิจกรรมอยู่ เพราะเพื่อนๆ ที่มหาวิทยาลัยชอบลากผมไปนู่นนี่นั่น เพราะอยากให้ผมเข้ากับทุกๆ คนได้และชินกับการใช้ชีวิตที่มหาวิทยาลัย เนื่องจากผมมองไม่เห็น ถึงแม้มันจะลากผมไปทำกิจกรรมก็จริง แต่พวกมันก็ประคบประหงมผมเป็นอย่างดี เรียกได้ว่าริ้นไม่ให้ไต่ ไรไม่ให้ตอมเลยทีเดียว ก็คงจะมีแต่ริ้นประเภท 'รุ่นพี่' ล่ะมั้งที่ชอบมาตอมและพวกมันก็ต้องปล่อยให้ตอม ไม่งั้นโดนคาดโทษ...

ไม่รู้ว่าผมจะมานั่งรำลึกความหลังทำไม อาจจะเป็นเพราะใกล้เข้าช่วงปีใหม่ พาลทำให้ผมนึกไปถึงอะไรเก่าๆ ที่ผ่านมาล่ะมั้ง และผมคงจะนั่งเหม่อนานไปหน่อย เลยโดนม้วนกระดาษเอสี่ฟาดเข้าที่กลางกระบาล

"โอ้ย!"
"เหม่อนะเหม่อ เรียกก็ไม่ตอบ เป็นอะไรหะ"
"คิดไรไปเรื่อย"
"ฟังคนตรงหน้ามั่ง ผอ.อยู่ในโรงเรียนนี่แหละ คิดถึงอะไรนักหนา"

ผมขมวดคิ้ว การที่ผมจะเหม่อมันเกี่ยวอะไรกับผอ.เนี่ย

"อ้าว ไม่ได้คิดถึงผอ.เหรอ นายนอกใจเหรอเพื่อน!!"

ไอ้นี่ก็อีกคน... อยู่กับมันนานๆ แล้วก็ชักจะประสาทแตก เดี๋ยวนี้ปีกกล้าขาแข็ง บังอาจลงไม้ลงมือกับเพื่อนฝูง แต่ไม่มีมันผมว่าชีวิตครูของผมในรั้วโรงเรียนก็คงจะน่าเบื่อน่าดู เห็นว่าเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่สมัยมอปลายหรอกนะ เลยไม่ได้ฟาดคืน (อันที่จริงคือเล็งไม่แม่นมองไม่เห็น) แม็กเวลบ่นงุ้งงิ้งไปตามประสาก่อนที่เสียงเรียบๆ ของจินตุงจะดังขึ้น

"ได้ฟังที่พูดไปตะกี้ใช่มั้ย?"
"เอ่อ ที่ว่าเป็นคนต้อนรับแขกน่ะเหรอ"
"อืม นายโอเคป่าว?"
"โอเค ตามนั้น"

ผม จินตุงและแม็กเวลกำลังนั่งคุยกันถึงเรื่องงานเลี้ยงฉลองโครงการ Quaint Charity ที่จะจัดขึ้นในอีก 3 วันข้างหน้านี้ อันที่จริงก็พอจะได้อ่านเอกสารบ้างแล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่เรื่องการจัดการสถานที่และรายชื่อแขกคงไม่ใช่งานที่เหมาะกับผมนัก อย่างผมคงต้องใช้หน้าตาและความสุภาพในการช่วยงาน (อวยตัวเองไปอี๊ก) เลยลงเอยที่ตำแหน่งครูผู้ต้อนรับแขกร่วมงาน ซึ่งคนที่ทำหน้าที่นี้มีประมาณ 3-4 คน นอกจากผมแล้วก็มีเจ้าเพื่อนสนิทที่รู้จักกันตั้งแต่มอต้นคือจินตุงด้วย

รูปแบบงานจะคล้ายๆ งานร่วมทานดินเนอร์ด้วยกัน จากนั้นก็มีการเต้นรำซึ่งเป็นไฮไลท์ของงาน ผมไปงานปาร์ตี้สังสรรค์มาบ้าง แต่เรื่องเต้นรำผมคงทำไม่ได้จริงๆ ถ้าคนอื่นไม่เดินมาชนผม ก็คงจะเป็นผมนี่แหละที่จะไปชนเขา การเต้นรำจึงเป็นอะไรที่ห่างไกลตัวผมมาก แค่ร่วมดื่มร่วมพูดคุยกับคนในงานก็เพียงพอแล้ว

"นายจะเต้นรำด้วยเปล่า?" ผมเอ่ยถามแม็กเวล ผู้ซึ่งท่าทางเชี่ยวชาญงานเลี้ยงหรูๆ มากที่สุด
"อย่าลืมว่าฉันเป็นดีเจ"
"แล้วดีเจเต้นไม่ได้เหรอวะ" ผมอดจะถามออกไปด้วยความสงสัยไม่ได้ เป็นดีเจก็น่าจะเต้นได้นี่นา หรือมันจะหมายถึงว่าเป็นดีเจก้ต้องเต้น แต่เจ้าตัวกลับเปลี่ยนเรื่อง ไม่ได้ตอบคำถามผม กลับลำมาที่ตัวผมเฉย
"แล้วนายล่ะไอน์ ไม่เต้นเหรอ"
"ไม่อ่ะ ไม่ใช่ของถนัด"
"ฉันช่วยได้น้า จะได้เต้นกับผอ.สนุกๆ ไง"
"ผอ.ก็จะเต้นรำเหรอ?"
"อ่ะ---" แม็กเวลเหมือนจะพูดอะไรสักอย่าง เขานิ่งไปซักพักแล้วพูดเสียงเบาลงคล้ายคนไม่ค่อยมีความมั่นใจ "เปล่าหรอก เผื่อนายอยากชวนผอ.เต้นไรงี้"

อืม...มันก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจนะครับ เราสองคนไม่เคยเต้นรำด้วยกันเลย แต่คิดไปคิดมาแล้วผมอาจจะสร้างความลำบากให้กับผอ.มากกว่า ผมไม่เคยเต้นมาก่อน ถ้าจะให้หัดในสามวันแล้วเป๊ะท่าเต้นคงจะยาก ถ้าดันทุรังไปคงจะพาผอ.ไปชนคนนั้นคนนี้ ดีไม่ดีอาจจะเดินเหยียบเท้าผอ.จนพรุนแหง คิดแล้วก็รู้สึกลำบากคนรอบตัว

"ไม่เอาหรอก เดี๋ยวทำผอ.ลำบาก"
"อ่า... ตามใจ"
"แล้วถ้าผอ.ชวนนายเต้นล่ะ นายจะเต้นเปล่า?"

จินตุงผู้นั่งเงียบมาตลอดเอ่ยถาม

"ไม่ขัดอยู่แล้ว"
"ดี!!!" จู่ๆ เจ้าแม็กเวลก็พูดขึ้นเสียงดังเหมือนดีใจสุดขีด เอ่อ..อะไรของมัน ผีเข้าผีออก
.
.
.
.
.
ผมกลับมาที่ห้องพักของตัวเองพร้อมกระดาษแจ้งกำหนดการงานเลี้ยง อันที่จริงฝ่ายกิจการและฝ่ายลริหารผู้ที่มีหน้าที่ดูแลงานนี้โดยตรงจัดการเองเกือบทั้งหมดแล้ว ต้องยอมรับว่าฝ่ายบริหารจัดการเค้าทำได้ดีจริงๆ ภายในห้องพักเงียบเชียบ ไม่มีเสียงใดๆ เป็นอันรู้ว่าผอ.ยังไม่กลับห้อง ช่วงนี้ผอ.กลับห้องช้า บางวันกลับมาก็บ่นเมื่อยตัว ดูท่างานเลี้ยงครั้งนี้คงจะหนักมาก เพราะผมไม่เคยเห็นผอ.เหนื่อยขนาดนี้มาก่อน

จนนาฬิกาบอกเวลาสามทุ่ม เสียงปลดล็อคกลอนประตูก็ดังขึ้น ผมที่กำลังเป่าผมให้แห้งอยู่เพัราเพิ่งอาบน้ำรีบออกไปตามเสียง ผอ.กลับมาดึกกว่าทุกวัน

"ผอ.ครับ กลับมาแล้วเหรอครับ"
"อ้าว ไอน์..."

เสียงของแกดูระโหยโรยแรงมาก งานหนักขนาดนั้นเชียว ซักพักก็ได้ยินเสียงผอ.ทิ้งตัวลงบนโซฟากลางห้องนั่งเล่น แล้วพ่นลมหายใจออกมาแรงๆ เหมือนจะทอดถอนใจ ดูๆ แล้วแกคงจะเหนื่อยมากจริงๆ ผมเลยขยับไปนั่งที่ปลายโซฟา จับเท้าแกทั้งสองข้างยกขึ้นมาวางไว้บนตัก

"วันนี้เป็นยังไงบ้างครับ"
"ก็...เหนื่อย"

ผมลอบยิ้มในใจ อายุอานามก็ไม่ใช่น้อยๆ แล้ว แต่ก็ยังชอบทำงานหนักๆ อยู่เรื่อยไม่แคร์สังขารตัวเองเลย ถึงอย่างนั้นผมก็ยังนวดให้แกเล็กๆ น้อยๆ ไม่ได้หวังว่าจะคลายกล้ามเนื้ออะไรได้มากมาย แต่หวังว่าแกจะได้ผ่อนคลายจิตใจไปบ้าง ซักพักผอ.ก็ลุกขึ้นนั่ง ก่อนจับมือผมไว้

"วันนี้ไอน์ล่ะเป็นไงบ้าง"
"ก็..เรื่อยๆ ครับ เด็กๆ น่ารักดี"
"อืม..แล้วเรื่องงานเลี้ยงล่ะ? ได้คุยกับพวกครูบ้างมั้ย?"
"ครับ ผมเป็นฝ่ายตอนรับหน้างาน ฝ่ายเดียวกับจินตุง"
"เราโอเคนะ?"
"แน่นอนครับ" ผมตอบด้วยน้ำเสียงที่แสดงให้เห็นว่าแฮปปี้กับงานและไม่ได้เสแสร้ง อันที่จริงไม่ว่าอะไรที่ผมพอจะทำได้ผมก็เต้มใจจะทำทั้งนั้น ถึงจะแก่ขึ้นยังไง ความคิดที่ชอบคิดว่า 'ไม่อยากเป็นภาระใคร' ก็ยังคงมีอยู่ไม่ไปไหน และผมว่ามันก้ยิ่งเพิ่มพูนตามอายุที่มากขึ้นและหน้าที่ที่พ่วงตามมา

สัมผัสแผ่วเบาจากมือของผอ.เกิดขึ้นที่กลางศีรษะของผม ผอ.ลูบผมของผมเบาๆ ถึงจะอยู่ด้วยกันมาหลายปีแล้ว ผมก็ไม่เคยเบื่อสัมผัสจากผอ.เลย

"ทำให้หายเหนื่อยหน่อยสิ"
"เอ่อ..."

