Jinn's story

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

Jinn's story

ตั้งหัวข้อ  dedog on Sun 06 Sep 2015, 21:25

Jinn - คำอธิษฐาน

สืบเนื่องมาจาก ภารกิจที่24 เที่ยวกระหน่ำ รับปิดเทอม
ผมสร้างปมขึ้นมาโดยไม่ได้ตั้งใจแล้วดันคาใจ (ฮา) เรื่องสั้นนี้จึงถือกำเนิดขึ้นฮะ

ปล. ยืมตัวละครจากภารกิจที่15 Because of You มาใช้เล็กน้อย(เผื่ออ่านแล้วงงว่าคนในเรื่องที่ผมพูดถึงคือใคร)
ปล.2 เดือดมาก แต่อยากแต่ง T_T

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

คำอธิษฐาน

“พี่น้ำตาลอธิษฐานว่าอะไร” เจ้าน้ำหวานถามผมในปาร์ตี้วันเกิดที่ทางบ้านจัดเซอร์ไพรซ์ให้
ผมยิ้มจางเมื่อหวนนึกถึงคำขอของตัวเอง ลูบหัวน้องสาวแล้วบอก “พูดออกมาให้ได้ยินก็ไม่ศักดิ์สิทธิ์สิคะ”

“น้ำตาลดูมีความสุข” ป๊าบอกผมเมื่อตอนที่เพื่อนๆมาเที่ยวบ้าน 
ซึ่งผมก็มีความสุขจริงๆนั่นแหละ แต่ผมก็ยิ้มๆแล้วตอบป๊าไปแบบขำๆว่า
“ตาลก็มีความสุขตลอดเวลานั่นแหละ”

“อย่าคิดว่าป๊าไม่เห็น ตอนอธิษฐานเมื่อวานตาลทำหน้าเศร้าขึ้นมาแวบนึง”

ผมชะงักเมื่อหวนนึกถึงคำอธิษฐานในวันเกิดที่เพิ่งผ่านมา ไม่ทันได้พูดอะไรก็เห็นป๊าหัวเราะ
“ป๊าเดาถูกสินะ”
“มั่วแล้ว ตาลนึกอยู่หรอกว่าไปทำหน้าเศร้าอะไรนั่นตอนไหน” ผมเถียง
ในขณะที่ป๊าหัวเราะและยีหัวผมอย่างที่ทำประจำก่อนจะหันไปชวนคุยเรื่องอื่น
แม้คุยเรื่องอื่นแล้ว แต่สุดท้ายหัวผมก็ยังวนเวียนอยู่กับคำพูดของป๊า และตัวเองก็รู้ตัวดี

รู้อยู่แก่ใจกับคำอธิษฐานที่ไม่มีวันเป็นจริง

------------------------------------------------------

เมื่อสองวันก่อนของเจ็ดปีที่แล้วเป็นวันเกิดของเจ้าแฝดฮะ ตอนนี้ก็เจ็ดขวบกันแล้ว
นั่นแปลว่าวันนี้เมื่อเจ็ดปีที่แล้ว เป็นวันที่สาม ,เพื่อนคนแรกของผมหลังจากเสียงหายไป, ได้จากผมไปตลอดกาล

ในวันนี้ของทุกปีผมมักจะมาที่วัดที่จัดงานของเธอในตอนนั้น มานั่งมองรูปสีขาวดำเล็กๆ
บนโกฐที่เก็บเถ้ากระดูกของเธอเอาไว้
นั่งมองอยู่เงียบๆอย่างนั้นได้เป็นวันๆ เมื่อฟ้าเริ่มมืดจึงกลับบ้าน
เนื่องจากวัดนี้ไม่ไกลจากบ้านผมเท่าไหร่ ผมเลยกระโดดขึ้นรถสองแถวมาเองได้โดยไม่ต้องให้ใครมาส่ง


วันนี้ก็เช่นกัน
ผมมองรูปขาวดำของสาวน้อยที่ยิ้มอย่างสดใสแล้วอดไม่ได้ที่จะส่งยิ้มกลับไป
วางดอกไม้และนั่งลงใต้ร่มเงาต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ตรงหน้าโกฐนั้น แล้วเริ่มทำในสิ่งที่ผมคิดว่าจะทำมาตลอดเจ็ดปี 
แต่ไม่ได้ทำเพียงเพราะแคร์ว่าคนจะมองอย่างไร...
ผมคุยกับเธอ

“ตาลอยากเจอสาม”

พูดไปทั้งที่รู้ว่าเพื่อนไม่มีทางได้ยิน
ผมคิดว่าเด็กสิบขวบคนนึงไม่น่าจะทำบาปได้มากมายจนต้องตกนรก
และเจ็ดปีมันก็นานพอที่สามจะขึ้นสวรรค์จนเป็นนางฟ้า หรืออาจจะไปเกิดเป็นใครคนใหม่ไปแล้ว

ผมก็ไม่รู้ว่าทำไมช่วงเวลาสั้นๆ แค่ไม่ถึงเดือนที่เราได้อยู่ด้วยกันจะส่งผลกระทบกับตัวผมเองขนาดนี้
หากวันนี้เธอยังอยู่ เรื่องราวของเราจะเป็นอย่างไร ดำเนินไปในทิศทางไหน ผมอดสงสัยไม่ได้จริงๆ

เรื่องราวนั้นคงอยู่ได้แค่ในความคิดของผมเพราะมันไม่มีทางเป็นจริงไปได้
เหลือเพียงเรื่องราวในความทรงจำเมื่อตอนที่ยังอยู่ด้วยกัน แม้เลือนหายซีดจางไปบ้าง
แต่ภาพบางภาพ คำบางคำยังชัดเจนอยู่ในห้วงคิด

“ไหนสามบอกจะมากินข้าวฝีมือตาล”

ผมทำได้เพียงยิ้มจางๆให้กับคำถามโง่ๆของตัวเอง คำตอบชัดเจนอยู่ตรงหน้า
...เธอจากไปแล้ว...