ให้ทำอะไรดีล่ะ ผมเลยลุกขึ้น ไปหาน้ำเย็นๆ มาซักแก้วแล้วยื่นให้ผอ. ผอ.รับเอาแก้มน้ำไว้แต่ไม่พูดอะไรออกมา แปลกๆ แหะ

"เป็นอะไรไปครับ อยากนอนพักหรือเปล่า หรือเมื่อยตรงไหน"
"อยากอาบน้ำ"
"อากาศเย็น ผอ.อย่าลืมปรับเป็นน้ำอุ่นนะครับ"
"ไอน์อาบยัง"
"ผมอาบแล้วครับ"

ผอ.บ่นกระปอดกระแปดอะไรเล็กน้อยซึ่งผมไม่เข้าใจ เจ้าตัวลุกไปอาบน้ำ ส่วนผมก็ไปเป่าผมต่อ แต่ไม่นานผมก็แห้งเวลาเดียวกับผอ.ออกมาจากห้องน้ำ ตอนนี้เวลาเกือบสี่ทุ่มแล้ว ลืมถามไปเลยว่าทานอะไรมาหรือยัง

"ทานอะไรมายังครับ"
"เรียบร้อยมาจากข้างนอกแล้ว"
"อ่อครับ ดึกแล้ว...นอนกันเถอะ"

ผอ.ไม่ได้พูดอะไร แกล้มตัวลงนอนแล้วหลับไปในแทบจะทันที บ่งบอกว่าช่วงสามสี่วันมานี้แกเหนื่อยมากจริงๆ แถมวันนี้เหมือนจะเหนื่อยกว่าเดิม เล่นกลับดึก ซึมกะทื่ออีก งานเลี้ยงครั้งนี้คงจะเป็นงานใหญ่กว่าที่ผมคิดไว้มากแน่ๆ ถ้ามีอะไรที่ผมช่วยได้ผมก้จะทำเต้มที่เช่นเดียวกัน
.
.
.
.
วันนี้ผมเลยตั้งใจจะหาข้อมูลโดยละเอียดดูว่างานเลี้ยงครั้งนี้มีอะไรพิเศษกว่าปกติหรือเปล่า แต่ไม่ว่าจะถามครูคนไหนที่เกี่ยวข้อง แกก็ตอบแต่ว่ารายละเอียดทั้งหมดในงานอยู่ในกระดาษแจ้งกำหนดการแล้ว ถ้าจะมีอะไรพิเศษกว่าปกติก็คงเป็นแค่ 'งานเต้นรำ' ที่ไม่ค่อยมีงานเลี้ยงของควิ้นท์เท่านั้น ส่วนเรื่องแขก ส่วนใหญ่ก็เป็นนักเรียน ครูบุคลากรของโรงเรียน คนนอกนั้นก็เป็นผู้ปกครองของนักเรียน ไม่ได้มีรัฐมนตรีหรือคนใหญ่คนโตอะไรมา  

เอ...แล้วอะไรทำให้ผอ.เหนื่อยล้าขนาดนั้นกันนะ แกยิ่งเป็นพวกไม่ค่อยบอกอะไรผมด้วยสิถ้ามันเป็นเรื่องที่ลำบาก ผมเลยได้แต่เดินทำหน้ากลุ้มใจไปสอน ระหว่างที่พักเที่ยง ตาแม็กที่ออกไปทำงานนอกสถานที่ตอนเช้าก็กลับเข้ามาที่โรงเรียน เสียงถอนหายใจมีเป็นระยะๆ เมื่อวานยังดีดอยู่เลย วันนี้เปื่อยซะแล้ว

"อะไรเป็นอะไร ถอนหายใจจนแผ่นดินจะยุบละ" ผมอดค้อนขอดไปไม่ได้
"เหนื่อย"

ช่วงนี้เป็นอะไรไปเนี่ย ทำไมมีแต่คนเหนื่อยๆ อยู่รอบตัวผม ผอ.งี้ ถึงแกจะไม่พูดก็รู้ว่าเหนื่อย เจ้าแม็กเพื่อนยากก็บ่นว่าเหนื่อย หรือผมจะชิลเกินไป?

"เห้ย มีอะไรให้ช่วยป่าว"
"ไม่มีๆ รอแต่งตัวหล่อๆ วันงานได้เลยเพื่อน"
"จริงดิ ไม่มีเลยเหรอ"
"ไม่มี~~~~" เจ้าแม็กว่าด้วยน้ำเสียงที่สดใสขึ้นมาเล็กน้อยก่อนจะตบไหล่ผมเบาๆ ซักพักเสียงที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นที่เหนือหัวผมซึ่งกำลังนั่งอยู่
"หวัดดีเพื่อนฝูง"
"จินนนนนนณ์ เพื่อนนนน กอดหน่อยยย"
"เห้ยไรเนี่ย"

และก็เป็นเจ้าตัววุ่นวายแม็กเวลที่คงกำลังจะกวนประสาทจินตุงอยู่แหง เพราะได้ยินเสียงตุบตับๆ ของสองคนนี้ ไม่ว่าเมื่อไหร่ถ้าพอได้รวมตัวแล้ว บรรยากาศป่วนๆ ก็มักจะคงอยู่เสมอ ไม่ใช่เด็กแล้วนะ แต่ผมว่าพวกผมก็ยังเด็กอยู่ดีแหละ เวลาอยู่รวมกัน

พวกเราพูดคุยกันเรื่องกิจกรรมของโครงการที่ผ่านมา ความสนุกต่างๆ ที่ได้จากวันนั้น บอกเลยว่าไม่ใช่แค่นักเรียนที่ไปบริจาคกับเราเท่านั้น แต่ครูบุคลากรที่เดินทางไปมอบของบริจาคให้บ้านนนทภูมิก็สนุกสนานไม่แพ้กัน แถมยังอิ่มบุญอย่างบอกไม่ถูก แม้จะผ่านไปหลายวันแล้วแต่การได้หยิบยกเรื่องวันนั้นมาพูดทีไรก็สนุกกันตลอด เป็นโครงการที่แทบทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ประสบความสำเร็จเกินคาด

อันที่จริงผมจะเชิญตากับยายมาเหมือนเมื่องานเลี้ยงครั้งก่อนก็ได้ แต่เพราะแกมาไม่ไหวแล้ว ผมเองก็ไม่อยากให้แกดันทุรังมา เพราะเดี๋ยวยังไงปีใหม่ก็ต้องกลับไปหาท่านอยู่ดี งานเลี้ยงโครงการ Quint Charity เลยมีแค่ผม

"ตากับยายไม่มาใช่ปะไอน์"
"อืม เดี่ยวจบงานเราก็กลับไปหาแกแล้ว เลยไม่ต้องมาดีกว่า"
"อ่อๆ" จินตุงอืออตอบรับ
"ช่วยชั้นเลือกเสื้อผ้าหน่อยสิ"

ผมเป็นคนไม่มีเซ้นส์ในการเลือกเสื้อผ้าเลย เพราะมองไม่เห็นว่าตัวเองหน้าตาเป็นยังไง เลยไม่ค่อยได้ใส่ใจจุดๆ นี้ แต่งานนี้ผมจะเป็นบุคลากรคนแรกๆ ที่แขกที่มาเข้างานจะได้เห็น ผมก็อยากจะแต่งตัวดีๆ หน่อย คิดว่าเจ้าเพื่อนสองคนนี้น่าจะพอช่วยได้ โดยเฉพาะคุณชายแม็กเวล

"ให้ใครช่วยอ่ะ ฉันเหรอ?" จินตุงว่าแบบเหวอๆ
"นายก็ทำหน้าที่เดียวกับฉันนะ"
"เอ่อ..."
"พอๆๆ เดี๋ยวพี่ชายคนนี้ช่วยเอง ทั้งคู่เลย จริงๆ เลยน้า ทั้งเพื่อนทั้งผอ...." แม็กเวลบ่นกระปอดกระแปด แต่หูผมได้ยินประโยคนั้นแม้มันจะแผ่วเบาก็ตาม
"ผอ.ให้นายช่วยอะไรเพื่อน?"
"อ๊ะ เอ่อ ก็..เรื่องบัตรเชิญน่ะ ไม่รบกวนอะไรนายหรอก"
"งานหนักเหรอ เห็นผอ.บ่นเหนื่อยๆ ทุกคืนเลยช่วงนี้"
"ฮ่าๆๆๆๆ" แม็กเวลดันหัวเราะร่าพลางตับบ่าผมสองสามครั้ง ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงมีนัยยะแฝงซึ่งผมไม่ค่อยเข้าใจ
"เอาน่าาาา เป็นกำลังใจให้แกละกันนะไอน์นะ"
.
.
.
.
.
ในที่สุดก็ถึงงานเลี้ยง งานเริ่มประมาณ 17.00 น. แต่บุคลากรของโรงเรียนก็ต้องเข้างานไปเตรียมพร้อมก่อนอยู่แล้ว ก่อนมาที่งานผมได้ผอ.ช่วยจัดเสื้อผ้าที่แม็กเวลเตรียมไว้ให้ วันนี้แกดูร่าเริงผิดกับที่ดูอ่อนล้าเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา คงเพราะงานที่แกตั้งใจมาเกือบทั้งเดือนประสบความสำเร็จอย่างสวยงามล่ะมั้ง

"วันนี้ทุกคนต้องสนุกมากแน่ๆ เลยนะครับ" ผมเอ่ยขึ้นขณะที่ยืนรอให้ผอ.ติดกระดุมข้อมือเสื้อเชิ้ตให้ ผมยอมรับเลยว่าผอ.เป็นคนตาบอดที่เล็งแม่นมากๆ แกไม่เคยเดินชนอะไรเลย แถมยังหยิบจับเครื่องไม้เครื่องมือในครัวคล่องแคล่ว  ผมที่อยู่มาหลายปีก็ยังมีพลาดเลย....
"ต้องสนุกสิ ไอน์ก็ต้องสนุกเหมือนกันนะ"
"ครับ"
"ไปกันเถอะ"
"ครับผม"

ไม่รู้เพราะอะไร ผอ.เอามือวางแผะลงบนหัว ขยี้เบาๆ เพราะกลัวผมเสียทรง แต่การกระทำของแกดูขัดๆ แปลกๆ เหมือนลังเลว่าจะทำหรือไม่ทำดี

"พูดแบบนี้ก็น่ารักดี..."
"หะ?"

จินตุงมาถึงที่งานก่อนแล้ว ผมกับผอ.ก็แยกกันเพราะผอ.ต้องเข้าไปทักทายพูดคุยกับแขกในงาน ส่วนผมอยู่ที่หน้างาน คนมาร่วมงานเยอะกว่าที่คิด ผมยกมือไหว้จนปวดไหล่ไปหมด ทุกคนต่างแสดงความยินดีและขอบคุณที่โรงเรียนของเราได้มีโครงการดีๆ เพื่อเด็กๆ ทุพลภาพ ขอบคุณที่ได้ลงแรงแทนใครหลายๆ คน ผมและจินตุงเองก็ต้องกล่าวขอบคุณทุกๆ ท่านที่ได้มาเป็นเกียรติงานฉลองนี้ ดีใจจริงๆ ครับที่ผมได้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการนี้

"น่าจะได้เวลาแล้วล่ะ เข้าไปกันเถอะ"
"อืม"

พอเวลาเหมาะ กิจกรรมภายในงานก็เริ่มขึ้น และงานก็ดำเนินมาถึงไฮไลท์ของงาน นั่นคือ 'การเต้นรำ' นั่นเอง มีเสียงฮือฮาของผู้ร่วมงานไม่น้อย พื้นที่ว่างหน้าเวทีก็เริ่มเติมเต็มไปด้วยผู้คน แม็กเวลที่เป็นดีเจเจ้าประจำเริ่มเปิดฟอลด้วยเพลงสนุกๆ เสียงเซ็งแซของผู้คนดังขึ้นมากกว่าเดิม ผมมักจะได้ยินแขกร่วมงานพูดเป็นทำนองเดียวกันว่า 'ไปเต้นกันเถอะ' หรือไม่ก็ 'เต้นด้วยกันมั้ย' อยู่ตลอด แม้แต่จินตุงที่พยายามทำตัวลีบๆ ยืนกินของกินเงียบๆ ยังโดนเจ้าแม็กเวลออกไปกลางฟลอเลย

"ไอน์"
"อ้าว ผอ."

ผมไม่ได้เจอผอ.เลยทั้งงาน แขกคงจะเยอะมากจนผอ.ไม่ได้ปลีกตัวมา แต่เพราะคนออกไปเต้น ผอ.จึงมีเวลาปลีกตัวมาหาสินะ

"เป็นยังไงบ้างครับ ได้ทานอะไรหรือยัง"
"อืม ก็ว่าจะเดินมาหาอะไรกินนี่แหละ ไอน์ล่ะ"
"ผมกินแล้วครับ ทานอะไรไรหน่อยมั้ยครับ?"
"ก็...ดีนะ"

ผมเอื้อมมือไปจับมือผอ.ไว้ และอีกมือก็พยายามควานหาจานอาหารใกล้ๆ แล้วยื่นให้ ผอ.รับไปกินเงียบๆ และพอผมยื่นอะไรให้แกก็กินไม่หยุด สงสัยจะหิวจริงๆ งือ เก้าอี้อยู่ไหน ผมจะให้ผอ.นั่ง เอาเก้าอี้มาา

ขณะที่ผมกำลังจะเอี้ยวตัวไปถามคนข้างๆ ว่าเก้าอี้อยู่ที่ไหน ผอ.ก็คว้าข้อมือผมไว้ และในขณะเดียวกันกับที่เพลงเปลี่ยนเป็นจังหวะช้า

"ไอน์"
"ครับ?"

ผอ.เลื่อนจากการจับข้อมือมาเป็นจับมือไว้ และเอื้อมมืออีกข้างที่ว่างมาจับมือผมไว้เช่นเดียวกัน ผมไม่แน่ใจว่าผอ.จะทำอะไร เลยรอฟังเงียบๆ

"ไปเต้นรำกับฉันนะ"
"..."

ผมเกิดอาการสตั๊นไปชั่วครู่ เมื่อกี้ผมไม่ได้ยินผิดไปใช่ไหม?

"ผอ.ว่าอะไรนะครับ?"
"เต้นรำ...กันนะ" ผอ.กระชับมือที่จับผมไว้อยู่ เป็นเหมือนการขอร้องกลายๆ ผมเกิดอาการลังเลชั่วครู่ เลยขยับเข้าไปใกล้นิดๆ เพราะไม่อยากพูดถึงความกังวลของตัวเองเสียงดังให้คนอื่นได้ยิน อีกทั้ง...มันเขินๆ ยังไงไม่รู้ที่ผอ.จับมือทั้งสองผมท่ามกลางผู้คนมากมายเช่นนี้

"ค คือ...ผมกลัวจะไปชนคนอื่น..."
"ไม่เป็นไร ฉันจะนำเธอเต้นเอง"
"..."
"ไม่เชื่อมือฉันเหรอ?"
"ป เปล่าครับ ไม่ใช่แบบนั้น" งือ...ทำผอ.เสียความมั่นใจเหรอเนี่ย
"งั้นไปเต้นรำกับฉันนะ จับมือฉันไว้"
"...ครับ"

ผมก้มหน้างุดในขณะที่ผอ.จูงออกไปยังบริเวณสำหรับเต้นรำ ไม่รู้ทำไมผมไม่เดินชนใครเลยแม้แต่นิดทั้งๆ ที่แขกร่วมงานเลี้ยงก็ไม่ใช่น้อยๆ ผอ.หยุดเดินก่อนจะยกมือขวาผมขึ้น จับมือผมอีกข้างวางไว้ที่บ่าของแก ส่วนมือของแกเลื่อนมากระชับที่เอวของผมไว้ นี่คือการเต้นรำคู่กันงั้นเหรอ...

"ไอน์ก็แค่โยกไปตามจังหวะนะ"
"..ครับ"
"หืม?
"ครับผอ."
"เขินเหรอ"

ผอ.เริ่มพาผมโยกช้าๆ ผมก็ขยับเท้าแบบเก้ๆ กังๆ แต่ผอ.ก็ช่วยผมให้หายเขินด้วยการชวนคุย

"ก ก็นิดหน่อยครับ"
"ขอบคุณที่ไม่ปฏิเสธคำขอฉันนะ"
"ผมไม่รู้มาก่อนว่าผอ.ก็สนใจเรื่องเต้นรำด้วย ไม่คิดว่า..."
"ว่าอะไร"
"ผอ.จะเต้นเป็นด้วยน่ะครับ"
"ฮ่าๆๆๆ" ผอ.หัวเราะออกมาด้วยน้ำเสียงสดใส พาลให้ผมยิ้มตามไปด้วย แต่ก็ยังเขินๆ อยู่ดี ผอ.เป็นคนพาผมขยับไปตามจังหวะโดยที่ไม่ชนใครเลย แกชวนผมคุยอีกครั้ง เสียงของแกเหมือนอยู่ใกล้ผมมากๆ แต่มันคงจะใกล้จริงๆ นั่นแหละ ก็เรายืนหันหน้าเข้ากันเสียชิดขนาดนี้นี่นะ
"ฉันน่ะ เหนื่อยเพื่อวันนี้เลยนะ"
"งานเลี้ยงออกมาดีมากๆ เลยครับผอ."
"ฉันหมายถึง ฉันซ้อมเต้นอยากหนัก เพื่อไม่ให้ไปเหยียบเท้าคู่เต้นของตัวเองในวันนี้ต่างหาก"
"คู่เต้น?"
"เธอไง"

ผมรู้สึกเหมือนตัวผมระเบิด ป๊อง! ไปครั้งนึง ทำไมผอ.ต้องใช้น้ำเสียงนุ่มๆ พูดเบาๆ เหมือนจะให้ผมได้ยินแค่คนเดียวแบบนี้ด้วยนะ ผอ.จะรู้มั้ยว่ามันเขย่าใจผมขนาดไหน ผมอดจะยิ้มกว้างๆ ด้วยความเขินไม่ได้ นานๆ ทีผอ.จะทำให้ผมเขินสุดตัวขนาดนี้ งั้นก็แสดงว่า...

"ที่เหนื่อยๆ กลับห้องมา ก็เพราะแบบนี้เหรอครับ"
"ถูกต้อง"

ผอ.เลื่อนมือที่โอบเอวผมไว้ กระชับผมให้เข้ามาใกล้ยิ่งขึ้นอีก ดีเจก็ช่างเป็นใจ เปิกเพลงช้าซึ้งๆ ยาวอย่างต่อเนื่อง ผมบีบมือผอ.เบาๆ พลางโยกไปตามจังหวะ เริ่มจะคุ้นเคยกับการเต้นรำที่มีผอ.อยู่ตรงหน้า

เป็นงานเลี้ยงที่วิเศษมากๆ ครั้งหนึ่งในชีวิตของผม





  S - CLASS STAMP
ตราประทับระดับสูงสุดในหมวดภารกิจทั่วไป มีลักษณะเป็นดาวสีนิลสุดแสนจะคลาสสิก มีมูลค่า +100 Grade Exp. จะได้รับเมื่อปฎิบัติภารกิจได้เพอร์เฟ็คเป็นที่น่าประทับใจแก่ผู้อำนวยการโรงเรียน

  +1,500,000 Spirit Point
ไอเทมเพิ่มแต้มสะสม Spirit Point ตามปริมาณที่กำหนด สามารถนำไปใช้ในการแลกเปลี่ยนเป็น CHIPS ได้ในภายหลัง

  กล่องแห่งความขยัน
กล่องของขวัญที่ทางโรงเรียนมอบให้กับผู้ส่งภารกิจหลักเป็นคนแรก เมื่อเปิดกล่องแล้วสามารถเลือกรับสกิลบัฟจำนวน 1 สกิลได้ดังนี้...



หรือสามารถใช้แร่ QUAINT ORE จำนวน 20 ชิ้นแลกการใช้งานสกิลบัฟ 1 สกิลจาก...