ผมวางปิ่นโตที่พกมาด้วยลงข้างดอกไม้ที่เพิ่งวางลงไปก่อนหน้าไม่นาน 
เทข้าวลงบนจานกระดาษที่เตรียมมา จัดจานให้สวยด้วยความเคยชินแล้วจึงปักธูปลงไป
ก็รู้ว่าสิ่งที่ได้อานิสงค์ไปเต็มๆคงจะเป็นหมาวัด อย่างน้อยก็ดีกว่าทิ้งให้บูดเน่าไม่มีใครสนใจละนะ ผมได้แต่ยิ้มปลงๆ


มองควันธูปที่ลอยอ้อยอิ่งอยู่ในอากาศไป ผมก็คุยกับสามไป
คราวนี้ไม่แคร์สายตาใครๆอีกแล้วว่าเขาจะคิดอย่างไร ทำไมผมต้องสนใจ
ถึงอย่างไรก็ไม่ได้ยินคำนินทาของใครๆอยู่แล้ว

“ตาลอายุมากกว่าสามแล้วนะ ปีนี้ตาลสิบเจ็ดแล้ว โตกว่าสามตั้งหลายปี”
ผมบอกสาวน้อยที่อายุสิบขวบไปตลอดกาล
 
เล่าเรื่องราวตลอดเจ็ดปีที่ผ่าน ค่อยๆลำดับเหตุการณ์ นับจากวันที่จากกันจนถึงตอนนี้ เล่าราวกับเธอนั่งอยู่ข้างกาย

“ตาลเข้าโรงเรียนด้วยนะ โรงเรียนสำหรับคนพิการ ถ้าสามยังอยู่เราอาจจะได้ไปเรียนด้วยกัน”

“เมื่อสองปีที่แล้วตอนงานฮาโลวีนตาลไม่สบายด้วยแหละ รู้ตัวอีกทีไปนอนอยู่ห้องผอ.รร.ได้ไงไม่รู้
แต่แฟนผอ.สวยมากเลยนะ แถมยังเล่นมายากลเก่งมากเลย ถ้าสามเห็นตอนเธอเดินทะลุกำแพงต้องทึ่งแน่ๆ
เสียดายไม่ค่อยได้เจอเพราะผอ.เก็บเธอไว้ในห้องอย่างเดียวเลย”

“เมื่อปีที่แล้วที่รร.ตาลมีงานด้วย งานครบรอบโรงเรียน งานโคตรยิ่งใหญ่อลังกาลเลยสาม ห้องตาลทำคาเฟ่หมีกัน ตุ๊กตาเต็มห้องไปหมดเลย ถ้าสามได้ไปต้องชอบแน่ๆ ตาลจำได้ว่าสามชอบตุ๊กตาหมีตัวใหญ่ๆ”

“งานนั้นตาลขึ้นไปแข่งร้องเพลงด้วยนะ อย่างฮา เสียดายตาลไม่ได้ยินเลยไม่รู้ว่าเป็นไง ได้ที่สองเลยนะไม่อยากจะอวด ต้องขอบคุณทีมสอนกับทีมคอรัสเลย”

“ปีก่อนโน้นมีเลือกตั้งประธานนักเรียนกัน ตาลได้รับการเสนอชื่อด้วยนะ ตอนประกาศผลออกมานี่แทบเฮ ได้ที่สอง รู้สึกเป็นที่นิยมแต่ไม่ต้องทำงาน ที่สองตลอดกาลมาก”

“เออ ก่อนปิดเทอมนี่มีงานเลี้ยงเด็กด้วยนะ เด็กจากสถานสงเคราะห์มาอยู่ที่โรงเรียนเดือนนึง ยัยตัวเล็กของตาลโคตรน่ารักอะสาม เธอชื่ออลิเซีย ถ้าสามเจอสามต้องรักเด็กคนนี้เหมือนตาลแน่ๆ เธอชอบเล่นเปียโนด้วยนะ เสียดายที่ตาลไม่ได้ยิน แต่มันต้องเพราะมากแน่ๆ”

“ห้องตาลที่หอของรร.ไม่รู้ทำไมตาลเปลี่ยนรูมเมทบ๊อยบ่อย ลาออกบ้างละ พักการเรียนบ้างละ โดนไล่ออกก็มี นี่อยู่มาห้าปีเปลี่ยนไปสามสี่คนแล้ว ห้องตาลต้องมีอาถรรพ์อะไรแน่ๆ แต่หอหรูมากเลยนะ ถ้าสามเห็นต้องร้องว้าวแน่ๆ ที่จริงก็หรูหรามันทั้งรร.นั่นแหละ”

“ล่าสุดนี่มีเพื่อนมาเที่ยวบ้านตาลด้วยนะ ที่อัมพวา วันเกิดปีนี้แหละ มีจัดงานเซอร์ไพร้น์กันด้วยนะ ถ้าสามอยู่ด้วย....”

เล่าๆไปก็รู้สึกจุกในอก เพิ่งรู้สึกตัวว่าแทบทุกประโยคจะมีคำๆหนึ่ง...
คำว่า ‘ถ้า...’
...ถ้าสามยังอยู่
...ถ้าสามมาเห็น
...ถ้าสามได้เจอ
...ถ้าสามได้ไป

ถ้า... ที่ไม่มีทางเกิดขึ้นจริง

“ป๊าถามว่าทำไมตาลทำหน้าเศร้าตอนอธิษฐานวันเกิด” ผมพูด “ตาลไม่รู้ว่าป๊าเดาหรือป๊าเห็นจริงๆ”
“...”
“ตาลคงเผลอทำหน้าเศร้าออกมาจริงๆนั่นแหละ”
“เพราะตาลรู้ ว่าคำอธิษฐานทั้งสองข้อของตาลไม่มีทางจะเป็นจริงไปได้”
“ข้อแรก ตาลขอให้ได้เจอสามอีกครั้ง”
“ตาลคิดถึงสามมากๆ ตาลอยากเจอสาม ตาลรู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ สามจากตาลไปเจ็ดปีแล้ว
ตาลควรจะยอมรับจริงๆซักทีว่าเราไม่มีวันได้เจอกันอีก”
“แต่ตาลก็ยังอธิษฐานแบบนั้น”

ผมทิ้งสายตามองธูปที่มอดไปเกือบหมดแท่งแล้วจึงพูดต่อ “อีกข้อ ตาลขอให้ได้ยิน”
“ถึงจะยอมรับสภาพตัวเองแล้ว ถึงจะอ่านปากได้ ถึงจะสื่อสารกับใครๆได้ แต่ตาลก็ยังอยากอยากจะได้ยินอยู่ดี”
“ตาลอยากได้ยินเสียงเจ้าเด็กแฝด อยากได้ยินเสียงคุณแม่กับป๊า เสียงของคุณยาย อยากเล่นกีต้าร์
อยากฟังเพลง อยากได้ยินเสียงอย่างคนอื่นๆเขา”
“แต่ตาลก็รู้อีกนั่นแหละว่ามันเป็นไปไม่ได้ ตอนนั้นก็พยายามกันทุกวิธีแล้ว ทั้งเครื่องช่วยฟัง ทั้งประสาทหูเทียม
อะไรที่เค้าทำๆกันก็ทำหมด แต่มันก็ยังไม่ได้ยิน เพราะหูตาลมันพังไปแล้ว พังจนหมดทางเยียวยาแล้วจริงๆ!”

เพราะก้มหน้าลงถึงได้รู้สึกถึงน้ำอุ่นๆที่หยดลงบนหลังมือหยดแล้วหยดเล่า
...ผมกำลังร้องไห้
ร้องไห้อยู่จริงๆ ทั้งที่ไม่ได้ร้องมานานมากแล้ว ร้องไห้ทั้งที่ยังมีรอยยิ้มจางๆอยู่บนปากด้วยซ้ำ

นี่เหรอคนที่มีรอยยิ้ม
นี่เหรอคนที่มีบอกว่ามีความสุขอยู่ตลอดเวลา
ที่จริงแล้วก็แค่คนที่เก็บกดปมของตัวเองเอาไว้ก็เท่านั้น
ผมอดหัวเราะเยาะตัวเองไม่ได้จริงๆ หัวเราะทั้งน้ำตาแบบนั้นเอง

ไม่เคยคิดว่าการร้องไห้คือการแสดงความอ่อนแอ แต่ผมก็ไม่ชอบให้ตัวเองร้องไห้อยู่ดี
เพราะอย่างนั้นจึงไม่ชอบสภาพของตัวเองตอนนี้นัก
ผมเอนพิงต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ด้านหลัง เงยหน้ามองกิ่งก้านสาขาที่แผ่ขยายให้ร่มเงา
มองแสงแดดจางๆที่รอดผ่านหมู่มวลใบไม้ลงมา มองเลยไปถึงท้องฟ้าที่เป็นสีฟ้าสดใสในวันนี้

...ให้ท้องฟ้าช่วยซับน้ำตา

ใครบางคนเคยบอกผมแบบนั้น เมื่อร้องไห้ให้เงยหน้ามองฟ้า ให้ท้องฟ้าช่วยซับน้ำตาให้เรา
เมื่อนึกถึงคำบอกเล่านี้แล้วก็อดคิดไม่ได้ว่าในโลกสีหม่นๆที่เต็มไปด้วยคนสีเทาๆนี้ คนที่เป็นโรคซึมเศร้าก็มากมาย คนที่ชีวิตเศร้าก็คงมีไม่น้อย ยังไม่รวมน้ำตาแห่งความดีใจหรือแม้แต่เหล่าดารานักแสดงที่บีบน้ำตากันเก่งอย่างกับเปิดก๊อกน้ำ ประชากรโลกเจ็ดพันกว่าล้านคนเช่นนี้ หากทุกคนร้องไห้แล้วให้ท้องฟ้าช่วยซับน้ำตา แค่ซักสิบเปอร์เซ็นต์ร้องไห้ขึ้นมาพร้อมๆกัน ท้องฟ้าคงจะหนักมากจนกลั่นออกมาเป็นน้ำฝนท่วมโลกแน่ๆ

ผมส่ายหัวกับความคิดไร้สาระของตัวเอง ทอดสายตากลับมามองสาวน้อยสีขาวดำที่ยังคงมีรอยยิ้มสดใสแล้วยิ้มจาง เอนหัวพิงต้นไม้ ยกมือขึ้นปิดตา คิดเพียงว่าขอเวลาสงบจิตสงบใจซักพัก


เมื่อลืมตาขึ้นมาก็เห็นเงาของใครบางคนยืนอยู่ตรงหน้า ในใจแวบแรกคิดถึงสาม 
แม้จะย้อนแสง แต่เมื่อมองดูก็รู้ นี่ไม่ใช่สามหรอก
ยืนท่านี้ ตัวสูงประมาณนี้ ผมทรงนี้ กลิ่นแบบนี้...
เธอคนนี้อยู่กับผมมานานกว่าสาม ผมรักเธอยิ่งกว่าที่รักสาม และเธอเองก็รักผมมากกว่าใครๆในโลก

“คุณแม่”

ผมส่งยิ้มบางๆให้คุณแม่ที่คุกเข่าลงตรงหน้า
“มาได้ไงฮะเนี่...”
ไม่ทันจบคำถามคุณแม่ก็กางแขนกอดผมเอาไว้ แขนเล็กๆ แต่แข็งแกร่งนี้เองที่โอบอุ้มผมมาตั้งแต่เกิด 
อ้อมแขนที่อบอุ่นยิ่งกว่าใครๆ

“จะโอบไม่รอบแล้ว น้ำตาลของแม่ตัวโตขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กันเนี่ย” 
ท่านพูดเมื่อคลายอ้อมแขนออก และบอกก่อนที่ผมจะถามซ้ำ
“แม่ถามป๊าว่าเราหายไปไหน ป๊าบอกเราหิ้วปิ่นโตมาหาหนูสาม แม่เป็นห่วงเลยตามมาดู ตาลอย่าโกรธแม่นะ”
“ตาลจะโกรธแม่ทำไมฮะ” ผมกระพริบตาปริบๆ ถามคุณแม่ที่มองหน้าผมอยู่
“โกรธที่แม่แอบฟังเราไง” ท่านเอื้อมมือมาเช็ดคราบน้ำตาให้ผม นี่ได้ยินหมดเลยเหรอเนี่ย...
“แม่ไม่รู้เลยว่าตาลคิดแบบนี้อยู่” คุณแม่พูดต่อเมื่อเห็นผมนิ่งไป
“แม่เห็นตาลมีความสุขดี จนป๊าเขาเล่าให้ฟังนั่นแหละว่าตอนวันเกิดเราดูเศร้าๆ แม่ถึงได้รู้สึก”

สรุปแล้วป๊าไม่ได้เดาแต่มองผมอยู่ตลอดจริงๆสินะ

“แม่ชอบรอยยิ้มของตาล แต่แม่ไม่ได้รังเกียจน้ำตาของตาลนะ”
“ตาลไม่อยากให้ป๊ากับคุณแม่เครียดไปด้วย” ผมบอกตามที่คิด 
“ตาลโตแล้ว ตาลควรจะจัดการปัญหาของตัวเองด้วยตัวเอง”

“โตแล้วไม่ใช่ลูกของป๊ากับแม่เหรอ”