อ่านข้อมูลสกิลบัฟได้ที่ "คลิ๊กที่นี่"



Narin's Comment:
ในที่สุดก็ได้เห็นรูปตั้งใจวาดของคุณในภารกิจ
บรรยากาศอบอุ่นมากเลยครับ เห็นแล้วชื่นใจ
เนื้อเรื่องก็น่ารักดี หวานกันจังเลยน้า~

Signature ------------------------------------------------>
Blind can't hide your Heart
--Can you hear my heart?---

avatar
ประธานนักเรียน
ประธานนักเรียน
INFO.Taira Payakaroon
นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 6
-4% Grade Exp. | สามารถจัดกิจกรรมเสริมได้อย่างอิสระ 1 ครั้ง/เดือน

Star Piece284
CHIPS+14 M 199 K 608



PASSPORT
[ VISA ]:

[ Grade Exp. ]:
2730/2910  (2730/2910)
ดูข้อมูลส่วนตัว

Re: Lesson 70 : Quaint Charity II

on Sun 31 Dec 2017, 22:36
วิ่งมาส่งภารกิจครับ

ก่อนไปอ่านภารกิจ ไทระขอสไลด์ไปขอโทษย่านรินทร์ ฮันนา และษรก่อนนะฮะ
พอดีไทระไปถามเรื่องชุดเต้นรำในภารกิจ ทั้งสามคนหาเรฟชุดมาให้ด้วย แต่ไทระดันวาดไม่ทัน เสียดายมาก ฮือออ OTL
อีกเรื่องคือ ในภารกิจนี้มีรองประธานด้วยครับ ไทระลองถามย่าแล้ว ตัวละครรองประธานยังไม่มี ไทระเลยสร้างขึ้นมาเอง ( เก๊าขออนุญาตย่าแย้ววว ) เผื่อมีใครอยากเอารองประธานไปเล่นครับ ไทระวาดรองประธานไม่ทัน ( อีกแล้ว ) กระซิกๆ T..T เดี๋ยวค่อยกลับไปวาดดีกว่าเนอะ ฮ่า!

งั้นไปดูภารกิจกันดีกว่าครับผม!


100 เซ็นติเมตร:



เพลงเพิ่มฟิลลิ่งในการอ่าน ( จะเปิดหรือไม่เปิดก็ได้ครับ )



      ณ ห้องชมรมสภานักเรียน

      “วันจริงเรามาช่วยกันดูแลความเรียบร้อยของงานกันนะฮะ”

      “ค่า~!!”

      “งั้นขอจบการประชุมไว้เท่านี้ฮะ”

      ผมบอกสมาชิกชมรมสภานักเรียนก่อนจะหันไปหาผู้อำนวยการนรินทร์ที่นั่งดูแลการประชุมนี้อยู่ด้วย อีกไม่กี่วันจะมีงานเลี้ยงฉลองโครงการ Quaint Charity ที่ปะสบความสำเร็จอย่างสวยงาม ชมรมสภานักเรียนเลยได้รับมอบหมายให้ช่วยพวกอาจารย์ดูแลความเรียบร้อย วันนี้เราเลยมานั่งคุยงานแบ่งหน้าที่กัน

      “ผอ.ฮะ ถ้าลอง...”

      “แบบนั้นก็ดีนะครับ แล้ว...”

      ผมกับผู้อำนวยการคุยรายละเอียดเพิ่มเติมกันอีกหน่อย จากนั้นจึงถือว่าการประชุมในวันนี้จบลงอย่างสมบูรณ์ พอคุยเรื่องงานเสร็จ ก็หันไปเห็นษรกับฮันนายังนั่งคุยถึงเรื่อง ‘เต้นรำ’ อยู่ ซึ่งเป็นไฮไลท์ของงานเลยก็ว่าได้ ผมเลยกะเดินไปร่วมวงสนทนาด้วยแต่ดันกลายเป็นว่าษรกับฮันนามองผมด้วยสายตาเป็นห่วงซะงั้น

      ห่วงอะไรอ่ะ แค่เดินมานั่งเอง...เอ๊ะ? หรือห่วงเรื่องที่ผมไม่ได้ยินเสียง เลยไม่กล้าคุยเรื่องเต้นรำ?

      “พี่ขอนั่งดูด้วยคนนะฮะ ไม่ต้องเกรงใจนะ” ผมพยายามบอกแต่ทั้งสองคนก็ยังดูลังเล สงสัยต้องงัดไพ่ตายออกมา “ษรกับฮันนามีคนที่อยากเต้นด้วยหรือยังฮะ”

      ไพ่ตายคือการยิงคำถามนี่แหละ เด็กดีแบบสองคนนี้ไม่มีทางไม่ตอบหรอก หึๆ

      “ยังไม่ได้คิดเรื่องคู่เต้นเลยค่ะ” ษรตอบก่อน

      “ฮันนาก็ยังไม่ได้คิดเหมือนกันค่ะ แต่คิดว่ามันต้องสนุกแน่ๆ เลย”

      “นั่นสิฮะ อืม...ถ้าเราได้เต้นรำด้วยกันก็ดีนะฮะ” ผมออกความคิดเห็นบ้าง

      “เต้นกันสามคน?” / “เต้นกันสามคน?” ษรกับฮันนาขยับปากพร้อมกันเลยแฮะ ผมเลยส่ายหน้าให้

      “อาจจะมากกว่าสามฮะ”

      “เอ๊ะ?”

      “ก็มีผอ.กับไข่หวานแล้วก็เพื่อนๆ ในชมรม เต้นพร้อมกันท่าเดียวกันก็น่าสนุกดีนะ” ผมยิ้มแป้นแล้นก่อนจะหันไปหาผู้อำนวยการและไข่หวานตามลำดับ

      ‘ไข่หวาน’ คือเพื่อนผู้หญิงร่วมห้องเดียวกันที่ควบตำแหน่งรองประธานนักเรียน ถึงเธอจะประสบอุบัติเหตุจนสูญเสียตาข้างซ้ายทำให้บางครั้งก็ลำบากในการใช้ชีวิตแต่ผมก็ได้เธอช่วยงานหลายอย่างเลยล่ะ เอาจริงๆ ไข่หวานดูเอางานเอาการมากกว่าผมอีก...

      อ่ะแฮ่ม! ผมว่าเราพักเรื่องงานไปก่อนดีกว่าเนอะ มาคุยเรื่องเต้นรำกันต่อเถอะ~

      “นั่นสิครับ ถ้าได้เต้นด้วยกันคงสนุกมากแน่ๆ” เห็นไหม~ ผู้อำนวยการนรินทร์ยังเห็นด้วยเลย

      ส่วนไข่หวานถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะยิ้มบางๆ ให้กับความคิดอลังการดาวล้านดวงของผมที่อยากเต้นรำพร้อมทุกคน “นั่นสินะ งั้น...เรามาเต้นรำด้วยกันทั้งหมดเลยดีไหม”

      “อืม!!!”

      แล้วผมก็เห็นทุกคนขยับปากกันอย่างพร้อมเพียง อา...ถึงจะไม่ได้ยินเสียงแต่ผมก็อยากลองเต้นรำดูนะ แล้วก็มีคู่ ( กลุ่ม ) เต้นแล้วด้วย ที่จริงผมก็มีคนที่อยากเต้นรำด้วยอยู่หรอก แต่คงยากเพราะผมเขินอ่ะเลยไม่กล้าชวน แถมเธอยัง...

      กระตุกๆ
      ผมหลุดจากภวังค์เมื่อโดนดึงชายเสื้อ คนดึงคือไข่หวานนั่นเอง

      “หืม?” ผมส่งเสียงเล็กน้อยมองคนตรงหน้าอย่างสงสัย

      “มัวแต่เหม่อ คนอื่นเขาไปกันหมดแล้วนะ”

      ผมมองไปก็เห็นทุกคนทยอยออกจากห้องชมรมกันแล้ว อ่า...นี่ผมเผลอเหม่อนานไปหน่อยแฮะ

      “โทษทีๆ งั้นเราไปกันเถอะ”

      ผมกับไข่หวานค่อนข้างสนิทกันในระดับหนึ่ง พวกหางเสียงเลยไม่ค่อยพูดใส่กันเท่าไหร่นัก ผมคิดว่าเราสนิทกันนะแต่ไม่รู้ทำไมบางครั้งผมถึงรู้สึกว่าเธอเหมือนจะเขินนิดๆ เวลาคุยกัน อย่างเช่นตอนนี้...

      “เอ่อ...ถามอะไรหน่อยสิ”

      “?”

      “ละ...หลังจากที่เต้นรำกับทุกคนแล้ว เอ่อ...” นี่ไง เธอพูดไปแก้มแดงไป บางครั้งผมก็คิดว่าตัวเองคุยยากจนต้องอายขนาดนี้เชียวเหรอ “คือ...”

      “หือ?”

      “หลังจากนั้นเรามาเต้นรำด้วยกันไหม”

      “เอ๊ะ?”

      “ก็...ถ้าเห็นประธานที่ไม่ได้ยินเสียงกับรองประธานที่การมองเห็นไม่ปกติออกมาเต้น คงทำให้คนที่ไม่กล้าเต้นออกมาเต้นรำกันอย่างสนุกสนานได้แน่! เราคิดแบบนี้น่ะ ไม่ได้มีอะไรแอบแฝงนะ!”

      ไข่หวานพูดจนลิ้นแทบพันเลยมั้งนั่น จะว่าไปก็อาจจะเป็นอย่างนั้นก็ได้นะ แต่ว่า...

      “เราคงเต้นผิดจังหวะแน่ๆ”

      “ไม่เป็นไร! เราก็เต้นไม่ค่อยลงจังหวะเหมือนกัน!”

      สงสัยไข่หวานอยากช่วยเพิ่มความกล้า ( ที่จะเต้นรำ ) ให้คนอื่นมากเลยสินะ เป็นคนที่น่านับถือจริงๆ มันก็เป็นความคิดที่ดีนะ แต่ผมไม่ค่อยมั่นใจเท่าไหร่ว่าจะไปจุดประกายไฟให้คนอื่นได้ ก็เลยไม่ได้รับปากหรือปฏิเสธไป ถ้าตอนวันงานจริงมีโอกาสก็จะลองดูแล้วกันนะครับ!