คำถามของคุณแม่ทำให้ผมชะงัก
“ไม่ว่าจะขวบเดียว ห้าขวบ สิบเจ็ด ยี่สิบ สี่สิบ แปดสิบ หรืออยู่ยันร้อยปี ไม่ว่าจะเมื่อไหร่ ตาลก็เป็นลูกแม่”
คุณแม่ลูบหัวผม “ครอบครัวแปลว่าเราจะไม่ทิ้งกันเด็ดขาด ตาลจำไม่ได้เหรอ”

คำพูดนี้ ผมเองก็เคยพูดออกไป คำพูดจากการ์ตูนเรื่องหนึ่งที่ครอบครัวเรายึดมาใช้กันจนติดปาก
ผมกอดร่างเล็กๆของผู้หญิงตรงหน้า

“ตาลรักแม่นะ”
คำว่ารักที่ไม่ได้พูดมานานหลุดออกจากปากอย่างง่ายดาย ผมแทบจะได้ยินคำว่า แม่ก็รักตาล ตอบกลับมา


ผมไม่ค่อยได้คุยกับคุณแม่เพราะส่วนใหญ่ท่านจะดูแลเจ้าเด็กแฝดและดูแลร้าน 
นั่นทำให้ผมสนิทกับป๊ามากกว่าอย่างช่วยไม่ได้ 
แต่ถึงอย่างนั้นเมื่อได้คุยกันก็ไม่ได้รู้สึกถึงความห่างที่เกิดขึ้นแต่อย่างใด
ผมคุยกับคุณแม่อยู่ตรงนั้นจนเกือบค่ำเราจึงกลับบ้านกัน ก่อนกลับผมอดไม่ได้จะหันไปบอกเพื่อน

“ถ้าสามยังอยู่มาเข้าฝันตาลบ้างนะ”


ถึงปัญหาไม่ได้รับการแก้ไข มันไม่ใช่อะไรที่แก้ไขได้ง่ายๆในแบบที่แค่พูดออกมาก็จบ
มันค่อนข้างเป็นอะไรที่ซับซ้อนและต้องใช้เวลา แต่เมื่อได้ระบายออกมา ปมที่ขมวดอยู่ในใจก็เหมือนจะเบาลง
ถึงผมจะไม่ได้อะไรตอบรับจากสาม แต่ก็ได้ความรักและความอบอุ่นของคนในครอบครัวที่อบอวลอยู่แทบจะเห็นได้ด้วยตาเปล่า

...คืนนั้นสามก็ไม่ได้มาเข้าฝันผมอยู่ดี


แก้ไขล่าสุดโดย dedog เมื่อ Thu 03 Dec 2015, 22:10, ทั้งหมด 2 ครั้ง

dedog

INFO. Jinn
ร.ศ. ภาควิชาศิลปะ
ชมรม : โสตทัศนศึกษา (★)
-7% Grade Exp.

Ore Ore : 574
Spirit Point : 95769437
CHIPS +50 M 222 K 109

CHIPS +3.0%/เดือน | ได้รับ ทุนการศึกษา/เงินเดือน เพิ่ม 100% ของฐานปัจจุบัน | ไม่เสียค่าใช้จ่ายของกรงในการเก็บมาสค็อตที่ติดประกาศนียบัตรนี้ลงคลังมาสค็อต

PASSPORT
[ VISA ]:

[ Grade Exp. ]:
402/3430  (402/3430)

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Jinn - อาถรรพ์ห้อง207

ตั้งหัวข้อ  dedog on Thu 03 Dec 2015, 22:06

จากอีเว้นท์วันคริสมาสต์
ที่ให้แต่งนิยายหนึ่งตอน ขอต่อในนี้เลยนะฮะจะได้ไม่รก
________________________________________

อาถรรพ์ห้อง207

ห้อง207เป็นห้องพักของจิณณ์กับแม็กเวล นักเรียนชั้นม.6 ของโรงเรียนผู้พิการแห่งนี้

จิณณ์นั้นอยู่ห้องนี้มานานแล้ว แต่แม็กเวลเพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ได้ไม่นานเนื่องจากรูมเมทของจิณณ์ล้วนแต่พักการเรียนบ้างลาออกบ้างมาหลายต่อหลายคนตนเรื่องโจทย์จันว่าห้องนี้มีอาถรรพ์

ก่อนจะเป็นรูมเมทกัน แม็กก็มานอนห้องจิณณ์บ่อยๆไม่เห็นจะรู้สึกอะไร ไม่รู้ทำไมพอย้ายเข้ามาแล้วกลับรู้สึกร้อนๆหนาวๆแปลกๆชอบกล

"เป็นไรไป" จิณณ์ถามขณะช่วยยกของเพื่อนเข้ามาในห้องในวันที่เพิ่งย้ายเข้ามาใหม่แล้วเพื่อนมองไปรอบๆห้องอย่างหวาดระแวง
"รู้สึกเหมือนมีใครมองอยู่" แม็กเวลตอบกลับ
จิณณ์อ่านปากได้แบบนั้นก็กระพริบตาปริบๆ มองไปรอบๆห้องไม่เห็นมีอะไรจึกบอกเพื่อน "คิดมากเกินไปแล้ว"
"หวังว่าจะเป็นอย่างงั้น" แม็กได้แต่ตอบไปเช่นนั้น

สองคนช่วยกันขนของอยู่อีกพักใหญ่โดยไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังถูกสายตาคู่หนึ่งจ้องมองอยู่ตลอดเวลา

- - - - - - - - - - - - - - - - -

เมื่อขนของกันเสร็จก็ผลัดกันอาบน้ำเพื่อจะไปกินข้าวเย็นกัน

จิณณ์อาบเสร็จก็ผลัดให้แม็กอาบต่อ
ตอนจิณณ์อาบน่ะไม่มีปัญหาอะไรหรอก แต่พอแม็กเดินเข้าห้องน้ำไปเท่านั้นแหละ...

แม็กมองซ้ายมองขวามองสำรวจห้องน้ำแล้วก็อดมองบนไม่ได้เพื่อความแน่ใจ
ที่นั่นเองทำให้แม็กมองเห็นเงาร่างของอะไรบางอย่างบนนั้น!!!