+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++




      เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก ในที่สุดก็ถึงวันงานเลี้ยงฉลองแล้ว น่าเสียดายที่ทั้งหม่าม้าและป๊ะป๋าติดงานทั้งคู่เลยมาร่วมงานไม่ได้ แต่เสาร์ที่แล้วพวกท่านมารับผมไปซื้อชุดสำหรับมางานนี้เลยล่ะ

      ‘หม่าม้าจะซื้อชุดให้ไทจัง! เวลาร่วมงานจะเหมือนหม่าม้าอยู่ด้วย’
      ‘ส่วนป๊ะป๋าจะพาไปตัดผมนะ ผมยาวแล้ว เล็มสักหน่อยดีกว่า’


      นี่เป็นบทสนทนาที่คุยกันในกลุ่มไลน์ และพอถึงวันหยุด พวกท่านก็มารับผมไปทำภารกิจอย่างที่บอก ไอ้เรื่องชุดนี่ไม่เท่าไหร่ แต่ที่พีคที่สุดคือการตัดผม ไม่รู้ว่าคำว่า ‘เล็ม’ ของช่างตัดผมคืออะไร แต่มันต้องไม่ใช่การตัดออกแค่ ‘นิดเดียวแน่ๆ’ เพราะพี่ช่างเล็มซะผมข้างซ้ายทัดหูไม่ได้เลย!

      เพราะถูกเล็มมหากาฬแบบนั้น ผมเลยขอให้พี่ช่างเล็มจนเห็นหูซ้ายไปเลย ผมอยากให้เห็นชัดๆ เพราะผมใส่ต่างหูกางเขนข้างนี้ และผมก็มี ‘เหตุผล’ ที่ไม่อยากให้เส้นผมมาบังต่างหู เดี๋ยวไว้มีโอกาสแล้วผมจะเล่าเหตุผลที่ว่าให้ฟังนะ

      เอาล่ะ! กลับมาเวลาปัจจุบันกันครับ

      ผมปัดเส้นผมตัวเองให้เข้าที่เข้าทาง รู้สึกไม่มั่นใจเล็กน้อยแต่ก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว ผมยืนเรียกกำลังใจอยู่แป๊บหนึ่งแล้วค่อยเดินเข้างาน พอเข้าไปก็มีรุ่นน้องมาทักทายหลายคน นี่คือพลังแห่งประธานนักเรียนที่ทำให้เป็นรู้จักสินะ ฮ่า!

      มีหลายคนบอกว่าผมเข้ากับทรงผมใหม่นี้เลยทำให้มีความมั่นใจขึ้นมาหน่อย

      เห็นหลายคนยืนคุยกันอย่างสนุกสนานแล้วพลอยตื่นเต้นไปด้วยเลยแฮะ ผมมองซ้ายมองขวาว่าจะไปร่วมวงกับทางไหนก่อนดีแล้วก็สรุปได้ว่าผมควรตักอาหารก่อน...น่ากินชะมัดเลย!

      ผมตรงไปทางโซนอาหารทันที เดินใกล้ถึงแล้วล่ะ แต่เพียงเสี้ยววินาทีผมก็หมุนตัวหันหลังกลับและยืนนิ่ง เอิ่ม...ผมจะหลบทำไม ไม่เห็นต้องหลบเลย ไม่หลบก็ได้ แต่ว่า...

      ผมเอี้ยวคอไปมองทางโซนอาหาร...โอ๊ย! น่ารักชะมัด! ขืนเดินเข้าไปใกล้อีกหน่อยผมได้เขินแน่!

      ในระยะสายตาที่ห่างออกไปเล็กน้อย มีสาวผิวสีเข้มในชุดสีชมพูอ่อน ดวงตาเป็นประกายของเธอมันดึงดูดมากจนไม่อยากละสายตาเลย นี่ไง คนนี้แหละที่ผมบอกว่าอยากเต้นรำด้วย ‘ฌิสุธา’ หรือ ‘ฌิ’ นี่แหละ แต่ก็รู้ว่าเธอไม่ค่อยถูกโรคกับผู้ชาย แค่อยู่ใกล้ๆ ก็ลำบากแล้ว เพราะงั้นเรื่องเต้นรำคงหวังยาก

      ก็นั่นแหละครับ ได้แต่มอง ไปตักอาหารดีกว่า เฮ้อ

      ทานอาหารไปคุยกับเพื่อนไปจนถึงช่วงเวลาเต้นรำ แล้วสมาชิกชมรมสภานักเรียนก็ไปเต้นด้วยกันจริงๆ ด้วยล่ะครับ ผมคงเต้นผิดจังหวะแน่ๆ แต่ทั้งคนเต้นและคนดูก็ใจดี ผมอ่านปากหลายคนพูดให้กำลังใจและคอยเชียร์ จนในที่สุดก็ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี จากนั้นผมเห็นษรกับฮันนาเต้นด้วยกันด้วย เป็นภาพที่น่ารักมากเลย สักพักเนตรก็มาร่วมวงด้วยอีกคน ถึงผมไม่ต้องไปเต้นรำเบิกทางให้ ทุกคนก็สนุกสนานได้ ดีจังเลยน้า~

      ตอนนี้ทุกคนกำลังเต้นรำกันอย่างสนุกแต่ผมรู้สึกเหนื่อยเล็กน้อย คงเพราะต้องคอยมองคนอื่นแล้วพยายามเต้นตามให้ถูกท่าล่ะมั้ง พลังงานเลยลดฮวบฮาบ

      ผมแอบย่องมายืนหลบมุมที่มีคนน้อยยืนอยู่น้อยที่สุด ไม่รู้ว่าโชคชะตานำพาหรืออะไรเลยเจอฌิสุธายืนอยู่ใกล้ๆ ตอนแรกว่าจะแอบย่องไปยืนพักที่อื่นแต่ดันสบสายตากันไปแล้วน่ะสิ

      “วะ...หวัดดีฮะ”

      โอ๊ยยย! ปกติผมเป็นคนพูดติดขัดแบบนี้เหรอออ ไม่นะไม่! นี่ประหม่าจนพูดลิ้นพันกันแล้วเนี่ย!

      เหมือนฌิจะชะงักไปเล็กน้อยแต่เธอก็พยายามตอบกลับมา “สะ...สวัสดีจ้ะ”

      สายตาของเธอไม่ได้มองหน้าผมเลยแต่ ‘มองมาทางต่างหูกางเขน’ ที่ผมใส่อยู่มากกว่า ถึงอย่างนั้นผมก็ดีใจแล้วที่เธอตอบกลับ และจากนั้นก็ไม่ได้พูดอะไรกันอีก อืม...โอกาสมาถึงแล้วผมขอเธอเต้นรำดีไหมนะ แต่คงโดนปฏิเสธแหง ทำยังไงถึงจะเต้นรำกันได้นะ

      อืม...อือ...อืม...คิดสิคิด...อืม...ฮึ้ย! คิดไม่ออก!

      โธ่เอ๊ย!

      “อ๊ะ!” ระหว่างที่กำลังสบถในใจก็เหลือบไปเห็นรุ่นน้องมัธยมหนึ่งสองคนกำลังเล่นตุ๊กตามือกันอยู่ พวกเด็กๆ คงไม่ถนัดเต้นเลยเอาตุ๊กตามาเล่นแก้ขัดไปพลางๆ สินะ มีหลายตัวเลยแฮะแถมมีตุ๊กตาเสือกับหมาที่วางอยู่ยังไม่ได้ใช้ด้วย

      ดีล่ะ! ไปยืมสักหน่อยดีกว่า!

      ผมวิ่งเยาะๆ ไปขอยืมตุ๊กตาของพวกเด็กๆ โชคดีมากที่พวกเขาให้ยืม ผมยืมตุ๊กตามือที่เป็นเสือกับหมามา ผมเอาตุ๊กตาเสือสวมที่มือตัวเองก่อนจะกลับไปยืนที่เดิม

      หนึ่ง...สอง...สาม! เอาล่ะ! ถามไปเลยไทระ!

“ฌิครับ เต้นรำกันไปครับ โฮ่ง!”

      ผมขยับตุ๊กตาเสือไปมาพร้อมกับพูดโฮ่งเพื่อเพิ่มความน่ารัก แต่ลืมไปว่าเสือมันไม่ได้ร้องโฮ่ง...โอเค ผ่านไปแล้วช่างมัน ฌิสุธาหันมาทำตาโตอย่างตะลึงๆ ใส่ผม ผมเลยรีบยื่นตุ๊กตามือที่เป็นหมาให้ไป เธอยังงงๆ อยู่แต่ก็ยอมรับไปถือไว้

      “น้องเสืออยากเต้นรำกับน้องหมาครับ ได้ไหม”

      “...”

      “จะเป็นอะไรไหมถ้าฌิจะพาน้องหมามาเต้นรำกับน้องเสือ”

      “...”

      “เต้นรำกันได้ไหมครับ?”






      ฌิสุธาทำสีหน้าลังเลหลายวินาทีแต่แล้วเธอก็ตัดสินใจสวมตุ๊กตาแล้วยื่นแขนออกมาด้านหน้าเล็กน้อย เห็นแบบนั้นแล้วหัวใจของผมมันพองโตชะมัด เลยรีบยื่นตุ๊กตาเสือออกไปด้านหน้าเล็กน้อยเช่นกัน เราเต้นรำกันผ่านตุ๊กตา แม้ว่าจะมีระยะห่างประมาณหนึ่งร้อยเซ็นติเมตร แต่ผมก็รู้สึกว่าได้เข้าใกล้เธออีกนิด






       ผมหวังว่าสักวันหนึ่งระยะห่างจะหายไปและเราจะเต้นรำกันโดยไม่ต้องผ่านตุ๊กตานะ หากวันนั้นมาถึงเร็วๆ ก็คงดี...




  S - CLASS STAMP
ตราประทับระดับสูงสุดในหมวดภารกิจทั่วไป มีลักษณะเป็นดาวสีนิลสุดแสนจะคลาสสิก มีมูลค่า +100 Grade Exp. จะได้รับเมื่อปฎิบัติภารกิจได้เพอร์เฟ็คเป็นที่น่าประทับใจแก่ผู้อำนวยการโรงเรียน

  +1,500,000 Spirit Point
ไอเทมเพิ่มแต้มสะสม Spirit Point ตามปริมาณที่กำหนด สามารถนำไปใช้ในการแลกเปลี่ยนเป็น CHIPS ได้ในภายหลัง



Narin's Comment:

เหมือนไม่ได้เห็นการลงสีแบบนี้ของไทระมาสักพักแล้ว
คิดถึงจังเลยครับ รูปสุดท้ายมีการเล่นสีสีเป็นสีอื่นที่ไม่ใช่
สีดำด้วย ถ้าอยากลองเล่นต่อก็ลองเปลี่ยนสีเส้นตาม
สีของวัตถุดูได้นะครับ เช่นผมสีดำก็ตัดด้วยเส้นสีดำ
ผิวหนังก็ใช้สีน้ำตาลเข้มๆเป็นต้น อันนี้ไม่ใช่สูตรบังคับ
หรือสิ่งที่ทำแล้วจะสวยกว่าอีกสิ่งนะครับ เป็นออฟชั่น
ตามความถนัด เผื่อจะเจออะไรใหม่ๆที่ชอบ

Signature ------------------------------------------------>
初めまして、僕はたいらです。 どうぞよろしくお願いします
avatar
INFO.Supha
นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 6
-2% Grade Exp.