เขาร้องว้ากดังลั่นแล้วถลาออกมาจากห้องน้ำด้วยภาวะตกใจสุดขีด
จิณณ์ที่นั่งดูทีวีอยู่หันมามองงงๆ

ทางนี้ตกใจจนสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัวแล้ว ไม่รู้นึกยังไงเดินเข้าไปดึงเพื่อนเดินเข้าไปในห้องน้ำด้วยกัน
จิณณ์เงยหน้ามองเพดานตามที่แม็กชี้ก็เห็นเป็นรอยคราบน้ำที่มองเผินๆเหมือนเป็นเงาใบหน้าคนก็นิ่งไปนิดหนึ่งก่อนจะบอก

"น้ำรั่วอ่ะ เดี๋ยวพรุ่งนี้ฉันค่อยบอกคุณแม่บ้านให้เรียกใครมาซ่อมให้ นี่เย็น
แล้วคงไปพักแล้วแหละ"
"..."
"ทนๆอาบไปก่อนนะ ฝ้ายังไม่พังก็ไม่น่าเป็นไรหรอก"
จิณณ์ตบบ่าแม็กสองสามทีอย่างให้กำลังใจก่อนจะเดินออกไปดูทีวีต่อ ทิ้งแม็กเวลให้ยืนมองคราบน้ำที่ลายเหมือนเงาหน้าคนนั่นด้วยฟีลลิ่งที่ต่างไปจากเดิม
จากที่กลัว พอเจอทฤษฎีน้ำรั่วของเพื่อนเข้าไปก็กลายเป็นภาวะกึ่งงงกึงปลงยังไงชอบกล

- - - - - - - - - - - - - - - - - -

คืนแรกของแม็กในฐานะรูมเมทของจิณณ์ผ่านไปอย่างอกสั่นขวัญแขวน
แม็กปลุกจิณณ์ผู้นอนอยู่บนชั้นสองของเตียงสองชั้นตั้งแต่เช้ามืด

เมื่อจิณณ์งัวเงียลุกขึ้นมาเปิดไฟขึ้นมา แม็กก็บอกเสียงสั่น
"ฉันถูกผีอำ"
"ผีอำ?"
จิณณ์ทวนคำ คิดว่าตัวเองอ่านปากเพื่อนผิดรึเปล่า แต่เพื่อนกลับพยักหน้ารัวๆ แถมยังรีบบอกต่อ
"เนี่ยๆ เค้าบอกเราให้ ออกไปๆๆๆ เอาเพื่อนมึงออกไปด้วย ไปให้พันจากที่ของกู"
จิณณ์ขมวดคิ้วเมื่อได้รับสาร ก้มหน้าลงกดมือถืออยู่ชั่วขณะก่อนเงยหน้าขึ้นมาบอก...
ร่ายทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ซักประมาณร้อยข้อเกี่ยวกับอาการนอนแล้วขยับตัวไม่ได้ที่แม็กเรียกมันว่าการโดนผีอำ ลากยาวไปจนถึงสาเหตุอีกเกือบห้าสิบข้อเกี่ยวกับการนอนฝันร้าย เป็นเหตุเป็นผลสอดคล้องกันดีจนแม็กชักจะเชื่ออย่างนั้นตามไปด้วย
จนจิณณ์ปีนเตียงกลับขึ้นไปนอนต่อและแม็กโดนผีอำอีกรอบนั่นแหละ แม็กถึงได้เริ่มรู้สึกว่าจิณณ์ต้องใช้ไอร้อยสาเหตุ ห้าสิบทฤษฎี บลา บลา บลา นั่นไว้ใช้ปลอบใจตัวเองรึเปล่า?
.
.
คำตอบคือไม่ใช่

ทั้งที่จิณณ์เองก็เป็นคนที่กลัวผีขนาดหนัก แต่เขาเป็นคนความรู้สึกช้า มองโลกในแง่ดี แถมยังไม่ได้ยินอีก

เห็นได้จากการที่เห็นรอยหน้าคนในห้องน้ำก็ว่าน้ำรั่ว
โดนผีอำก็ว่านอนผิดท่า
ฝันร้ายก็ว่าคงมีกรดในกระเพาะมากไป
ผีจะกรีดร้องจะตะโดนไล่ยังไงก็ไม่ได้ยิน
แหกไส้แหวนพุงถอดหัวลอยทะลุกำแพงให้เห็นกันจะๆ ก็ดันชื่นชมว่าเล่นมายากลเก่งซะอย่างนั้น

ผีเองก็ท้อเป็นเหมือนกัน

เมื่อแรกหล่อนเพียงอยากได้พื้นที่สงบๆคืนมา
หล่อนเสียชีวิตที่ตรงนี้ เสียไปนานมากจนลืมไปแล้วว่าทำไมตัวเองถึงได้เสียชีวิต รู้เพียงหล่อนอยู่ตรงนี้ อยู่ตั้งแต่ก่อนที่โรงเรียนจะสร้าง ระหว่างสร้างหล่อนหลอกนายช่างหรือกระทั่งวิศวกรสถาปนิกไปหลายต่อหลายคนแต่โรงเรียนก็สร้างจนเสร็จ
พอมาเป็นหอพักนักเรียน ไม่รู้ทำไมหล่อนจึงผูกติดกับห้องนี้มากกว่าที่อื่น

หล่อนเพียรหลอกเพียรหลอนสม่ำเสมอทุกวี่ทุกวันจนรูมเมทของจิณณ์นี่กระเจิดกระเจิงไปถึงไหนต่อไหนกันแล้วไม่รู้
หลอกมาตั้งแต่เล็กยันโตแต่เจ้าหนูนี่จะกลัวให้เห็นซักครั้งก็ไม่มีทั้งที่เห็นชัดๆว่าเป็นคนกลัวผี ทำเสียจนหล่อนแทบจะหมดความมั่นใจในตัวเอง

หลอกจนเบื่อจะหลอกแล้วก็อดคิดไม่ได้ว่าบางทีหล่อนกับเจ้าหนูนี่อาจจะอยู่ร่วมกันอย่างสันติแปลกๆก็เป็นได้ละมั้ง

แต่กับรูมเมทคนใหม่นี่ก็อีกเรื่อง...
หล่อนอมยิ้มเมื่อแกล้งนอนทับอยู่บนตัวแม็กเวล

dedog

INFO. Jinn
ร.ศ. ภาควิชาศิลปะ
ชมรม : โสตทัศนศึกษา (★)
-7% Grade Exp.

Ore Ore : 574
Spirit Point : 95769437
CHIPS +50 M 222 K 109

CHIPS +3.0%/เดือน | ได้รับ ทุนการศึกษา/เงินเดือน เพิ่ม 100% ของฐานปัจจุบัน | ไม่เสียค่าใช้จ่ายของกรงในการเก็บมาสค็อตที่ติดประกาศนียบัตรนี้ลงคลังมาสค็อต

PASSPORT
[ VISA ]:

[ Grade Exp. ]:
402/3430  (402/3430)

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Jinn's story

ตั้งหัวข้อ  EinZ on Sat 19 Dec 2015, 14:48

แวะมาปัก
ปัก ปัก ปัก ปัก...

Signature ------------------------------------------------>
Blind can't hide your Heart
--Can you hear my heart?---

เป็นปู่นี่มันหล่อจริงๆ ( ͡° ͜ʖ ͡°)



EinZ

INFO. Isara Pattanasak
ผช.ศ.ภาควิชาภาษาเบรลล์
ชมรม : สภานักเรียน (★)
-10% Grade Exp.

Ore Ore : 299
Spirit Point : 98451509
CHIPS +63 M 48 K 764

สามารถ สวมใส่-ถอด เข็มกลัดชิ้นนี้ได้ทันทีโดยไม่จำเป็นต้องใช้ไอเทม | ไม่เสียค่าใช้จ่ายของกรงในการเก็บมาสค็อตที่ติดประกาศนียบัตรนี้ลงคลังมาสค็อต

PASSPORT
[ VISA ]:

[ Grade Exp. ]:
436/1720  (436/1720)

ดูข้อมูลส่วนตัว http://dongseng23.deviantart.com

ขึ้นไปข้างบน Go down

๋Jinn - Music Time

ตั้งหัวข้อ  dedog on Wed 06 Jul 2016, 17:23

เรื่องสั้นนี้ถือกำเนิดจากการดูหนังจบแล้วอารมณ์ไม่จบ

เป็นหนังที่ดูแล้วก็บอกอารมณ์ไม่ถูก เพราะงั้นเรื่องสั้นที่ออกมาเลยพลอยบอกอารมณ์ไม่ถูกตามไปด้วย...
เรื่องสั้นนี้ขอยืมตัวคุณครูจิคาโกะ คุณครูสอนดนตรีคนสวยมาใช้ คาแรกเตอร์ผิดพลาดประการใดขออภัยมา ณ ที่นี้นะฮะ

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

Jinn - Music Time

จิคาโกะได้ยินเสียงเปียโนดังมาจากทางห้องดนตรี

เสียงนั้นฟังสับสนวุ่นวาย หากดึงดูดอย่างประหลาด

จิคาโกะสงสัยนักว่าเจ้าตัวแสบคนไหนกันที่แอบมาเล่นเปียโนยามเย็นย่ำเช่นนี้ น่าจับมาตีก้นซักทีก่อนจับมาสอนให้เป็นเรื่องเป็นราว ภาพเด็กชายจอมซนที่กำลังสนุกสนานกับการละเลงนิ้วลงบนเปียโนเครื่องโตปรากฏขึ้นในมโนสำนึก รอยยิ้มเบาบางปรากฏขึ้นบนใบหน้า ว่าแล้วเธอก็เดินเร็วขึ้นอีกซักหน่อย



นึกไม่ถึงว่าตรงหน้าเปียโนกลับเป็นชายหนุ่มคนหนึ่ง ชายหนุ่มที่แม้เธอเดินไปหยุดยืนอยู่ด้านหลังก็คล้ายไม่รู้ตัวแต่อย่างใด

แน่ล่ะ ชายหนุ่มคนนี้หูไม่ได้ยิน ทำไมเธอจะไม่รู้

“คุณจิณณ์”

เรียกแล้วมือก็แตะไหล่ชายหนุ่มให้รู้ตัว นึกไม่ถึงว่าเขาจะสะดุ้งโหยงก่อนจะหันหน้ามามอง สีหน้าเหลอหลาตกใจเสียจนจิคาโกะอดไม่ได้จะหัวเราะออกมา

“ครูจี้ เอ่อ.. ผม” เขาเรียกเธอเหมือนสมัยที่เขายังเป็นนักเรียน สีหน้ากระอักกระอ่วน คล้ายเด็กที่ถูกจับได้ว่ามีความผิด “ผมขอโทษ”

“ขอโทษทำไมกันคะ” เสียงหัวเราะยังคงคลออยู่ในประโยค เธอขำท่าทางเลิ่กลั่กของเขา “คุณจิณณ์ไม่ได้ทำอะไรผิดซักหน่อย”

“ผม เอ่อ.. ผม” ชายหนุ่มมีสีหน้าขัดเขินระคนรู้สึกผิด เขายกมือขึ้นเกาแก้ม เหมือนจะไม่ได้คัน เป็นเพียงกริยาที่เผลอแสดงออกมายามไม่รู้จะพูดอย่างไร ใบหน้าขาวๆ นั้นขึ้นสีแดงจางๆ อย่างน่าเอ็นดู “ผมมาเล่นเปียโนของครู”

“เปียโนของโรงเรียนค่ะ ไม่ใช่ของดิฉัน” จิคาโกะบอก นั่งลงเก้าอี้ที่อยู่ใกล้กันและมองดูชายหนุ่มตรงหน้าที่กำลังปิดฝาเปียโน เมื่อจิณณ์หันมามองเธออีกครั้ง จิคาโกะจึงพูดขึ้น “ไม่คิดว่าจะได้เห็นคุณจิณณ์ที่นี่นะคะ”

เมื่อเห็นรอยยิ้มเขินๆของอีกฝ่ายจิคาโกะก็อดยิ้มตามไม่ได้ ทำไมเธอจะจำไม่ได้ว่าสมัยเรียนเขาโดดคาบดนตรีของเธอเป็นว่าเล่น ว่าไปแล้วจิคาโกะก็ไม่เข้าใจเท่าไหร่ว่าเอาเด็กที่หูไม่ได้ยินมาเรียนคลาสดนตรีไปทำไม

“ผมคิดถึงอลิเซีย” จิณณ์พูดถึงเด็กสาวจากสถานสงเคราะห์ที่เคยมาตรวจสุขภาพที่โรงเรียนและต้องกินนอนอยู่ที่นี่ระยะเวลาหนึ่ง ในช่วงเวลานั้นจิคาโกะก็เห็นจิณณ์พาสาวน้อยไร้แขนคนนั้นมาที่ห้องดนตรีแห่งนี้บ่อยๆ ทั้งที่โดยปกติแล้วเจ้าตัวหลีกเลี่ยงที่นี่ราวกับเป็นดินแดนต้องห้าม

“ได้ไปเยี่ยมบ้างมั้ยคะ” คำถามนี้ไม่ได้รับคำตอบเพราะชายหนุ่มไม่ได้มองหน้าเธอในเวลานี้