Star Piece376
CHIPS+10 M 564 K 555

+0.1% อัตราดอกเบี้ย CHIPS

PASSPORT
[ VISA ]:

[ Grade Exp. ]:
180/2910  (180/2910)
ดูข้อมูลส่วนตัว

Re: Lesson 70 : Quaint Charity II

on Sun 31 Dec 2017, 23:16
ผู้ชายคนนั้น...เป็นตัวอันตราย:
“ให้ตายสิ รถติดชะมัด!!”


ตุบ!

เสียงตวาดแสดงความโกรธเกรี้ยวของชายหนุ่มดังขึ้น
พร้อมกับกำปั้นกำหนึ่งที่กระแทกลงกับพวงมาลัยรถ
อย่างเต็มแรง ส่งผลให้แตรรถของเขาทำงานด้วยการ
แผดเสียงสูงปรี๊ดเสียจนเจ้าตัวสะดุ้งต้องรีบชักมือออก
เขาผ่อนลมหายใจแรงด้วยความเซ็งสุดชีวิต ก่อนเลื่อน
มือข้างนั้นมากุมขมับที่ปูดด้วยเส้นเลือดของตัวเองแทน

คิ้วที่ขมวดมุ่นเข้าหากันจนยุ่งเหยิงบ่งบอกว่าชายหนุ่ม
นั้นกำลังพยายามอดกลั้นไม่ระเบิดอารมณ์ออกมา
สิ่งที่เขาทำได้ตอนนี้มีเพียงแค่รอ… รอตอนที่รถจะได้
เคลื่อนตัวไปบนถนนใหญ่เส้นนี้ ซึ่งยังคงแออัดไปด้วย
รถรามากมาย


ดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลซึ่งแฝงความก้าวร้าวไว้ภายในเบน
ไปมองกระจกรถด้านข้างแก้เบื่อ กวาดตามองอาคาร
สูงใหญ่ประดับแสงสีที่ตั้งเรียงกันมากมาย มันช่างดู
ราวกับหลุดมาอยู่ในเมืองกรุงก็มิปาน

แต่ภาพนั้นหาได้ทำให้อารมณ์ขุ่นมัวของชายหนุ่มหาย
ไปไม่ มันกลับยิ่งชวนให้ทวีคูณความหงุดหงิดมากขึ้น
เมื่อเห็นว่าท้องฟ้าด้านนอกกำลังแปรเปลี่ยนจากสีส้ม
กลายเป็นสีน้ำเงินอมม่วง พร้อมกับจุดสีขาวเล็กๆ
ที่เริ่มส่องแสงกระพริบเต็มท้องฟ้า


เมื่อหันกลับมามองนาฬิกาข้อมือก็พบว่าตอนนี้เวลา
จวนเจียนจะหนึ่งทุ่มแล้ว...


“ชิ!”

ชายหนุ่มสบถออกมาด้วยความไม่พอใจ แต่ก็ไม่อยาก
ทุบพวงมาลัยรถให้แตรลั่นอีกรอบเลยทำได้เพียงแค่
พิงกับเบาะรถระบายอารมณ์ แม้แต่เสียงเครื่องยนต์
หรือกลิ่นแอร์ที่หอมคล้ายกลิ่นของดอกมะลิก็ไม่อาจ
ช่วยคลายอารมณ์ที่เตรียมจะปะทุได้ทุกเมื่อของชาย
หนุ่มลงได้เลย

เขาไม่ชอบรถติดมากๆ แม้มันจะเป็นปัญหาที่คนชอบ
ขับรถเล่นอย่างเขาจะเจอบ่อยเป็นปกติ แต่เขาก็ไม่เคย
ชินกับมันสักที



ให้ตายเถอะ! ถ้ามีเครื่องบินสักลำนะพ่อจะขับวนรอบ
โลกแล้วตีลังกาสามรอบมาจอดหน้าบ้านเลยคอยดู!



RRRRRRRRRR~

จู่ๆ โทรศัพท์ของชายหนุ่มซึ่งวางอยู่เบาะข้างๆ ก็ส่ง
เสียงริงโทนอันคุ้นหูออกมา พาให้ชายหนุ่มต้องสะดุ้ง
หลุดจากห้วงภวังค์แล้วหันมามองเจ้าเครื่องมือสื่อสาร
ขนาดพกพาที่ส่งเสียงชวนน่ารำคาญ



“ว่าไง”


เมื่อมือคว้ามากดปุ่มรับสาย เขาก็กรอกเสียงที่ฟังดูไม่
สบอารมณ์เท่าไหร่ลงไปโดยไม่มีความเกรงใจเลยแม้
แต่น้อย เพราะชื่อที่ปรากฎบนหน้าจอที่เห็นก่อนหน้านี้
ทำให้เขารู้ว่าใครกันที่โทรมาในเวลาที่เขากำลังหงุดหงิด


ซึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหน เป็นเพื่อนสนิทตัวดีของเขาเอง…


[นายเป็นอะไรหรือเปล่าริว น้ำเสียงฟังดูหงุดหงิดนะ]

ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะรับรู้ได้ถึงอารมณ์ของเขาเช่นกัน
จึงเอ่ยถาม ซึ่งชายหนุ่มได้ฟังก็ไม่รู้สึกแปลกใจสักนิด

“อา...รถติดบนทางด่วนน่ะ ฉันติดอยู่ตรงนี้เกือบชั่วโมง
แล้วคงไปร่วมงานเลี้ยงอะไรนั่นไม่ทัน” ชายหนุ่มตอบ


เมื่อวันก่อนเขาได้รับบัตรเชิญมาจากเพื่อนสนิทคนนี้
และยังถูกวานให้ไปร่วมงานเลี้ยงฉลองแทนตน
ด้วยเหตุผลว่าเจ้าตัวติดธุระด่วน ซึ่งเขาก็รู้จักโรงเรียน
ที่ส่งบัตรเชิญนี้มาอยู่หรอกและก็คิดว่าอยากลองไป
สักครั้งด้วย แต่ตัวเขานั้นไม่ได้รู้หรือมีส่วนเกี่ยวข้อง
กับโครงการนั่นเลยสักนิดเนี่ยสิ!

แต่เพราะด้วยความผูกพันธ์ที่มีต่ออีกฝ่าย ซึ่งเปรียบ
เสมือนสมาชิกคนหนึ่งในครอบครัวก็ทำให้เขาปฏิเสธ
คำขอของเพื่อนสุดรักไม่ลง ทำให้เขาต้องงดการไป
เยี่ยมคุณยายที่ป่วยหนึ่งวัน แล้วบึ่งรถตรงไปยัง
โรงเรียนควิ้นท์ตั้งแต่ห้าโมงเย็นทันที



จนตอนนี้เวลาหนึ่งทุ่มแล้วรถของเขาก็ยังติดแหง็ก
บนทางด่วน…



[อย่าไปสายมากก็แล้วกัน อย่างน้อยไปให้สุภะเห็นว่า
นายไปร่วมงานก็ยังดี ฝากขอโทษเขาทีนะที่ฉันไปไม่
ได้จริงๆ ทั้งที่สัญญาไว้แล้ว]

“อาๆ”

[อย่าก่อเรื่องนะ อย่าทำข้าวของเขาพังด้วยเข้าใจไหม]

“รู้แล้วน่า! พูดเหมือนฉันเป็นเด็กสองขวบไปได้”
ชายหนุ่มแว้ดใส่เพื่อนตัวดี

[ก็นายเป็นตัวอันตรายนี่นา เผลอทีไรนายก็หาเรื่อง
ให้คนอื่นเขาต้องเดือดร้อนทุกที]  


ทันทีที่สิ้นเสียงจากปลายสาย ก็มีเสียงหัวเราะน้อยๆ
หลุดออกมาให้ชายหนุ่มได้ยิน ก่อนที่เขาจะละความ
สนใจจากโทรศัพท์ในมือไปยังถนนเบื้องหน้า


“แค่นี้ก่อนนะไท ฉันต้องขับรถแล้ว”

ชายหนุ่มกดตัดสายโดยไม่รีรอความเห็นจากอีกฝ่าย
เขาเขวี้ยงโทรศัพท์ราคาหลักหมื่นลงบนเบาะรถ
ราวกับมันเป็นของที่ไร้ค่าไม่น่าสนใจในพริบตา
ก่อนสองมือจะจับพวงมาลับรถแน่นเพื่อบังคับตัวรถ
เคลื่อนไปข้างหน้า รถราที่เริ่มขยับเขยื้อนทำให้ชาย
หนุ่มรู้ว่าเขากำลังจะหลุดพ้นจากทางด่วนอันแสนน่า
หงุดหงิดนี้แล้ว!
….

..
.
.
.
.



แซ่ดๆๆๆ

ยิ่งเวลามืดมากขึ้นนั่นก็หมายความว่าผู้คนจะเริ่มแห่
เข้ามาในงานกันมากขึ้น เสียงพูดคุยดังจ้อกแจกจอแจ
ของคนนับร้อยในลานประชุม ยังคงฟังไม่ได้ศัพท์และ
มีทีท่าว่าจะทวีคูณความเสียงดังมากขึ้นไปอีกด้วย
ความวุ่นวายขนาดหย่อมที่เกิดขึ้นนับเกือบสองชั่วโมง
ณ ที่แห่งนี้เองก็ยังคงดำเนินต่อไปเรื่อยๆ

เด็กหนุ่มที่หลีกหนีกลุ่มคนมาหลบอยู่ตรงมุมห้อง
เพียงลำพัง กำลังก้มมองเงาตัวเองซึ่งสะท้อนบนแก้ว
น้ำส้มในมืออย่างไร้ปฎิกิริยาใดๆ เขาไม่รู้ว่าตอนนี้ควร
จะทำอะไรดีนอกจากมองผู้คนจับกลุ่มพูดคุยกัน
มองวงดนตรีที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นบนหน้าเวทีด้วยเครื่อง
ดนตรีหลากหน้าหลายตา หรือมองเด็กตัวเล็กๆ ที่วิ่ง
เล่นไล่จับกัน ราวกับที่นี่กลายเป็นสนามเด็กเล่น
ขนาดหย่อมสำหรับพวกเขา


เขาไม่รู้แม้กระทั่งตอนนี้กี่ทุ่ม มีสิ่งเดียวที่รู้คือ…
ผู้ปกครองของเขาไม่มา…

ใช่ ไม่มีใครมาเลยสักคน ทั้งคุณไทและคุณอันซุ

หรือว่าพวกเขาจะไม่เห็นบัตรเชิญกันนะ?