ราวกับว่าเขาหลุดไปในอีกมิติหนึ่งที่กำลังโอบกอดเป็นหลักให้กับเด็กหญิงไร้แขนตัวน้อยที่กำลังใช้เท้าพรมลงบนคีย์เปียโน ท่วงทำนองที่แสนละมุนละไมอบอวลอยู่ในบรรยากาศ บางวันก็ได้ยินเสียงใสๆ ของเด็กหญิงที่ร้องคลอไปกับเสียงเปียโน

พรสวรรค์ของเธอคนนั้นไม่ธรรมดาเลยในความคิดของครูสอนดนตรีอย่างจิคาโกะ ทำไมเธอจะไม่รู้ว่าบทเพลงเหล่านั้นเด็กหญิงร้องให้กับพี่ชายตัวโตผู้อุทิศตัวเป็นเก้าอี้ที่แสนมั่นคง โดยที่เจ้าตัวไม่มีโอกาสได้รู้เลย

จิคาโกะจำได้ด้วยซ้ำว่าตอนนั้นเสียดายแทนชายหนุ่มตรงหน้าขนาดไหนที่ไม่ได้ยินเสียงที่แสนไพเราะนี้

Spoiler:


รูปเก่าเล่าใหม่ 5555

“คุณดูเครียดๆ นะคะ” เธอพูดขึ้นเมื่อจิณณ์หันมามองเธออีกครั้ง จิคาโกะรู้สึกได้จากเสียงดนตรีของจิณณ์ ถึงแม้เขาจะไม่ได้ยินมัน แต่เธอได้ยิน และเธอก็รู้ เสียงดนตรีไม่มีทางโกหกกันได้ “มีปัญหาอะไรรึเปล่าคะ”

“ผมดูเครียดเหรอ” จิณณ์เลิกคิ้วนิดหน่อย เขากระพริบตาปริบๆ ก่อนเรียวปากนั้นจะขยับรอยยิ้มหยันที่เธอเดาอารมณ์ไม่ถูกเพียงแค่แวบเดียวเท่านั้นจนเกือบคิดว่าตาฝาดไป รอยยิ้มเบาบางที่มักแต้มอยู่บนใบหน้าปรากฏขึ้นมาแทน “นิดหน่อยมั้งครับ”

“อยากเล่ามั้ยคะ” จิคาโกะถาม ถามไปแล้วก็นึกเสียใจ เธอไม่ใช่ครูแนะแนวหรือนักจิตวิทยาเสียหน่อยที่จะให้คำแนะนำดีๆแก่คนที่กำลังประสบปัญหาชีวิตได้ หากให้คำแนะนำที่ไม่ดีไม่ถูกไม่ควรไปจะเป็นอย่างไร

ได้ยินเสียงหัวเราะก็อดหันไปมองไม่ได้ เป็นจิณณ์ที่หัวเราะเบาๆ คาดว่าความวิตกกังวลของเธอคงเปล่งประกายชัดเจนเกินไป เธออดค้อนใส่เขาทีนึงไม่ได้ จิณณ์ยกมือยอมแพ้ทั้งที่ดวงตาสีดำนั่นยังสั่นระริกจากการกลั้นขำ แล้วเขาก็บอกปัญหาของตัวเอง

“พรุ่งนี้ผมสอนครั้งแรก” สีหน้าจริงจังขึ้นเล็กน้อย มีความประหม่าเจืออยู่ในน้ำเสียง “ผมตื่นเต้น”

จิคาโกะรู้ว่านี่ไม่ใช่เรื่องเครียดที่สุดของเขา และก็รู้ด้วยว่าเธอกับเขาไม่ได้สนิทกันถึงขนาดจะมาเล่าปัญหาชีวิตให้กันฟังได้โดยสะดวกใจ ในฐานะครู อดีตลูกศิษย์ยอมพูดความกังวลใจออกมาบ้างเธอก็ดีใจแล้ว

“ทำยังไงก็ไม่หายตื่นเต้นซักที ผมเลยมาที่นี่” จิณณ์อธิบาย

“ตอนเรียนอยู่ ห้องดนตรีเป็นที่ที่ทำให้ผมตื่นเต้นได้เสมอเลย ทั้งว่าครูจะเรียกผมออกมาทำโทษข้อหาหนีเรียนเมื่อไหร่ หรือจะโดนจับได้ตอนไหนว่าผมแทบไม่เคยสนใจที่ครูพูดเลย ก็น่าขำนะฮะที่ครูไม่เคยว่าผมเลยทั้งที่ครูก็รู้ว่าผมไม่ตั้งใจเรียน หรืออย่างตอนอลิเซียมาอยู่ ยัยตัวเล็กก็ทำผมตื่นเต้นได้เสมอว่าครั้งนี้เธอจะแสดงอภินิหารทางดนตรีใดๆ ให้ผมดู ใครจะไปรู้ว่าเธอใช้เท้าปิดรูขลุ่ยแทนมือได้คล่องขนาดนั้น” เสียงนั้นมีแววขำ แล้วเจ้าตัวก็สรุปเอาดื้อๆ “ตื่นเต้นเจอตื่นเต้น คิดว่ามันคงจะหายตื่นเต้นบ้าง”

“แล้วเป็นไงคะ” เธออดถามไม่ได้ “หายตื่นเต้นบ้างมั้ย”

“มันก็ลืมตื่นเต้นไปพักนึงตอนนึกถึงเรื่องอื่นนี่แหละฮะ” จิณณ์ยิ้ม “แล้วตอนนี้ผมก็ตื่นเต้นอีกแล้ว”

จิคาโกะเอื้อมมือมาจับมือทั้งสองข้างของจิณณ์เอาไว้ มือของเขาเย็นราวกับแช่อยู่ในถังน้ำแข็ง ยืนยันคำว่าตื่นเต้นของอดีตลูกศิษย์ของเธอได้เป็นอย่างดี เธอกุมมือของเขาไว้แล้วถูเบาๆ ทำเป็นไม่เห็นสองแก้มของชายหนุ่มที่ขึ้นสีแดงเรื่อขึ้นมา ไม่นานมือที่เย็นเฉียบนั้นก็อุ่นขึ้นมาบ้าง ถูไปพลางก็เล่าเรื่องของตัวเองไปพลาง

“การสอนครั้งแรกของดิฉันนี่ ดิฉันก็กลัวตื่นเต้นจนสั่นไปทั้งตัวเลยค่ะ พูดผิดพูดถูกไปหมด สอนไม่รู้เรื่องเอามากๆ” เล่าไปแล้วก็ขำวีรกรรมตัวเอง “ดิฉันบอกเด็กว่ามือซ้ายให้กดคอร์ดซีค้างไว้ ทั้งที่เขาก็กดคอร์ดซีอยู่แล้ว น่าอายมากๆ เลยค่ะ”