ในขณะที่เด็กหนุ่มกำลังนั่งคิดหาเหตุผลว่าทำไมผู้ใหญ่
ที่เปรียบเสมือนผู้ปกครองทั้งสองของเขาไม่มาร่วมงาน
จู่ๆ เขาก็ได้ยินเสียงกระซิบกระซาบของผู้หญิงกลุ่มหนึ่ง
ซึ่งยืนอยู่ใกล้ๆ ดังลอยมา แม้จะได้ยินไม่ค่อยถนัดนัก
เพราะด้วยระยะห่างแต่เขาก็พอจับใจความออกว่าพวก
เธอกำลังคุยเรื่องอะไรกัน


ถึงมันจะดูเสียมารยาท แต่เขาไม่ได้ตั้งใจอยากจะได้
ยินมันสักหน่อย…


“ว้ายเธอดูสิ! เห็นผู้ชายผมทองคนนั้นไหม ดูดีสุดๆ
ไปเลย!! สงสัยจังว่าเขาเป็นพ่อของเด็กคนไหน”

“แต่ดูสีหน้าเขาจะไม่ค่อยยินดียินร้ายเท่าไหร่เลยนะ
ท่าทางอารมณ์ไม่ดีด้วย เป็นอะไรของเขา”

“นั่นน่ะสิ แต่เขาก็หล่อจริงนะ ไม่เหมือนคนไทยเลย”

“เอาแต่ทำหน้าบูดแบบนั้นเดี๋ยวรอยตีนกาขึ้นนะจ๊ะ
พ่อหนุ่มคนหล่อ คิกๆ”


เมื่อเด็กหนุ่มหันไปมองตามสายตาแทะโลมมากมาย
ของกลุ่มหญิงสาววัยทำงาน ก็เห็นผู้ชายร่างสูงขายาว
เข่าดีคนหนึ่งกำลังก้าวเข้ามาภายในลานประชุม
น่าแปลกที่รอบตัวเขาก็มีคนอีกมากมายที่เดินเข้ามา
พร้อมกัน แต่ทำไมชายคนนั้นกลับกลายเป็นจุดเด่น
ในสายตาของคนหลายคนในงาน


อาจจะเป็นเพราะท่าทางการเดินของเจ้าตัวที่คล้าย
นักเลงหัวไม้หน่อยๆ

หรือเป็นเพราะใบหน้าที่รู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด
กันนะ?



...
..
.
.
.


สุภะลุกขึ้นแล้วก้าวตรงไปหาชายหนุ่มผมทองคนนั้น
เขารู้สึกอุ่นใจขึ้นมาหน่อยๆ ที่อย่างน้อยเขาก็ยังได้
เห็นคนรู้จัก ซึ่งบางทีเขาอาจจะอุ่นใจขึ้นมากกว่านี้อีก
ก็ได้ หากชายคนนี้ไม่ได้มาเป็นผู้ปกครองให้เขา...



“คุณไทกับคุณอันซุล่ะครับ”

เมื่อเข้าประชิดตัวชายหนุ่มผมทอง เด็กหนุ่มตัวเล็ก
กว่าก็เอ่ยถามถึงผู้ปกครองอีกสองคนที่ยังคงไร้วี่แวว
แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาเป็นใบหน้าของร่างสูงที่ดูหงุดหงิด
มากกว่าเดิม

“อันซุติดงานสัมมนา ส่วนไทก็ติดงานเลี้ยงพบปะที่
ทำงานเก่าเลยให้ฉันมาแทน แล้วเขาก็ฝากขอโทษ
นายด้วย”

“เหรอครับ...”

เด็กหนุ่มเริ่มรู้สึกทำตัวไม่ค่อยถูก เมื่อรู้ว่าในงานเขาจะ
ต้องอยู่กับชายคนนี้ตลอดโดยไม่มีคนรู้จักคนอื่นเลย
เพราะด้วยความที่ไม่เคยอยู่กันแค่สองคน (ปกติมักจะ
มีไทหรือไม่ก็อันซุอยู่ด้วย) มันทำให้เขารู้สึกอึดอัดกับ
ความเงียบแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ไม่รู้ด้วยซ้ำว่า
ตอนนี้เขาควรจะพูดอะไรต่อไปดี


พี่ริวจิมาร่วมงานจริงๆ เหรอ...


เขานิ่งเงียบไป ทั้งที่ในใจกลับกังวล ถึงเขาจะเคยเจอ
ชายหนุ่มผมทองลูกครึ่งคนนี้แค่สองครั้งเองก็เถอะ
แต่จากที่เคยฟังวีรกรรมที่ไทเคยเล่าบวกกับพฤติกรรม
อันรุนแรงของเจ้าตัวที่เขาเคยเห็น ก็ทำให้เขาคิดว่าถ้า
หากเลี่ยงได้ก็ไม่ควรอยู่ใกล้ชายคนนี้เลยอย่างยิ่ง…



ก็ได้แต่หวังว่าชายหนุ่มจะไม่ระเบิดอารมณ์ใส่เขา
หรือทำงานเลี้ยงพังนะ…



“พูดแบบนี้แสดงว่าไม่อยากให้ฉันมาหรือไง”

ริวจิมองอีกฝ่ายตาเขม็งราวกับอ่านความคิดเขาออก
แต่เด็กหนุ่มคงไม่มีทางรู้ว่าลึกๆ เขานั้นแอบรู้สึกแย่
และหงุดหงิดที่ตัวตนของเขาไม่เป็นที่ต้องการของใคร
เลยสักคน

ใช่สิ...ก็เขามัน ตัวอันตราย นี่นา


“เอ่อ...” สุภะพยายามที่จะแก้ความเพื่อไม่ให้ริวจิเข้าใจ
ผิด เขาเพียงแค่ไม่คาดคิดว่าริวจิจะมีเวลามาร่วมงาน
เลี้ยงด้วย เพราะปกติเจ้าตัวมักจะหายหัวตลอด
ไม่ค่อยเห็นหน้า แต่ทว่าเขากลับนึกคำพูดที่จะพูดกับ
ชายหนุ่มไม่ออกเลย


ปึก!

ริวจิส่งเสียงชิเบาๆ บ่งบอกถึงความหงุดหงิดที่ก่อตัวขึ้น
มากกว่าเก่า แต่ก็ไม่อยากอาละวาทงานพังเพราะไท
เตือนเขาไว้แล้ว เขาจึงเดินผ่านเด็กหนุ่มไปหน้าตาเฉย
ราวไม่ใส่ใจ แขนของทั้งสองที่ปะทะกันด้วยความแรง
ระดับหนึ่งราวกับจงใจพาให้สุภะเซไปเล็กน้อย…




..
.
.
.



ริวจิเดินตรงมาที่โต๊ะสำหรับวางเครื่องดื่ม เพราะรู้สึก
คอแห้งหลังจากนั่งอยู่ในรถมาเกือบสามชั่วโมง มือหนา
คว้าแก้วเปล่าขึ้นมาถือใบหนึ่ง ก่อนจะมองขวดเบียร์ที่
วางเต็มโต๊ะไปหมดพลางครุ่นคิด

เมื่อหันไปมองทางด้านหลังก็เห็นสุภะที่เดินตามเขามา
ด้วยสีหน้าเหนื่อยล้า ก่อนจะหยุดยืนพักหายใจข้างๆ
เขา แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เขาสนใจเท่าไหร่นอกจากแก้วน้ำ
ส้มที่เจ้าตัวถืออยู่


“เฮ้ นายไปเอาน้ำส้มนั่นมาจากไหน” ริวจิเอ่ยถาม
พลางปรายตามองมือข้างซ้ายของสุภะ เมื่อสุภะได้
ยินก็ชี้ไปยังโต๊ะวางเบียร์ ซึ่งเคยเป็นจุดที่วางเหยือก
น้ำส้มก่อนหน้านี้ แต่ตอนนี้ไม่มีแล้ว

ชายหนุ่มที่มองตามนิ้วของเด็กหนุ่มก็เข้าใจโดยทันที
เขาไม่อยากยืนรอจนกว่าจะมีคนเอาเหยือกน้ำส้มมา
วางหรือไปเดินหาน้ำเปล่าให้เสียแรง จึงคว้าขวดเบียร์
มารินใส่แก้วอย่างรวดเร็ว ในเมื่อไม่มีคนห้ามเขา
ไทเองก็ไม่เตือนไว้เขาก็สามารถดื่มมันได้สินะ


สุภะที่ไม่รู้ว่าริวจิเป็นพวกคออ่อนก็ไม่ได้ห้ามอีกฝ่าย
แต่อย่างใด เขาเหลือบมองริวจิเล็กน้อย ก่อนจะหัน
ไปให้ความสนใจกับพิธีกรที่มาปรากฏตัวบนหน้าเวที
แทน

..
.
.
.
.



เมื่อถึงเวลาเต้นรำซึ่งเป็นไฮไลท์ของงาน เสียงดนตรี
ก็เริ่มดังกระหึ่มขึ้นพร้อมกับเสียงของพิธีกรที่เงียบ
ลงไป ผู้คนในงานต่างเริ่มหาคู่ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นคน
ที่รู้จักกันอยู่แล้วเพื่อมาเต้นรำกับตน หลายคนต่าง
โยกย้ายไปมาตามจังหวะของดนตรีที่ค่อยๆ เร่งขึ้น
ตามแสงไฟหลากสีจากสปอร์ตไลท์ที่สว่างวูบวาบไป
มาจนชวนให้ปวดหัว

เด็กหนุ่มเริ่มรู้สึกว่าความวุ่นวายเข้ามาใกล้ตัวเขามาก
เขารู้สึกหายใจไม่ค่อยออก จึงตั้งใจจะไปแอบหลบอยู่
ที่ไหนสักแห่งของมุมห้องที่กว้างพอแล้วนั่งดูพวกเขา
เต้นรำไปพลาง



อีกเหตุผลที่เขาอยากจะหนีออกจากตรงนี้ก็เพราะ
คนข้างกายนี่แหละ...

ก็ริวจิเริ่มเมาแล้วน่ะสิ แถมเมื่อกี้ก็เตะโต๊ะเครื่องดื่ม
เขาไปทีหนึ่งเพราะคิดว่าเป็นลูกฟุตบอล...



“นายจะไปไหน แบบนี้ฉันก็ไม่มีคู่เต้นรำน่ะสิ”


หมับ!

แต่ทว่ายังไม่ทันจะได้เดินไปไหนเขาก็ถูกคนข้างตัว
คว้าแขนเอาไว้ก่อน สุภะพยายามปฏิเสธคำของชาย
หนุ่มและเดินหนี แต่ทว่าเขาไม่อาจสู้ความดื้อรั้น
ของชายหนุ่มที่มีมากกว่าได้เลย

“พี่ริวจิเมาแล้วนะครับ” เด็กหนุ่มบอก เมื่อเห็นว่า
อีกฝ่ายเริ่มทรงตัวไม่ค่อยอยู่แถมยังยิ้มแปลกๆ

“ช่างฉันเถอะน่า ถ้านายปล่อยมือฉันต่อยนายแน่”

พอได้ยินแบบนั้นก็ทำให้เขาต้องยอมตามน้ำแต่โดยดี
เพราะเขารู้ว่าคนอย่างริวจิพูดจริงทำจริงและทำได้ทุก
อย่างแม้กระทั่งต่อยผู้หญิงหรือทำร้ายคนพิการ!



ขนาดเขวี้ยงไม้ค้ำเขาทิ้งไปแบบนั้นยังทำหน้าตาเฉย!



ถึงสุภะจะแอบโวยวายอยู่ในใจที่ไม้ค้ำของสำคัญของ
เขาถูกเขวี้ยงทิ้งอย่างไม่ไยดี แต่เขาก็นึกขอบคุณอีกฝ่าย
ที่แม้เขาจะพึ่งพามืออีกฝ่ายจนเผลอบีบแรงมากแค่ไหน
แต่ชายหนุ่มก็ไม่คิดจะปล่อยมือเขา ทำให้เขายังคง
ยืนอยู่ได้แม้จะไม่มีไม้ค้ำช่วยค้ำอย่างทุกที


เอาจริงๆ เขารู้สึกว่าถ้าริวจิเป็นผู้ปกครองของเด็กคน
อื่นหรือไม่ก็จับคู่เต้นรำกับคนอื่นยังจะดีเสียกว่า
ดีกว่าจะต้องมาเต้นรำกับคนที่แม้ยืนยังไม่ได้อย่างเขา..


“ทำไมมาเต้นกับผม” เด็กหนุ่มถามคนตรงหน้าด้วย
เสียงที่ดังขึ้นกว่าปกติ เนื่องจากเสียงของดนตรีแทบ
จะกลบทุกเสียงของการกระทำไปจนเกือบหมด

“คิดว่าจะมีใครมายอมเต้นกับตัวอันตรายอย่างฉัน
หรือไง เจอหน้าก็คงหนีเตลิดกันหมด”


“คุณไม่โกรธใช่ไหม..” สุภะถามในเรื่องที่เขายัง
ข้องใจอยู่ เขานึกถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ที่ชายหนุ่ม
ดูจะโกรธเขาเมื่อเขาถามถึงไทและอันซุ

“ฉันจะโกรธไปทำไม ก็แค่หงุดหงิดที่รถติดน่า”

ริวจิดูเหมือนจะเข้าใจเรื่องที่เด็กหนุ่มเอ่ยถึง จึงตอบ
พลางยักไหล่ในขณะที่พวกเขากำลังย้ายตัวไปตาม
เสียงเพลง ซึ่งเด็กหนุ่มได้ฟังก็ไม่ได้พูดอะไรอีกทำ
เพียงแค่ก้าวตามฝีเท้าของชายหนุ่มไปด้วยขาที่สั่นๆ



การเต้นรำยังคงดำเนินท่ามกลางแสงสีต่อไปเรื่อยๆ
แม้ว่าเวลาจะผ่านล่วงเลยไปมากแล้วก็ตาม หากผู้คน
ในงานยังคงโยกย้ายส่ายสะโพกตามเสียงเพลงอย่าง
ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงง่ายๆ ตามความสนุกและ
อารมณ์ที่ค่อยๆ ก่อตัว…

เช่นเดียวกับความรู้สึกบางอย่างของเด็กหนุ่มที่เริ่ม
ก่อตัวขึ้นภายในใจเช่นกัน…เขารู้สึกว่าผู้ชายคนนี้
ก็มีมุมที่เหมือนมนุษย์มนาคนอื่นอยู่หมือนกัน
แถมพอยิ่งเต้นด้วยกันไปนานๆ มันทำให้เขาเริ่มคุ้น
ชินกับฝ่ามือใหญ่ที่เพิ่งจะได้เคยสัมผัสเป็นครั้งแรก
ของชายหนุ่มไปซะแล้ว…


หรือว่าจริงๆ ริวจิอาจจะเป็นคนที่ไม่ได้เลวร้---


“บอกว่าอย่าปล่อยมือฉันไง อยากโดนต่อยเหรอ!”
“....”

...ไม่ได้เลวร้ายอะไร

ไม่อ่ะ ยังไงเขาก็ยังเป็นตัวอันตรายอยู่ดี...




new character 2:
• ริวจิ (RYUUJI)

(ภาพใหญ่ >> http://oi67.tinypic.com/doq7ad.jpg)
ชื่อเล่น : ริว
อายุ : 39 ปี
ส่วนสูง / น้ำหนัก : 187 / 78
สัญชาติ : ไทย - บริติช
นิสัย : เป็นคนอารมณ์ร้อน หงุดหงิดง่าย ขวานผ่าซาก มักทำอะไรบุ่มบ่าม แต่ลึกๆ ก็เป็นคนรักครอบครัว
และรักเพื่อนมาก

ริวจิมีคุณแม่เป็นคนไทยและมีคุณพ่อเป็นคนบริติช คุณแม่ของริวจิเสียตอนที่เขาคลอด พ่อจึงเอาเขาไปเป็นตัวทดลองยาที่ศูนย์วิจัยในอังกฤษ ส่งผลให้ร่างกายเกิดอาการ ‘ดื้อยา (Drug Resistance)’ ตั้งแต่เด็ก เมื่อเขาหมดประโยชน์พ่อก็เอาเขาไปทิ้งไว้ให้คุณยายเลี้ยงที่ไทย

ริวจิรู้จักกับไทตั้งแต่สมัยมัธยม และได้กลับมาเจอกันอีกครั้งตอนที่เช่าห้องเช่าที่ตึกแถวของไท ตอนมอปลายริวจิเคยเป็นนักเลง แต่ก็ต้องเลิกเพราะก่อเรื่องจนร่างกายบาดเจ็บสาหัสและทะเลาะกับไท หากเขาก็ยังคงมีสกิลการเตะต่อยที่เก่งมากๆ ปัจจุบันทำงานเป็นฟรีแลนซ์เลยไม่ค่อยได้อยู่ที่บ้าน

เพิ่มเติม :

✟ ชื่อของริวจิ ถูกตั้งจากคำว่า ‘ริว’ ในภาษาญี่ปุ่นแปลว่า ‘มังกร’
✟ ริวจิถูกขนามนามว่า ‘ตัวอันตราย’ เนื่องจากสมัยตอนที่ยังเป็นนักเลงมักจะถูกเพื่อนในห้องเรียกแบบนั้น
✟ ไทเป็นเพื่อนเพียงคนเดียวที่มี เขาจึงแคร์ความรู้สึกของไทมากกว่าใคร
✟ ชอบรถมาก งานอดิเรกส่วนใหญ่จึงวนอยู่กับรถ แต่ไม่ชอบรถติด
✟ คุณยายเป็นคนสอนพูดไทยให้ริวจิ แต่ไม่พ่อของเขาไม่ยอมสอนพูดอังกฤษให้
✟ ปัจจุบันคุณยายป่วยและกำลังรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล
✟ เป็นคนคออ่อน แต่ดันชอบดื่มเหล้ากับเบียร์ (เวลาเมาก็ลำบากไทแบกกลับบ้านทุกที)
✟ เห็นงี้แต่ริวจิชอบที่จะสนิทกับเด็กตัวเล็กๆ แต่เด็กไม่ยอมสนิทด้วยเพราะกลัว…


  S - CLASS STAMP
ตราประทับระดับสูงสุดในหมวดภารกิจทั่วไป มีลักษณะเป็นดาวสีนิลสุดแสนจะคลาสสิก มีมูลค่า +100 Grade Exp. จะได้รับเมื่อปฎิบัติภารกิจได้เพอร์เฟ็คเป็นที่น่าประทับใจแก่ผู้อำนวยการโรงเรียน

  +1,500,000 Spirit Point
ไอเทมเพิ่มแต้มสะสม Spirit Point ตามปริมาณที่กำหนด สามารถนำไปใช้ในการแลกเปลี่ยนเป็น CHIPS ได้ในภายหลัง



Narin's Comment:
พึ่งเคยเห็นสุภะเล่นตัวละครเกรี้ยวกราดขนาดนี้
คุมได้ดีเลยนะครับ เวลาเขียนในมุมใคร สุภะจะ
คุมเนื้อหาให้สื่อคาแรคเตอร์ของคนนั้นๆได้ดีมาก
แล้วบรรยากาศเรื่องก็จะเปลี่ยนไปตามตัวละคร
หลัก เป็นอะไรที่น่าสนใจมากเลยครับ

พึ่งเคยเห็นวาดผู้ชายที่เน้นหล่อแบดๆแบบนี้เช่นกัน
หล่อมากเลยครับ แต่ยังคุมสเกลร่างกายผู้ชายไซด์
นี้ยังไม่คล่อง หัวกับตัวยังไม่ค่อยบาลานซ์กันเท่าไหร่
ถ้าหัวไหล่ขึ้นสูงกว่านี้นิด ตัวหนากว่านี้หน่อย
ผมว่าน่าจะหล่อยิ่งขึ้นกว่านี้อีกครับ

ปล.ตัวประกอบสาวไร้หน้าสวยกันทุกคนเลย.. ชอบ
ขึ้นไปข้างบน
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ
2012 © QUAINT | Powered by THE NOBLEMAN ®