“เด็กๆ ไม่ว่าฉันซักคำที่ทำผิดพลาด พวกเขาจับมือฉันแล้วบอกว่า ‘คุณครูไม่ต้องตื่นเต้นนะครับ ค่อยๆ พูดก็ได้ พวกเรารอฟังคุณครูอยู่’ พวกเขาให้กำลังใจฉัน เหมือนที่ฉันกำลังให้กำลังใจคุณอยู่ตอนนี้”

“คุณจิณณ์ไม่ต้องกลัวนะคะ” เธอบอกเขา “ดิฉันเป็นกำลังใจให้คุณ เด็กๆ ก็จะเป็นกำลังใจให้คุณเช่นกัน”

จิณณ์ยิ้มรับ “ขอบคุณนะครับ ครูจี้”

“ด้วยความยินดีค่ะ ครูจิณณ์” เธอเองก็ยิ้มให้เขา อดีตนักเรียนของเธอที่ตอนนี้กลายเป็นเพื่อนร่วมงานกันไปแล้ว ภาพเด็กชายกับรอยยิ้มเขินๆ ของเขายังคงอยู่ในความทรงจำ

“เล่นให้ผมซักเพลงได้มั้ย” คำขอนั้นกึ่งไม่แน่ใจกึ่งเว้าวอน จิคาโกะอยากให้เขาได้ยินเสียงตัวเองตอนนี้จริงๆ เสียงอ้อนๆ แบบนี้ใครจะกล้าปฏิเสธได้ลงคอ

“อยากรีเควสเพลงอะไรมั้ยคะ” เธอถาม เปิดฝาครอบเปียโนตรงหน้า จิณณ์ยิ้มและยกหน้าที่ในการเลือกเพลงให้เธอ

จิคาโกะนิ่งคิดอยู่ชั่วขณะแล้วตัดสินใจเล่นเพลง game ให้กับเขา

game-singular:


หาเวอร์ชั่นเสี่ยงเปียโนไม่เจอ จินตนาการเอานะฮะ...  


จิณณ์ไม่ได้ยินก็จริง แต่เขามองเธออย่างตั้งใจ ราวกับจะประทับฉากนี้ไว้ในความทรงจำตราบนานเท่านาน

เสียงปรบมือเมื่อจบเพลงทำให้จิคาโกะหันไปมอง เห็นเป็นชายหนุ่มผมทองที่มายืนอยู่ด้านหลังจิณณ์ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ จิณณ์เองก็คล้ายไม่รับรู้ถึงตัวตนคนด้านหลังจนกระทั่งเธอกันไปมองนั่นแหละ

จิณณ์กล่าวขอบคุณเธอก่อนหันไปเลิกคิ้วใส่ชายหนุ่มที่อยู่ด้านหลัง แม็กเวลยักคิ้วให้จิณณ์ทีหนึ่งก่อนหันมายกนิ้วโป้งให้เธอและบอกว่าครูจี้เจ๋งมากกกก ก่อนจะหันไปคุยกับจิณณ์

ตอนที่เธอขอตัวออกมายังคงได้ยินเสียงทั้งคู่พูดคุยกัน



“ไม่นึกว่าจะมาอยู่ที่นี่นะเนี่ย หาตั้งนานแน่ะ” แม็กเวลเปิดประเด็น

“ก็ไม่นึกว่านายจะตามมาถูกเหมือนกันนะเนี่ย” จิณณ์ตอบกลับ “บอกให้รอที่โรงอาหารก็ไม่เชื่อ”

“รอตั้งนานแล้ว ไม่เห็นมาซักทีเลยขึ้นมาหา”
จบคำนี้ก็มีเสียงเปียโนดังขึ้น เพลงเดียวกับที่เธอเล่นเมื่อครู่ไม่ผิดเพี้ยน จิคาโกะอดยิ้มไม่ได้ สมแล้วที่แม็กเวลเป็นอัจฉริยะด้านดนตรี


เสียงพูดคุยยังแว่วมาเป็นระยะ ถึงตอนนี้เธอเดินออกมาไกลเกินที่จะจับใจความบทสนทนานั้นได้แล้ว มีเพียงเสียงเปียโนอันแสนอบอุ่นที่คลออยู่ในแสงสีแดงหม่นของบรรยากาศยามเย็น เธอก็ได้แต่หวังว่าแม็กเวลจะช่วยให้เพื่อนผู้ตื่นเต้นของเขากำจัดความกังวลลงได้ในที่สุด

จิคาโกะอมยิ้มเมื่อนึกถึงคาบเรียนแรกของจิณณ์ในวันพรุ่งนี้

:)

dedog

INFO. Jinn
ร.ศ. ภาควิชาศิลปะ
ชมรม : โสตทัศนศึกษา (★)
-7% Grade Exp.

Ore Ore : 574
Spirit Point : 95769437
CHIPS +50 M 222 K 109

CHIPS +3.0%/เดือน | ได้รับ ทุนการศึกษา/เงินเดือน เพิ่ม 100% ของฐานปัจจุบัน | ไม่เสียค่าใช้จ่ายของกรงในการเก็บมาสค็อตที่ติดประกาศนียบัตรนี้ลงคลังมาสค็อต

PASSPORT
[ VISA ]:

[ Grade Exp. ]:
402/3430  (402/3430)

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Jinn's story

ตั้งหัวข้อ  pangkawjoa on Wed 06 Jul 2016, 19:23

ครูจิคาโกะใจดีอ่อนโยนมากเลยฮะ ให้กำลังใจม๊าจิณณ์ด้วย

แต่พีคสุดคือป๊าแม็กโผล่มานิดเดียว แต่สอยความเด่นไปทั้งพวงเลยนะฮะ

pangkawjoa

INFO. Taira Payakaroon
นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 4
ชมรม : การกีฬา
ได้รับเงินเดิมพันจากคาสิโนคืน 50% ในกรณีที่เดิมพันแพ้เจ้ามือ

Ore Ore : 59
Spirit Point : 78322117
CHIPS +5 M 218 K

 ได้รับ ทุนการศึกษา/เงินเดือน เพิ่ม 100% ของฐานปัจจุบัน | ไม่เสียค่าใช้จ่ายของกรงในการเก็บมาสค็อตที่ติดประกาศนียบัตรนี้ลงคลังมาสค็อต

PASSPORT
[ VISA ]:

[ Grade Exp. ]:
1340/1580  (1340/1580)

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน

- Similar topics

Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ
QUAINT & NOBLEMAN (EST.1990) © Copyright 2015, All Rights Reserved.